สวยช็อตต่อช็อต เจี๊ยบ พิจิตตรา เรียบหรู ละมุนทุกองศา หน้าเด็กตลอดกาล

สวยช็อตต่อช็อต เจี๊ยบ พิจิตตรา เรียบหรู ละมุนทุกองศา หน้าเด็กตลอดกาล

สวยช็อตต่อช็อต เจี๊ยบ พิจิตตรา เรียบหรู ละมุนทุกองศา หน้าเด็กตลอดกาล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.30 น.

สวยช็อตต่อช็อตจริงๆ สำหรับนักแสดงสาว เจี๊ยบ พิจิตตรา ที่ล่าสุดปรากฏตัวในลุคเดรสสีอ่อนเรียบหรู แต่เปล่งออร่าความหวานละมุนออกมาแบบเต็มเฟรม ไม่ว่าจะเป็นช็อตนั่งยิ้ม ช็อตพูดคุย หรือภาพเต็มตัว ก็สวยสะกดสายตาไปหมด ลุคนี้ของ เจี๊ยบ มาในโทนเรียบโก้ ดูสุภาพ แต่ยังคงความหวานและความแพงตามสไตล์เจ้าตัว ผมลอนยาวสวย เมกอัพละมุน รับกับรอยยิ้มสดใสที่ทำให้ภาพทุกช็อตดูอบอุ่นและน่ามองเป็นพิเศษ บอกเลยว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เจี๊ยบ พิจิตตรา ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งหวาน เรียบร้อย และดูแพงแบบธรรมชาติ เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมแฟนๆ ถึงชมไม่หยุดว่า “หน้าเด็กตลอดกาล”

เกิดอะไรขึ้น? มิสยูนิเวิร์สขอนแก่น ประกาศปลด แบม ไพลิน

เกิดอะไรขึ้น? มิสยูนิเวิร์สขอนแก่น ประกาศปลด แบม ไพลิน

เกิดอะไรขึ้น? มิสยูนิเวิร์สขอนแก่น ประกาศปลด แบม ไพลิน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.32 น.

1 กรกฎาคม 2569 เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองในวงการนางงามอีกครั้ง เมื่อกองประกวด Miss Universe Khon Kaen 2026 (MUT ขอนแก่น) ออกประกาศอย่างเป็นทางการ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เรื่องการยุติสถานะผู้เข้าประกวดของ “แบม ไพลิน วงษา” หลังตรวจพบว่ามีการสมัครเข้าประกวดในจังหวัดอื่น ขณะที่ยังคงมีสถานะเป็นผู้เข้าประกวดของกองประกวดขอนแก่น โดยไม่ได้แจ้งให้ทางกองประกวดรับทราบล่วงหน้า

Miss Universe Khon Kaen ระบุว่า “เนื่องจากการคัดเลือกผู้เข้าประกวดในปีนี้ กองประกวดเปิดรับสมัครเพียง 12 ท่าน เพื่อให้การเตรียมความพร้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งนี้

       เพื่อรักษามาตรฐาน ความเสมอภาค และเป็นไปตามกฎระเบียบข้อตกลงของการประกวดฯ ทางกองประกวดขอแจ้งยุติสถานะการเป็นผู้เข้าประกวดของ คุณไพลิน วงษา

       เนื่องจากตรวจพบว่ามีการลงสมัครเข้าร่วมประกวดในจังหวัดอื่น ในระหว่างที่ยังคงสถานะเป็นผู้เข้าประกวดของ Miss Universe Khon Kaen 2026 โดยมิได้มีการแจ้งให้ทางกองประกวดรับทราบล่วงหน้า
ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงร่วมกัน

      ทางกองประกวดจำเป็นต้องดำเนินการดังกล่าว เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้สมัครในลำดับถัดไปที่มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางกองประกวดต่อไป”

ลิซ่า ลลิษา เตรียมบินกลับไทย เปิดลิสต์เมนูแรกที่อยากกินก่อนขึ้นเวที

ลิซ่า ลลิษา เตรียมบินกลับไทย เปิดลิสต์เมนูแรกที่อยากกินก่อนขึ้นเวที

ลิซ่า ลลิษา เตรียมบินกลับไทย เปิดลิสต์เมนูแรกที่อยากกินก่อนขึ้นเวที

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับชาวไทยอีกครั้ง เมื่อซูเปอร์สตาร์ระดับโลก “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” เตรียมเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อร่วมกิจกรรม ULTIMUNE Studio LISA Backstage by SHISEIDO ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นอกจากการปรากฏตัวในงานอีเวนต์ครั้งสำคัญแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์ คือเมนูอาหารที่ลิซ่าเผยว่าอยากรับประทานทันทีเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย นั่นคือ “ข้าวเหนียวไก่ทอด” เมนูอาหารไทยสุดคลาสสิกที่หลายคนคุ้นเคย

เพียงแค่ลิซ่าเอ่ยชื่อเมนูโปรด ก็ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างพากันพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลายคนแสดงความคิดเห็นว่าเตรียมไปหาซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดมากินตาม

แอน ทองประสม เผยโมเมนต์สุดอบอุ่น นัดแก๊งเบบี๋เจอกัน งานนี้เอ็นดูความแก้มแน่นจนอุ้มไม่ไหว!

แอน ทองประสม เผยโมเมนต์สุดอบอุ่น นัดแก๊งเบบี๋เจอกัน งานนี้เอ็นดูความแก้มแน่นจนอุ้มไม่ไหว!

แอน ทองประสม เผยโมเมนต์สุดอบอุ่น นัดแก๊งเบบี๋เจอกัน งานนี้เอ็นดูความแก้มแน่นจนอุ้มไม่ไหว!

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

กลายเป็นภาพที่ทำเอาแฟนคลับและคนรักเด็กถึงกับใจฟูไปตามๆ กัน เมื่อเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงอย่าง “แอน ทองประสม” ได้โพสต์ภาพโมเมนต์สุดอบอุ่นผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว (⁠annethong⁠) เผยให้เห็นการรวมตัวกันของแก๊งเพื่อนซี้ในวงการและนอกวงการ พร้อมพาสองซุปตาร์ตัวน้อยมาทำความรู้จักกันเป็นครั้งแรกเป็นการร่วมเฟรมสุดน่ารักและอบอุ่น นำทีมโดยสาว แอน ทองประสม, พระเอกหนุ่มสุดฮอต เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่มาพร้อมกับหวานใจ สาวโฟม และพระเอกหล่อตลอดกาล อนันดา เอเวอริงแฮม ที่ควงคู่มากับภรรยาสาวสวย ณัฐ-ณิชชา ธนาลงกรณ์ พร้อมด้วยเด็กทารกตัวน้อยสุดจ้ำม่ำอีก 2 คน ซึ่งระบุแคปชันสุดเอ็นดูไว้ว่า“นัดทารกเค้ามาทำความรู้จักกัน..ตัวแข่งกันแน่นอุ้มไม่ไหวแล้ว“

นอกจากภาพรวมเฟรมแล้ว สาวแอนยังได้ปล่อยภาพความน่ารักแบบจัดเต็มให้แฟนๆ ได้ชมกันอีกหลายมุม ไม่ว่าจะเป็น  ความจ้ำม่ำคูณสอง ของสองเบบี๋ตัวน้อยที่จับมานั่งคู่กัน เผยให้เห็นความแก้มแน่น ตัวฟู น่ารักน่าฟัดแบบไม่มีใครยอมใคร โมเมนต์ สองหนุ่มหล่อ อนันดา และ เจมส์ จิรายุ แท็กทีมอุ้มหนุ่มน้อยทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มสดใส กลายเป็นภาพคุณพ่อมือใหม่และน้าชายที่ดูอบอุ่นละมุนหัวใจมากๆ ปิดท้ายด้วยภาพของสาวแอน ทองประสม ที่กำลังอุ้มเบบี๋ไว้บนตักอย่างทะนุถนอม พร้อมกุมมือจิ๋วๆ ของหลานตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ท่ามกลางบรรยากาศสวนสีเขียวสุดร่มรื่นงานนี้หลังจากที่โพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟนๆ และเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์แซวในความน่ารัก น่าเอ็นดูของแก๊งทารกตัวแน่นกันอย่างล้นหลาม!

ดีเจพี่อ้อย เปิดปมรักยุคนี้ยาก มีคนคุยแต่ไม่มีแฟน เผยทางลัด Move On ที่คนอกหักควรรู้

ดีเจพี่อ้อย เปิดปมรักยุคนี้ยาก มีคนคุยแต่ไม่มีแฟน เผยทางลัด Move On ที่คนอกหักควรรู้

ดีเจพี่อ้อย เปิดปมรักยุคนี้ยาก มีคนคุยแต่ไม่มีแฟน เผยทางลัด Move On ที่คนอกหักควรรู้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.51 น.

ทำไมความรักยุคนี้มันถึงยากขนาดนี้? สังคมซับซ้อนขึ้นหรือจริงๆ เราแค่เอาแต่ใจมากขึ้น? THE LAZY GENIUS ประเดิม EP.แรก ด้วยศาสดาความรัก “ดีเจพี่อ้อย นภาพร” พาไปดึงสติทุกความสัมพันธ์แบบตรงไปตรงมาที่จะมาบอกทางลัดตั้งแต่คนแต่งงาน คนมีแฟน คนโสด ไปจนถึงคนที่ติดอยู่ในสถานะไม่ชัดเจน จะผิดไหมถ้ารักกับ AI  และรักยังไงให้ฉลาด? และเคล็ดลับบำบัดแผลใจ โดยมี “คริส หอวัง” พิธีกรน้องใหม่แห่งบ้าน Life Dot ในเครือ WOODY WORLD รับบทเป็น Fact Finder พาคุณไปค้นหาทางลัดและคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง พร้อมทำหน้าที่ทดลองและตั้งคำถามแทนคนดู เพื่อหาทางเลือกที่ดีและง่ายที่สุดสำหรับทุกมิติของชีวิต โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง พร้อมบอกทั้งข้อดี ข้อจำกัด แบบตรงไปตรงมาเพราะชีวิตที่ดีไม่เห็นต้องยาก

ทำไมความรักปี 2026 ถึงยากมากทั้งคนมีคู่และคนโสด ?

ดีเจพี่อ้อย : พี่ว่าวันนี้สังคมมันอาจจะดูซับซ้อนขึ้นค่ะ ซับซ้อนขึ้นเท่ากับเอาแต่ใจมากขึ้น แต่ก่อนนี้ ไม่เพื่อนก็แฟน ไม่แฟนก็เพื่อน คือจบแล้วไง แต่วันนี้มันมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วเรียกตำแหน่งเยอะมาก เราพยายามไปหาคำอธิบาย อันนี้เรียกว่า Love Bombing อันนี้เรียกว่าความสัมพันธ์แบบโรยขนมปัง จริง ๆ แล้วก็คือความเอาแต่ใจแหล่ะ วันนี้อยากมีแฟน แล้วก็อยากมีคนนี้เป็นคนคุยด้วย แล้วดันบังเอิญคน ๆ นั้นก็พร้อมจะเป็นคนคุยด้วยนะ

เป็นคนคุยแล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นแฟน เราจะต้องทำยังไง ?

ดีเจพี่อ้อย : พอคนเอาแต่ใจมากขึ้น มันก็เลยมีความสัมพันธ์เต็มไปหมดที่ไม่หาความชัดเจนสักที เพราะกลัวว่าถ้าชัดเจนแล้วฉันจะไม่ได้เป็นแม้แต่คนคุย เราต้องยอมรับนะคะว่าความรักไม่ได้ใช้เหตุผล เราถึงไปรักคนที่ไม่ควรรัก แต่บางคนก็บอกว่า มันเป็นรักแท้เลยนะ แค่เขาเป็นคนของคนอื่น แล้วเราจะไปตามหารักแท้จากแฟนชาวบ้าน มันก็ไม่ใช่ไง แต่มันก็จะมีมุมที่ว่า แต่หนูแค่คุยเองนะคะ เห็นความเอาแต่ใจไหม แค่คุยเอง หนูยังไม่ได้อยากจะแย่งใครเลย แต่อย่าลืมว่าความสัมพันธ์และจิตใจคนเรามันหยุดไม่ได้สนิทขนาดนั้น

ทุกคนเห็นแก่ตัวเองมากขึ้นไหม ?

ดีเจพี่อ้อย : พี่ว่าความเห็นแก่ตัวอาจจะเป็นมาโดยตลอด แต่แค่แสดงออกมากขึ้น เพราะเราชอบคิดว่า อะไรก็ตามที่ทำผิดพร้อมกัน มันแปลว่าสิ่งนั้นไม่ผิด สมมติยกตัวอย่างว่า ตรงนี้ห้ามกลับรถ แล้วมีรถคันแรกกลับรถ ทำไมเขากลับรถได้ ฉันเป็นคันที่สอง ก็คิดว่าตรงนี้กลับรถได้ ถ้าตำรวจจะจับก็จับคันแรกไปแล้ว พอคันที่สามเห็นสองคันกลับรถก็คิดว่าป้ายตรงนี้ติดผิด ตรงนี้กลับรถได้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นความรู้สึกว่า ใคร ๆ เขาก็เป็นกันหรือเปล่า? กับความสัมพันธ์ประเภทที่ไม่ได้จริงจัง แค่รักสนุก ต่างคนต่างเจอไม่ได้ผูกพันกันเสียหน่อย แล้วพอมันเกิดความเอาแต่ใจไปพร้อม ๆ กัน ก็เลยทำให้คนที่อยากจะหาความสัมพันธ์จริงจัง รู้สึกว่าทำไมยุคนี้มันยากขึ้น เพราะทุกคนดันหันไปทำแบบนั้นพร้อมกันหมดว่ายังไม่ได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตน บางคนใช้เกณฑ์ว่ายังไม่ได้แต่งงาน แปลว่ายังเลือกได้อีก

ตามสถิติแล้วผู้หญิงหรือผู้ชายอยากหาอยากมีความสัมพันธ์ที่จริงจังมากกว่ากัน ?

ดีเจพี่อ้อย : พี่ว่าปี พ.ศ. นี้ไม่ได้อยู่ที่เพศแล้ว เพราะตอนนี้เรามีความหลากหลายทางเพศอยู่แล้ว แต่ก่อนต้องยอมรับว่าตอนทำ Club Friday คนที่โทรมา 90% คือผู้หญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำ จนทำให้ผู้ชายไม่ค่อยชอบฟัง เพราะรู้สึกเหมือนโดนด่าอยู่ตลอดเวลา แถมคนจัดยังเป็นผู้หญิงอีก แต่ระยะหลัง ๆ พี่อ้อยกลับรู้สึกว่าพอโลกเริ่มเปิดกว้างขึ้น ทุกคนสามารถเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเองได้ ผู้ชายหลายคนก็เป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกัน

คนที่อกหักส่วนใหญ่มักจะมาจากการคาดหวังของตัวเองมีวิธีแก้ไขปัญหาไหม ?

ดีเจพี่อ้อย : บอกก่อนเลยว่าพี่เคยคุยกับคุณหมอด้านสมองและจิตแพทย์มา ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่คาดหวัง อย่ามาบอกว่าก็รักแบบไม่คาดหวัง แล้วคุณหมอใช้ประโยคหนึ่งที่พี่อ้อยชอบมากเลยคือ เราคาดหวังว่าเราจะไม่คาดหวัง แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนมีความคาดหวังหมดค่ะ เราดูแลตัวเองมาได้ถึงวันหนึ่ง แล้วเรารู้สึกว่าจะลองเริ่มต้นคุยกับคน ๆ นี้ อย่าลืมนะว่าสิ่งที่เขาลงทุนคือเวลา  เพราะฉะนั้นถ้าคุยกันไปแล้ว เราก็คิดว่าเขาน่าจะต้องจริงจัง ถ้าเขามาคุยเล่น ๆ แล้วบอกว่า “ตอนนี้ฉันคุยกับคนอื่นอีก 15 คนอยู่นะ” แล้วเราจะยังอยากคุยกับเขาต่อเหรอ? เข้าใจไหมว่าความคาดหวังมันเกิดขึ้นเป็นปกติ คุยกับเขาเพราะเราอยากเรียนรู้เขา แต่กลับกลายเป็นแค่หนึ่งในตัวเลือกที่เขากำลังคุยอยู่ ซึ่งบางคนก็ยอมอยู่ในสถานะคบเผื่อเลือกเพราะหวังว่าวันหนึ่งเขาอาจจะเลือกเรา แต่สถานะคบเผื่อไม่เลือกมีเยอะ มันมีบางคนที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแค่วิตามินรวมกับคนอื่น ดูก็พอจะรู้ แต่เขาก็ยังอยากเดินหน้าต่อด้วยการให้ความหวังตัวเองว่าวันหนึ่งเขาหันมาจะรู้ว่าใครที่ทนอยู่ตรงนี้ได้นานที่สุด ซึ่งพี่รู้สึกว่าความอดทนไม่ใช่จุดขายของฉัน ทำไมต้องร้องขอความรักขนาดนั้น อยากได้ความสุขน้อยนิดแต่เอาทั้งชีวิตเข้าไปแลก รู้ว่ารักก็อยากลองดูสักตั้ง แต่ควรมีการกำหนดเวลาให้ตัวเองหน่อยไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการเสียเวลาชีวิต 

วิธีการก้าวข้ามความกลัวที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว ?

ดีเจพี่อ้อย : มีความรู้สึกว่าหลาย ๆ ครั้งที่เรากลัวความเหงาเสียจนจนยอมรับใครก็ได้เข้ามาในชีวิตแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ ก่อนจะเจอเขาเรายังอยู่ยังไง พี่ไม่สามารถบอกให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่พูดได้หมดหรอก แต่พี่แค่รู้สึกว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถอยู่ได้ด้วยการเติมเต็มความสุขให้ตัวเอง คนที่เข้ามา เรามีสติมากขึ้นในการเลือกเขา แต่ถ้าเราเป็นคนที่เดินแบบตัวพร่อง คิดแต่ว่าหนูต้องมีใครมาเติมเต็มชีวิต แล้วเขาจะมาเติมให้เต็มได้จริง ๆ หรือ? ถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเติมเต็ม เขามาอยู่ข้าง ๆ เราแค่ครู่เดียว แล้วเดี๋ยวเขาก็ต้องไปยืนข้าง ๆ คนอื่น ถ้าบังเอิญเรายังไม่เจอคน ๆ นั้น หรือเจอแล้วแต่เขาดันมีคนอื่นที่ใช่กว่าเรา ก็อย่าเศร้าจนเกินเบอร์ ความเหงาหรือความโสดไม่ใช่บทลงโทษจากฟ้า เราก็แค่ยังไม่เจอใครสักคนที่ทำให้เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุขมากกว่าตอนโสด

มนุษย์เราจำเป็นต้องมีความรักจริง ๆ ไหม ?

