สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

สภาฯ 288 เสียง! ผ่านฉลุยงบฯ ปี 70 ตั้ง ‘72 กมธ.วิสามัญฯ’ ประชุมนัดแรกพรุ่งนี้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก(รับหลักการ) วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นตัวแทนรัฐบาลกล่าวสรุปภาพรวมว่า รัฐบาลมีความพยายามทำให้ประเทศแข่งขันได้ คนไทยมีรายไได้ที่สูงขึ้น ขอความร่วมมือฝ่ายค้านช่วยทำ ออกความเห็นเป็นประโยชน์กับปะเทศ ทั้งนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลวิกฤติปากท้อง ด้วยงบที่จำกัดจึงต้องออกพระราชกำหนด เพราะหากแก้ไม่ได้ จะลามไปถึงธุรกิจเล็กๆ ที่อาจต้องไล่คนออก คนตกงาน ที่อาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ

“การออกพ.ร.ก.ไม่ได้เยียวยาประชาชนเท่านั้น เพราะพึ่งพาน้ำมัน แก๊สธรรมชาติสูง 20% ของจีดีพี หากไม่เปลี่ยนผ่านจะนำเข้าแพงและต้นทุนแพงระยะยาว โดย 2 เดือนที่ผ่านมา น้ำมันแพง ทำให้เกิดการขาดดุลในบัญชีเดินสะพัดถึง 5 แสนล้านบาท จึงปล่อยไม่ได้ ทำให้ต้องออก พ.ร.ก.แก้ปัญหาวิกฤติปากท้อง ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งนี้ผมไม่ใช่หมอที่สร้างวาทะกรรมเก่ง แต่ต้องการผ่าตัดปัญหางบประมาณ ปีที่แล้วขาดดุล 4.4% จึงออกแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุล 3% ในปี2572 และต้องทำให้โปร่งใส โดยปีนี้เมื่อเปิดเผยให้เห็นแผลตั้งเป้าลดขาดดุล 4.4% เหลือ 3.9% เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลัง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ฐานะการคลังเราเหนื่อย ต้องเน้นวินัยการคลัง ดังนั้นต้องช่วยผ่าตัดเพื่อให้เหลืองบลงทุนประเทศ ทั้งนี้งบลงทุนปีนี้ เหลือ 7 หมื่นล้าน เพราะต้องรักษาวินัยการคลังเปิดแผลทั้งหมด ไม่หมกเม็ด ฝีไม่แตก เพราะความโปร่งใส และช่วยผ่าตัด ส่วนงบลงทุน ตนเห็นด้วยกับผู้นำฝ่ายค้าน มีงบส่วนอื่น ปีนี้จึงเน้นงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ เพิ่ม 2.7แสนล้านบาท ซึ่งไม่อยู่ในเล่มงบประมาณ โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน บางโครงการไม่ต้องใช้เงิน เปิดให้เอกชนร่วมลงทุน เช่น เรื่องพลังงานสะอาด ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณ 2570 รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนและผลประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบ เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงของประชาชน ส่วนข้อเสนอแนะของสส. ขอให้ กมธ.นำไปพิจารณาและตรวจสอบงบ ให้รอบคอบ เกิดประโยชน์กับประชาชนที่ได้อภิปรายในสภา  ดังนั้นขอให้ช่วยกันพลิกวิกฤติเป็นโอกาสสร้างโอกาสให้คนไทยมีความหวัง มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ขีดการแข่งขันของประเทศจะยกระดับ

ทั้งนี้ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง รวมถึงตัวแทนของทั้ง3ฝ่าย ได้แก่ สส.พรรคร่วมรัฐบาล สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรี(ครม.) อภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเวลา21.05น. ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบฯปี70 ด้วยคะแนนเสียง 288 ต่อ 119 งดออกเสียง 86 เสียง ไม่ลงคะแนนไม่มี

จากนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี70 จำนวน 72 คน แบ่งเป็นสัดส่วนของ ครม. 18 คน และพรรคการเมือง 54 คน ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 21 คน พรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ส่วนพรรคไทรวมพลัง พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ อย่างละ 1 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 30 วัน โดยจะมีการนัดประชุมกมธ.ฯนัดแรก เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ วันพรุ่งนี้(2ก.ค.) เวลา13.30น. 

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

อดุลย์ โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

รมว.กลาโหม โต้ครหา รัฐมนตรีปีศาจ แจงเรือดำน้ำ ส่งมอบตามไทม์ไลน์ ได้พร้อมเครื่องยนต์ เหตุชะลอซื้อเรือฟริเกต ท้าชี้เป้า ทหารผี พร้อมพาลุยตรวจสอบทุกพื้นที่ 

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็น วันที่ 3

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ว่า ตนเป็นบุคคลที่เติบโตมาจากพื้นฐานที่สุด การที่ได้ยินผู้อภิปรายออกมาพูดว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ทั้งนี้ ตนเติบโตมาจากชั้นประทวนผ่านผู้บังคับหน่วยมาทุกตำแหน่งที่เขาอยากเป็นกัน ไม่เคยมีพฤติกรรมชั่ว ๆ อย่างที่กล่าวมา

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ในปี 2570 ได้รับการจัดสรรกว่า 200,000 ล้านบาทเศษ ลดลงจากปีที่แล้วกว่า 957 ล้าน คิดเป็น 5.4% ของงบประมาณประเทศ และคิดเป็น 0.99% ของจีดีพี โดยเป็นงบประจำ 152,869 ล้านบาทเศษ งบลงทุน 50,415 ล้านบาทเศษ ซึ่งในความท้าทายด้านความมั่นคงของประเทศปัจจุบันเรามีภัยคุกคามทุกด้าน จึงจะจัดสรรงบประมาณเพื่อขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ การป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของกำลังคนยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย

พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการป้องกันประเทศและเสริมความมั่นคง เราใช้งบประมาณในการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นหลัก ทั้งเรื่องของการเตรียมกำลังทางอากาศ พื้นดิน ทางทะเล ใต้ทะเล รวมถึงระบบสั่งการบังคับบัญชาอำนวยการรบ ให้พร้อมในพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณชายแดนทุกด้าน และจัดกองกำลังป้องกันชายแดนจำนวน 8 กองกำลัง ในการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจสกัดกั้นแรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด และภัยคุกคามอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนในงานพันธกิจเสริมความมั่นคง 5 ประการ คือการเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ล่อแหลมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับก็นำมาพัฒนาศักยภาพของกำลังคน การฝึกทหารใหม่ ให้มีสุขภาพ สภาพจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง ใช้อาวุธเป็น ดูแลเขาเหมือนน้องคนสุดท้องที่เพิ่งเข้ามา รวมถึงการฝึกร่วมกับมิตรประเทศเพื่อความพร้อมรบ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า นโยบายการพัฒนาระบบทหารอาสา ซึ่งในแต่ละปีจะมีทหารเข้ามา 100,000 คน แต่ในแต่ละปีจะเรียกเข้ามาประมาณ 25,000 คนใน 4 ปี โดยยอดความต้องการทหารกองประจำการแต่ละปีอยู่ที่ 91,875 คน ในอนาคตหากเรามีการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็จะมีทหารออนไลน์เพิ่มขึ้น และอาจจะไม่ต้องตรวจเลือกเลยก็ได้ เพราะเรามั่นใจว่าการสมัครและมาอยู่กับเราสี่ปีจะช่วยสร้างคนให้มีศักยภาพออกไปสู่ชุมชน ส่วนการพัฒนาศักยภาพยุทโธปกรณ์ เรามีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเสริมสร้างผู้ประกอบการในเรื่องการซ่อมบำรุง และส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเรามีคณะกรรมการกำหนดความต้องการและความเร่งด่วนในการจัดหาโดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฯ โดยการจัดหายุทโธปกรณ์ทดแทนที่ใช้ไปในการสู้รบ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อใช้ในครังถัดไป และจัดระเบียบในพื้นที่ชายแดนเพื่อให้กำลังคนมีสิ่งอำนวยความสะดวก

พล.ท.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า และปัญหาภัยแล้ง การจัดหาเรือดำน้ำที่มีกำหนดส่งมอบตามสัญญาในเดือนม.ค. 2572 ยืนยันว่า ตอนนี้ยังคงดำเนินการเป็นไปตามไทม์ไลน์ทั้งหมด โดยในส่วนของเรือดำน้ำจะเข้ามาพร้อมเครื่องยนต์ และใช้งานได้ ขออย่ากังวลใจเพราะตนกำกับดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว

“ส่วนเรื่องเรือฟริเกต ที่ท่านกล่าวหาว่าผมเป็นรัฐมนตรีปีศาจ ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน ผมคงเดินลงไปหา แต่ในวันนี้ต้องขออภัยเราเป็นพี่น้องกัน ซึ่งผมต้องขออภัยที่พูดแบบนี้ เพราะการพูดของผู้อภิปรายทำลายศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์อย่างมาก ผมยืนยันว่า ถ้าผมชั่วคงไม่ไม่มีทางมาถึงขั้นนี้ หากผมชั่วตรงไหนให้บอกมาเลย ซึ่งเรื่องเรือฟริเกต ผมได้พูดคุยกับ ผบ.ทร. ถึง 2 ครั้ง ซึ่งก็บอกว่าขอให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์ และขอให้ ผบ.ทร. ซื้อบริษัทที่เขาซื้อสินค้าเราด้วย” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

รมว.กลาโหม กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากดูภาระงบประมาณของกองทัพเรือ ในปี 2570 ที่ได้รับงบประมาณกว่า 40,000 ล้าน หากซื้อเรือฟริเกตไปจะเหลือเงินประมาณ 1,383 ล้าน เป็นภาระงบฯ และหากซื้อลำที่สองในปีเดียวกัน จะทำให้ติดลบในงบฯ ดังนั้นถามว่า หากเป็นท่านจะซื้อหรือไม่ แต่ยืนยันว่าศักยภาพในการพร้อมรบอยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เราสามารถร่วมกับกองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ตนจะพูดคุยกับรัฐบาลว่า ถ้าปีต่อไปภาระงบฯ ของกองทัพเรือดีขึ้น เราก็จะสามารถจัดหาได้ ซึ่งทุกคนเป็นคนไทย หวังดีกับประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครไม่อยากให้กองทัพเรือไม่มีศักยภาพ

“ความมั่นคงของชาติและอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นในวันที่เกิดวิกฤต แต่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน งบประมาณกระทรวงกลาโหม จึงเป็นการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องประชาชน รักษาอธิปไตย สร้างพลังหนุนในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างอนาคตที่มั่นคง มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิให้กับคนรุ่นต่อไป” พล.ท.อดุลย์ กล่าว

พล.ท.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องทหารผี ขอยืนยันว่านโยบายของกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ ไม่มีเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าท่านรู้ก็ขอให้ให้บอกตนว่า อยู่ที่ไหนและไปด้วยกัน ซึ่งทุกที่ตนจะพาไปด้วยตนเอง ถ้าตรงไหนที่คิดว่ามีทหารผี หรือมีชื่อบรรจุแต่ตัวไม่ได้ไป ก็ขอให้มาหาตนได้ทุกเวลา เพราะเปิดโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง รับสายอยู่แล้ว ย้ำว่าตนไม่ได้ท้าทาย แต่เป็นการพูดด้วยความรักและเคารพ

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 ‘ปรุงจืด’ เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 'ปรุงจืด' เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

ปธ.วิปรัฐบาล ชี้งบฯ ปี 70 ‘ปรุงจืด’ เน้นแก้ปัญหาจริง มุ่งประโยชน์ประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.51 น.

1 ก.ค. 2569 เมื่อเวลา 19.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่3 ทั้งนี้ เข้าสู่ช่วงอภิปรายสรุปภาพรวมของร่างฯ โดยในฝั่งของสส.พรรคร่วมรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ชี้แจงว่า ถ้าให้ตนตั้งชื่อร่างฯแบบตรงไปตรงมา ตนอยากตั้งชื่อว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณแบบปรุงจืด เพราะรู้สึกจืดๆอึนๆไม่ค่อยมีสีสัน ไม่ค่อยเผ็ดร้อนเหมือนกับการอภิปรายงบประมาณครั้งที่ผ่านๆมา แต่สวยแบบธรรมชาติ ถ้าเป็นอาหารก็คงต้องบอกว่าไม่ค่อยอร่อย ตนไม่ได้แซะหรือเสียดสี แต่เป็นเรื่องจริง ต้องชื่นชม เพราะเราแลกกับการเสียดสีทางการเมือง หรือวาทกรรมทางการเมืองมาด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงของสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล หากเราละวางประเด็นการเมืองลง แล้วตั้งใจฟังให้ได้ยิน ตนอยากฝากไปถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) และผู้บริหารหน่วยงานทุกกระทรวง ข้อเสนอของฝ่ายค้านมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ ต้องขอบคุณสำนักงบประมาณที่จัดสรรงบฯเปิดเผยข้อมูลต่อสภาฯตามที่เราเคยเรียกร้องมาหลายปี แต่มาสำเร็จในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังส่งข้อความว่า เราเชื่อในการจัดสรรงบฯแบบโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เราไม่เคยหนีการตรวจสอบ ที่ผ่านมารัฐบาลเผชิญความท้าท้าย ทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดน ภัยพิบัติธรรมชาติ เศรษฐกิจที่ผันผวน สงครามตะวันออกกลางนำมาสู่วิกฤตพลังงาน ตามมาสู่ตุ้นทุนค่าครองชีพที่สูง ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือน จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติเหมือนกับรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา งบฯปี70จึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าว จึงต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งพ.ร.บ.โอนงบฯ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อประคับประคองสถานการณ์ประเทศ งบฯปีนี้รัฐบาลจึงต้องวางโจทย์ใหม่ในการจัดทำลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ได้จัดตามอำเภอใจ แต่จัดแบบพุ่งเป้า โปร่งใส คุ่มค่า ทำเฉพาะเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ลดความซ้ำซ้อน มุ่งเน้นความคุ้มค่าของการใช้งบฯมากที่สุด เป้าหมายใหญ่คือการปรับสมดุลการคลัง สร้างวินัยทางการเงิน วางรากฐานประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลตัดสินใจถูก ยอมเจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน นอกจากนี้ยังเห็นความพยายามในการพาประเทศกลับไปสู่วินัยการเงินการคลัง สัญญาณสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้กำลังจะบอกกับประชาชนทั้งประเทศว่าในช่วงระยะเวลา4ปีของการบริหารเราจะฟื้นฟูสถานะการคลังให้กับประเทศ เราจะนำวินัยทางการเงินกลับมาเป็นหลักในการบริหารประเทศอีกครั้ง ไม่ได้แก้แค่เฉพาะหน้า

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการบอกว่างบฯปีนี้เป็นงบฯฝีแตก ตนเห็นด้วย งบฯปี70 วงเงิน3.788ล้านล้านบาท เป็นงบฯรายจ่ายประจำถึง 2.78 ล้านล้านบาท เหลืองบฯลงทุนเพียง 7.8 แสนล้าน ลดลงจากปีก่อนถึง 7.2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่น่าภูมิใจ แต่เป็นความจริง ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นสะสมมาหลายรัฐบาลหลายสิบปี ไม่ได้เกิดตอนนายกฯท่านนี้เข้ามาบริหารงาน รู้ว่าป่วย แต่ไม่เคยรักษาจริงจัง เลือกซุกปัญหาใต้พรม แล้วหวังว่าอาการป่วยจะหายไปเอง ต้องชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ กล้าตัดสินใจนำสิ่งที่ซุกใต้พรมขึ้นมาอยู่บนโต๊ะทำงบฯปีนี้ให้สะท้อนกับความเป็นจริง เริ่มจากยอมรับความเป็นจริง  สำหรับตนงบฯปีนี้ไม่ใช่ฝีแตก แต่มันคืองบฯที่กล้าจะลงมือกรีดแผลลงไปและผ่าตัดเอาฝีก้อนนั้นออกมา ยอมเจ็บวันนี้ ดีกว่าปล่อยฝีแตกในวันข้างหน้า หรือผลักภาระให้รัฐบาลหน้า ไม่มีนักการเมืองอยากจะตัดสินเรื่องยากๆแบบนี้ หรือกระทบกับคะแนนนิยม การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องการบริหารคะแนนเสียง มันคือความกล้าทำสิ่งถูกต้อง เราเลือกรักษาประเทศ มากกว่าภาพลักษณ์ตัวเอง เลือกรักษาความมั่นคงมากกว่าคะแนนเสียงทางการเมือง

“ผมอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลที่กำลังจะเช้าไปเป็นกมธ.วิสามัญฯ ช่วยกันตรวจสอบให้เข้มข้น ตัดลดงบฯที่ไม่จำเป็น ตัดลดส่วนเกินออกให้หมด เพื่อทำให้งบฯฉบับนี้ที่พวกเราจะผ่านสภาฯกันไป มันส่งตรงไปถึงมือของประชาชนให้ได้มากที่สุด และผมอยากเห็นมิติใหม่ของความโปร่งใส ในชั้นกมธ.ท่านถ่ายทอดสดเลย เพื่อให้เห็นการทำงานของสมาชิกว่าเราในฐานะตัวแทนประชาชน เราถามคำถามอะไรกับฝ่ายราชการ เรารวมกันตรวจสอบทำงานการใช้งบฯของฝ่ายราชการร่วมกัน ผมเชื่อว่ายิ่งการเมืองโปร่งใส ความเชื่อมั่นของประชาชนจะมากขึ้น บางคนบอกว่าเห็นงบฯแล้วไม่เห็นอนาคตประเทศ แต่ผมเห็นงบฯแล้ว ผมกลับเห็นอนาคตของประเทศมากมาย ไม่ว่าหรอก อนาคตของพวกเราอาจไม่เหมือนกัน ส่วนที่มีการบอกว่างบฯไทยช่วยใคร ผมได้ข้อสรุปว่างบฯนี้ไม่ได้ช่วยคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ช่วยพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย ช่วยคนหาเช้ากินค่ำ ช่วยคนลดภาระค่าครองชีพ แล้วไปสร้างโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว ช่วยผู้สูงอายุให้มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าในบั้นปลายชีวิต ช่วยคนหนุ่มสาวให้มีอนาคต ช่วยลูกหลานให้เข้าถึงการศึกษา เรียนจบมีงานทำ ช่วยพ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอีให้ยืนหยัดต่อสู้เติบโต ที่สำคัญช่วยฟื้นฟูวินัยการเงินการคลัง ลดการขาดดุล วางรากฐานมั่นคงต่อไป ดังนั้นมันคืองบฯไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง” นายกรวีร์ กล่าว

กางแผน ศธ. ปี 70 ‘เรียนฟรีต้องฟรีจริง’ สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 ‘เรียนฟรีต้องฟรีจริง’ สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้น 359,576.88 ล้านบาท ถือเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 64.70% ยังคงเป็นงบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐ รองลงมาคืองบยุทธศาสตร์ 32.13% งบพื้นฐาน 2.95% และงบบูรณาการ 0.22% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในส่วนที่เป็นเม็ดเงินสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาโดยตรงนั้น มีจำนวน 78,783 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินงาน 228 โครงการ ภายใต้แนวคิดหลัก “All for Education” หรือการผนึกกำลังเพื่อการศึกษาไทย โดยแบ่งทิศทางการทำงานออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

  1. การคืนเวลาให้ครู เพื่อมุ่งสร้างอนาคตให้เด็ก
  2. การรื้อโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านงบประมาณและโอกาสการเข้าถึง
  3. การยกระดับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกแห่งความจริง
  4. การสร้างโรงเรียนให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง
  5. การสร้างสถาปัตยกรรมทางการศึกษาใหม่ ผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดที่ตรงกับความมุ่งหวังของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน สามารถลดภาระของครูได้จริง และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้ชี้แจงและขยายความ ดังนี้

1. ความโปร่งใสในโครงการ Digital Skill และ Credit Portfolio

สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio : Empowering Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีงบประมาณผูกพันระยะยาวระหว่างปี 2569 – 2573 วงเงินกว่า 3,158 ล้านบาทนั้น รมว.ศธ. ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ เกิดขึ้น และเพื่อความโปร่งใสขั้นสูงสุด กระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมติดตาม ตรวจสอบ และให้คำแนะนำในทุกรายละเอียดของโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากมีการเดินหน้าโครงการนี้ในอนาคต จะต้องปราศจากการทุจริตและเกิดประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากประเมินแล้วพบว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย กระทรวงฯ พร้อมที่จะทบทวน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) ทันที

2. สางปมความซ้ำซ้อน: ความแตกต่างของระบบ NDLP และ Credit Portfolio

เพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดิจิทัลของกระทรวงฯ รมว.ศธ. ได้อธิบายถึงความแตกต่างของสองแพลตฟอร์มหลักอย่างชัดเจน โดย ระบบ NDLP (National Digital Learning Platform) คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการสอนตาม “หลักสูตรแกนกลาง” ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง สพฐ. วางเป้าหมายให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด รองรับผู้ใช้งานทั้งครูและนักเรียนกว่า 5 ล้านคน

ในขณะที่ โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio จะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมนอกเหนือตำราเรียน เป็นสื่อสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพกว่า 447 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาตัวเอง การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต ไปจนถึงการสร้างทักษะการเป็นพลเมืองโลก ซึ่งทั้งสองระบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

3. บูรณาการข้ามกระทรวง: สร้างระบบหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)

กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มองการศึกษาจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระบบ Credit Portfolio ของนักเรียนเข้ากับระดับอุดมศึกษาและการทำงานในอนาคต เพื่อลดความซ้ำซ้อนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้วางรากฐานการทำงาน 3 แนวทาง ได้แก่:

  • การสร้างระบบนิเวศสื่อการสอนที่เหมาะสม: เน้นความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อลดภาระครูในการเตรียมการสอน โดยมีมาตรการดูแลระยะเวลาการใช้หน้าจอ (Screening Time) ของเด็กให้เหมาะสมกับวัย
  • การพัฒนาระบบ Digital ID และ AI Framework: เร่งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และเปิดระบบหลังบ้าน (API) ให้กระทรวงอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางของรัฐ (Single Platform) อย่างแท้จริง
  • การจับมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน: ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนผ่านกลไก Human Capital Board และเตรียมจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” (National Credit Bank) เพื่อให้คนไทยสามารถสะสมทักษะ นำไปเทียบโอนวุฒิการศึกษา หรือใช้ประกอบการสมัครงานได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมาย การลดภาระครู ความปลอดภัย และการปรับปรุงหลักสูตรให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

4. ปฏิวัติงบอุดหนุนรายหัวและนโยบาย “เรียนฟรีต้องมีอยู่จริง”

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระทรวงฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อออกแบบ “สูตรการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่” โดยจะนำตัวแปรด้านบริบทของแต่ละโรงเรียน (เช่น ขนาดของโรงเรียน พื้นที่ห่างไกล) มาคำนวณ เพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นธรรมมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายนำร่องภายในปีงบประมาณ 2571

ในส่วนของปัญหาโรงเรียนเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือที่มักเรียกกันว่าแป๊ะเจี๊ยะ รมว.ศธ. ยอมรับว่าปัญหานี้ยังมีอยู่จริง แต่ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดผ่าน สพฐ. ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า โรงเรียนจะเก็บเงินบำรุงการศึกษาได้ “เฉพาะส่วนที่จัดเสริมนอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น” และที่สำคัญคือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ได้รับการอนุมัติจากเขตพื้นที่การศึกษา และต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ห้ามบังคับเด็ดขาด โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาลงไปกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

5. การคืนเวลาให้ครู: หั่นตัวชี้วัด เลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน

หนึ่งในนโยบายที่กระทรวงฯ ภูมิใจนำเสนอคือ “การลดภาระงานครู” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่จำเป็นต้องขอตั้งงบประมาณเพิ่ม แต่ใช้วิธีการบริหารจัดการใหม่เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับไปอยู่กับนักเรียนอย่างเต็มที่ โดย สพฐ. ได้ดำเนินการปรับลดตัวชี้วัดการประเมินผลจากเดิม 151 ตัวชี้วัด เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศ ยกเลิกการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ในระดับโรงเรียน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป โดยจะให้ประเมินเฉพาะระดับเขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น เพื่อปลดล็อกภาระการทำเอกสารของครูและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ยกเลิกการประเมินโครงการโรงเรียนสีขาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 โดยจะบูรณาการมาตรการดูแลนักเรียนและการป้องกันยาเสพติดเข้ากับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผลลัพธ์ในการดูแลเด็กยังคงเข้มงวดเช่นเดิม แต่ไม่สร้างภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนให้แก่ครูผู้สอน

6. ฝ่าวิกฤต PISA และการบริหารงบประมาณมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียน

ประเด็นสุดท้ายที่ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุด คือความกังวลต่อผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2022) ของเด็กไทยที่อยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในปี 2001 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน รัฐมนตรีฯ ระบุว่า แม้งบประมาณโดยรวมของกระทรวงจะมีจำกัด แต่ได้มีการปรับวัฒนธรรมการทำงานใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เน้นว่าสถานศึกษาต้องทำรายงานส่งส่วนกลาง มาเป็น “การยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง” การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องตอบโจทย์ความปลอดภัยและทักษะของเด็ก เช่น อาคารเรียน สนามกีฬา และโรงอาหารต้องได้มาตรฐาน

เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต PISA กระทรวงฯ ได้วางแผนปฏิบัติการ Roadmap PISA 2029 เพื่อตั้งเป้ายกระดับคะแนนอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้และประเมินผลตามสมรรถนะ การใช้ฐานข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า การสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน พร้อมทั้งเร่งจัดทำแบบประเมิน OECD/EDPC เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยในเวทีโลก

ในช่วงท้าย รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สำหรับทุกข้อเสนอแนะและข้อท้วงติง พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องลงทุนที่ตัวเด็ก ต้องคืนเวลาให้ครู และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับการศึกษาของชาติ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“สีหศักดิ์”ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ มั่นใจการประนอมภาคบังคับ ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลได้

1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ  ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก ตอนหนึ่งว่า งบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ขอสภาฯ อย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% ซึ่งงบประมาณที่ได้จะทำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0 ที่ประสานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ ขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ หาตลาดใหม่ ส่วนประเด็นเรื่องการทูตกับประเทศกัมพูชา ขณะนี้ได้เข้าสู่การประนอมภาคบังคับภายใต้ อันครอส ซึ่งตนมั่นและพร้อมเต็มที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย

นายสีหศักดิ์ ชี้แจงต่องบประมาณส่วนของยุทธศาสตร์แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ วงเงิน  8,400 ล้านบาท โดยยอมรับว่าตนได้รับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเพื่อแก้สถานการณ์ชายแดนใต้ ตนต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ลงพื้นที่เพราะปัญหายืดเยื้อกว่า 20 ปี ถูกทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่ประเด็นไม่ใช่งบประมาณเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้งบที่ได้รับจัดสรรอย่างไร 

“ปีนี้ไม่มีงบบูรณาการ แต่การจัดสรรงบทุกหน่วยงานทำแบบบูรณาการ ไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้เกิดผลงานให้มากที่สุด ว่าใครรับผิดชอบ โดยงบประมาณจัดทำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติปัญหาภาคใต้ กระบวนการพูดคุย และประชาชน  รวมถึงการศึกษา  สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดทำให้การจัดสรรงบประมาณที่มีประชาชนศูนย์กลาง ประชาชนปลอดภัย กินดีอยู่ดี มีสิทธิเสียงกำหนดอนาคตของตนเอง” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ซักถามถึงการเข้าร่วมประนอมภาคบังคับที่อาจทำให้เกิดประเด็นเสียผลประโยชน์ โดยนายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า การเจรจาภายใต้เอ็มโอยูที่ยกเลิก ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคีอันครอส โดยกัมพูชา เข้าร่วมเมื่อเดือนมี.ค.68 ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน 

โดยการยินยอมเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับภายใต้อันครอส เป็นเจตนารมณ์ที่ตกลงร่วมกันของผู้นำของประเทศไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯไทย และ นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ที่ตกลงกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงประชุมสุดยอดอาเซียน ทั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการทางศาล แต่คือการประนอมของทั้งสองฝ่าย

“หากไม่เข้ากระบวนการ การเจรจาต่างๆ เช่น เอฟทีเอ จะไม่มีความเช่ือมั่นในข้อตกลงที่มีพันธกรณี ที่สำคัญกระบวนการไม่ใช่ศาล แต่คือการประนอม ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เน้นต่อสู้ทางคดี แต่เป็นการหาทางออกของกติการะหว่างประเทศและความเที่ยงธรรมทุกฝ่าย ส่วนข้อเสนอนั้นไม่ใช่สุดท้าย เพราะต้องคุยกันสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามีอะไรที่รับกันได้หรือไม่” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

'อธิบดีกรมการข้าว' เปิดโรดแมปขยายผล 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

‘อธิบดีกรมการข้าว’ เปิดโรดแมปขยายผล ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ ปี 2569 เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เปิดโรดแมปขยายผล “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ปี 2569 ตั้งเป้า 25 จังหวัด 1 แสนไร่ เน้นตลาดนำการผลิต เดินหน้าทันฤดูเพาะปลูก

กรมการข้าวจัดประชุมขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) ของกรมการข้าว โดยมีนายอานนท์  นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ ได้ระดมผู้ปฏิบัติงานโครงการนำร่องภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่องเขตนาชลประทานภาคกลาง ปี 2569 ซึ่งมีนายนพดล ประยูรสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กองวิจัยและพัฒนาข้าว เป็นหัวหน้าโครงการ มาซักซ้อมทำความเข้าใจ ROAD MAP การขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำประเทศไทย ปี 2569 กำหนดเป้าหมายดำเนินการ 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ ของศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงตลาดข้าวคุณภาพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แนวทาง BCG และนโยบาย 5 ทันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะขยายผลให้ได้ 1 ล้านไร่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHGs ไม่น้อยกว่า 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) /ปี และเชื่อมโยงตลาด Contract Farming และ Premium Rice

สำหรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำของไทย  1 ล้านไร่ นั้น  เบื้องต้นกรมการข้าวได้มีแบบสำรวจเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) ของกรมการข้าว จากกลุ่มเป้าหมายศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกลุ่มที่สนใจจำนวน 1,507 กลุ่ม สมาชิกทั้งหมด 49,936 ราย  พื้นที่รวมประมาณ 733,109 ไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือ  493 กลุ่ม 16,421 ราย พื้นที่ 258,484 ไร่ ภาคกลาง 422 กลุ่ม 11,680 ราย พื้นที่ 242,678 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 438 กลุ่ม 15,998 ราย พื้นที่ 182,774 ไร่ และภาคใต้ 154 กลุ่ม 5,848 ราย พื้นที่ 49,173 ไร่ ทั้งนี้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน 1,365 กลุ่ม 48,601 ราย พื้นที่ 698,376 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 90.6 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด และแปลงใหญ่ 142 กลุ่ม 1,335 ราย พื้นที่ 34,733 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  9.4 ของจำนวนกลุ่มทั้งหมด  โดยมีจังหวัดที่มีพื้นที่สูงที่สุด 5 จังหวัด  ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี 121,947 ไร่ จ.พิจิตร 80,019 ไร่ จ.สุรินทร์ 64,338 ไร่ จ.สุโขทัย 53,710 ไร่ และจ.พิษณุโลก 50,327 ไร่

อนึ่งการดำเนินการขับเคลื่อนในปี 2569 นี้จะเน้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในเขตนาชลประทาน 6 ข้อ ได้แก่ 1.พันธุ์ข้าวที่เลือกปลูกเป็นพันธุ์ที่มีตลาดรองรับ 2.ก่อนปลูกใช้วิธีการไถกลบตอซังข้าว 3.การปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อรองรับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) 4.การใช้ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-2 ของกรมวิชาการเกษตร 5. การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ตามคำแนะนำของนักวิจัยกรมการข้าว และ6. การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ตามหลักการวิชาการของกรมการข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ ลุยข้าวคาร์บอนต่ำ-สุพรรณนำร่อง 2พันไร่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“สุริยะ” สั่งการกรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสุพรรณบุรี นำร่อง 2,000 ไร่ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

ตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต กรมการข้าวจึงเดินหน้าพัฒนาพื้นที่นำร่องโครงการข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป้าหมาย 2,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่ จัดประชุมหารือและติดตามการดำเนินโครงการ ณ ที่ทำการกำนันตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเกษตรกรจากตำบลบ้านสระและตำบลย่านยาว เข้าร่วมกว่า 60 ราย พร้อมหารือแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตลอดห่วงโซ่การผลิต

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีจัดทำแปลงต้นแบบและขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมการงดเผาตอซัง การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในการประชุม ได้มีการชี้แจงแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา โดยส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใช้สารปรับปรุงดินจากธรรมชาติ GreenCal Si เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างน้อยร้อยละ 30 พร้อมเน้นย้ำการไม่เผาฟางข้าวตามนโยบายของรัฐบาล

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างครบวงจร โดยบริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนสารปรับปรุงดิน GreenCal Si ในอัตราไร่ละ 3 กระสอบ บริษัท ข้าววรรณภพ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ส่วนบริษัท WAVE BCG รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือประเด็นสำคัญที่เกษตรกรให้ความสนใจ ได้แก่ จุดรับซื้อผลผลิตใกล้พื้นที่และราคารับซื้อ ซึ่งอยู่ระหว่างการยืนยันรายละเอียดจากผู้ประกอบการ โดยกำหนดนัดหมายครั้งต่อไปในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดลงทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ กรมการข้าวตั้งเป้าพัฒนาโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION”  ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

สภากาชาดไทยจัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลายผ่านงานศิลปะสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (AIDSID) ได้จัดนิทรรศการ “AIDSID PRIDE: UNITY WE SHINE – ART EXHIBITION” เมื่อวันที่ 25–30 มิถุนายน 2569 ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร เนื่องใน Pride Month 2569 ภายใต้หัวข้อ “Proud to Be. Proud to Care.” ซึ่งเปิดโอกาสให้ศิลปินและผู้สนใจได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ความเสมอภาค การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) การไม่ตีตราและเลือกปฏิบัติ ความภาคภูมิใจในตัวตน การเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ตลอดจนการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพความแตกต่างและเห็นคุณค่าของทุกคน

ภายในงานมีผู้เข้าชมนิทรรศการศิลปะอย่างต่อเนื่องและร่วมสะท้อนมุมมอง ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และการสร้างสังคมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน นอกจากนี้ AIDSID ยังมีกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยตัวเองและรับเป็นของที่ระลึก

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” รองรับสังคมสูงวัย ยกระดับการดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในการนี้มี  ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับและร่วมพิธีเปิด เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เป็นประธานเปิด “อาคารอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จากซ้าย รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์,ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.,นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช., รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิกาบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาตร์, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ., ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ., รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม รอง ผอ.ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์, รศ.พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ., รศ.ดร.ดนุพันธ์ วิสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และกิจการสภามหาวิทยาลัย และ สิทธิชัย พันเศษ กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงาน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ. กล่าวแสดงความยินดี

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. กล่าวต้อนรับ

รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งสำคัญจาการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการบริการด้านการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ‘ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์’ จึงถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นมากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นพื้นที่ชีวิตแห่งการดูแลที่เชื่อมโยงการรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน โดยยึดผู้รับบริการและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ภายใต้การดูแลของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยอายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ

อ.พญ.ฆริกานต์ อักษรชาติ, รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์ และอ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม

รศ.นพ.ฉัตรชัย มิ่งมาลัยลักษณ์,นพ.จเด็ด ธรรมธัชอารี,ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์,ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์,ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล,รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย และ อ.พญ.มัลลิกา ชวนเสงี่ยม ร่วมกันกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “การเปิดอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชน ที่พร้อมดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ไม่ใช่เพียงชื่อของศูนย์หรืออาคาร แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาวอย่างครบวงจร การดูแลผู้สูงวัยมีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่นี้จึงไม่ได้ดูแลเฉพาะช่วงที่เจ็บป่วย แต่ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การรักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลแบบประคับประคอง โดยทีมอาจารย์แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้รับบริการและครอบครัวเกิดความมั่นใจสูงสุด”  

ผศ.ดร.อรพรรณ ยลระบิล รองอธิการบดี, รศ.จารุพร ไวยนันท์ กก.มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ, ผศ.ประภัสสร เลียวไพโรจน์, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อุปนายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ดารณี วัธนเวคิน เลขาธิการสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม กก.สมาคมธรรมศาสตร์ฯ และ รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์ฯ

รศ.ดร.ภก.รัฐพล อาษาสุจริต คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ , ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ศ.นพ.ณัฐพล ธรรมโชติ รอง ผอ.รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และ หน.ภาควิชาออโธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มธ.,

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. เยี่ยมชมแผนกต่างๆ ภายในอาคาร และ นิทรรศการทางการแพทย์ ของศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. และคณะแพทย์ คณาจารย์จากคลิจิการแพทย์แผนจีน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเป้าหมายพัฒนา อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุของประเทศ ทั้งในด้านการบริการ การศึกษาวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยในอนาคต รวมถึงการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Wellness Destination) ของภูมิภาคโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคสาธารณสุข และภาคนโยบายในการพัฒนาระบบการบริการที่มีคุณภาพและยั่งยืน 

         กฤติญา เรืองเวช, รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ประกอบด้วยอาคารสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 9,500 ตารางเมตร รองรับผู้รับบริการได้ 10,000 รายต่อปี และมีพื้นที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุจำนวน 160 เตียง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ได้รับการ ออกแบบตามแนวคิดการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ยังเป็นศูนย์ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุ และการดูแลแบบประคับประคอง ผู้สนใจรับบริการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-905-6005