‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (Digital Development Foundation : DDF) เข้าร่วมงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ภายใต้แนวคิด “From AI Trend to Real Business Impact” ณ ห้องสัมมนา อาคาร 5 ชั้น 9 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ภายในงานมีการเปิดตัว UTCC AI Institute พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและเครือข่ายสมาคมด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพด้าน AI และ Digital Transformation ของประเทศไทย

ในโอกาสนี้ ดร.วิฑูรย์ ได้ร่วมเวทีเสวนา Mega Tech Trend Update แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมด้านเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ในประเด็นทิศทางการพัฒนา Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT), Humanoid Robotics และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (DDF) ในการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ได้สะท้อนถึงมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อน AI ของประเทศไทย โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เราจะต้องมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind)  คือ คนไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเท่าเทียมกัน และทั่วถึงด้วย โดยสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ เพื่อให้การปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีAIได้อย่างเต็มศักยภาพ

2. เราต้องสร้างระบบนิเวศหรือ สภาพแวดล้อม  เพื่อส่งเสริมการการเรียนรู้ด้วย Prompt-Harness Engineering

การพัฒนา AI ไม่ได้อยู่ที่การใช้เครื่องมือเป็นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้” หรือ Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการต่อยอดองค์ความรู้ ผ่านแนวคิด Prompt-Harness Engineering เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้าน AI อย่างยั่งยืน

3. เราต้องลดต้นทุนการลองผิดลองถูกจากการใช้ AI ด้วย 5C Framework

เพราะการเรียนรู้และใช้งาน AI มีต้นทุนทั้งด้านเวลา ทรัพยากร และประสบการณ์ การพัฒนาองค์กรและบุคลากร. จึงควรใช้แนวทางและแพลตฟอร์มที่ช่วยลดการลองผิดลองถูก พร้อมเร่งการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวความคิดที่ส่งเสริมให้เข้าใจการกำหนด

Character-Cause-Constraint-Contingency-Calibration  ที่สามารถวัดประสิทธิภาพการใช้คำสั่ง จนสะท้อน ROI อย่างจับต้องได้

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน ภายใต้โครงการ“การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก (Competency-Based Learning)”ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สู่การสร้างนวัตกรรมด้วยการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการวัดและประเมินผลผู้เรียน ยกระดับการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลตามสมรรถนะผู้เรียน โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ครูจากโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง รวม 110 คน ได้แก่ โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฏร์บำรุง  และโรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นหลัก ไม่ใช่บรรยายหรือติวซึ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดคือการติว และเด็กก็ใช้เงินเพื่อการนี้ แต่ผลของการสอบ O-Net ที่ผ่านมา23 ปี เราไม่เคยเห็นการผ่านเกณฑ์เลย รวมถึงการประเมิน PISA 20 กว่าปีมานี้ทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะยิ่งติวยิ่งแคบ ยิ่งติวยิ่งความรู้น้อย เนื่องจากเป็นการเรียนข้อสอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้ง O-Net และ PISA เป็นการนำกระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบ แต่สิ่งที่เกิดคือในห้องสอบครูไม่รู้จักกระบวนการ เด็กจึงไม่มีกระบวนการ เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ  จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมการใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็ก โดยนำเนื้อหาในหนังสือมาให้เด็กเรียนรู้ สร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิด ผ่านกระบวนการประเมิน โดยเพิ่มความดี ความงาม คุณธรรม และ ค่านิยม ซึ่งนำความคิดพื้นฐาน เหตุและผลมาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้ความคิดขั้นต้นมีคุณค่าสูงขึ้นทั้งตนเองและสังคม ซึ่งการเรียนด้วยวิธีการนี้จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและต่อยอดเป็น AI ในต่างประเทศที่เขาสร้างนวัตกรรมและAI เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง จนพัฒนา AI ขั้นสูงมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อมา ก็เอา AI มาใช้ประกอบการเรียนซึ่งก็คือมือถือแท็บเล็ตแต่เมื่อนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดจอและข้อมูลที่ผ่าน AIมา ควบคุมไม่ได้ จนเกิดกระแสที่กระทบสังคม และเด็กก็ไม่มีสมาธิในการเรียนจนทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศอาจจะด้อยพัฒนาได้ จึงมีการห้ามนำเทคโนโลยีเข้า ในห้องเรียนเพื่อกลับมาเรียนแบบเดิมและมีการประกาศว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสร้าง AIรุ่นใหม่

