อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

อนุทิน ลั่น กสถ. ฟันขรก.ท้องถิ่นโกงสอบ 3,621 คน ได้เลยไม่ต้องรอ นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ก.กลาง ย้ำทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้ไปที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มารอต้อนรับ

ขณะที่ นายนิรัตน์ ได้เข้ารายงานตัว ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อตรวจสอบกรณีการทุจริตคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ตนได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายนิรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ไปรักษาการราชการการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และให้มารายงานผลต่างๆ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุม คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. โดยเน้นย้ำว่า หมายถึงกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่คณะกรรมการ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า จากการตรวจสอบพบเหตุอะไรบ้าง ก็จะแจ้งให้กับกสถ. ที่มีหน้าที่ในการบริหารการสอบ ให้รับทราบและดำเนินการในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่เขามีต่อไป

เมื่อถามว่าการประชุมดังกล่าว สามารถเพิกถอนข้าราชการชุดแรก โดยไม่ต้องรอนายกรัฐมนตรีกลับมาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการจะถอด หรือ จะต่อ และอะไรทั้งสิ้น แต่ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ให้รับทราบว่ามันมีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการครั้งนี้ จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูก เพราะต้องก็ต้องดำเนินคดี จะยกเลิกหรือจะทำอะไร ก็ต้องออกมา จากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ กฎหมายเขาออกแบบมาแล้ว อำนาจอาจจะอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย หากเป็นมท.1 สั่งการ ดำเนินการ ตัดสินใจเองได้ แต่กฎหมายท้องถิ่นล่าสุด เขาให้อำนาจนี้อยู่กับกรรมการชุดต่างๆ 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะฝากไปถึงผู้ที่กระทำความผิดความ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องถามนำ ทั้งหมดอยู่ที่การประชุม กสถ. ที่จะมีการประชุม

ส่วนที่มีคำถามว่า กสถ.รับผิดชอบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมาย ใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดชอบ ทำชอบก็รับชอบ ทำผิดก็รับผิด ยึดหลักนี้เป็นบรรทัดฐานไว้ก่อน

ทั้งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเพิ่มเติม แต่นายกรัฐมนตรี ยกข้อมือมาดูนาฬิกา แล้วบอกว่า “ ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ประกาศครั้งสุดท้าย” ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ และเข้าไปยังห้องรับรอง

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมหารือกระชับความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักร ด้านการศึกษา บทบาทสตรี และความมั่นคงด้านสุขภาพ

16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร (Her Royal Highness The Princess Royal) และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ (Sir Timothy Laurence) เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15 – 18 กรกฎาคม 2569

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–สหราชอาณาจักร และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน การส่งเสริมการศึกษาและการมีส่วนร่วมของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) 

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เฝ้ารับเสด็จฯ และชื่นชมพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมกล่าวว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยได้เสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และมีกำหนดการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ของทั้งสองประเทศ 

พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมีพระดำรัสขอบคุณรัฐบาลสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทรงรำลึกถึงความประทับใจจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยครั้งก่อน และทรงกล่าวชื่นชมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่าทรงสร้างความประทับใจอย่างยิ่งและทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังทรงแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมทรงชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทรงมอบสาส์นแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ให้กับนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เอง

ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาและการเพิ่มบทบาทของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) โดยพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรทรงเห็นว่าความสำเร็จของการส่งเสริมสตรีเข้าสู่สาขาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัวและครูผู้สอน ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมเน้นย้ำว่าการศึกษา การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และทักษะการวิเคราะห์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการเตรียมความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดในอนาคต โดยต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบสาธารณสุข การวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นในเอเชีย นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมศักยภาพของสหราชอาณาจักรด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสามารถขยายความร่วมมือในด้านสาธารณสุขและความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะระหว่างสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

“รองปลัดฯ เซมเบ้”รับ รู้จัก”ดร.วิน” ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน ยันพรุ่งนี้ฟันล็อตแรก ผู้ทุจริตสอบ 3,000 กว่าคน

16 กรกฎาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.69) ตนจะเดินทางไปเข้าร่วมประชุมการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ.เมื่อถามว่า พรุ่งนี้จะมีการเพิกถอนข้าราชการที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่มีการแก้ไขคะแนนให้เพิ่มขึ้น จำนวน 3,000 กว่าคน ใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นแต่งตั้งคำสั่ง และสั่งให้ทำงานวันนี้เลย เราก็ทำเลย

เมื่อถามย้ำว่า ข้าราชการล็อตแรกจำนวน 3,000 กว่าคน สามารถเพิกถอนได้ทันทีเลยใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า หากตรวจแล้วและมีความผิดที่ชัดเจน เราก็ต้องดำเนินการ

ส่วนที่มีเพจ ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ออกมาแฉว่า รองปลัด มท.เซมเบ้ สนิทกับ ดร.วิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบนั้น นายนิรัตน์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เรียนอะไรกับ ดร.วิน เลย ซึ่งยอมรัยว่ารู้จักกับ ดร.วิน เพราะเป็นคนที่รู้จักคนเยอะอยู่แล้ว และอัธยาศัยดี แต่ตนไม่เคยจ้างงาน ดร.วิน และ ดร.วิน ก็ไม่เคยมาของานตน ตนไม่เคยเป็นอธิบดีที่มีงบประมาณให้เขาไปขอให้จัดจ้างงานอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนมองว่าพูดเกินไป ตนรู้จักในฐานะที่มาทำความรู้จักกัน เป็นการมาแนะนำตัวและแนะนำบริษัทกันเป็นเรื่องธรรมดา

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“หมอสุภัทร”เตรียมยื่นหลักฐานฟัน”นพ.สรณ” รับงานแพทย์รายชั่วโมง-เป็นกรรมการอิสระ ธ.กรุงเทพ ซัดขาดคุณสมบัตินั่ง”ประธาน กสทช.”

16 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนเตรียมยื่นหลักฐานและหนังสือฉบับที่ 3 ถึงคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ หลังจากที่ตนได้ติดตามสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มาโดยตลอด เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาอย่างยากลำบาก เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี และธนาคารกรุงเทพ

นพ.สุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญของหลักฐานตามข้อเท็จจริงนั้น นพ.สรณ จะต้องลาออกจากตำแหน่งอื่นใดทั้งหมดเพื่อมารับตำแหน่งประธาน กสทช.ตั้งแต่ 11 มกราคม 2565 ซึ่ง นพ.สรณ ได้ลาออกจากพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 จริง แต่หลังจากนั้น นพ.สรณ ยังได้กลับไปทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงของคลินิกพรีเมียมพิเศษของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลนิยามลูกจ้างชั่วคราว ยังหมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมงด้วย ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.กสทช.

นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า นพ.สรณ ยังได้สมัครเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งได้มีการเลือกกันเมื่อ 12 เมษายน ที่ผ่านมา และในการชี้ชวนลงคะแนน นพ.สรณ ก็ระบุว่าตัวเองเป็นประธาน กสทช.ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ควรไปสมัครเข้าสรรหา และได้รับการแต่งตั้งในวันรุ่งขึ้น นพ.สรณ ก็ไม่ได้แจ้งการลาออกการเป็นกรรมการอิสระ แต่แจ้งธนาคารกรุงเทพ ขอชะลอการรับตำแหน่งกรรมการอิสระ เพื่อสอบถามกฤษฎีกาว่า สามารถรับตำแหน่งได้หรือไม่ และแจ้งต่อที่ประชุมบอร์ด กสทช.ว่า ขอหารือคณะกรรรมการกฤษฎีกาก่อน

นพ.สุภัทร กล่าวด้วยว่า นพ.สรณ มีเจตนาไม่ลาออก ทั้งจากตำแหน่งกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ และยังมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ไม่ว่าเหตุใดก็ตาม แต่ผิดตาม พ.ร.บ.กสทช.ที่ต้องการให้ลาออกทุกตำแหน่ง เพื่อความเป็นกลาง ความถูกต้อง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่ ซึ่งตนจะยื่นหลักฐานให้คณะกรรมการสรรหาในวันที่ 17 กรกฎาคม

เมื่อถามถึง กรณีที่ นพ.สรณ ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น นพ.สุภัทร กล่าวว่า นพ.สรณ ลาออกมหาวิทยาลัยจริง แต่การเป็นแพทย์รายชั่วโมง ตามระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดล ลูกจ้างชั่วคราว หมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมง และยังได้รับเงินจากมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย จึงถือว่า ไม่ใช่งานจิตอาสา และเงินที่รับยังปรากฏในรายการเสียภาษีด้วย

นพ.สุภัทร กล่าวต่อว่า ในการชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหา กสทช.นั้น จะต้องเป็นการลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งก็เป็นที่คาดหวังของสังคม แต่หลักฐานที่ออกมา ตนมั่นใจว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ซึ่งหากคณะกรรมการสรรหา เห็นว่า นพ.สรณยังคงมีคุณสมบัติตนก็จะเปิดเผยรายละเอียดหลักฐานให้สังคมได้ร่วมกันตรวจสอบต่อไป

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหาร

กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2569 ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้และถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
 

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพสินค้าระหว่างกัน 21 ถึง 23 กรกฎาคมนี้ คาดเปิดด่านค้าขายได้ตามปกติภายในสิ้นเดือนนี้ ย้ำเน้นเกณฑ์ตรวจคุณภาพเข้มข้น ป้องกันสินค้าทะลักกระทบเกษตรกรไทย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า จากการแก้ไขปัญหากรณีข้อจำกัดการค้าขายกุ้งและปลากะพง ระหว่างไทยกับมาเลเซีย   ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังมาเลเซีย สั่งระงับการนำเข้ากุ้ง 5 ชนิดจากไทย ล่าสุดขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับมาเปิดด่านการค้าขายได้ตามปกติ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้  เนื่องจากกรมประมงของไทย ได้ประสานงานกับทางการมาเลเซียในระดับปฏิบัติการ และได้ข้อตกลงร่วมกันที่จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด่าน และกระบวนการผลิตของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคมนี้ 

ทั้งนีัหากขั้นตอนการตรวจประเมินเสร็จสิ้น และไม่พบปัญหาจะสามารถเปิดด่านค้าขายสัตว์น้ำได้อย่างเสรี และไม่มีข้อจำกัดโควตาภายในกรอบเวลา 30 วันตามเป้าหมาย ที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

สำหรับข้อกังวลของกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงและสัตว์น้ำอื่นๆ เกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า หรือสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาสวมสิทธิ์ หลังจากมีการเปิดการค้าเสรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่า มาตรการหลักจะใช้การตรวจคุณภาพอย่างเข้มงวด หากพบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าโดยเด็ดขาด จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้แผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

กรมชลประทานได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร พร้อมนำเสนอผลการศึกษาคัดเลือกพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ ณ ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร และลงพื้นที่บริเวณบ้านเนินสว่าง ตำบลนาบ่อคำ จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำบนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการ ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดกำแพงเพชร โดยมุ่งเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ตลอดจนเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้กับชุมชนและภาคการผลิตในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งประสบปัญหาความผันผวนของปริมาณน้ำมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้สถานการณ์น้ำมีความแปรปรวนมากขึ้น ทั้งในด้านภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยกรมชลประทานให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อห่วงกังวลตลอดกระบวนการศึกษา

การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจะถูกนำไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างครบถ้วน

กรมชลประทานยืนยันเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับการเติบโตของชุมชนและการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชรอย่างยั่งยืนต่อไป

‘นมตรามะลิ’ และ ‘เนยออร์คิด’ คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

‘นมตรามะลิ’ และ ‘เนยออร์คิด’ คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

‘นมตรามะลิ’ และ ‘เนยออร์คิด’ คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จด้านการสร้างแบรนด์ หลัง นมตรามะลิ และ เนยออร์คิด คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 จากผลสำรวจแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจและเลือกใช้มากที่สุด โดย นมตรามะลิ ได้รับรางวัลในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ขณะที่ เนยออร์คิด ได้รับรางวัลในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนย สะท้อนความแข็งแกร่งของทั้งสองแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน และตอกย้ำความสำเร็จของอุตสาหกรรมนมไทยในฐานะองค์กรที่มี 2 แบรนด์ผู้นำ ครองใจผู้บริโภคในคนละเซ็กเมนต์

พิชญเทพ ยุกตะเสวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องการันตีความสำเร็จของแบรนด์ แต่เป็นบทพิสูจน์ของความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อนมตรามะลิมาอย่างต่อเนื่อง คุณพิชญเทพ กล่าวว่า “สำหรับเรา ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากแคมเปญการตลาด แต่เกิดจากการรักษาสัญญากับผู้บริโภคในทุกวัน นมตรามะลิยึดมั่นเรื่องคุณภาพมากว่า 60 ปี พร้อมพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ Healthy Lifestyle และมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน

สองผู้บริหาร พิชญเทพ ยุกตะเสวี และ สุดถนอม กรรณสูต

ปัจจุบันการสร้าง Brand Awareness เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือ Brand Relevance หรือการทำให้แบรนด์ยังคงมีความหมายและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา โดยเริ่มจากการรับฟัง Consumer Insight และนำมาต่อยอดทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการสื่อสาร”

ตลอดปีที่ผ่านมา นมตรามะลิเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Brand Collaboration กับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ Auntie Anne’s, After You, Babycakes, Karun และ Yolk รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ร่วมกับ CEO รุ่นใหม่และครีเอเตอร์หลากหลายวงการ ช่วยสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ ขยาย Brand Relevance และสร้าง Engagement กับผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง คุณพิชญเทพ กล่าวว่า  “ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่เราทำคือฟังให้มากขึ้น เราใช้ทั้ง Social Media, Digital Platform และ TikTok เป็นพื้นที่พูดคุยกับผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผมไปทำคอนเทนต์เอง อ่านทุกคอมเมนต์ เพราะหลายครั้ง Insight ที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ในบทสนทนากับผู้บริโภค”

ด้าน เนยออร์คิด ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเนย ภายใต้แนวคิด “อร่อยแน่แค่…ออร์คิด” ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมายาวนาน  สุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของเนยออร์คิดเกิดจากการรักษามาตรฐานคุณภาพและการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคทั้งกลุ่ม B2B และ B2C คุณสุดถนอม กล่าวว่า “สำหรับออร์คิด ความไว้วางใจเกิดจากผลลัพธ์ ทุกครั้งที่ผู้บริโภคเลือกใช้ออร์คิด เขาต้องมั่นใจว่าเมนูจะออกมาอร่อยได้อย่างที่ตั้งใจ ความสม่ำเสมอของคุณภาพจึงเป็นหัวใจของเรา และเป็นที่มาของคำว่า ‘อร่อยแน่แค่…ออร์คิด’ ที่ทุกคนคุ้นเคย”

หนึ่งในความสำเร็จของปีที่ผ่านมา คือการทำ Brand Collaboration กับ Guss Damn Good ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างโดดเด่นและช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ของออร์คิดในฐานะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบและการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค

ทั้งสองผู้บริหาร ต่างเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของทั้งนมตรามะลิและเนยออร์คิดเกิดจากการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์ยังคงมีความหมายและอยู่ในใจผู้บริโภคในทุกยุค รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ที่ได้รับติดต่อกันมา 5 ปี จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของทั้งสองแบรนด์ แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด ในการสร้างแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่ง ผ่านคุณภาพ นวัตกรรม และความเข้าใจผู้บริโภค เพื่อเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ กุญแจสู่การยุติวัณโรคในไทย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ กุญแจสู่การยุติวัณโรคในไทย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ กุญแจสู่การยุติวัณโรคในไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ โรช ไดแอกโนสติกส์ เอเชียแปซิฟิก จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคติดเชื้อ ครั้งที่ 2 (2nd Asia Pacific International Roche Infectious Diseases Symposium: APAC IRIDS 2026) ภายใต้แนวคิด “Shifting Paradigms, Transforming Outcomes” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโรคติดเชื้อระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคีเครือข่ายจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นบทบาทของการตรวจวินิจฉัยที่มีคุณภาพ การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือในการยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุข

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ เวทีเสวนาสื่อมวลชนและนโยบายด้านการตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostics Media and Policy Forum) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับภูมิภาคได้หยิบยกประเด็น “วัณโรค” ขึ้นมาหารืออย่างเข้มข้น  เนื่องจาก ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แบกรับภาระผู้ป่วยวัณโรครายใหม่มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั่วโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนการยุติวัณโรค แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้ แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันทั่วโลกยังมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 2.4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่ได้รับการรายงานเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการรักษาและยังคงสามารถแพร่เชื้อในชุมชนได้ การเร่งค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่เชื้อและเพิ่มโอกาสการรักษา 

มิไฮ อีริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด 

มิไฮ อีริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โรคติดเชื้อยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดงาน APAC-IRIDS 2026 ในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของโรช ไดแอกโนสติกส์ ในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันยกระดับการดูแลผู้ป่วยและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของภูมิภาคให้ก้าวไปข้างหน้า” 

ภายในงาน แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทย พร้อมสะท้อนถึงความท้าทายสำคัญ โดยระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์วัณโรคประมาณ 146 รายต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 100,000 รายต่อปี แม้อุบัติการณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่รวดเร็วเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมาย End TB Strategy ซึ่งมุ่งลดอุบัติการณ์วัณโรคร้อยละ 80 และลดการเสียชีวิตจากวัณโรคร้อยละ 90 ภายในปี 2573 ดังนั้น การรับมือกับวัณโรคในประเทศไทยในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการรักษาเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

แพทย์หญิงผลิน กล่าวว่า  “แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO High TB Burden Countries) ซึ่งสะท้อนว่ายังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือเข้าสู่ระบบการรักษาได้ล่าช้า ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ ดังนั้น การเร่งค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย นอกจากการดูแลผู้ป่วยวัณโรคแล้ว ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับ การค้นหาและรักษาการติดเชื้อ วัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากการรักษาการติดเชื้อระยะแฝงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยป้องกันการป่วยเป็นวัณโรคในอนาคต ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยจึงเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานควบคุมวัณโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาผู้ป่วย ตลอดจนการสร้างความรอบรู้ด้านวัณโรคและลดการตีตราผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจรักษาได้รวดเร็ว และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย ยุติวัณโรค (End TB) ตามกรอบขององค์การอนามัยโลกอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการควบคุมวัณโรค โดยมีข้อเสนอร่วมกันว่า การบรรลุเป้าหมาย ยุติวัณโรค (End TB) ตามยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างครอบคลุม ทั้งการเร่งค้นหาและรักษาผู้ป่วยวัณโรคระยะป่วย ควบคู่กับการค้นหาและรักษาผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) เพื่อป้องกันการพัฒนาไปเป็นวัณโรคในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรโลกประมาณ 1 ใน 4 หรือราว 25% มีการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่มีอาการและไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แต่ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคระยะป่วย หากสามารถค้นหาและให้การรักษาป้องกันได้อย่างครอบคลุม จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และตัดวงจรการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญยังได้แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของยุทธศาสตร์ End TB โดยปัจจุบัน นอกจากการทดสอบทางผิวหนังด้วยทูเบอร์คูลิน (Tuberculin Skin Test: TST) ที่ใช้มาอย่างยาวนานแล้ว ยังมีการนำการตรวจเลือดด้วยวิธี Interferon Gamma Release Assays (IGRAs) และการทดสอบทางผิวหนังที่ใช้แอนติเจนจำเพาะของเชื้อวัณโรค (TB antigen-based skin tests: TBSTs) มาใช้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถให้ความจำเพาะสูงกว่า TST โดยเฉพาะในประชากรที่เคยได้รับวัคซีน BCG และช่วยเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองผู้ติดเชื้อระยะแฝงในบริบทที่แตกต่างกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ เลือกใช้วิธีตรวจที่เหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ กลุ่มเป้าหมาย และทรัพยากรที่มีอยู่ โดย IGRAs และ TBSTs ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน สำหรับการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง 

สำหรับการวินิจฉัยวัณโรคระยะป่วย ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ การตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล (NAATs/PCR) เป็นการตรวจเบื้องต้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO – recommended Rapid Molecular Diagnostics: WRDs) เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคและตรวจหาการดื้อยาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ลดการแพร่กระจายเชื้อ และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่วัณโรคดื้อยายังคงเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศทั่วโลกซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 2 ใน 3 ทั่วโลกยังตรวจไม่พบ ทำให้ได้รับการรักษาด้วยสูตรยามาตรฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในชุมชนอย่างต่อเนื่อง 

ผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเห็นพ้องว่า การตรวจวินิจฉัยจะเกิดผลสูงสุดก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การคัดกรองเชิงรุก การส่งต่อผู้ป่วย การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการ บุคลากรทางการแพทย์ ระบบข้อมูล และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การวินิจฉัยนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

การจัดงาน APAC IRIDS 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านการตรวจวินิจฉัยในการรับมือโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะวัณโรค ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษาอย่างทันท่วงที และยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว 

ระวัง ‘แมลงก้นกระดก’ ช่วงหน้าฝน พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

ระวัง  ‘แมลงก้นกระดก’ ช่วงหน้าฝน พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

ระวัง ‘แมลงก้นกระดก’ ช่วงหน้าฝน พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ โรคผิวหนังที่มักพบได้บ่อยอย่างไม่คาดคิด คือ แผลพุพองจากการสัมผัส “แมลงก้นกระดก” หรือด้วงก้นกระดก ซึ่งเป็นแมลงปีกขนาดเล็ก ลำตัวยาว สีดำสลับส้ม มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น ทุ่งนา หรือสวน และมีพฤติกรรมชอบบินเข้าหาแสงไฟในเวลากลางคืน ทำให้พบแมลงชนิดนี้หลุดรอดเข้ามาภายในบ้านเรือน อาคารสูง หรือคอนโดมิเนียมได้ง่าย

แพทย์หญิงภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 

แพทย์หญิงภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ หลายคนมักคิดว่าแผลพุพองที่เกิดขึ้น มาจากการถูกแมลงกัดหรือต่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการอักเสบทั้งหมดเกิดจากสารพิษที่เรียกว่า “พีเดอริน” (Pederin) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกรดและอยู่บริเวณก้นของแมลง โดยสารพิษนี้จะปล่อยออกมาเมื่อตัวแมลงถูกตบ บี้ บด หรือกดทับบนผิวหนังโดยไม่ตั้งใจ

โดยทั่วไป อาการพิษของแมลงก้นกระดกจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะเริ่มแสดงอาการภายใน 12 ถึง 48 ชั่วโมงหลังการสัมผัส ความรุนแรงของแผลจะขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ผิวหนังได้รับและบริเวณที่สัมผัส อาการเด่นที่สังเกตได้ ได้แก่ ผิวหนังจะเกิดผื่นแดงเป็นแนวยาวหรือเป็นเส้น ซึ่งมักเกิดจากการที่มือไปปัดหรือตบแล้วลากตัวแมลงไปตามผิวหนัง ร่วมกับอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง จากนั้นจะเริ่มพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสและแผลพุพองคล้ายรอยไหม้ ซึ่งในบางรายอาจเข้าใจผิดว่าโดนน้ำร้อนลวกหรือสัมผัสสารเคมีมา นอกจากนี้ หลังจากที่ผื่นและแผลพุพองเริ่มหายดีแล้ว มักจะทิ้งรอยดำเอาไว้บนผิวหนัง ซึ่งต้องใช้เวลากว่าแปลจะค่อย ๆ จางลง

ความรุนแรงและอาการลุกลามของแผลจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแมลงเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยสำคัญมาจาก “พฤติกรรมการดูแลแผลหลังสัมผัส” ของผู้ป่วยด้วย โดยสิ่งสำคัญ คือ ห้ามแกะตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพราะการขยี้ซ้ำหรือการเจาะตุ่มน้ำจะทำให้พิษของแมลงกระจายตัวกว้างขึ้น ผิวหนังเกิดการอักเสบรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนทำให้แผลหายช้ากว่าเดิม นอกจากนี้ รอยไหม้จากแมลงก้นกระดกไม่ใช่ผื่นภูมิแพ้ทั่วไป จึงต้องได้รับการดูแลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแผลเป็นฝังลึก

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี เมื่อรู้ตัวว่าสัมผัสแมลงก้นกระดก 

รีบล้างผิวหนังบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีเพื่อลดปริมาณสารพิษตกค้าง  ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่มีอาการครั้งละ 10 – 5 นาที ทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและลดอาการบวม ห้ามวางน้ำแข็งลงบนผิวหนังโดยตรง 

ในส่วนของการดูแลแผลที่มีตุ่มน้ำใสหรือแผลเปิด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลแทน วันละ 1-2 ครั้ง แล้วซับให้แห้งเบา ๆ หลีกเลี่ยงการทาสิ่งที่จะทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น เช่น ยาหม่อง ยาดม แอลกอฮอล์ ยาสีฟัน หรือสมุนไพรต่าง ๆ และไม่ควรซื้อยาทาเองหรือใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการเริ่มรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากเผลอใช้มือที่ปนเปื้อนพิษไปขยี้ตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดให้ไหลผ่านดวงตาอย่างต่อเนื่อง 10 – 15 นาทีทันที เพราะพิษอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบรุนแรงได้

อย่างไรก็ตาม ผื่นจากแมลงก้นกระดกอาจมีลักษณะคล้ายโรคผิวหนังชนิดอื่น ๆ เช่น เริม ที่มักขึ้นเป็นกระจุก หรือ งูสวัด ที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาท การสังเกตและแยกโรคด้วยตัวเองอาจไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากพบว่าผื่นมีอาการลุกลามเป็นบริเวณกว้าง ปวดแสบปวดร้อนมาก มีตุ่มน้ำหลายจุด แผลเริ่มมีหนองหรือสงสัยว่าติดเชื้อ มีไข้ร่วมด้วย หรือผื่นเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและใกล้ดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาที่ถูกต้องเหมาะสมทันที

 “การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การลดโอกาสสัมผัสแมลงชนิดนี้ โดยเฉพาะในช่วงค่ำคืนของฤดูฝน ควรปิดมุ้งลวด ประตู และหน้าต่างให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการเปิดไฟสว่างจ้าใกล้ช่องทางเข้าบ้านเพื่อไม่ให้ดึงดูดแมลง ก่อนใช้งานเสื้อผ้า ผ้าขนหนู หรือเครื่องนอนที่ตากไว้นอกบ้าน ควรสะบัดอย่างแรงทุกครั้ง รวมถึงตรวจสอบหมอนและที่นอนก่อนเข้านอนเสมอ และหากบังเอิญพบแมลงก้นกระดกมาเกาะตามร่างกาย ห้ามตบหรือบี้เด็ดขาด ให้ใช้วิธีเป่าลมหรือปัดออกเบา ๆ เพื่อให้ตัวแมลงพ้นจากผิวหนังโดยที่ถุงพิษไม่แตกออก ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้รอดพ้นจากภัยเงียบของแมลงชนิดนี้ได้” แพทย์หญิงภาวดี กล่าว