นายกฯ เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้จะอุทธรณ์โอกาสแรก

นายกฯ เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้จะอุทธรณ์โอกาสแรก

นายกฯ เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้จะอุทธรณ์โอกาสแรก

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี สหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีไทย12.5% ว่า เป็นการปรับให้เข้าเกณฑ์ ได้รับงานงานเบื่องต้นว่าไทยได้ 12.5% ตนเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวของไปดำเนินการแก้ไข ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานภาคบังคับอะไรสักอย่างหนึ่ง ตนยังต้องไปลงในรายละเอียดว่าทำไมไม่มีการดำเนินการด้านนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่ตนเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดี การเป็นคู่ค้าที่ดีของสองประเทศเมื่อเราแก้ไขทุกอย่างแล้วเราก็จะอุทธรณ์ให้ปรับอัตรภาษีในโอกาสแรก 

เมื่อถามว่า เราอยากให้อัตรภาษีกลับไปที่ 10%ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเราก็ต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ด้วย 

เมื่อถามว่า กรอบต่อไปที่จะเจรจาอีกครั้งคือเมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า รายละเอียวรอฟังรายงานจากในฉบับเต็มจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากสหรัฐฯ เนื่องจากนางศุภจี ร่วมคณะกับตนไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้วเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ ขณะนี้น่าจะใกล้กลับแล้ว 

‘อนุทิน’ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

'อนุทิน'ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

‘อนุทิน’ลั่นคนไทยไม่ต้องกังวลจีน ยันส่งอาวุธให้กัมพูชาแค่ซื้อขาย เชิงพาณิชย์ ไม่ได้ให้มาสู้รบไทย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

“นายกฯ” ชี้ ครบ 1 ปี เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้ารักษาอธิปไตย  ย้ำไม่ต้องกังวลจีนให้อาวุธเขมรโจมตีไทย

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการครบรอบหนึ่งปีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่มีอะไรที่ควรจะต้องยินดีหรือเฉลิมฉลอง เราเดินหน้ารักษาอธิปไตย ซึ่งวันนี้มีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ที่เดินทางเยือนประเทศไทย ตนได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่จีนส่งไปยังประเทศกัมพูชา ก็เป็นเพียงแค่การซื้อขายในเชิงพาณิชย์สนับสนุนด้านกำลังทหาร แต่ไม่ได้ให้มาสู้รบกับประเทศไทย

ซึ่งเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ยืนยันสอดคล้องกับนายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ให้คำยืนยันกับตน ตอนที่เดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ก็ยังคงขอย้ำว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ประชาชนไทยต้องกังวล ไม่ว่าทุกคนจะวางแผนในการใช้ชีวิตหรือดำเนินธุรกิจ จะวางแผนดำเนินการอะไร ก็ให้คิดเหมือนว่าประเทศไทยไม่ได้มีอันตราย หรืออยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง จากการที่ข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ยืนยันสถานการณ์ปกติแล้ว ส่วนการแก้ไขเจรจา การฟื้นฟูความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับการเจรจาหารือ ต้องให้เป็นไปตามข้อตกลง ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้มีอะไรที่ทำให้เราเดือดร้อนหรือเสียประโยชน์ใด ๆ 

เมื่อถามถึงการเยียวยาความเสียหาย อย่างกรณีเจ้าของปั๊มน้ำมัน ที่ถูกจรวด BM-21 ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ออกมาเรียกร้องว่ายังไม่ได้รับเงินเยียวยา นายอนุทิน กล่าวว่า มันมีกฎหมายอยู่ ทางรัฐบาลจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งบางทีต้องอาศัยกฎหมาย ที่ต้องไปใช้กับบริษัทประกันภัย เพราะบางทีบริษัทประกัน มีข้อยกเว้น เช่น ไม่รวมในเรื่องของการก่อเหตุจราจล (Riots) หรือ เหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Act of Gods) ซึ่งทางบริษัทก็พยายามที่จะตีความ โดยเรามีหน่วยงานในการกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ต้องไปดำเนินการ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องทำให้ได้ เพราะถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบในเรื่องของความเสียหาย