“ GPAS 5Steps จะเป็นกำแพงต่อต้านกระแสสังคมเชิงลบที่กระแทกเข้ามา เพื่อให้เด็กต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถใช้ปัญญาในการเลือกบริโภคได้ ดังนั้นถ้าเรายังไม่พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเด็กจะเอาไม่อยู่ เพราะขนาดธรรมชาติเมื่อมีกระแสลมพัดด้วยความรุนแรง หน้าผา ก้อนหิน ยังสลายได้ แล้วจิตใจของเด็กซึ่งเป็นมนุษย์แท้ๆ ถ้าถูกกระแสสังคมเข้ามากระแทกก็คงยากที่จะทานได้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบให้เร็วที่สุด โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และเลือกได้ และหากเกิดความผิดพลาดเด็กก็จะสามารถลุกได้เร็ว“ประธานบริหารสถาบัน พว.กล่าว

ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)กล่าวว่า ส.บ.ม.ท.คาดหวังว่าคุณภาพของครูจะส่งผลถึงเด็ก โดยเชื่อว่าการพัฒนาครู เติมส่วนที่ขาด วาดส่วนที่หวัง จะสามารถพัฒนาเด็กได้ โดยเฉพาะการอบรมออกแบบการเรียนรู้ด้าน Active Learning การประเมินผลโดยใช้ AI และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรมวันนี้มาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 โรง และโรงเรียนขยายโอกาส 1 โรงในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นกลุ่มนำร่องของ ส.บ.ม.ท.ที่ร่วมกับสถาบัน พว. ในการพัฒนาความรู้การประเมินผลตามสภาพจริง และส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสมรรถนะเด็ก และหลังจากนี้จะขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2 พันโรงทั่วประเทศต่อไป

นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การพัฒนาครูถือเป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเมื่อครูมีองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาใช้เป็นการเติมเต็มและต่อยอดวิธีการสอนที่ครูแต่ละคนใช้อยู่แล้ว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละรายวิชา สภาพโรงเรียน และศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน  ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจและนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แทนการเรียนรู้แบบรับฟังเพียงอย่างเดียว

นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีทิศทาง  ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน จะทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเรียนด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งตนคาดหวังว่าครูจะเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้นี้ได้อย่างถ่องแท้ และนำไปสอนเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ – พระครูสัญญาบัตร’ จำนวน 5 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ 'พระราชาคณะ - พระครูสัญญาบัตร' จำนวน 5 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ – พระครูสัญญาบัตร’ จำนวน 5 รูป

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

วันที่ 10 ก.ค.2569 ได้มีราชกิจจานุเบกษา พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ โดยระบุว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ และพระครูสัญญาบัตร รวม 5 รูป ดังนี้

1.พระปริยัติวรานุกูล เป็น พระราชปริยัติวรานุกูล วิบูลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2.พระศรีสิทธิวิเทศ เป็น พระราชวัชรชัยเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3.พระสุธีรัตนบัณฑิต เป็น พระราชสุทธิวัชรบัณฑิต ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4.พระอุดมบัณฑิต เป็น พระราชอุดมวัชรเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5.พระมหาวิชิระ 9 ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูศรีวชิรสุธี

ประกาศ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.55 น.

กยศ.แจงกรณีหักหนี้ในบัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไข

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” โพสต์ข้อความว่า   กรณีที่มีผู้กู้ยืมเงินโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการหักบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติเพื่อชำระหนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto Debit) สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน 

นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ประจำปีของผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ซึ่ง กยศ. ให้ผู้กู้ยืมเงินดำเนินการชำระหนี้ด้วยตนเอง หากพบว่าผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ กยศ. จึงจะดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto debit) ของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยหักจากบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้ในการรับโอนเงินค่าครองชีพ โดยในปีนี้ กยศ. ได้ดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จำนวน 74,337 บัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระ 

ทั้งนี้ เงินที่หักบัญชีเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว กยศ. จะนำกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป ช่วยให้เยาวชนไทยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยผู้กู้ยืมเงินสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กยศ. Call Center โทร. 0 2016 4888 ในวันทำการวันจันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.00 น. หรือไลน์บัญชีทางการ กยศ. และอีเมล info@studentloan.or.th ”

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

“นายกฯ” ขอบคุณ ตุลาการศาล รธน.หลังวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดต่อกฎหมาย ยืนยันจะใช้ให้คุ้มทุกบาท หวัง นำมาสร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระค่าพลังงาน 

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 วลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งเร็งกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ว่า  ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน 

ส่วนรัฐบาลจะทำงานสบายใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้งว่า “เงินกู้” ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2 % ดังนั้นเมื่อทีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้ เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลาย ๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ของประชาชนลดลง ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น 

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘ ขอรอ ’ครม.‘เคาะตัดสินใจ หากต้องเปิดประชุมวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา14.15น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยสส.ในฝั่งวิปรัฐบาล ร่วมกันแถลงสรุปผลงานการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า ภาพรวมตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค รวมถึงการประสานงานกับฝ่ายค้าน เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยตลอด ต้องขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานที่สำคัญทางฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านจากการพิจารณาของสภาฯ และมีกระทู้สดหลายกระทู้ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ได้รับความร่วมมือจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาตอบกระทู้ และมีญัตติที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ รวมถึงมีการรับทราบที่เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากที่จะขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านด้วย ที่ในช่วงหนึ่งสมัยประชุมที่ผ่านมา ถือว่าการประสานงานเราประสานงานกันได้ค่อนข้างราบรื่น อาจจะมีสิ่งที่เห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกฝ่ายก็เคารพกรอบกติกา และใช้ระเบียบข้อบังคับตามข้อกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ทุกอย่าง ฉะนั้น ในภาพรวมเราทำงานกันได้ค่อนข้างดี ส่วนในรายละเอียดถ้าในด้านของกฎหมาย ในระยะเวลาไม่กี่เดือนสภาฯ พวกเราผ่านการพิจารณากฎหมายมากถึง 94 ฉบับ และในบางกฎหมายบางเรื่องอาจจะมีร่างที่เสนอประกอบกันหลายร่าง แต่รวมทั้งหมดแล้วมี 94 ร่าง ที่มีทั้งร่างครม. ยืนยันกลับมา 34 ฉบับ ล่าสุดวันนี้มีประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ต่อเนื่องมาจากสมัยที่แล้วต้องยกเครดิตให้กับพรรคเพื่อไทย และพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ 

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เรารับหลักการแล้วและยังอยู่ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการอีกหลายฉบับ แน่นอนว่ากฎหมายทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาทันทีหลังจากหลังจากที่เปิดสมัยประชุมสภาในสมัยพิจารณาหน้า รวมทั้งกฎหมายที่ประชาชนให้ความสำคัญและจับตาดูอยู่ เช่น ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ล่าสุดทางวุฒิสภาจะพิจารณาเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และได้การพิจารณาเข้าสู่การพิจารณาร่วมกันของสภาฯ หลังจากที่เปิดสมัยประชุมหน้า นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว เรามีเรื่องของการเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ รวมทั้งหมด 5 ฉบับ และยังมีเรื่องการตอบกระทู้สดในสภาฯ มี 34 กระทู้สดมีรัฐมนตรีมาตอบถึง 33 กะทู้ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขสูงมากต้องขอขอบพระคุณทางครม.  โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำครม. ที่ได้กำชับและมอบให้เป็นนโยบายกับรัฐมนตรีทุกท่านว่าต้องให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านโดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการประสานงานเพื่อดูว่าประเด็นร้อนหรือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเร่งด่วนมีเรื่องใดบ้าง และจะมีรัฐมนตรีท่านใดมาตอบได้บ้าง ด้วยการทำงานแบบนี้ จึงทำให้กระทู้ที่รัฐมนตรีมาตอบค่อนข้างสูง สุดท้ายแล้วไม่ใช่เป็นผลงานของฝั่งรัฐบาลหรือครม. แต่เป็นผลงานร่วมกันของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะคนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่พรรคการเมือง แต่คือประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการติดตามและตรวจสอบการทำงานผ่านกระทู้สด

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากกระทู้สด มีเรื่องกระทู้ทั่วไปซึ่ง ตนในนามประธานวิปรัฐบาลก็ได้รับข้อเสนอ และข้อสังเกตของฝ่ายค้านว่ากระทู้สดที่ตอบเยอะ แต่กระทู้ทั่วไปรัฐมนตรีมีการเลื่อนตอบกระทู้ค่อนข้างมาก เรื่องนี้หลังจากหลังจากที่ปิดสมัยประชุม ตนได้ทำสรุปตัวเลขสถิติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า มีกระทู้ถามรัฐมนตรีท่านใดกี่ครั้งและท่านมาตอบกี่ครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ตนจะนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีการวัดผลประเมินผลการทำงานของครม. ที่มีหน้าที่หลักที่มาตอบกระทู้และให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติด้วย นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล 

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องญัตติที่มีปัญหาสำคัญของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ เป็นจำนวนมาก เช่น ฝุ่นควัน PM 2.5 วิกฤตพลังงาน การก่อสร้างแลนด์บริดจ์ การแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายรัฐบาลแต่ส่วนใหญ่เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายค้าน หมายความว่า การทำงานของสภาฯ เราไม่คำนึงแต่เพียงว่าเราอยู่ฝั่งรัฐบาล และมีเสียงข้างมาก เราคำนึงถึงเสียงทุกเสียง คำนึงถึงเสียงของฝ่ายค้าน เพราะเราทราบว่าทุกปัญหาที่นำเสนอนั้นคือปัญหาของประชาชน ประเด็นสุดท้ายเรื่องของรับทราบ   โดยปกติหากใครติดตามช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี จะมีเรื่องรับทราบ บ่อยครั้งที่มีเรื่องรับทราบจากหลายปีก่อน มีค้างการพิจารณารับทราบของสภาเป็นจำนวนมาก เราใช้เวลาสมัยประชุมเดียวเพื่อที่จะจัดการ และเร่งเอาเรื่องรับทราบที่ค้างอยู่มาเคลียร์ให้หมด ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นในประชุมหน้าคือจะไม่มีรายงานที่ค้างจากปีก่อนๆ ซึ่งจะมีการพิจารณาปีต่อปี จะได้เป็นปัญหาปัจจุบันก็จะทำให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อเสนอแนะของฝั่งการเมือง หรือทุกพรรคการเมืองนำไปปรับปรับปรุงในการทำงานต่อไปได้ 

“ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านด้วยในการให้ร่วมมือในการประสานงานร่วมกันโดยที่บางครั้งระหว่างจะเห็นไม่ตรงกันแต่สุดท้ายเป้าหมายเราเหมือนกันคือเคลื่อนงานสภาเพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาและเอากฎหมายต่างๆให้กับประชาชน” นายกรวีร์ กล่าว 

เมื่อถามว่าได้หารือเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีการเปิดวิสามัญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า เราทราบจากข่าวหน้าสื่อ วันนี้ที่สภาฯ เรายังไม่ได้รับเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าทางศาลรัฐธรรมนูญคงจะส่งคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการมาที่สภาฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น คงต้องเป็นเรื่องที่ทางสภาฯ ต้องหารือกับครม. เพราะกฎหมายฉบับนี้ทางครม. ได้เสนอเข้ามา คงต้องรอดูว่าจะมีแนวทางในการขอให้เปิดวิสามัญหรือไม่ ต้องพิจารณากันต่อไป

เมื่อถามว่า ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาก่อนจะกลับมาเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือนส.ค. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าเป็นเรื่องของครม. ถ้าครม. เห็นว่าช้าเกินไปกว่าจะรอให้เปิดสมัยประชุมหน้า ก็อาจจะมีการพิจารณาขอให้เปิดวิสามัญในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมสภาฯ 

เมื่อถามย้ำว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเปิดในสมัยประชุมนี้ นายกรวีร์ กล่าวว่า สมัยนี้น่าจะไม่ทันแล้ว เพราะประธานได้ประสานมาว่าช่วงเย็นจะมีการอ่านพระบรมราชโองการในการปิดสมัยประชุมสภาฯ ช่วงเย็นวันนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ทันในสมัยประชุมนี้แน่นอน 

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมืองปูตราจายา ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ในทุกด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยและรัฐภาคเหนือของมาเลเซีย ผ่านการสร้างเสริมความเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง การค้าชายแดน และการพัฒนาเศรษฐกิจของสองฝั่งชายแดน ควบคู่กับความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  

ต่อมา รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือเต็มคณะที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพ และจะฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย ในปีหน้า ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ในฐานะที่มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในอาเซียน เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด และมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในด้าน AI และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน

ภายหลังการหารือ รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ที่ย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความเชื่อมโยงไร้รอยต่อบริเวณชายแดน ผ่านการพัฒนาและอำนวยความสะดวกในการสัญจรและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะทางถนนและทางราง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ทั้งยังกล่าวถึงพิธีเปิดใช้งานถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัม ที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองจะเป็นประธานในวันรุ่งขึ้น (10 กรกฎาคม) นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

“สุริยะ” ลงนาม MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา พร้อมผนึกกำลังเร่งขับเคลื่อนการค้าทั้งสองประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิด เผยว่า ภายในวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ได้เดินทางมายังประเทศมาเลเซีย ณ เมืองปูตราจายา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยได้เข้าพบ นายดาโต๊ะ เซอรี โมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย (Datuk Seri Mohamad Sabu) พร้อมร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (Memorandum of Understanding: MOU on Agricultural Cooperation) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย 

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการประสานงานและการหารือระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร รวมถึงการหารือเพื่อแก้ไขประเด็นด้านการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้มีการหารือในระดับเทคนิคแล้ว ทั้งในด้านประมงและด้านปศุสัตว์ โดยในประเด็นด้านประมง ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการเดินทางไปตรวจประเมินระบบที่เกี่ยวข้องภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ หน่วยงานด้านเทคนิคของไทยและมาเลเซียจะดำเนินการหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการแก้ไขประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

'อนุทิน-อันวาร์' ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ที่ดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร นายอันวาร์ได้เชิญนายอนุทินขึ้นไปเล่นดนตรีและได้เดินไปส่งถึงเวที ก่อนที่นายอันวาร์จะหยิบไมโครโฟนเดินลงจากเวทีมานั่งร้องเพลงที่โต๊ะอาหาร ขณะที่นายอนุทินได้เดินตามลงมาเป่าแซกโซโฟนข้างๆ ก่อนที่นายอันวาร์จะกอดคอนายอนุทิน ร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เพื่อนรักต่างวัย นายกฯอนุทินเป่า Sax ให้นายกอันวาร์ “My way” ของ Frank Sinatra..งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังจากประชุมสองฝ่ายในช่วงเช้า..โดยตอนก่อนเริ่มบรรเลง นายกฯอันวาร์เดินขึ้นเวทีไปดูความเรียบร้อยด้วยตัวเอง”

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี “กุลวลี”ลั่น ที่ดินถูกกฎหมายของชาวบ้าน ต้องไม่ถูกริบเพราะเส้นบนแผนที่” กำชับตั้งเกราะคุ้มครองสิทธิที่ดินคนไทย พร้อมกลไกเยียวยาผู้เดือดร้อน

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ หรือ “One Map” และการแก้ปัญหากรณีเส้นเขตของรัฐไปทับที่ดินทำกินของประชาชน โดยเรียกหน่วยงานส่วนกลางและผู้ว่าราชการจังหวัด 6 จังหวัด มาชี้แจงและเร่งรัดการทำงาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดินของรัฐแต่ละประเภท ทั้งป่าสงวน อุทยาน ที่ ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุ ต่างมีแผนที่ของตัวเองคนละมาตราส่วน ทำให้เส้นเขตทับซ้อนกันเอง และหลายจุดยังทับกับที่ดินที่ชาวบ้านทำกินหรือมีเอกสารสิทธิ กลายเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ซึ่งโครงการ One Map คือการรวมแผนที่ทั้งหมดให้เป็นเส้นเดียวที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้หลักคิด “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ” เพื่อยุติปัญหาการทับซ้อนและความขัดแย้งเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการเน้นย้ำหนักแน่นที่สุด คือ การทำ One Map ไม่ใช่การยกเลิกหรือริบเอกสารสิทธิและสิทธิทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีคุ้มครองไว้ หากพื้นที่ใดเส้นเขตของรัฐไปทับกับที่ดินที่ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิหรือครอบครองทำกินอยู่ก่อน หน่วยงานต้องร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์สิทธิ และหาทางเยียวยาช่วยเหลือให้เป็นธรรม
ซึ่งที่ประชุมได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ สุรินทร์ จันทบุรีราชบุรี และนครศรีธรรมราช   รายงานปัญหาการทับซ้อนในพื้นที่ของตน และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จัดทำสถานะความคืบหน้ารายจังหวัด พร้อมวางกลไกรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาประชาชนที่ชัดเจน และรายงานกลับคณะกรรมาธิการตามกำหนด

“One Map ต้องทำให้เสร็จโดยเร็วเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน แต่ต้องยึดหลักว่า สิทธิในที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ต้องไม่ถูกริบไป เพราะเส้นบนแผนที่ ใครเดือดร้อนต้องได้รับการดูแล” 

ทั้งนี้เมื่อแนวเขตที่ดินของรัฐชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันปัญหาการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เช่น กรณีภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำ เช่นกรณีไชยปราการ ที่พิจารณาไปเมื่อวาน ไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต โดยประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และขอให้หน่วยงานรายงานผลเป็นระยะ เพื่อให้การจัดการที่ดินของประเทศมีความชัดเจน เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง