สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 26/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่างๆและบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนเองได้ร่วมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา บวก 4 (Transforming Education Summit +4 : TES+4) และการเจรจาความร่วมมือด้านการศึกษากับหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์การยูเนสโก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสถาบันชั้นนำของฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาระดับนานาชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของไทยเป็นอย่างดี

อีกทั้งในปี 2570 นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านการศึกษาระดับโลก 2027 Global Education Meeting (GEM) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ยูเนสโก และหน่วยงานด้านการศึกษาทุกสังกัด จึงขอให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมสำหรับการจัดงานดังกล่าว เพื่อผลักดันการศึกษาที่เท่าเทียม พร้อมชูนโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนอย่างเสมอภาค นอกจากนี้ ยังเตรียมบุคลากร โรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ เพื่อรองรับผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศ ควบคู่กับการนำเสนออัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของไทยสู่เวทีโลก สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะต้นแบบด้านการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

“การเตรียมความพร้อมจัดงานในครั้งนี้ต้องอาศัยการขับเคลื่อนตามนโยบาย “All for Education” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความเสมอภาค และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในเวทีโลก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้รับทราบและหารือประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “วิทยาศาสตร์พลังสิบ” เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือของเครือข่ายภาคการศึกษาและหน่วยงานชั้นนำของประเทศ มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ครู หลักสูตร และห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมสร้างเครือข่ายโรงเรียนศูนย์และโรงเรียนพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าพัฒนาครูกว่า 10,000 คนต่อปี และนักเรียนที่มีสมรรถนะสูงกว่า 108,000 คนต่อปี ในแต่ละระดับชั้น เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาเกาหลีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2569 โดยมุ่งพัฒนา 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านหลักสูตร ยกระดับการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ด้านครูและบุคลากร พัฒนาศักยภาพครูผู้สอน ครูรุ่นใหม่ และผู้บริหารทางการศึกษา และด้านเครือข่ายความร่วมมือ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางขับเคลื่อนในอนาคต โดยมุ่งยกระดับภาษาเกาหลีให้เป็นทักษะสำคัญด้านการสื่อสาร การศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพ พร้อมพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ นวัตกรรมการศึกษา ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากลต่อไป

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาอาเซียน ครั้งที่ 14 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (14th ASEAN Education Ministers’ Meeting: ASED and Related Meetings) ภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนผ่านการศึกษา (Strengthening ASEAN through Education)” พร้อมร่วมพิธีเปิดตัวแผนงานด้านการศึกษาของอาเซียน (ASEAN Work Plan on Education: AWPE 2026–2030) ณ โรงแรมแชงกรีลา สาธารณรัฐสิงคโปร์

ซึ่งการเปิดตัวแผนงานดังกล่าว เป็นกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาระยะ 5 ปีของอาเซียน ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับรวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านนโยบาย โดยประเทศไทยยืนยันการเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะสีเขียว และอาชีวศึกษา การยกระดับอุดมศึกษาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เน้นย้ำว่า การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง พร้อมนำเสนอความสำเร็จของโครงการ Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถนำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้วนับแสนคน และต่อยอดสู่ Thailand Zero Dropout PLUS ที่มุ่งป้องกันการหลุดออกจากระบบด้วยฐานข้อมูลรายบุคคล การจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น และการเรียนควบคู่การทำงานเพื่อสร้างรายได้ พร้อมเสนอวิสัยทัศน์ “ASEAN Zero Dropout” เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ เครื่องมือ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leaving No One Behind)”

ในโอกาสนี้ ที่ประชุมยังร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์ด้านการศึกษาหลายฉบับ อาทิ ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน (ASEAN Leaders’ Declaration on Foundational Learning) และ ถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับอุดมศึกษาผ่าน AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนการศึกษาของภูมิภาคให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045

ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ Temasek Polytechnic สถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำของสิงคโปร์ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม และโครงการ Passage to ASEAN (P2A) ที่เน้นการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและการพัฒนาทักษะการทำงานระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ประกาศจุดยืนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Regenerative Marketing” ผ่านงานเสวนา “ZEN Marketing Chula Exclusive Talk” พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง “ZEN Marketing Executive Program 2026 (Batch 2)” ถอดรหัสลับแบรนด์ญี่ปุ่น 100 ปี มุ่งทรานส์ฟอร์มผู้นำธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนที่เป็นบวกต่อระบบนิเวศ

ในยุคที่ความยั่งยืนแบบเดิมเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว ทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้ระบบนิเวศแย่ลง (Net-Zero) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ได้ร่วมกันเสนอทางออกใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจไทย ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากเกมรับสู่การเป็น “ผู้ฟื้นฟู” ที่มองธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “Apex Predator” ที่มุ่งชิงส่วนแบ่งตลาดและกำไรสูงสุด สู่การเป็น “Harmonious Contributor” ที่เติบโตไปพร้อมกับสังคม โดยยึดหลักแนวคิด “Sei-katsu-sha” หรือการมองผู้บริโภคในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ

ภายในงานได้มีการถอดรหัสลับความสำเร็จของบริษัทญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 100 ปี (Choju) ออกมาเป็นกรอบกลยุทธ์ 4 เสาหลักเพื่อเป็นแนวทางให้แก่แบรนด์ไทย ดังนี้ C – Calm (นิ่ง) พลังแห่งความเชื่อมั่นที่ไม่รีบร้อน เน้นสร้างแบรนด์ผ่านความประณีต เช่น แบรนด์ Muji หรือ วัฒนธรรม “Oteate” (การดูแลด้วยมือและใจ) ของ Saishunkan Pharmaceutical , H – Harmonious (กลม) การดำรงอยู่โดยไม่แปลกแยกจากระบบนิเวศ สร้างสมดุลให้ผู้คนและโลกโดยไม่ทำตัวเหนือกว่าสังคม เช่น Shiseido , S – Straightforward (ตรง) การใช้ความจริงใจเป็นอาวุธผ่านแนวคิด Radical Precision ปฏิเสธการเคลมเกินจริง เช่น “Glass-Box Model” ของ Toyota รวมถึงการสะท้อนความธรรมดาที่ซื่อตรงของแบรนด์ไทยอย่าง ห่านคู่, นันยาง, ถ้วยทอง และนมมะลิ , R – Restorative (คืน) มาตรฐานสูงสุดของการตลาดเชิงฟื้นฟู มุ่งเน้นการเป็น Net-Positive โดยมีสมการโครงสร้างธุรกิจคือ คุณค่าที่แบรนด์มอบกลับคืนสู่สังคมต้องมากกว่าทรัพยากรที่หยิบใช้ไป ($Value Returned > Resources Extracted$) เช่น Panasonic

วิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืน “ยุทธศาสตร์ ZEN Marketing มุ่งเน้นการสร้างผู้นำที่ตระหนักถึงแนวคิด ‘Okaigesama’ (การสำนึกในคุณของสรรพสิ่งรอบข้าง) พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ‘ถ้าวันหนึ่งธุรกิจของเราหายไป โลกจะสูญเสียคุณค่าอะไร?’ ซึ่งหากคุณค่าที่เหลือนั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวเลขกำไร นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง”

หลักสูตรมีกำหนดจัดการเรียนการสอนทุกวันศุกร์ช่วงบ่าย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม – 16 ตุลาคม 2569 (พร้อมการเดินทางดูงานที่ญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม) เปิดรับสมัครจำกัดเพียง 40 ท่านเท่านั้น โดยจะพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารที่มีเป้าหมายความสำเร็จระยะยาวและต้องผ่านการสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ZEN Marketing Chula

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ – สร้างความตระหนักด้าน วทน.

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ - สร้างความตระหนักด้าน วทน.

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ – สร้างความตระหนักด้าน วทน.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.ปริยะดา วิสุทธิแพทย์ รองผู้ว่าการบริหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการเพาะกล้านักวิทย์น้อย (TISTR Junior Scientist Camp) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและขั้นสูง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กันตรัตน์ สุจิตวนิช ผู้อำนวยการ โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนจำนวน 85 คน เข้าร่วมโครงการฯ โอกาสนี้ วว. ได้มอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนด้วย เพื่อสนับสนุนการฝึกฝนทักษะทางกีฬา สร้างสุขภาพแข็งแรง สร้างความมั่นใจในตนเอง และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ในการนี้ นางอลิสรา คูประสิทธิ์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) นางสาวปัทมา ลิ่วเลิศมงคล ผู้อำนวยการ กองประชาสัมพันธ์ คณะนักวิจัย และบุคลากร สสอ. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โดยคณะนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก วว. พร้อมการลงมือปฏิบัติจริง จำนวน 4 ฐานกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานที่ 1 การศึกษาลักษณะโครงสร้างทางสัณฐานวิทยาของพืช โดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์  (ศนก.) และคณะ ฐานที่ 2 การผลิตเครื่องดื่มน้ำผลไม้อัดก๊าซ โดย นางเรวดี มีสัตย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพและคณะ ฐานที่ 3 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดย ดร.ณัฏฐวันณ์  โมกขพันธุ์ นั กวิจัย ศนก. และคณะ และฐานที่ 4 การผลิตจุลินทรีย์เพื่อใช้ในการเกษตร โดย ดร.สาวิตรี ปราโมช ณ อยุธยา นักวิจัยอาวุโส ศนก. และคณะ

อนึ่ง ในปีงบประมาณ 2569 วว. ดำเนินโครงการเพาะกล้านักวิทย์น้อยร่วมกับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาจำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่  1.โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ  2.โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสะอาดรังสิต และ 3.โรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและสังคม ผ่านการส่งเสริมเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ การแก้ปัญหา และการพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

โปรดเกล้าฯให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

29 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชาในสถานที่ต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำคณะผู้บริหารธนาคาร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ขอทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2569

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนกระบวนการสันติภาพ เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 รกฎาคม 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือทวิภาคีกับ ดาโตะ เซอรี โมฮัมหมัด คาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ พร้อมติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ

การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาคร่วมกัน

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยฝ่ายไทยได้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินงาน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างทุกภาคส่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเห็นพ้องถึงความสำคัญของการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และการสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะเดินหน้าทำงานร่วมกับมาเลเซียอย่างใกล้ชิด บนพื้นฐานของความไว้วางใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อผลักดันให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืน

“สันติภาพที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ ความจริงใจ และการลงมือทำร่วมกัน ไทยพร้อมทำงานเคียงข้างมาเลเซีย เพื่อสร้างความมั่นคงและอนาคตที่มั่นคงของประชาชนทั้งสองประเทศ”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ทำความรู้จัก ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

ทำความรู้จัก 'ยิ่งชีพ iLaw' ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

ทำความรู้จัก ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

จากกรณีที่ ‘เป๋า iLaw’ หรือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานสำคัญที่อ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และ สส. ฝ่ายรัฐบาล มีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ส่งผลให้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาของสังคมอีกครั้ง วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ จะพาไปทำความรู้จักเส้นทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติและการศึกษา

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ปัจจุบันอายุประมาณ 40 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนมุ่งหน้าสู่เส้นทางกฎหมายโดยคว้าปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังสอบผ่านเนติบัณฑิตไทยและได้รับใบอนุญาตว่าความตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

เส้นทางสู่การเป็น นักกฎหมาย

แม้จะมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่วิชาชีพผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความในสำนักงานกฎหมายเอกชนชั้นนำ แต่ยิ่งชีพกลับเลือกเดินบนเส้นทางภาคประชาสังคม โดยในปี 2552 เขาได้เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และเริ่มทำงานกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในฐานะเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์และเติบโตขึ้นเป็นผู้จัดการโครงการ จนก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารในปัจจุบัน

บทบาทและผลงานที่โดดเด่น

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ยิ่งชีพมุ่งเน้นการทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ได้แก่

  • การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2563
  • การตรวจสอบอำนาจรัฐ จัดทำรายงานและฐานข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนกฎหมายพิเศษต่างๆ
  • การติดตามการเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการติดตามและตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในช่วงปี 2567-2569 พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่นำไปสู่การตั้งคำถามในวงกว้าง

จุดยืนทางการเมืองและข้อวิจารณ์

ยิ่งชีพมักย้ำเสมอว่าตนเองทำงานในฐานะ “นักกฎหมายภาคประชาชน” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทที่จับตาการทำงานของรัฐอย่างเข้มข้น ทำให้มีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายที่มองว่า iLaw และตัวเขามีจุดยืนทางการเมืองที่เอนเอียง ซึ่งยิ่งชีพได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า การดำเนินงานทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติรัฐ โดยไม่ได้สังกัดหรือรับใช้พรรคการเมืองใด

เจาะลึกแหล่งทุนและเครือข่ายของ iLaw

ประเด็นด้านเงินทุนของ iLaw มักถูกหยิบยกมาเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองอยู่เสมอ จากข้อมูลสาธารณะที่ iLaw เปิดเผยระบุว่า ในช่วงปี 2557-2565 องค์กรได้รับเงินสนับสนุนหลักจากองค์กรไม่แสวงกำไรระหว่างประเทศ อาทิ

  • Open Society Foundations (OSF) สนับสนุนด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
  • National Endowment for Democracy (NED) องค์กรสนับสนุนภาคประชาสังคมจากสหรัฐฯ
  • Fund for Global Human Rights (FGHR) และ American Jewish World Service (AJWS)

นอกจากนี้ ยังมีทุนสนับสนุนเฉพาะกิจสำหรับบางโครงการ เช่น จากมูลนิธิ Heinrich Böll, สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์, Forum Asia และ Access Now รวมไปถึงการเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป ซึ่งในช่วงปี 2566-2576 เงินบริจาคส่วนหนึ่งถูกนำไปชำระหนี้การซื้อและก่อสร้างอาคารสำนักงานเพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ

ต่อข้อวิจารณ์เรื่องอิทธิพลของแหล่งทุนต่างชาติ iLaw ได้ชี้แจงว่าการรับทุนเป็นกระบวนการปกติขององค์กรไม่แสวงกำไร (NGO) ข้อมูลผู้สนับสนุนทั้งหมดถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสบนเว็บไซต์ และยืนยันว่าผู้ให้ทุนไม่มีอำนาจในการแทรกแซงหรือกำหนดทิศทางการทำงานขององค์กรแต่อย่างใด

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ” ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

การเมืองไทยในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ว่าใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นฝ่ายค้าน ใครทำผิดกฎหมายใครเปิดโปง แต่เป็นการแย่งชิงพื้นที่การรับรู้ของสังคม ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อนว่า นี่คือ “การปฏิรูป” หรือ “การรื้อระบบ”

นี่คือ “การเปิดโปงการฮั้ว” หรือ “การสร้างเรื่องเล่าทำลายฝ่ายสีน้ำเงิน” และนี่คือ “การใช้สิทธิปกป้องชื่อเสียง” หรือ “การฟ้องปิดปาก” 

ในส่วนของฝ่ายคัดค้าน ในประเด็นที่ว่า นักกิจกรรมกำลังถูกนักการเมืองใช้คดีปิดปาก คือ ผู้กล่าวหากำลังใช้สถานะองค์กรภาคประชาสังคมเป็นเกราะ เพื่อเปิดชื่อและทำลายชื่อเสียงนักการเมืองโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตรวจสอบผู้อื่น

ประเด็นนี้แยกพิจารณาได้เป็นสามชั้น

ชั้นแรก หากตรวจสอบได้ว่า iLaw ได้รับเงินสนับสนุนจาก OSF, NED และองค์กรต่างประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ก็พอกล่าวได้ว่า iLaw พึ่งพาแหล่งทุนต่างประเทศ และสังคมย่อมมีสิทธิตรวจสอบเงื่อนไข แหล่งเงิน และความเป็นอิสระขององค์กรนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง iLaw ประชาไท นักกิจกรรม และพรรคประชาชน ก็อาจสะท้อนให้เห็นได้จากประวัติบุคคล วาระที่สนับสนุนร่วมกัน เวที และแนวคิดที่สอดคล้องกัน จึงพอวิเคราะห์ได้ว่าองค์กรเหล่านี้อยู่ในระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าเดียวกัน และมีผลประโยชน์หรือเป้าหมายบางเรื่องที่บรรจบ

ทั้งนี้ ระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าดังกล่าว มีองค์กรและบุคคลบางส่วนที่ยืนอยู่ในจุดสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และการปรับสถานะหรืออำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครอง”

คำว่า “ล้มล้างการปกครอง” ทางการเมืองหมายถึง การกระทำที่มีเจตนาทำลาย หรือเปลี่ยนผ่านระบบโครงสร้างหลักของรัฐให้สิ้นสลายไป โดยเฉพาะในบริบทไทยคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือการเป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและข้อห้ามตามกฎหมาย

พรรคประชาชนเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างเปิดเผย ซึ่งบางเรื่องเป็นการปฏิรูปภายในระบอบ แต่ความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกลและประเด็นมาตรา 112 ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงการเปลี่ยนแปลงอาจลึกกว่านโยบายที่ประกาศในปัจจุบัน

สิ่งที่ยืนยันได้คือ พรรคประชาชนมีความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกล และประเด็นมาตรา 112 เคยเป็นส่วนสำคัญของแนวทางพรรคเดิม สิ่งที่อนุมานได้อย่างมีเหตุผลคือ พรรคประชาชนอาจต้องปรับยุทธศาสตร์และลดการสื่อสารในประเด็นที่เคยนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมาย

แต่สิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้คือ พรรคประชาชนมีมติลับให้ยกเลิกมาตรา 112 หรือถือเรื่องนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดเหนือทุกนโยบาย และการไม่มีข้อความในเอกสารสาธารณะไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปเจตนาลับโดยไม่มีหลักฐาน

ชั้นที่สอง คดีเลือก สว. สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ มีการสอบสวนขนาดใหญ่ มีพยานและข้อมูลจำนวนมาก และมีข้อสงสัยมากพอให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการ

แต่ก็ยังจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการรวมกลุ่ม การกระทำผิดรายบุคคล เครือข่ายจัดตั้ง และความเชื่อมโยงถึงพรรคการเมือง ออกจากกันให้ชัด

สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ มีขบวนการเดียวควบคุมการเลือกจริงหรือไม่ ผู้สมัครแต่ละคนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด เงินแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์อะไร และนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นผู้สั่งการหรือสนับสนุนหรือไม่

แต่ในสถานะปัจจุบัน “ความเสี่ยงต่อการครอบงำกลไก” เพราะการมี สว. ที่ภูมิหลังใกล้กัน ลงคะแนนสอดคล้องกัน หรือมีความสัมพันธ์กับขั้วการเมืองเดียวกัน ยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าถูกควบคุมจากศูนย์กลาง

การยืนยันว่ามีการยึดกลไกจริงต้องมีหลักฐานเรื่องการจัดตั้ง การสั่งการ เส้นทางผลประโยชน์ รูปแบบการลงมติ และการใช้อำนาจแต่งตั้งอย่างต่อเนื่อง

ชั้นที่สาม ผู้เปิดโปงเองก็มิได้อยู่นอกสนามการเมืองแต่อย่างใด เพราะ iLaw เป็นองค์กรรณรงค์ที่มีจุดยืน แหล่งทุน และความสัมพันธ์อยู่ในระบบนิเวศฝ่ายก้าวหน้าเช่นกัน จึงต้องถูกตรวจสอบเรื่องการคัดเลือกข้อมูล วิธีนำเสนอ และผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ต่างจากผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวก็ไม่อาจนำมาใช้ลบล้างหลักฐานของ iLaw ได้ หากยังไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาหลักฐานนั้นอย่างจริงจัง

ข้อสรุปของบทวิเคราะห์นี้คือ

ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการรื้อโครงสร้างกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังยึดกลไก แต่ยังเผชิญการต่อสู้เพื่อยึดพื้นที่การรับรู้ของสังคม ฝ่ายหนึ่งอาจใช้ภาษาการปฏิรูปเพื่อปิดบังผลของการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าที่ประกาศ อีกฝ่ายอาจใช้กลไกและเครือข่ายเพื่อรักษาอำนาจ ขณะที่องค์กรตรวจสอบก็อาจใช้ข้อมูลและเรื่องเล่าทางการเมืองสร้างคำตัดสินในสังคมก่อนกระบวนการยุติธรรม

ทางออกจึงไม่ใช่การห้ามตรวจสอบหรือห้ามฟ้องคดี แต่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย นักการเมืองต้องตอบคำถามต่อหลักฐาน ผู้ตรวจสอบต้องเปิดเผยวิธีทำงานและผลประโยชน์ของตน และผู้ที่ใช้กฎหมายต้องพิสูจน์ว่ากำลังปกป้องสิทธิ ไม่ใช่ใช้อำนาจสร้างความหวาดกลัว”

ศุภชัย สอนมวย ยิ่งชีพ ร่ายยาวข้อกฎหมาย สวนปมแจ้งความหมิ่นฯ ยันเหตุเกิดทั่วไทย-แจ้งได้ทุกโรงพัก

ศุภชัย สอนมวย ยิ่งชีพ ร่ายยาวข้อกฎหมาย สวนปมแจ้งความหมิ่นฯ ยันเหตุเกิดทั่วไทย-แจ้งได้ทุกโรงพัก

ศุภชัย สอนมวย ยิ่งชีพ ร่ายยาวข้อกฎหมาย สวนปมแจ้งความหมิ่นฯ ยันเหตุเกิดทั่วไทย-แจ้งได้ทุกโรงพัก

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

29 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 คดีจะริเริ่มขึ้นที่ไหนได้บ้าง ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจแล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น

2) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่

3) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ (ผู้ต้องหาอยู่ตรงนั้น)

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้

หลักการนี้ในทางกฏหมายในระยะยาว ผมว่ามันถกเถียงกันได้อยู่ว่าดีที่สุดหรือยัง สมมุติว่าผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินตอนที่จะขึ้นเครื่องบินอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าใครขโมย ถ้าจะแจ้งความมีทางเดียว คือ ผมต้องทิ้งตั๋วแล้วไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้นซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุคดี ซึ่งผมไม่สะดวก แต่ถ้าผมขึ้นเครื่องบินกลับบ้านมาก่อนแล้วแจ้งความที่กรุงเทพได้ สำหรับผู้เสียหายแล้วสะดวกกว่า แล้วตำรวจที่กรุงเทพก็ค่อยส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ตำรวจที่เชียงใหม่ช่วยสืบต่อ น่าจะดีกับผู้เสียหายมากกว่า

แต่อย่างไรก็ดีวันนี้กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ผมต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้ วัตถุประสงค์ที่กฎหมายเขียนเช่นนี้เพื่อต้องการไม่ให้คนแจ้งความสามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายกลั่นแกล้งคนที่ถูกแจ้งความได้ ถ้าจะดำเนินคดีต่อเขาก็ต้องดำเนินคดีในสถานที่เหตุต้นเรื่องนั้นเกิดขึ้นหรือในสถานที่ที่ไม่เป็นภาระกับเขาเกินไป

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้มีคนใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อการกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่บ้าง ในคดีหมิ่นประมาทและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คนที่ถูกวิจารณ์แล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ ก็จะอ้างว่า ตัวเอง “พบเห็น” ข้อความที่ถูกด่าตอนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วอาศัยช่องว่างของมาตรา 18 บอกว่า “คดีเกิดขึ้น” ในพื้นที่ที่มีการพบข้อความ ซึ่งไม่ได้อ้างว่า ผู้แจ้งความสะดวกที่ไหนแต่อ้างว่าพบข้อความและคดีเกิดที่นั่น ก่อนหน้านี้มีหลายคดี เช่น ที่นราธิวาส ที่เชียงราย ที่พะเยา ที่แม่สอด ฯลฯ เพื่อหวังให้ผู้ต้องหามีภาระมากขึ้นในการเดินทางจะได้หวาดกลัวและหยุดพูด คดีทางไกลที่เคยเห็นเกิดจากการโพสต์ออนไลน์ โดยคนแจ้งความอ้างได้ว่า ไม่รู้คนโพสต์ตอนกดโพสต์อยู่ที่ไหน จึงถูกอ้างอิงว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่มีการพบข้อความ แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยแต่กฎหมายเรื่องนี้ยังเป็นช่องว่างให้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และต้องการการแก้ไขเพื่ออุดช่องว่างต่อไป

หลายวันมานี้ผมเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองหลายคนอ้างหลักกฏหมายผิดผมก็ไม่สบายใจ เพราะกฎหมายตอนนี้ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้ ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ เรียนมาเพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน

การแจ้งความผิดท้องที่เป็นเหตุผลที่ง่ายมากที่ตำรวจจะไม่รับแจ้งความ เราในฐานะประชาชนล้วนประสบปัญหานี้ เช่น เวลากระเป๋าตังค์หายเดินไปแจ้งความตำรวจจะต้องถามคำแรกว่า “หายที่ไหน?” ถ้าตอบแล้วมันไม่อยู่ในเขตอำนาจเค้าจะไม่รับทันที ถ้าวันไหนเจอตำรวจที่ไม่ขยันทำงานก็จะพยายามหาข้ออ้างอธิบายว่าคดีเกิดขึ้นในเขตสน. อื่น แล้วไล่ไปแจ้งความที่อื่น เราล้วนเคยเจอสถานการณ์นี้กันเป็นปกติเมื่อต้องตกเป็นผู้เสียหาย แต่หากตำรวจมีความเกรงอกเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ ของบ้านเมืองอยู่บ้าง ก็อาจจะรับๆไปก่อน แต่ตำรวจที่สอบสวนคดีโดยตัวเองไม่มีอำนาจตามมาตรา 18 ก็น่าจะมีความผิดเองอีก น่าสงสารตำรวจจัง

ล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ผม เริ่มเวียนหัวกับความมึนงง ของ น้อง ilaw เสียแล้วสิ ที่บอกว่าไปแจ้งความคดีหมิ่นประมาทที่อื่นไม่ไดั นอกจากแจ้งที่กรุงเทพฯ เพราะเหตุเกิดที่กรุงเทพฯ พร้อมยกตัวอย่างเรื่องกระเป๋าหายเขตโรงพักไหนก็ต้องไปแจ้งเขตโรงพักนั้น พร้อมอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาด้วย

แต่ความเห็นทางกฎหมายของผมต่างกับilaw

ไอ้เรื่องกระเป๋าหายกับหมิ่นประมาทมันแตกต่างกัน เพราะสิ่งที่ ilaw ทำก็คือแทนที่จะเอาข้อมูลเรื่อง 9 คน ของพรรคภูมิใจไทยไปแอบกระซิบข้างหูคุณ iTim เบาๆ รู้กันสองคนแค่ ilaw กับ iTim คดีหมิ่นประมาทก็คงไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น แต่นี่คุณกลับยื่นหนังสือแถลงข่าวกันที่โพเดียมในห้องแถลงข่าวของสภาแล้วแถลงข่าวกันอย่างอึกทึกครึกโครมต่อหน้าสื่อนับร้อย แล้วสื่อก็นำไปเสนอข่าวทางออนไลน์ทางหน้าหนังสือพิมพ์สารพัดช่องทางผู้คนทั้งหลายก็ได้เห็นได้ยินได้อ่านกันทั่วไม่ว่าจะเป็นที่อำนาจเจริญ อมก๋อย สุไหงปาดี บึงกาฬ เหตุจึงเกิดทั่วราชอาณาจักร

ดังนั้นเมื่อเป็นดังนี้ผู้เสียหายจะร้องทุกข์กล่าวโทษที่โรงพักไหน จะฟ้องศาลจังหวัดใดก็ย่อมจะทำได้ นะครับ