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

เศรษฐา กลับทำเนียบรอบ 2 ปี อนุทิน บอกอดีตนายก มีความสามารถ คุยกันได้ทุกเรื่องปกติ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

‘นายกฯอนุทิน’มอบรางวัล Zero Dropout ให้ ‘อดีตนายกฯเศรษฐา’ในฐานะผู้เริ่มโครงการ ปลื้มบอก ‘เป็นสิริมงคลที่ท่านมาเยี่ยมออฟฟิศเก่า’ก่อนพาเยี่ยมชมห้องทำงานบนตึกไทย ขอบคุณอดีตนายกฯ ริเริ่มสานต่อโครงการ ช่วยลดจำนวนเด็กไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษาจาก 1 ล้านคน เหลือ 6 แสนคน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus Awards (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับรางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้เป็นวาระแห่งชาติ คืนโอกาสและอนาคตให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไทย 

โดยทันทีที่นายเศรษฐาเดินทางมาถึงในเวลา 15.15 น. ได้ถ่ายรูปร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.) บริเวณหน้าแบ็กดรอป ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปพบกับนายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินได้พานายเศรษฐาไปที่ห้องทำงาน จากนั้น เวลา 15.30 น. นายอนุทิน และนายเศรษฐา ได้เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าด้วยกันโดยมีสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อเข้าร่วมงานที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งนายอนุทิน หันมาหาผู้สื่อข่าว และถามว่า “นี่ใครมา” โดยชี้ไปที่นายเศรษฐา ก่อนที่นายอนุทิน และนายเศรษฐา จะเดินไปนั่งด้วยกันทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่นายเศรษฐา เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล หลังจากพ้นตำแหน่ง

โดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตื่นเต้นวันนี้ผู้บังคับบัญชามาเยือนตนถือว่าอย่างไรเสีย ตนเคยเป็นคณะรัฐมนตรีร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ซึ่งตัวของตนได้รับความไว้วางใจจากท่านให้ได้รับมอบหมายภารกิจดูแลด้านกระทรวงมหาดไทยและในขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการ มีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ทำหน้าที่ศึกษาธิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มาจากการริเริ่มของนายเศรษฐา และกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นได้ดำเนินการสานต่อเพื่อให้นโยบายนี้บรรลุผลสัมฤทธิ์และในที่สุดต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ซึ่งท่านได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเราสามารถที่จะชีวิตของเด็กเยาวชนและเปลี่ยนอนาคตประเทศรัฐบาลให้ความสำคัญกับการความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือศักยภาพของประชาชน ประเทศที่เจริญก้าวหน้า และเจริญก้าวหน้าในโลกล้วนพัฒนาเสริมพัฒนาการตั้งแต่ก่อนวัยการศึกษาการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิตประเทศไทย จึงต้องลงทุนในทุกมิติและในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้หมดไป เพราะเด็กที่หลุดิอกจากระบบการศึกษา ไม่ได้หลุดออกจากห้องเรียน แต่กำลังหลุดออกจากโอกาส ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ดำเนินการสานต่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มองเพียงแต่จะพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่มั่นคงมีทักษะที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานต่างๆให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่าง เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไปตนยินดีที่ได้ทราบว่าจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าระบบการศึกษานี้จากเดิมหลุดออกจากการศึกษา 1 ล้านคน ลดเหลือ 600,000 คน ช่วงเวลา 2-3 ปีที่เราได้ทำการลดจำนวนเด็กเหล่านี้จนเกือบจะถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มี คือผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าเมื่อสังคมไทยร่วมมือกันพวกเราก็จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้ ทั้งนี้ ขอขอบคุณนายเศรษฐา ที่ร่วมทำนโยบายนี้และขอขอบคุณนายประเสริฐ  ซึ่งได้นำนโยบายนี้มาสานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยตนได้มอบหมายพล.ต.อ.เพิ่มพูน  อดีตรมว.ศึกษาธิการในสมัยนั้น ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (คกศ.)  เพราะถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี โดยหัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายในระดับพื้นที่ จึงขอให้ผวจ.ทุกจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการระดับจังหวัดได้บูรณาการทุกหน่วยงานค้นหาเด็กไม่ถึงกับต้องได้เป็นรายบุคคล แต่เชื่อมโยงการช่วยเหลือติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อปลดล็อคทุกอุปสรรคที่ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็กนอกจากนี้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอฝากให้นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการก็จริง แต่ท่านเป็นภรรยาและเป็นคู่สมรสของผวจ.ขอแถมงานให้นิดนึงช่วยเหลือคู่ชีวิตของท่านในการทำสิ่งดีๆเพราะท่านดำรงสถานะในการเป็นนายกเหล่ากาชาดบทบาทที่จะต้องทำคือการดูแลเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิดทางด้านความเป็นอยู่สุขภาพบริการและการคุ้มครองทางสังคมถือเป็นการให้บริการทางสังคมในการทำจิตอาสาอย่างหนึ่งซึ่งพวกเราทุกคนมีความพร้อมด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว และขอเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและถือว่าสิ่งที่ทำเป็นการลงทุนระยะยาวเพราะการช่วยเหลือให้เด็กคนหนึ่งมีการศึกษามีทักษะและมีงานทำมีโรงเรียนให้เรียนเท่ากับการเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้และขอให้ทุกท่านได้เห็นว่ารางวัลเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นการแสดงความชื่นชมยินดีความเคารพศรัทธาในความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านจนนำมาสู่ความสำเร็จจุดนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจที่เรามีร่วมกันเพราะอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับเด็กและเยาวชนและอนาคตของเด็กและเยาวชนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนในสังคมที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่เข้มแข็ง 

“ขอบคุณนายเศรษฐาที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมในงานนี้ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีและมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผม สำหรับผมที่ท่านมาเยี่ยมออฟฟิศเก่าถือว่าเป็นสิริมงคล ต่อตัวของผมเอง ถือว่ามีความสำคัญที่ผมให้ความนับถือท่านมาตลอด และยังให้คำแนะนำที่ดีต่างๆในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และให้ข้อคิดอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ก็ขอให้ทุกท่านรับทราบว่าทำไมต้องพูดถึงท่านบ่อยๆ เพราะว่านี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากท่าน“ นายกฯ กล่าว

จากนั้น เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาร่วมงานพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล ว่า  ก็พูดคุยกัน วันนี้นายเศรษฐามารับรางวัลในโครงการที่ท่านได้ริเริ่ม ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี คือโครงการThailand Zero Dropout ที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไทยให้ได้รับการศึกษา ไม่ถูกทอดทิ้ง พอมาในยุคของตน ถือเป็นโครงการที่ดี ตนจึงนํามาสานต่อ โดยให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ(คกศ.) ที่ในอดีตเป็นรมว.ศึกษาธิการ มาการดูแลโครงการนี้ที่เป็นประโยชน์  ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใดก็ตาม โครงการไหนที่เป็นระเบียบเราพร้อมที่จะนํามาสานต่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนกับนายเศรษฐา ตั้งแต่ท่านพ้นจากตําแหน่ง ก็มีการพบกันหลายโอกาส เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอดอยู่แล้ว รู้จักกันตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่เราจะพูดคุยกันทุกเรื่อง หลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์ เพราะท่านมีความเชี่ยวชาญ ความสามารถในเรื่องของมุมมอง ในเรื่องเศรษฐกิจ และธุรกิจ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งกันและกันตลอดเวลา 

ขณะที่ นายเศรษฐา เปิดเผยภายหลังรับรางวัลถึงการกลับเข้าทำเนียบครั้งแรกในรอบ 2 ปี ว่าอบอุ่นดี นายอนุทินให้การต้อนรับเป็นอย่างดี 

 ส่วนได้มีโอกาสแนะนำแนวทางการทำงานกับนายอนุทินบ้างหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ท่านโอเคแล้ว เป็นพี่น้องมากกว่า”

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

พลิกโฉมเกษตรตรัง! เปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แห่งเดียวในประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

พลิกโฉมเกษตรใต้! ตรังเปิดตัวแปลงแม่พันธุ์ ‘สะตอตรัง 1’ แปลงใหญ่แห่งเดียวในประเทศ ชูนวัตกรรมพืชสวนต้นเตี้ย-ติดฝักดกปีละ 2 หน รสหวานมันไร้กลิ่นฉุนกินได้ทั้งเปลือก โกยเม็ดเงินหน้าสวนพุ่งวันละ 5,000 บาท เคียงคู่มะขามป้อมยักษ์ปลอดสารส่งตรงโรงพยาบาลไม่อั้น

สถานการณ์ภาคการเกษตรและนวัตกรรมพืชสวนจังหวัดตรังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นายสถิตย์ รัมนา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสะตอพันธุ์ตรัง 1 แปลงใหญ่ในจังหวัดตรัง พร้อมด้วยสมาชิกภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน ร่วมกันลงพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตสะตอพันธุ์ตรัง 1 ณ แปลงปลูกต้นแบบ หมู่ที่ 1 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งมีเนื้อที่บริหารจัดการกว่า 5 ไร่ โดยนับเป็นแปลงแม่พันธุ์สะตอแปลงใหญ่ที่เป็นระบบและเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตสมบูรณ์เป็นปีแรกหลังใช้ระยะเวลาเพาะปลูกเพียง 3 ปี 10 เดือน

‘สะตอพันธุ์ตรัง 1’ ได้รับการคิดค้น วิจัย และพัฒนาโดยศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง มายาวนานกว่า 10 ปี จนได้รับการรับรองและยอมรับจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็น ‘สายพันธุ์สะตอที่ดีที่สุดในประเทศไทย’ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่โดดเด่นเหนือสะตอทั่วไป โดยเป็นสะตอข้าว ต้นเตี้ย ทรงพุ่มสวยงาม ฝักตรงยาว มีปีกน้อย เมล็ดมีขนาดใหญ่ เรียงชิดติดกันแน่น (ฝักสมบูรณ์มีเมล็ดสูงถึง 15-19 เมล็ด) ซึ่งรสชาติหวานมัน มีรสฝาดน้อยมาก ทำให้สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก อีกทั้งยังมีกลิ่นฉุนน้อยกว่าสะตอทั่วไป

ทั้งนี้ สามารถให้ผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง (ช่วงเดือนเมษายน และช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) แตกต่างจากสะตอทั่วไปที่จะออกเพียงปีละครั้ง ทำให้ได้ราคาดีในตลาดนอกฤดู โดยปัจจุบันแปลงดังกล่าวมีต้นสะตอรวม 30 ต้น เริ่มให้ผลผลิตแล้ว 10 ต้น เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 ฝักต่อต้น สามารถจำหน่ายได้ในราคาฝักละ 4-7 บาท สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรเกือบ 5,000 บาทต่อวัน ในส่วนของกิ่งพันธุ์ขายหน้าสวนต้นละ 100 บาท ทว่าปัจจุบันมียอดสั่งจองเต็มโควตาจนเกษตรกรที่สนใจต้องลงชื่อรอรับการส่งมอบในปีหน้า

นอกเหนือจากการจัดการสะตอสายพันธุ์หลักแล้ว ในแปลงยุทธศาสตร์นี้ยังได้นำหลักการเกษตรผสมผสานแบบปลอดภัยไร้สารเคมี โดยการปลูกมะขามป้อมยักษ์แซมในพื้นที่อีกกว่า 10 ต้น ซึ่งสร้างสีสันและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชนอย่างคึกคัก มีกลุ่มลูกค้าเดินทางเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวในสวนอย่างสนุกสนาน

ในด้านการตลาด มะขามป้อมยักษ์ของสวนแห่งนี้มีช่องทางการกระจายสินค้าที่มั่นคง โดยมี โรงพยาบาลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นคู่ค้ารับซื้ออย่างเป็นทางการในลักษณะไม่อั้นจำกัดจำนวน ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ตลอดทั้งปี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยาสมุนไพรและยาแพทย์แผนไทยแผนกสาธารณสุขชุมชน

ในแง่ของยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาวะ พืชทั้งสองชนิดมีสรรพคุณทางยาและโภชนาการสูงมาก โดยสะตอช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด มีกากใยสูงช่วยระบบขับถ่าย ขับลม ป้องกันโลหิตจาง และอุดมด้วยสารทริปโตเฟน (Tryptophan) ช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับง่าย ส่วนมะขามป้อมยักษ์มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ และชุ่มคอ

ทั้งนี้ นายสถิตย์ รัมนา ระบุว่าเป้าหมายต่อไปของกลุ่มคือการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับให้สะตอตรัง 1 สามารถออกฝักกระจายตัวสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจศึกษาดูงานองค์ความรู้ สามารถติดต่อประสานงานได้ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก/เพจ ‘สวนตาจันทร์ต้นไม้พันปี’ หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 063-4597029

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

24 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินของกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ประพฤติตนเป็นข้าราชการที่ดีและพลังแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางพระบรมราโชวาทตลอดไป 

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา’ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ ‘ELP 2569’

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา'ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ 'ELP 2569'

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา’ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ ‘ELP 2569’

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม การนำเสนอ (Pitching) และการสัมภาษณ์ (Interview) ในระดับประเทศ ภายใต้ “โครงการการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเร่งการเป็นผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ” โดยมี ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมการบริหารโครงการ ELP ผู้บริหารและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ทั้ง 16 แห่ง และนักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ เข้าร่วม ณ Exhibition Hall อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 16 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ม.เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.พะเยา ม.นเรศวร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.อุตรดิตถ์ ม.ขอนแก่น ม.มหาสารคาม ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.อุบลราชธานี ม.สงขลานครินทร์ ม.วลัยลักษณ์ ม.ทักษิณ ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดำเนินโครงการ “การเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเร่งการเป็นผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาให้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาเป็นสินค้า บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาด พร้อมผลักดันการสร้างผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัย (University Entrepreneurs) ที่สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า โครงการ ELP มุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านการเสริมสร้างทักษะสำคัญ ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้ประกอบการและเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ รวมถึงนำแผนธุรกิจและนวัตกรรมไปทดสอบกับตลาดจริง (Market Validation) เพื่อนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพในการแข่งขัน

“สำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 4 ของการดำเนินโครงการ ได้ยกระดับกระบวนการพัฒนาศักยภาพและการคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยผู้ที่จะได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ในต่างประเทศต้องผ่านการคัดเลือก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อคัดเลือกผู้มีศักยภาพจำนวน 25 คน จากผู้สมัครกว่า 540 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การนำเสนอผลงานและการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการรับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแสดงศักยภาพในการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการที่สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เป็นข่าวที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่า แคทเธอลีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงหายจากอาการประชวรด้วยโรคมะเร็ง ทรงกล่าวให้กำลังใจคนป่วยโรคมะเร็งว่า มะเร็งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงร่างกาย แต่มันเปลี่ยนวิธีคิดและความรู้สึกของเราด้วย มันส่งผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิต ฉันรู้ซึ้งเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าการจะผ่านพ้นมัน และการรักษาโรค จึงต้องการมากกว่ายา แต่ที่แน่ ๆ คือ พระโอรส และพระธิดาคือ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ และพระสวามีคือเจ้าชายวิลเลียม ต่างทรงดีพระทัยกับข่าวประเสริฐนี้อย่างที่สุด
  • ครูตั๋ง-รศ. ดร. เกียรติวรรณ อมาตยกุล เจ้าของโรงเรียนอมาตยกุล ย่านพลโยธิน ซอย 53 โรงเรียนดีเด่นดังที่ไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา โรงเรียนที่ค่าเทอมถูกอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โรงเรียนที่เน้นหลักรักเด็กแบบไม่มีข้อจำกัด เพราะเชื่อว่าเด็กต้องได้รับความรักก่อนเป็นอันดับแรก แล้วทุกอย่างจะดีตามมา ทุกวันนี้ครูตั๋งยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษอมรมเชิงปฏิบัติการ โดยไม่เก็บค่าอบรมแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ปกครองนักเรียน ชื่อโครงการ เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เก่ง ดี มีความสุข และมีภูมิคุ้มกัน แต่ขอย้ำว่าโครงการนี้ผู้ปกครองต้องแย่งชิงที่นั่งให้จงได้ เพราะที่นั่งหายากยิ่งกว่าคอนเสิร์ตระดับโลก สนใจโครงการนี้ก็โปรดติดต่อที่ facebook Amatyakulschool
  • สลิลา อติการบดี CEO Salil Hospitality Group โรงแรมที่หลายคนมองว่าเป็นโรงแรมเล็ก แต่จริง ๆ แล้วมีสาขาหลายแห่งในกรุงเทพฯ แนวคิดหลักของสลิลาในการบริหารงานคือ ให้ไปก่อน ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • คุณหมึกแดง-ม.ล. ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ บอกว่าปวดหัวมากเมื่อเจอคำถามจากคนที่สนใจทำครัว ที่ถามว่าพี่ขา เวลาปรุงอาหารเราต้องใช้เกลืออะไรดีคะพี่ หนูต้องการให้อาหารมีรสเค็มน่ะค่ะ เจอคำถามนี้เข้าไปพี่หมึกแดงถึงกับอึ้งไปสามสิบห้าวินาที แล้วจึงตอบไปว่า น้องคิดว่าเกลืออะไรที่ให้รสเค็ม ก็ใช้ได้ตามสะดวกนะครับ ถ้าจะให้เค็จัดก็ใส่มาก ถ้าต้องการเค็มน้อยก็ใส่นิดหน่อยนะครับ พี่ลาละครับ 

Victor Lee

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.57 น.

นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตและวงศ์ตระกูล สำหรับ ฮันนี่-ณภัค มุทธาเสถียร ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิ ประจำคณะกรรมาธิการติดตามการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร สภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ และรับพระราชทานของที่ระลึกจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 44 ของคณะกรรมการมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่ทรงคุณค่าและจะจารึกอยู่ในความทรงจำของครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไปขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นสิทธิและความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรประชาสังคมภาคเหนือจำนวน 18 แห่ง เพื่อผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และจัดการปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ  

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญภายหลังประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายฉบับนี้มีกลไกการกำกับดูแล 4 ระดับ ได้แก่

คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกนโยบาย) สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (กลไกการมีส่วนร่วม) คณะอนุกรรมการการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกวิชาการ) และคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกเชิงพื้นที่) เพื่อเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อ   บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ให้การคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริม ฟื้นฟู และสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถดำรงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติอย่างแท้จริง

การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีตัวตนทางสังคม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายผ่านการดำเนินงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย

  • การสื่อสารสาธารณะเชิงเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดอคติทางสังคมและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนความเคารพในความหลากหลาย
  • การทำงานเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
  • การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • การยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
  • การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับสถานะทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม

“เราพร้อมทุ่มเททรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม” นางรสลินกล่าว

ด้านนายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลไกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาสถานะบุคคลของกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เด็ก และเยาวชน

“กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพและการพัฒนาสถานะบุคคลที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ จึงอยากให้มีการบูรณาการการใช้กลไกของกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายสุมิตรกล่าว

การร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มูลนิธิฯ เชื่อว่า การสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ  ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย เมื่อเหล่าศิลปินแห่งชาติ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ วัชระ ประยูรคำ,อลงกรณ์ หล่อวัฒนา,พินิตย์ พันธประวัติ ,นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์,ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และ อาจารย์นที ทับทิมทอง ฯลฯ พร้อมใจกันรังสรรค์นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ที่ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ

ผลงาน อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต

ผลงาน อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต

พิธีเปิดนิทรรศการจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม เวลา 14.30 น. โดย พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม  และจะเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมระหว่างวันที่ 1–8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าและหาชมได้ยากจากศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ถ่ายทอดศาสตร์แห่งศิลปกรรมผ่าน 5 แขนงสำคัญ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ศิลปะไทย และศิลปะภาพยนตร์ดิจิทัลสามมิติ (3D Digital Art) โดยเชื่อมโยงศิลปะดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยอย่างวิจิตรบรรจง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติความยาว 6 นาที ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการนำเสนอวงการศิลปะของไทยครั้งสำคัญ เมื่อผลงานจากปลายพู่กัน งานประติมากรรม และแม่พิมพ์โลหะ ได้รับการถ่ายทอดสู่โลกแห่งภาพเคลื่อนไหวสามมิติอย่างงดงามสมพระเกียรติ ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ พร้อมทีมศิลปินจากหลากหลายสาขาที่ร่วมกันถ่ายทอดผลงานด้วยหัวใจแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุดนี้จะถูกนำขึ้นฉายพร้อมกันบนจอ มัลติมีเดียสกรีน ภายในไอคอนสยาม และจุดสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครตลอดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ พร้อมร่วมถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 74 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569  ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย

ภายในนิทรรศการจะได้ชื่นชมผลงานมาสเตอร์พีซจากศิลปินผู้ทรงคุณูปการ อาทิ ศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต,  ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ อาจารย์วัชระ ประยูรคำ, อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, อาจารย์พินิตย์ พันธประวัติ, อาจารย์นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, อาจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และอาจารย์นที ทับทิมทอง ซึ่งล้วนเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าให้แก่วงการศิลปะไทยแทบทั้งสิ้น

เพื่อร่วมบันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์ ผู้จัดงานได้จัดพิมพ์โปสต์การ์ดที่ระลึกชุด “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” ผลงานของอาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จำนวนเพียง 1,000 ชุด ชุดละ 4 ภาพ มอบเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษแก่ประชาชนทั่วไปผู้มาร่วมงานวันเปิดนิทรรศการ โดยมีเฉพาะภายในงานเท่านั้น สามารถติดตามอัพเดท วัน-เวลา เพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook: Chusit Wijarnjoragij ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาวิชาการอันทรงคุณค่า 2 หัวข้อ ที่จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 5 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 15.00-17.00 น. ได้แก่   “จักรพันธุ์ โปษยกฤต : ศิลปินแห่งชาติและนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ถ่ายทอดคุณูปการและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าโดย อาจารย์วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอก จัดขึ้นในวันพุธที่  5 สิงหาคม เวลา 15.00 -16.00 น. และ “จากศิลปะไทยสู่การเคลื่อนไหวของภาพพอร์ตเทรตร่วมสมัยในสยามประเทศ” โดยอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่าแก่เยาวชน นักศึกษา ศิลปินรุ่นใหม่ และประชาชนผู้สนใจ จัดในวันพุธที่ 5 สิงหาคม เวลา 16.00 – 17.00 น.

 “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” จึงมิใช่เพียงนิทรรศการศิลปะ หากเป็นการรวมพลังแห่งศรัทธา เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทย การสืบสานมรดกแรงบันดาลใจจากศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดิน ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป และสะท้อนหัวใจรักของคนไทยทั้งชาติที่ร่วมกันจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองผลงานล่วงหน้า ภาพพิมพ์รีโปรดักชั่นพระบรมรูปคู่ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” พร้อมลายเซนต์ลิมิเทตอิดิชั่น จำกัดเพียง 100 ชุด ขนาดรวมกรอบ 50×77 ซม. เป็นกรอบไม้ทองประดับลายมงกุฎช่อดอกไม้มวลบุปผาราชินีอันงดงามลึกซึ้งพร้อมโลโก้ซิกเนเจอร์ฝีมือการปั้นโดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ได้ที่โทร. 065-2394591 โดยสามารถเข้าชมรูปภาพตัวอย่างผลงานหรือติดต่อได้ที่ FB: Chusit Wijarnjoragij ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีผลงานอันงดงามน่าตื่นใจอีกมากมาย สามารถมาชมและจับจองได้ภายในงานนิทรรศการ

สำหรับรายได้จากการจำหน่ายจำหน่ายผลงาน ภายหลังหักค่าใช้จ่าย จะทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย อันเป็นการน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

นิทรรศการในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ICONSIAM, BANGKOK AIRWAYS, RCL, PLAN B, DECIDE KIT, CHUSIT RPA, DEPERTMENT OF CULTURAL PROMOTION พร้อมขอเชิญประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ และร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 1–8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม