เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569 -ศธ.-สอวน.-สสวท. ผนึกกําลังปั้นเยาวชนศักยภาพสูง ขับเคลื่อนประเทศสู่สากล

1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงข่าวเปิดตัวคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.)  และรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนหน่วยงาน คณะอาจารย์ และนักเรียนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 12 สาขาวิชา รวม 61 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

โดยนายประเสริฐ เน้นย้ำนโยบายการศึกษาที่ให้โอกาสและบ่มเพาะผู้เรียนตามศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงของประเทศ ให้ประเทศพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน และยืนยันว่าโอลิมปิกวิชาการ เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองต่อไปให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ 

”การไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการของเยาวชนไทยที่ผ่านมาก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญๆกลับมาได้หลายรางวัล  การไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการครั้งนี้ ก็ขอให้ตัวแทนประเทศไทยใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่ ก็ขอเป็นกำลังใจและขออวยพรให้ตัวแทนประเทศไทยคว้าชัยกลับมาเป็นของขวัญให้ประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป“

ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ สอวน. ยืนยันพันธกิจของมูลนิธิ สอวน. ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ สอวน. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 14 แห่ง และใน กรุงเทพฯ 5 แห่ง ซึ่งให้นักเรียนในจังหวัดต่างๆ และพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการ ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ขอให้กำลังใจนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ให้มองไปไกลกว่าเหรียญรางวัล ไปสู่การต่อยอดด้านความรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิต และให้พัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึงความพร้อมของผู้แทนประเทศไทยฯ และยืนยันว่า สสวท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ ให้ครอบคลุมสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม และยังคงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเบื้องหลังผู้มีส่วนสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด รวมถึงการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้แทนประเทศไทยได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้นำทางการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป 

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปแข็งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 จำนวน 12 สาขาวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และโครงการ Asian Science Camp รวมจำนวน 61 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน นี้

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้สิ้นสุดที่เหรียญทอง แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย และเป็นจุดเริ่มของการบ่มเพาะกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ขอเชิญร่วมเป็นแรงใจให้กับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ แก้ปัญหา บนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผลการแข่งขัน และร่วมส่งแรงใจเชียร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www. ipst.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “Olympic IPST” และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ศธ., สสวท. และมูลนิธิ สอวน.

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

อธ.อัยการภาค4 เป็นประธานเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ ”พระองค์ภา“เปิดชมห้องทรงงานที่สนง.อัยการจ.อุดรธานีให้ ปชช.เรียนรู้พระกรณียกิจ ด้านกฎหมายกระบวนการยุติธรรม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โดยนายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นประธานใน
พิธีเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พ.ต.ต.สันติ มุริจันทร์ อัยการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยผู้บริหารบุคลากรสำนักงานอัยการ และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมถึง ห้องทรงงานและโต๊ะทรงงาน ซึ่งพระองค์เคยทรงใช้ระหว่างทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการผู้ช่วยจังหวัดอุดรธานีและรองอัยการจังหวัดอุดรธานี ระหว่างปี2551-2553 ซึ่งนับเป็นสำนักงานอัยการแห่งแรกที่พระองค์ทรงเลือกเป็นสถานที่ทรงงาน 

นายประยุทธ เพชรคุณ กล่าวว่า สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี เป็น 1 ใน 6 แห่งของประเทศที่จัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชน และผู้สนใจ ได้เรียนรู้และชาบซึ้งในพระวิริยะอุตสาหะและพระราชปณิธานในการทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ทั้งนี้ สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าชมนิทรรศการได้ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่ เวลา 09.00-15.00 น.

ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

 ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเปิด พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) การจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กับกรมราชทัณฑ์ โดยมี อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บริหาร และคณะทำงาน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่เรือนจำและทัณฑสถาน ณ ห้องมหกรรม ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการทางราชการ แต่คือการประกาศจุดยืนร่วมกันว่าจะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือคืนโอกาสและพัฒนาศักยภาพคน ถึงแม้กำแพงจะจำกัดพื้นที่ทางกาย แต่ต้องไม่จำกัดโอกาสทางปัญญาและความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ กระทรวงศึกษาธิการมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่วางกรอบการเรียนรู้ยืดหยุ่น 3 รูปแบบหลัก ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและผลักดันมาโดยตลอด

รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษเป็นกลุ่มที่ควรได้รับโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เพื่อฟื้นฟูศักยภาพ สร้างทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และความมั่นใจก่อนกลับสู่ครอบครัวและสังคม ความร่วมมือระหว่าง สกร. กับกรมราชทัณฑ์ครั้งนี้จึงเชื่อมโยงงานด้านการศึกษาเข้ากับการพัฒนาพฤตินิสัยอย่างเป็นรูปธรรม โดย สกร. จะนำระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับบริบทเข้ามาใช้ ให้การศึกษาเป็นสะพานให้ผู้เรียนในเรือนจำสามารถเรียนจบได้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงปริญญา ทั้งนี้ความสำเร็จของความร่วมมือนี้จะไม่วัดจากจำนวนกิจกรรมหรือผู้เข้าร่วม แต่วัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตผู้เรียนและสังคมไทย บนพื้นฐานความเสมอภาคและคุณค่าความเป็นมนุษย์

นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ เพื่อผลักดันให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างคนที่มีคุณภาพ มั่นคงทั้งจิตใจและวุฒิการศึกษา กลับคืนสู่สังคมและเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะคนที่เข้าใจ Gen Z ที่สุดคือคน Gen Z ด้วยกัน “แอสเซทไวส์” (AssetWise) ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้ต่อยอดไอเดียและเปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นจริงใน “โครงการแอทโมซ คาแนล รังสิต” (Atmoz Kanaal Rangsit) ซึ่งเป็นโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมเข้าอยู่ ที่เปิดสนามให้นักศึกษากว่า 129 คน ได้ร่วมดีไซน์และคราฟท์สเปซจากอินไซต์ สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์และเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่

น.ส.พชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม ASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์ได้คัดเลือกผลงานเด่นจาก 2 นักศึกษา มาเนรมิตพื้นที่เป็นห้องตัวอย่างจริง 2 สไตล์ ได้แก่ ตอบโจทย์มัลติไลฟ์สไตล์ ผ่อนคลายไปกับดีไซน์ “Soft Minimal” โดย มะนาว-ภัทรธิดา รักไทย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต เล่าถึงแนวคิดการตกแต่งครั้งนี้ว่า โครงการ Atmoz Kanaal รังสิต อยู่ใกล้กับมหา’ลัย กลุ่มผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่จึงเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบและนักศึกษา ซึ่งบางคนมีไลฟ์สไตล์เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ห้องพักของคน Gen Z จึงต้องรองรับทั้งการเรียน การทำงาน และที่สำคัญคือต้องเป็นพื้นที่ฮีลใจ ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหลังกลับจากเรียนหรือทำงานมาทั้งวัน

ไฮไลต์เด่นของห้อง 1 Bedroom Extra จึงอยู่ที่ Living Zone สเปซที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มัลติไลฟ์สไตล์ของชาว Gen Z ได้อย่างลงตัว ทั้งใช้เรียน ทำงาน พูดคุยกับเพื่อน และพักผ่อนรวมอยู่ในพื้นที่เดียว โดยเลือกตกแต่งสไตล์ Soft Minimal ที่เน้นความโปร่งโล่ง ใช้สีเอิร์ธโทนละมุนตา กับเฟอร์นิเจอร์รูปทรงโค้งมนน้อยชิ้น ไม่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่อยู่อาศัยคนเดียว เช่นเดียวกับในห้องนอนที่เน้นตกแต่งด้วยสีเบจและโคมไฟ Warm Light เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นตัวเอง

นอกจากนี้ การจัดเลย์เอาต์แบ่งโซนเป็นสัดส่วนอย่างการมีประตูกั้นห้องครัวเพื่อลดปัญหากลิ่นรบกวนภายในห้อง ก็ถือเป็นฟังก์ชันที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยจริง และอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่เป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Z คือ การมีมุมถ่ายรูปสวยๆในห้องพักไว้อัปเดตลง IG Story ซึ่งจุดนี้ตนมองว่า การดีไซน์สเปซให้ดูโปร่งโล่ง กับการจัดวางแสงไฟที่เหมาะสม ก็เป็นอีกกิมมิคที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดี

สะท้อนตัวตนที่แตกต่าง ผ่านเสน่ห์ของยุค “Mid-Century” โดย ซูม-รวิภาส ด่านประเสริฐชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ได้ตีโจทย์การออกแบบที่พักอาศัยของคน Gen Z ไว้ว่า คนรุ่นนี้มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและชอบความยูนิค การออกแบบคอนโดมิเนียมจึงควรเน้นฟังก์ชันส่วนรวมที่ตอบโจทย์ แล้วปล่อยให้ดีไซน์ในพื้นที่ส่วนตัวทำหน้าที่สะท้อนตัวตน การตกแต่งห้องพัก 1 Bedroom ห้องนี้จึงเลือกดึงเสน่ห์ของยุค Mid-Century ในช่วงปี 80s และ 90s ที่มีความคลาสสิกและเข้าถึงง่าย ทั้งเรื่องของโทนสี แสงไฟ และความทรงจำวัยเด็ก มาตีความใหม่ให้กลายเป็นห้องสไตล์วินเทจร่วมสมัย ที่ไม่ได้ถูกใจแค่คนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึง Gen X สามารถเข้าใจและอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

สำหรับการตกแต่งจะเน้นความรู้สึกสบายตาเป็นหัวใจหลัก โดยเลือกใช้วอลเปเปอร์ลายปูนเปลือยและเฟอร์นิเจอร์โทนสีอุ่นและสีเข้มเพื่อลดการสะท้อนของแสง พร้อมสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และมีมิติชวนมองด้วยภาพตกแต่งสีสันสดใสที่ช่วยดึงสายตา ทั้งยังมีไฮไลท์สำคัญอย่างกระจกบานใหญ่เต็มบานบริเวณมุมโต๊ะทำงานที่หันหน้ารับวิวและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ทำให้มุมนี้กลายเป็นจุดที่สวยที่สุดของห้อง และเป็นภาพความประทับใจแรกที่ต้อนรับสายตาทันทีที่ก้าวเข้ามา

รวิภาส กล่าวอีกว่า การประกวดในครั้งนี้ ยังมอบประสบการณ์และโอกาสครั้งสำคัญที่นำไอเดียออกแบบจากภาพมาสร้างสรรค์ลงบนพื้นที่จริง จนออกมาเป็นห้องที่ใช้งานได้จริงและตรงตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับนักศึกษาสถาปัตย์

“อย่างแรกเลยผมรู้สึกดีใจ อย่างที่สองคืออยากขอบคุณโครงการ Atmoz Kanaal รังสิต ที่เอาไอเดียของนักศึกษามาสร้างให้เห็นและทำให้มันเป็นจริง ซึ่งนี่เป็นผลงานแรกของตนเองที่ถูกนำมาตกแต่งในห้องจริง แล้วก็ทำให้มุมมองการออกแบบของตนเปลี่ยนไป เพราะปกติเวลาออกแบบ เราเห็นแค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ได้สัมผัส Material จริง เลยทำให้ผมเปลี่ยนความคิด และอยากศึกษาเพิ่มเติมให้ลึกขึ้นว่า Material จริงเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าใจและพัฒนามาตรฐานของงานออกแบบให้ดีขึ้น” รวิภาส กล่าว

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด ชี้ หากรู้มีช่องโหว่ตรงไหนต้องบังคับใช้กฎหมายเข้ม บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ ถอดบทเรียน- แก้กฎหมายเพิ่มโทษยาเสพติด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลการปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการสู้รบบริเวณชายแดนไทย- เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นสาเหตุทำให้มียาเสพติดทะลักเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ว่า ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องนี้ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งยิ่งเรามีข้อมูลการเล็ดรอดของยาเสพติดตามแนวชายแดนยิ่งต้องไปเฝ้าระวัง จึงมองว่าไม่ได้เป็นประเด็นอะไร อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ขณะนี้มีการใช้คำถึงขั้นว่าประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของยาเสพติด นายทรงศักดิ์ ตอบกลับทันทีว่า ”เป็นทางผ่านไม่ได้หรอก“ ถ้าเรามีมาตรการป้องกันให้มันดี มันไม่สามารถผ่านไปได้ ยกเว้น การมีช่องที่ปล่อยปละละเลย ซึ่งในหลักการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายอยู่แล้ว 

“ผมมีความคิดของผมว่าคนที่กล้ากระทำสิ่งเหล่านี้ สืบเนื่องมาจากที่เรียกว่าระวางโทษ จึงต้องไปทบทวนดูว่า ระวางโทษเรื่องนี้เบาไปหรือไม่ ทำให้คนไม่เกรงกลัวบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าคนมันกลัวกฎหมายจนไม่กล้าทำ ก็คงไม่มี รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ ถ้าโทษหนักจนรับไม่ไหวก็คงไม่มีคนกล้าทำ แต่ถ้าโทษยังรับไหว ยังมีช่องว่าง การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นอย่างแน่นอน“ 

นายทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้หากมาดูตัวเลขของราคายาเสพติด ราคาไม่ได้แพงเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากปริมาณมีมาก ราคาจึงถูก จึงขอย้ำว่าต้องดูเรื่องของโทษว่าเบาไปหรือไม่ จึงทำให้คนไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และต้องมาถอดบทเรียนในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่า มีการเสนอกฎหมายเพิ่มโทษหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดกันอยู่ในหลายเวที แต่ก็ต้องไปแก้ที่ตัวกฎหมาย อย่างคนที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด แต่ก็ยังกลับเข้าไปสู่วังวนเดิม เท่ากับตัวเลขยังไม่ได้ลดลง เราจึงต้องไปถอดบทเรียนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดการแก้ไข 

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ทรงศักดิ์ ยังไม่จบ! ยืนยันเดินหน้าฟ้อง นายกฤต แม้ออกมาขอโทษและยอมรับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลิปเสียง ชี้ ถูกแอบอ้างชื่อจนเสียหาย กระทบความน่าเชื่อถือ ย้ำความจริงต้องได้รับการพิสูจน์ และจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังจากนายพงศกร เสาร์ทน หรือ “นายกฤต” ออกมายอมรับว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องคลิปเสียงที่มีการแอบอ้างชื่อ ว่า เท่าที่ทราบ “นายกฤต” ได้ให้ข้อมูลนี้ กับ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งเป็นไปตามคลิปที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวช่องหนึ่ง

เมื่อถามว่าทราบเรื่องที่ “นายกฤต“ ออกมาขอโทษแล้วใช่หรือไม่ พร้อมระบุ นายทรงศักดิ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาพูดไปตามทำนองแบบนั้น แต่ตนยังไม่สบายใจ เพราะคนที่พูดไปทำให้ตนเสียหายแล้ว แล้วมากลับคำพูดสังคมที่ติดตามอยู่เขาจะเชื่อหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าสังคมยังคลางแคลงใจในตัวของตนอยู่ แต่ก็ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ตนจึงพยายามเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง ว่าเมื่อถูกเอ่ยชื่อไปให้เสียหายแล้วจะได้รับความเป็นธรรมจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร

“ยืนยันว่า การยื่นฟ้องแจ้งความ นายกฤต ก่อนหน้านี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป การขอใช้สิทธิ์ดังกล่าว เพราะมีคนนำชื่อตนไปอ้างให้เสียหาย ซึ่งความเสียหายคือเรื่องไม่จริงที่เกิดขึ้น จึงต้องดำเนินการกับบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถึงที่สุด และผมเชื่อว่าเวลามีข่าวแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน ล้านทั้งล้าน เขาจะมีความเชื่อว่าใช่ อันนี้ เป็นความรู้สึกที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผมไปเกี่ยวข้องตรงไหน และเมื่อเกิดความเสียหาย แค่คำขอโทษเท่านั้นใช่ไหม และสังคม ประชาชนที่รับรู้ว่ามีชื่อผม เค้าไปหักล้างได้มากน้อยแค่ไหน ตอนข่าวไม่ดีคนจะรู้เยอะ ตอนข่าวดีคนจะรู้น้อยมาก“

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ดนุชา เผยอนุกรรมการฯ ประเมินความคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ประชุมศุกร์นี้ รับฟังความเห็นเอกชน นักวิชาการ สายเดินเรือ ก่อนสรุปรายงานส่งนายกฯ ส.ค.นี้ ส่วน พ.ร.บ. SEC เตรียมประเมินความจำเป็นกฎหมาย หากต้องมีรัฐบาล จะไม่ใช้ร่างกฎหมายฉบับเดิม แต่รับฟังเสียงประชาชน-ความต้องการคนในพื้นที่ ทั้งรูปแบบกฎหมายและการพัฒนาอุตสาหกรรม  

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้ ได้นัดหมายคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการขนส่ง รวมทั้งมีข้อมูลเรื่องสายการเดินเรือมาประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังข้อมูลเพื่อสรุปความเห็นอย่างรอบคอบที่สุดก่อนเสนอรายงานให้กับนายกรัฐมนตรีในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการประเมินความคุ้มค่ามี 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านพาณิชย์ โดยพิจารณาความสมเหตุสมผลของปริมาณสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการตามสมมติฐานที่วางไว้
2.ด้านการขนส่งถ่ายลำสินค้า โดยต้องวิเคราะห์ขีดความสามารถในการดึงดูดสายการเดินเรือให้มาใช้บริการท่าเรือในโครงการ เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงดำเนินการอยู่แล้ว
และ 3.ด้านการปฏิบัติงาน โดยประเมินกระบวนการยกขนและส่งผ่านสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของต้นทุน ระยะเวลา และประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากผลการศึกษาออกมาแล้วโครงการแลนด์บริดจ์สามารถเดินหน้าได้ โครงการจะยังไม่เสร็จในเร็วๆนี้ใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน และต้องมีความละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความคุ้มค่าไปจนถึงการออกหนังสือเชิญชวนเอกชน (RFP) เนื่องจากเป็นโครงการระดับใหญ่ที่ต้องอาศัยการประเมินรอบด้าน โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาควิชาการ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่เรื่องการเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์กับร่าง พรบ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC ) นายดนุชา กล่าวว่าคณะกรรมการฯแลนด์บริดจ์จะนำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมาประเมินความจำเป็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ที่เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ เพราะอาจไม่จำเป็นต้องมีการร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเสมอไป

“ส่วนตัวคณะกรรมการฯ ไม่ได้มีแนวคิดว่าต้องร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นมาใหม่เสมอไป เพราะกฎหมายปัจจุบันหลายฉบับอาจนำมาปรับใช้ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มทุนหรือไม่”นายดนุชา กล่าว  

เมื่อถามว่ากรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมบอกกับผู้ชุมนุมว่าจะไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิม นายดนุชากล่าวว่าในเรื่องนี้ก็จะทำให้การทำงานของคณะกรรมการฯง่ายขึ้น  ทั้งนี้ในการดำเนินการของรัฐบาลทั้งในเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ และร่างกฎหมาย SEC รัฐบาลให้ความสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งแนวทางการพัฒนาควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องเป็นรูปแบบที่คนในพื้นที่ยอมรับและช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

“นโยบายของรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีการพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อนำรายละเอียดมาพิจารณาร่วมกับความเหมาะสมของโครงการและตัวกฎหมาย ซึ่งประเด็นด้านกฎหมายนี้จะถูกบรรจุลงในรายงานที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีด้วย” นายดนุชา กล่าว 

‘พรรคส้ม’ ไม่เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70’ สับเละหั่นงบดูแลประชาชน แต่ประเคนงบดันโปรเจกต์ AI อู้ฟู่

'พรรคส้ม' ไม่เห็นชอบ 'ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70' สับเละหั่นงบดูแลประชาชน แต่ประเคนงบดันโปรเจกต์ AI อู้ฟู่

‘พรรคส้ม’ ไม่เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70’ สับเละหั่นงบดูแลประชาชน แต่ประเคนงบดันโปรเจกต์ AI อู้ฟู่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงจุดยืนและข้อสังเกตสำคัญ ต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎร

มติฝ่ายค้านชัดเจน ไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่า ทิศทางหลักของฝ่ายค้านคือไม่สามารถยอมรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ โดยแต่ละพรรคจะนำไปหารือเป็นการภายในเพื่อสรุปว่าจะลงมติ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” ทั้งนี้ สำหรับพรรคประชาชนได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วว่า จะลงมติ “ไม่เห็นชอบ” อย่างแน่นอน

แผลเรื้อรังทางการคลัง และการจัดสรรงบที่สวนทางกับความจำเป็น

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ โดยชี้ให้เห็นถึง “แผลเรื้อรังทางการคลัง” ที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขได้ แม้รัฐบาลจะยอมรับถึงข้อจำกัดนี้ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบความผิดปกติในการจัดลำดับความสำคัญ งบประมาณของเกือบทุกกระทรวงและหน่วยงานถูกปรับลดลงถ้วนหน้า โดยเฉพาะงบสวัสดิการช่วยเหลือประชาชน แต่ในทางตรงกันข้าม หมวดหมู่ครุภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ และดิจิทัล กลับได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังนำภาษีไปช่วยเหลือใคร และไม่ได้ช่วยประชาชนอย่างแท้จริง

หั่นงบวิจัยและสวัสดิการ สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ขาดความสมดุล

นางสาวศิริกัญญา ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่ากังวล คือการปรับลดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาประเทศผ่านกองทุนต่างๆ ลงถึงร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงลบต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ แม้ตัวเลขงบประมาณด้านสาธารณสุขจะสูงขึ้น แต่งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับถูกจัดสรรไว้ไม่เพียงพอต่อการรองรับภาระในอนาคต ส่วนงบสวัสดิการเด็กแรกเกิด ก็ถูกปรับลดลงไปถึง 500 ล้านบาท โดยอ้างอิงจากอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่ง นางสาวศิริกัญญา มองว่ารัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ปรับเกณฑ์ให้เป็น “สวัสดิการถ้วนหน้า” เพื่อดูแลเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม แทนที่จะตัดลดงบทิ้งไป

นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังระบุว่า การจัดสรรงบสู่ภูมิภาคมีความย้อนแย้ง งบกลุ่มจังหวัดถูกตัดทอนลงไปกว่า 20,000 ล้านบาท แต่งบกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กลับได้เพิ่มขึ้นเพียง 7,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีไร้คำตอบ ข้อกังขากระทั่งจาก สส. ฝ่ายรัฐบาล

นางสาวศิริกัญญา กล่าวเสริมว่า ตลอด 3 วันของการอภิปราย รัฐมนตรีไม่สามารถให้คำชี้แจงที่ชัดเจนได้เลยว่าเหตุใดจึงมีการตัดลดงบโครงการสำคัญ และไปเพิ่มงบให้เรื่องที่ยังไม่จำเป็น ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้แม้แต่ สส. ฝ่ายรัฐบาลเองยังตกใจที่มีหลายโครงการในพื้นที่ถูกยกเลิกไปโดยไม่ทราบสาเหตุ การที่รัฐมนตรีไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับงบประมาณในกระทรวงที่ตนรับผิดชอบได้ ถือเป็นปัญหาใหญ่และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด

ทวงถามความคุ้มค่าโครงการ AI 5,000 ล้านบาท

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ นางสาวศิริกัญญา ยังคงรอคอยคำตอบ คือการชี้แจงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับ AI และระบบคลาวด์ ซึ่งได้งบไปถึง 5,000 ล้านบาท รัฐมนตรีต้องอธิบายให้ได้ว่ามีความคุ้มค่าและสมเหตุสมผลหรือไม่ ในช่วงเวลาที่งบประมาณด้านอื่นๆ ของประชาชนถูกตัดทอนลง

เดินหน้าเจาะลึกในชั้นกรรมาธิการ มั่นใจยังมี “ไขมัน” ให้รีดอีกมาก

เมื่อถามถึงการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ชี้แจงรายละเอียดไส้ในของโครงการ ก็จะเป็นหน้าที่ของ กมธ. ที่จะต้องเจาะลึกหาเหตุผลเบื้องหลังการเพิ่มลดงบประมาณ ทางพรรคมั่นใจว่า โครงสร้างงบประมาณฉบับนี้ยังมี “ไขมัน” หรือส่วนที่ยังสามารถปรับลดได้อีกมาก เพื่อนำไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นกว่า

ชี้เกมประท้วงเบี่ยงประเด็น ลดทอนคุณภาพการประชุมสภา

ทางด้าน นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ได้สะท้อนถึงบรรยากาศการอภิปรายประเด็นทุจริตจัดสอบท้องถิ่น ซึ่ง สส. ฝ่ายรัฐบาลใช้สิทธิประท้วงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการพิจารณางบวาระ 1 ที่มีการประท้วงมากที่สุด นางสาวภคมน ระบุว่า การประท้วงไม่ได้เกิดจากการอภิปรายนอกประเด็น แต่เป็นเจตนาที่ต้องการทำลายสมาธิและเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ ประชาชนที่ติดตามอยู่สามารถตัดสินได้เองว่า การลุกขึ้นมาประท้วงแบบไร้สาระสำคัญนั้น เป็นเพียงการทำตัวเหมือนตัวตลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ลุกขึ้นทำหน้าที่และรอเช็กชื่อกลับบ้านในตอนเย็นเท่านั้น

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมขอโทษที่แอบอ้างชื่อ ย้ำเดินหน้าฟ้องหมิ่นฯ สร้างบรรทัดฐานการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.ส้ม กับนายกฤต หรือนายพงศกร เสาร์ทน ซึ่งมีการพาดพิงถึงตนในประเด็นการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนทำให้ได้รับความเสียหายและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

ล่าสุด นายกฤตได้เปิดใจผ่านรายการ “เรื่องนี้ต้องเคลียร์” ทางสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์  เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า นายทรงศักดิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง พร้อมกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจที่นำชื่อของนายทรงศักดิ์ไปแอบอ้าง อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีคนใด

“เมื่อผู้ที่อยู่ในคลิปออกมายอมรับข้อเท็จจริงแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมจากประชาชนและสังคมว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมแสดงความเห็นว่า การปล่อยคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหาย ทำให้เกิดความพยายามล้มกระบวนการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น และดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย”

ส่วนการดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกฤต ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป แม้นายกฤตจะออกมา
ยอมรับว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

“ที่ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ก็เพื่อต้องการสร้างบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบบุคคลสาธารณะสามารถทำได้ หากอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน หรือจงใจใส่ร้ายจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยผู้กระทำต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วย” รองนายกฯ กล่าว

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“นายกฯ”ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย สั่งข้ามประเทศ เรียกประชุม หน่วยงานปราบปรามยาเสพติด-AOT ประชุมด่วนช่วงบ่าย วันศุกร์นี้ (3ก.ค.69) ชี้ กระทบภาพลักษณ์-ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการบิน 

วันที่ 1 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า และยังมีกรณีพบชาวต่างชาติขนยาเสียสาวเดินทางจากไทยไปออสเตรเลียอีกด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

แฟ้มภาพ

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศส ให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยวันที่ 2 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ เนื่องจากกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571