ดีเจพี่อ้อย : พี่ไม่ใช้คำว่าจำเป็น แต่พี่ใช้คำว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครสักคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า วันสุดท้ายของชีวิตจะเหลืออีกกี่วันไม่รู้ แต่อยากมีความสุขกับการอยู่กับคน ๆ นี้จัง ถ้าเป็นแบบนั้นก็มีชีวิตคู่เถอะค่ะ บางทีมันคือแค่นี้จริงๆ คือบางทีมันอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของคู่ชีวิตหรอกนะ เกิดมามีใครบ้างที่ไม่มีวันสุดท้ายของชีวิต แค่ไม่มีใครมาระบุล่วงหน้าเท่านั้นแหละว่าอีก 25 ปี เธอจะไปนะ แต่ไม่มีใครบอกได้ แล้วทำไมเรายังต้องเรียนหนังสือ หาความรู้ และตั้งใจทำชีวิตให้ดี ก็เพราะลมหายใจก่อนจะถึงวันสุดท้ายต่างหากที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามทีที่เราเรารู้สึกว่าเราทำได้อย่างเต็มที่ ดูแลกันเต็มที่ที่สุดแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามถึงวันนั้น มองย้อนกลับไป เราขอแค่ความทรงจำที่ดีระหว่างกัน อาจจะเป็นความสุขหลังจากที่ใครสักคนต้องจากไปค่ะ

มีทางลัดใน Move On เร็วที่สุดไหม ?

ดีเจพี่อ้อย : พี่ไม่รู้ว่ามันเป้นทางลัดไหม แต่ทางลัดอันหนึ่งที่พี่มักจะเห็นบ่อยๆ คือก็ในเมื่อเสียใจก็จงเสียใจให้ถึงที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่มันเกิดความย้อนแยงในตัวเองเราจะยืดระยะเวลาความเสียใจออกไปอีก หลายเรื่องเราต้องบำบัดตามอาการ คืออย่าพยายามเข้มแข็งในวันที่อ่อนแอ แผลจะใหญ่เกินไป เสียใจให้สุดไปเลย แล้วดูว่าสุดแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เพราะอย่างที่บอกพี่ไม่เคยเห็นใครร้องไห้ตายคาที่เลย แต่เหมือนกับว่าเราจะสามารถดิวกับใจตัวเองได้ดีขึ้น หลังจากนั้นพี่เชื่อว่าเรามีวิธีบอกกับใจตัวเองว่าอย่างไร เพราะถ้ารักกันจริงเขาไม่ทิ้งให้เราเป็นแฟนเก่าหรอกค่ะ

คนไทยเป็นอะไรกับแฟนเก่า พอเขาพิมพ์ทักมาแค่คำเดียวเท่านั้นพร้อมกลับไปเลย ?

ดีเจพี่อ้อย : เขาแค่ทัก การที่เขากลับมาทัก ไม่ได้แปลว่าเขากลับมารักนะคะทุกคน จริง ๆ พี่ว่าคนไทยอะไรกับแฟนเก่ามาตั้งนานแล้ว ลองไปตามหาเพลงเก่า ๆ ดูสิ เพลงเกี่ยวกับแฟนเก่าเยอะมากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเพลงน้ำเต็มแก้ว , เพลงตัวจริงของเธอ สารพัดอย่าง รู้สึกว่ามันเป็นลักษณะของการที่ยัง Move on ไม่ได้ และล่าสุดเห็นไหมที่ประเทศจีนเขาทำแอปพลิเคชัน AI ขึ้นมา แล้วใส่ข้อมูลของแฟนเก่าเข้าไปทั้งหมด ทั้งวิธีการพูด การใช้น้ำเสียง อุปนิสัย หรือแม้กระทั่งชอบกินอะไร เป็นแอปพลิเคชันที่คนเล่นเยอะมาก บอกว่าสำหรับคนที่ยัง Move on ไม่ได้ ซึ่งพี่ก็คิดว่ามันจะช่วยให้เรา Move on ได้ง่ายขึ้นจริง ๆ เหรอ ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย แล้วปรากฏว่าคนที่เข้าไปเล่นกลับกลายเป็นคนที่มีแฟนใหม่แล้ว ถ้าคนเก่าเขายังอยู่ในใจอย่าดึงคนใหม่มาเจ็บ รู้สึกว่าวันนี้หัวใจของคนเรามันเปราะบางลง และยิ่งเราอยู่ในบางโลกที่รู้สึกว่าทำไมตัวเองดูด้อยจังเลย นั่นก็เป็นเพราะเราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นในสื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้หลายคนเริ่มส่งคำถามเข้ามาใน Club Friday แล้วนะว่า “หนูผิดไหมคะถ้าหนูจะรักกับ AI” เพราะมันเป็น AI ที่เขาสร้างขึ้นมา แล้วเขารู้สึกว่าเวลาคุยกับมนุษย์ด้วยกันกลับไม่มีใครเข้าใจเขาเลย คุยกับ AI ดีกว่า เพราะในระบบมันจะมีการโปรแกรมแห่งการอวยอยู่แล้ว AI มันจะพูดประมาณว่า “เราว่าเธอเป็นคนที่เหนื่อยเพื่อทุกคนเลยนะ แต่ถ้าเธอมาอยู่ตรงนี้ มาคุยกับเราเธอจะไม่เหนื่อยเลย” แล้วเวลาที่หัวใจของคนเรามันไม่ได้รับการยึดเหนี่ยวโดยอะไรสักอย่าง มันจะติด แต่ AI ก็คือสิ่งที่เราป้อนข้อมูลใส่เข้าไปเองนะอย่าลืม มีนักจิตวิทยาเขาวิเคราะห์เอาไว้เลยว่าต้องระวังว่าถ้าเล่นแอปพลิชันพวกนี้นาน ๆ เข้าจะเกิดการนอกใจทางอารมณ์

สำหรับคนที่มีสถานะไม่ชัดเจน ?

ดีเจพี่อ้อย นภาพร: รู้สึกว่าวันนี้ที่ยังไม่ชัดเจน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเองอยากเป็นมากกว่าที่เขาให้หรือเปล่า ถ้าเกิดว่าคนเรามีความรักมากและอยากเป็นแฟนอยู่แล้ว หนังที่พี่อ้อยดูสมัยก่อน เรื่องหนึ่งคือเรื่อง When Harry Met Sally ประเด็นของมันคือการตั้งคำถามว่า ผู้ชายกับผู้หญิงจะเป็นเพื่อนกันได้จริง ๆ ไหม และบังเอิญมันมีประโยคหนึ่งในหนังคือถ้าเราเจอคนที่ใช่ เราจะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว และจะพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่สถานะมันไม่ชัดเจน อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้รักเรามากพอที่จะขอเราเป็นแฟนก็ได้นะ แล้วความสัมพันธ์แบบไม่ชัดเจน บางทีเราเองรู้สึกว่าอยากเป็นมากกว่านี้แต่เขาไม่สามารถให้เราเป็นได้มากกว่านี้ แล้วพอเราจะเดินออกจากชีวิตเขาก็เดินไม่ไหว แต่ครั้นจะเดินเข้าไปใกล้เขาก็ให้ได้แค่นี้ ถ้าคุณอยากได้ความจริงใจอย่าเอาความหลายใจเข้าไปแลก คุณอยากได้คนที่รักเราจริง ๆ แต่คุณกลับคุยเผื่อไว้อีก 5 คนตรงนี้ พี่ถึงได้บอกไงว่ามันเป็นธรรมต่อคนเหล่านั้นไหม ไม่มีใครอยากคบกันเพื่อเป็นแค่ดาราสมทบโดยไม่ได้เป็นตัวจริงหรอก เพราะทุกคนก็มีสิทธิ์เลือกความรักของตัวเองเหมือนกัน

คำอวยพรเรื่องความรักปี 2026 จากดีเจพี่อ้อย

ดีเจพี่อ้อย : อย่าเพิ่งไปคาดหวังถึงรักแท้ แค่ดูแลรักที่มีอยู่ในมือตอนนี้ให้ดีที่สุดก่อน พี่ว่าคำว่าแท้หรือไม่แท้บางทีมันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย และถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอใครสักคนที่ทำให้เราต้องใช้คำว่าอดทนเยอะจนเกินไป ลองชั่งน้ำหนักระหว่างความสุขกับความทุกข์ดูดี ๆ ค่ะ แต่อย่าอดทนเพื่อใคร จนใจร้ายต่อตัวเองก็แล้วกัน

คุรุสภา พุ่งเป้าถอดรหัสครูต้นแบบ ยกระดับองค์ความรู้ครูไทยรับโลกยุคใหม่

คุรุสภา พุ่งเป้าถอดรหัสครูต้นแบบ ยกระดับองค์ความรู้ครูไทยรับโลกยุคใหม่

คุรุสภา พุ่งเป้าถอดรหัสครูต้นแบบ ยกระดับองค์ความรู้ครูไทยรับโลกยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

คุรุสภาเดินหน้าพัฒนาวิชาชีพครูเชิงรุก เร่งสังเคราะห์องค์ความรู้จากผลงานครูรางวัลทั่วประเทศพัฒนาเป็นคลังความรู้คุณภาพ พร้อมดึงครูต้นแบบถ่ายทอดประสบการณ์จริงผ่านเวทีวิชาการและ “คุรุแพลตฟอร์ม” หวังสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับการศึกษาไทยสู่ศตวรรษที่ 21

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาเชิงรุกด้วยการยกระดับการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พร้อมนำผลงานของครูต้นแบบและผู้ได้รับรางวัลจากคุรุสภามาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันทั่วประเทศ  ล่าสุดสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการองค์ความรู้ เพื่อร่วมวิเคราะห์ คัดเลือก และสังเคราะห์ผลงานคุณภาพจากรางวัลต่าง ๆ ของคุรุสภา อาทิ รางวัลผลงานวิจัยคุรุสภา รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น และรางวัลคุรุสภา โดยปีงบประมาณ 2569 มีผลงานที่ผ่านการรวบรวมจำนวน 93 ผลงาน และเตรียมคัดเลือกไม่น้อยกว่า 80 ผลงาน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ต้นแบบ ถ่ายทอดสู่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า สำหรับองค์ความรู้ดังกล่าวจะได้รับการสังเคราะห์เป็น 11 กลุ่มองค์ความรู้สำคัญ ครอบคลุมการจัดการเรียนรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การศึกษาปฐมวัย การอ่านและการเขียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การปฏิรูปโรงเรียน ทักษะชีวิต การเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม และการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อให้ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทักษะที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้คุรุสภาให้ความสำคัญกับการต่อยอดผลงานของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณค่า ทั้งการยกย่องเชิดชูเกียรติครูด้วยการมอบรางวัล และสนับสนุนผลักดันให้ผลงานเหล่านั้นกลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอด แลกเปลี่ยนและขยายผลสู่ครูทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของผลงานเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิค และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ผ่านเวทีประชุมวิชาการของคุรุสภาและสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ การพัฒนาวิชาชีพครูเชิงรุกและการบริหารจัดการองค์ความรู้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพวิชาชีพครู โดยที่ผ่านมาการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา KSP Webinarผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม (Khuru Platform) มีผู้เข้าร่วมรับฟังแล้วกว่า 607,431 คน สะท้อนถึงความตื่นตัวของครูในการพัฒนาตนเอง

“ขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ สามารถศึกษาหรือพัฒนาตนเองร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับครูไทย รับโลกยุคใหม่ โดยเข้าเรียนรู้ออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์ม ที่เว็บไซต์ https://khuruplatform.ksp.or.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้จากครูต้นแบบ ที่เปรียบเสมือนคลังความรู้คุณภาพ และมีองค์ความรู้จากผลงานครูรางวัลทั่วประเทศ พร้อมที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาวิชาชีพแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท แพรคติก้า จำกัด และบริษัท พาเนล พลัส จำกัด จัดการประกวดออกแบบเฟอร์นิเจอร์ระดับมืออาชีพ ภายใต้ชื่อ BU x Practika x Panel Plus: Furniture Design Contest 2026 เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ลงมือแก้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม

ปีนี้กำหนดธีมหลักที่ท้าทายและทันสมัยในหัวข้อ “เฟอร์นิเจอร์ Healthcare: ธุรกิจบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล” มุ่งให้นักศึกษาออกแบบผลงานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ ความพิเศษของการประกวดครั้งนี้คือการมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเข้าร่วมด้วย นำโดย พิมภัทรา ทันด่วน Assistant Managing Director บจก.แพรคติก้า และ พักตร์พิมล กัมพลานุวัตร VP of Sales and Marketing บจก.พาเนล พลัส ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทำหน้าที่คณะกรรมการตัดสิน เพื่อให้นักศึกษาได้รับ Feedback ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์การทำงานจริงมากที่สุด

โดยผลการตัดสิน ทีมชนะเลิศตกเป็นของผลงาน “แท่นวางสำหรับเครื่องวัดความดันโลหิต” ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความเข้าใจในบริบทการแพทย์ได้อย่างโดดเด่น สมาชิกประกอบด้วย น.ส.จินต์จุฑา เพ็ชร์จันทร์, นายพงศกร อ่อนสำลี, น.ส.ปณิดา แซ่หลี่ และนายนุกูล ภิรมย์โพล้ง คว้าทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

การประกวดนี้สะท้อนแนวทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่มุ่งสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” ผ่านการบูรณาการระหว่างห้องเรียนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบไทยสู่เวทีระดับสากล

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวรมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกปฏิบัติงานร่วมกับ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เกษตรจังหวัดสุโขทัย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เกษตรจังหวัดพิษณุโลก  สำนักงานชลประทานที่ 3 และเกษตรอำเภอบางระกำ เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งและส่งเสริมแปลงปฏิบัติการเชิงพื้นที่หลัก และแปลงขยายผล ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยใช้เงินงบประมาณสนับสนุน Co-Finance ซึ่งอยู่ในกิจกรรมของผลผลิตที่ 3 ภายใต้โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน ณ ห้องนเรศวร 304 อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 3 มหาวิทยาลัยนเรศวร

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เพื่อลดความผันผวนของการดำรงชีพของเกษตรกร โดยการเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวของท้องถิ่นและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับกรมชลประทาน โดยได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ซึ่งถือเป็นกลไกและฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกร รวมถึงชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน สามารถตั้งรับ ปรับตัว และพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร บุคลากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพัฒนาระบบการผลิตที่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้าเกษตร อันจะนำไปสู่ความมั่นคงในวิถีชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี การจัดการระบบการผลิต ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาด โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพพืชบำบัดโลหะหนักด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์” ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 (Thailand Research Expo 2026) โดยเป็นผลงานวิจัยที่มุ่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำจากบ่อเหมืองร้าง ผ่านการพัฒนาระบบ “บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดจากการสำรวจคุณภาพน้ำในบ่อเหมืองร้าง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่หลงเหลืออยู่หลังการปิดกิจการเหมือง ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้นำน้ำจากบ่อดังกล่าวมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่งผลให้เกิดอาการแพ้และผื่นคันในบางราย จึงมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

ผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำในบ่อเหมืองมีค่าความเป็นกรดสูงและมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะ “แมงกานีส” (Manganese: Mn) ซึ่งหากมีการสะสมในปริมาณสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในพื้นที่

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านพลังงานหรือการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์และติดตามการสะสมของโลหะหนักได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบบึงประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

หัวใจสำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนาระบบ “บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำตามธรรมชาติที่ออกแบบขึ้นเพื่ออาศัยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับพืชน้ำในการดูดซับ กักเก็บ และลดปริมาณสารปนเปื้อนในน้ำ ก่อนปล่อยกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม โดยทีมวิจัยได้คัดเลือกพืชน้ำที่มีศักยภาพในการดูดซับโลหะหนักจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ บัวอเมซอน กก พุทธรักษา สาหร่ายหางกระรอก ผักตบชวา และจอกแหน เพื่อนำมาศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก

ดร.วลีพร​ พงค์เกื้อ​ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อศึกษาและติดตามพฤติกรรมของโลหะหนักภายในระบบบึงประดิษฐ์ได้อย่างละเอียด โดยใช้เทคนิค Neutron Activation Analysis (NAA) ร่วมกับเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) และ Stable Isotope Ratio Analysis (SIRA) ในการวิเคราะห์การดูดซับ การเคลื่อนย้าย และการสะสมของโลหะหนักภายในส่วนต่างๆของพืช

การศึกษาดังกล่าวช่วยให้สามารถประเมินศักยภาพของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ ระบุได้ว่าพืชชนิดใดมีความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในระบบบึงประดิษฐ์สำหรับการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก และสามารถออกแบบระบบบำบัดน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ผลการวิจัยจะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบระบบบึงประดิษฐ์สำหรับฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองร้าง รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและพื้นที่เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนบทบาทของ สทน. ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และยืนยันถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “จากวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ บจก.โฮมซีดเมล็ดพันธุ์ บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อพัฒนาการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูง ภายใต้การดำเนิน “ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ (Floriculture Innovation Hub)” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทย และสร้างความมั่นคงด้านการผลิตไม้ดอกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน 

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ผศ. ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ และหัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพชุมชนต้นแบบระดับภูมิภาคในการจัดการน้ำและแปลงไม้ดอกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อพัฒนาระบบการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การผลิตต้นกล้ามาตรฐาน การจัดการแปลงปลูก การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้รับซื้อดอกไม้รายใหญ่จากปากคลองตลาด ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตและกำหนดมาตรฐานคุณภาพผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตดอกดาวเรืองได้ตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งด้านคุณภาพ สี ขนาด และช่วงเวลาการจำหน่าย ช่วยลดความเสี่ยงด้านการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิต สร้างต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับไทยที่มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน