ลูกหมี รัศมี ลั่นเดินหน้าสุดซอย ศาลนัดคดีหมิ่นประมาท ส.ค. นี้ พร้อมแจ้งความเพิ่ม 3 คดี

ลูกหมี รัศมี ลั่นเดินหน้าสุดซอย ศาลนัดคดีหมิ่นประมาท ส.ค. นี้ พร้อมแจ้งความเพิ่ม 3 คดี

ลูกหมี รัศมี ลั่นเดินหน้าสุดซอย ศาลนัดคดีหมิ่นประมาท ส.ค. นี้ พร้อมแจ้งความเพิ่ม 3 คดี

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

จากกรณีประเด็นร้อนกับคดีความคดีความที่พัวพันเต็มไปหมดกับคู่กกรณี “ปู มัณฑนา”  ล่าสุด “ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี” ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Lookmee Russamee Tongsiriprisri” ขณะเช็กอินที่ศาลอาญา รัชดา เพื่ออัปเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความที่เธอกำลังเผชิญอยู่โดย ลูกหมี รัศมี ได้ระบุข้อความว่า  ในคดีหมิ่นประมาทที่เธอเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น ศาลนนทบุรีได้มีกำหนดการนัดหมายในวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 นี้

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเดินหน้าเอาผิดไม่ถอย โดยการเข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่ สน.ชัยพฤกษ์ และ สน.โคกคราม รวมอีก 3 คดี หลังจากที่ถูกคู่กรณีหมิ่นประมาทด้วยวาจาและเผยแพร่สื่อโฆษณาที่มีข้อความไม่สุภาพรวมถึงรูปภาพ ซึ่งมีมากกว่า 30 ประโยค

ทางด้านลูกหมีได้โพสต์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ‘ไปให้สุดค่ะ ถูกว่าไปตามถูกผิดว่าไปตามผิด กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ถ้าลูกหมีผิดก็ยอมรับค่ะถ้าลูกหมีถูกคู่กรณีก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำค่ะ”เรียกได้ว่างานนี้เจ้าตัวขอใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริง และพร้อมดำเนินคดีกับคู่กรณีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุด ส่วนความคืบหน้าของคดีในชั้นศาลช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อไป

เกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต บุ๋ม ปนัดดา ปลาบปลื้ม ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯ เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ

เกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต บุ๋ม ปนัดดา ปลาบปลื้ม ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯ เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ

เกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต บุ๋ม ปนัดดา ปลาบปลื้ม ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯ เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดชีวิต! “บุ๋ม ปนัดดา” ที่เจ้าตัวปลาบปลื้มเป็นที่ที่สุด! โพสต์ภาพมงคลชีวิตเอกสารทางราชการจากสำนักพระราชวัง  ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯ เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ บนเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี  พร้อมข้อความแสดงความจงรักภักดีด้วยอีโมจิรูปไหว้ ธงชาติไทย และหัวใจสีแดง ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือเชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ จากการที่เธอได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

หนังสือฉบับดังกล่าว ออกจากสำนักพระราชวัง พระที่นั่งอัมพรสถาน เขตดุสิต ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เรื่อง “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ” เรียนถึง นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี นางสาวไทย ปี 2543 ลงนามโดย พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ใจความสำคัญในหนังสือระบุว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รัฐบาลจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ซึ่งรัฐบาลได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมานั้น

ในการนี้ นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้ให้การสนับสนุนอาหารสำหรับพระราชทานแก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนที่มาร่วมในพิธีดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไปด้วยความจงรักภักดีและถวายพระราชกุศลความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจมาในโอกาสนี้

การได้รับพระราชทานพระราชกระแสทรงขอบใจในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม และเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดแก่ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี รวมถึงทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ได้ร่วมทำความดีในวันสำคัญดังกล่าว

การันตีหาไม่ได้อีกแล้ว แอนนี่ บรู๊ค ตัดใจขายบ้านใหม่แกะกล่อง วิวภูเขา 360 องศา

การันตีหาไม่ได้อีกแล้ว แอนนี่ บรู๊ค ตัดใจขายบ้านใหม่แกะกล่อง วิวภูเขา 360 องศา

การันตีหาไม่ได้อีกแล้ว แอนนี่ บรู๊ค ตัดใจขายบ้านใหม่แกะกล่อง วิวภูเขา 360 องศา

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

ทำเอาแฟนๆและผู้ที่กำลังมองหาบ้านพักตากอากาศตาลุกวาวกันเป็นแถว เมื่ออดีตนักแสดงสาวชื่อดัง “แอนนี่ บรู๊ค” ได้ออกมาประกาศข้อความผ่านโซเชียลส่วนตัว ยอมตัดใจปล่อยขายบ้านพักหลังงามที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่แกะกล่อง บนทำเลทองแห่งการพักผ่อนในอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดดเด่นด้วยทัศนียภาพอันงดงาม โอบล้อมด้วยวิวทิวทัศน์และทิวเขาแบบ 360 องศาบ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาด 100 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางถึง 130 ตารางเมตร ภายในจัดสรรอย่างลงตัว ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และ 1 โถงกลางโครงสร้างบ้านเน้นความแข็งแรงแน่นหนาเป็นพิเศษด้วยเสาและคานหน้า 10 พร้อมลงเหล็กถี่เพื่อความคงทน เดินทางสะดวกสบาย ห่างจากถนนหลักเพียง 100 กว่าเมตร ใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “ภูตะลึงคาเฟ่” และ “อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ”

ไฮไลต์เด็ดสุดว้าว! บริเวณหน้าบ้านมีการจัด “สวนน้ำตกลำธารที่มีหมอกส่วนตัว” ให้ความรู้สึกสดชื่นร่มรื่นเหมือนพักผ่อนอยู่ในรีสอร์ทหรูตลอดเวลานอกจากตัวบ้านและสวนน้ำตกสุดอลังการแล้ว แอนนี่ บรู๊ค ยังใจดีจัดเต็มของแถมฟรีแบบหิ้วกระเป๋าพร้อมอยู่ ได้แก่ เคาน์เตอร์ครัว, เตาแก๊ส, ซิงก์ล้างจาน, ปั๊มน้ำ 2 ตัว และถังเก็บน้ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อไว้อยู่อาศัยเอง เป็นบ้านพักตากอากาศใกล้กรุงเทพฯ หรือจะนำไปต่อยอดทำเป็นพูลวิลล่าและรีสอร์ทให้เช่าก็คุ้มค่าคุ้มราคาทางด้าน แอนนี่ บรู๊ค ระบุว่า เพื่อความคุ้มค่าของผู้ซื้อ ตนยอมลดราคาพิเศษจากปกติ 2.99 ล้านบาท หั่นเหลือเพียง 2.59 ล้านบาทเท่านั้น! พร้อมการันตีว่าราคานี้หาไม่ได้อีกแล้วในทำเลนี้ หากต้องไปกว้านซื้อที่ดินเองและจ้างผู้รับเหมามาดำเนินการสร้างเองในยุคปัจจุบันงานนี้ใครที่กำลังมองหาทำเลทอง วิวภูเขาหลักล้าน ในราคาหลักแสนต้นๆ คงต้องรีบจับจอง เพราะบ้านสวยสเปกครบขนาดนี้ คงอยู่ไม่นานแน่นอน!

แฟนคลับกรี๊ด! ญาญ่า แอบสปอยล์การ์ดแต่งงานที่กรุงเทพฯ สวยเรียบหรูมาก

แฟนคลับกรี๊ด! ญาญ่า แอบสปอยล์การ์ดแต่งงานที่กรุงเทพฯ สวยเรียบหรูมาก

แฟนคลับกรี๊ด! ญาญ่า แอบสปอยล์การ์ดแต่งงานที่กรุงเทพฯ สวยเรียบหรูมาก

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

ทำเอาแฟนคลับยิ้มแก้มปริกันถ้วนหน้า เมื่อ “ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์” แอบเผยภาพบางส่วนของการ์ดเชิญงานฉลองมงคลสมรสที่กรุงเทพฯ ก่อนเข้าพิธีวิวาห์กับพระเอกหนุ่ม “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ที่หลายคนเฝ้ารอ

แม้ญาญ่าจะเผยให้เห็นเพียงรายละเอียดบางส่วนของการ์ด แต่ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ไม่น้อย โดยการ์ดมาในโทนสีเรียบหรู อบอุ่น และดูละมุน

นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ทำให้แฟนๆ หัวใจพองโต เพราะยิ่งใกล้วันฉลองมงคลสมรส ความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยหลายคนต่างเฝ้ารอชมโมเมนต์สุดพิเศษของคู่รักขวัญใจมหาชน ทำให้พิธีฉลองมงคลสมรสของทั้งคู่ได้รับความสนใจและถูกจับตามองอย่างมากในปีนี้

อุ้ม ลักขณา แชร์ประสบการณ์ เผยสาเหตุถูกเชิญออกจากออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

อุ้ม ลักขณา แชร์ประสบการณ์ เผยสาเหตุถูกเชิญออกจากออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

อุ้ม ลักขณา แชร์ประสบการณ์ เผยสาเหตุถูกเชิญออกจากออนเซ็นที่ญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ เมื่อ “อุ้ม ลักขณา อมิตรสูญ” ออกมาแชร์ประสบการณ์ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น หลังเจ้าตัวถูกเชิญให้ออกจากการแช่ออนเซ็น เนื่องจากมีรอยสักตามร่างกาย ซึ่งเป็นข้อห้ามของสถานประกอบการหลายแห่งในญี่ปุ่น

       อุ้ม ลักขณา เล่าว่า ในตอนแรกเธอเดินทางไปใช้บริการออนเซ็นแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถลงแช่น้ำได้ เพราะทางสถานที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีรอยสักเข้าใช้บริการ จึงตัดสินใจย้ายไปยังอีกแห่งที่อยู่ห่างออกมานอกเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ออนเซ็นแห่งใหม่จะยังคงมีป้ายห้ามผู้ที่มีรอยสักใช้บริการ แต่ทางสถานที่ได้จัดเตรียมพลาสเตอร์สำหรับปิดรอยสักไว้ให้ โดยเธอต้องซื้อพลาสเตอร์เพิ่มเติมเพื่อนำมาแปะปิดรอยสักทุกจุดบนร่างกาย ก่อนจึงจะสามารถลงแช่น้ำได้

       อุ้มเผยว่า ช่วงแรกของการแช่ออนเซ็น พลาสเตอร์ยังติดอยู่ครบทุกจุด แต่เมื่อย้ายไปแช่อีกบ่อหนึ่ง แรงดันของน้ำทำให้พลาสเตอร์หลุดออกทั้งหมด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เข้ามาแจ้งว่าไม่สามารถลงแช่น้ำต่อได้ และขอให้ขึ้นจากบ่อทันที

       แม้จะถูกเชิญออกจากออนเซ็น แต่เจ้าตัวก็เผยว่าได้แช่น้ำไปแล้วประมาณ 45 นาที พร้อมทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกว่า หากสามารถย้อนเวลากลับไปได้ เธอคงจะไม่ตัดสินใจสักเลยแม้แต่ลายเดียว โดยกล่าวว่า ย้อนไปได้จะไม่สักเลยสักอัน

สว.พิสุทธิ์ จี้รัฐทวงสิทธิ์ดนตรีไทย ถูกต่างชาติอ้างลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สว.พิสุทธิ์ จี้รัฐทวงสิทธิ์ดนตรีไทย ถูกต่างชาติอ้างลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สว.พิสุทธิ์ จี้รัฐทวงสิทธิ์ดนตรีไทย ถูกต่างชาติอ้างลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.11 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม จังหวัดปทุมธานี ได้หยิบยกประเด็น “การอ้างสิทธิ์ (Content ID) เหนือทำนองเพลงไทยอันเป็นสมบัติสาธารณะ” ขึ้นหารือในที่ประชุมวุฒิสภา พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

นายพิสุทธิ์กล่าวว่า ดนตรีไทยถือเป็นจิตวิญญาณและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของคนไทย แต่ปัจจุบันกลับพบว่าเยาวชน นักดนตรีไทย และประชาชนที่บรรเลงเพลงไทยเดิม ไม่สามารถอัปโหลดคลิปวิดีโอผลงานของตนเองบนแพลตฟอร์มออนไลน์บางแห่งได้ เนื่องจากระบบแจ้งเตือนว่าละเมิดลิขสิทธิ์

จากการตรวจสอบพบว่า ระบบ Content ID ของแพลตฟอร์มใช้หลักการ “First come, first served” หรือผู้ที่อัปโหลดก่อนจะได้รับสิทธิ์ก่อน ทำให้บุคคลหรือบริษัทต่างชาติที่นำทำนองเพลงไทยเดิมไปอัปโหลดก่อน สามารถอ้างสิทธิ์เหนือผลงานดังกล่าวได้

“ของไทยแท้ๆ กลับถูกบอกว่าเราละเมิดลิขสิทธิ์ นี่คือความไม่ยุติธรรมเหนืออธิปไตยของดนตรีไทย” นายพิสุทธิ์กล่าว พร้อมระบุว่า เมื่อมีผู้รับชมวิดีโอจำนวนมาก รายได้จากโฆษณากลับตกเป็นของผู้ที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ทั้งที่ทำนองเพลงดังกล่าวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

จึงขอให้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมกันหาแนวทางคุ้มครองสิทธิในเพลงไทยเดิม สร้างระบบที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการเผยแพร่ดนตรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ รวมถึงผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทย เพื่อให้รายได้จากคอนเทนต์ของคนไทยหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ

นายพิสุทธิ์ย้ำว่า การคุ้มครองเพลงไทยเดิมไม่ใช่เพียงเรื่องของลิขสิทธิ์ แต่เป็นการรักษาอัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

30 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา18.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลถึงการปรับลดงบประมาณของสำนักงบประมาณ ในส่วนของงบฯจังหวัด และกลุ่มจังหวัดจำนวนหลายหมื่นล้านบาทว่า หลายปีที่ผ่านมาโครงการที่เกิดขึ้นโดยงบฯจังหวัดและกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ90เปอร์เซ็นต์ เป็นงานถนน งานแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น จริงๆแล้วงบฯดังกล่าวไม่ได้ต้องการให้ทำโครงการเหล่านี้ แต่ต้องการให้จังหวัดไปคิดแนวทาง หรือแผนในการพัฒนาจังหวัดให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างมูลค่าเพิ่มให้จังหวัด ยอมรับว่าการใช้งบฯดังกล่าวในการทำถนน หรือแหล่งน้ำขนาดเล็กไม่ตอบโจทย์ เพราะมีหน่วยงานรับผิดชอบเช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท อยู่แล้ว แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีงบฯจำกัด ไม่สามารถดำเนินการได้ตามความต้องการของประชาชนทั้งหมด แต่เขาสามารถจัดลำดับความสำคัญของโครงการได้ว่าแบบไหนเร่งด่วน แบบไหนต้องเร่งรัดดำเนินการ โครงการเร่งด่วนกลับไม่ถูกใส่ไว้ในความสำคัญลำดับต้นๆของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กลับเอาไปซุกไว้ที่งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด

นายภราดร กล่าวต่อว่า รัฐบาลปัจจุบันจึงได้กำหนดเกณฑ์กันใหม่ผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ(กนบ.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวางกติกากันใหม่ว่าต่อไปนี้งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด จะไม่นำไปดำเนินการกับภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ตนมั่นใจว่าถ้าจัดลำดับความสำคัญดีๆตามความเร่งด่วน หรือจะมีความเสียหายต้องได้รับการบำรุงรักษา จะต้องจัดลำดับให้อยู่ต้นๆของหน่วยงานนั้นๆ แทนที่จะนำไปซุกไว้ในงบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่มาอ้างกันว่า ถนน หรือการติดโซล่าร์เซลล์ คือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แล้วไปใช้งบฯแบบผิดวัตถุประสงค์ รัฐบาลนี้ไม่ยอมให้เกิดขึ้น ส่วนที่มีการบอกว่าการตัดลดงบฯจังหวัดไม่ตอบโจทย์การกระจายอำนาจนั้น ตนคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมาเปิดคอร์สสอนหลักสูตรการกระจายอำนาจกันใหม่หรือไม่ งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่คือการกระจายลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) งบฯจังหวัดฯคือการแบ่งอำนาจ อำนาจยังกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ถ้าจะกระจายอำนาจต้องลงไปยังท้องถิ่น ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่น งบฯท้องถิ่นปีนี้ไม่ได้ลดลงเหมือนหน่วยงานอื่น อปท.ได้รับงบฯเพิ่มขึ้น อาจไม่ถึงที่คาดหวังคือ35เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วแน่นอน ยืนยันว่า รัฐบาลนี้จะไม่จัดงบฯลงท้องถิ่นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อปท.ไหนใกล้ชิดหน่วยงานส่วนกลางมากหน่อยก็ได้รับจัดสรรมาก แบบนี้เราไม่ทำ

‘ไอติม’ ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

'ไอติม' ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

‘ไอติม’ ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายอย่างเจาะลึกถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล

นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นภาพรวมว่า ในอดีตเมื่อเรานึกถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เรามักจะนึกถึงการก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ในยุคปัจจุบัน โครงการขนาดใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ “โลกดิจิทัล” ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นหรือตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังคงมีการขออนุมัติงบประมาณต่อเนื่องมาจนถึงปี 2570

เปิดรายละเอียด 4 อภิมหาโครงการดิจิทัลด้านการศึกษา

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน นายพริษฐ์ได้แจกแจงรายละเอียดของโครงการขนาดใหญ่ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 26,262 ล้านบาท ประกอบไปด้วย:

  • โครงการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime): งบประมาณ 17,305 ล้านบาท ครอบคลุมการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และรวมถึงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 500,000 คน
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับเด็กประถมฯ และมัธยมฯ: งบประมาณ 3,159 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับนักศึกษา: งบประมาณ 5,414 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.
  • โครงการระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (Nation of Credit Bank): งบประมาณ 384 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.

เม็ดเงินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทนี้ ถือเป็นงบประมาณที่มหาศาลมาก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่เข้าใจง่าย งบก้อนนี้เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ถึง 10 ตึก หรือเทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของ 5 กระทรวงรวมกัน (กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน)

ปัญหาความล่าช้าและนโยบายที่ยังขาดความชัดเจน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องจำนวนเงินแล้ว นายพริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง “ผลสัมฤทธิ์” ของโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ซึ่งใช้เวลาดำเนินการมานานกว่า 20 เดือน และอยู่ระหว่างการทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องกว่า 20 แห่ง แต่เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงกลับพบว่า ระบบยังมีความไม่สมบูรณ์ คลิปการสอนมีไม่ครบถ้วน และเมื่อเกิดปัญหาขัดข้อง การแจ้งเรื่องไปยังส่วนกลางเพื่อขอความช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างล่าช้า ต้องใช้เวลาแก้ไขนับเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าของงบประมาณที่เสียไป

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาของรัฐบาลยังดูขาดทิศทางที่ชัดเจนและมักจะเปลี่ยนแปลงไปมา เช่น แนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการจำกัดเวลาการอยู่หน้าจอของเด็ก (Screen time) แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายแจกแท็บเล็ต และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน TikTok ในการทำคลิปวิดีโอสั้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความสอดคล้องของนโยบายในภาพรวม

ข้อพิรุธในเงื่อนไขการประมูล (TOR) และเครือข่ายกลุ่มทุน

ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่องของ “ความโปร่งใส” ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในเอกสารเงื่อนไขการประมูล (TOR) ของหลายโครงการ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม ดังนี้

  • การเลี่ยงบาลีในสัญญาจ้าง: โครงการแพลตฟอร์ม NDLP มีการแบ่งงานออกเป็น 2 ระยะ (เฟส) แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในสัญญากลับระบุรูปแบบเป็น “การจ้างที่ปรึกษา” ทั้งที่เนื้องานจริงคือการผลิตสื่อการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่นในเฟสแรก มีการระบุให้จ้างที่ปรึกษาจำนวน 475 คน แต่เมื่อดูรายละเอียดตำแหน่งงาน กลับเป็นตำแหน่งของนักพัฒนาแพลตฟอร์มและผู้ผลิตสื่อ การเขียนเงื่อนไขเช่นนี้อาจเป็นการเลี่ยงกฎระเบียบเพื่อลดโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรมจากบริษัทอื่นๆ
  • เงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย: โครงการของกระทรวง อว. ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย กลับมีการระบุเงื่อนไขใน TOR ว่าผู้ชนะการประมูลจะต้องประชาสัมพันธ์โครงการผ่านจอดิจิทัลใน “ร้านสะดวกซื้อ” และ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวและชวนให้ตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
  • ความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูล: ข้อมูลเชิงลึกพบว่า มี “บริษัท A” เพียงบริษัทเดียวที่สามารถประมูลงานชนะไปได้ถึง 5 โครงการ จากทั้งหมด 10 โครงการ บริษัทนี้แม้จะตั้งมานาน แต่เพิ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนแบบก้าวกระโดดถึง 25 เท่า และมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เมกะโปรเจกต์เหล่านี้เริ่มต้นขึ้นพอดี
  • มหกรรมรวมญาติกลุ่มทุน: จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท พบว่าบริษัท A มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารเดียวกับบริษัท J และมีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทที่เชื่อมโยงไขว้กันไปมากับบริษัทอื่นๆ อีกอย่างน้อย 5 บริษัทในลักษณะ “เครือข่าย” เดียวกัน ทำให้บริษัทกลุ่มนี้สามารถกวาดต้อนโครงการเมกะโปรเจกต์ไปได้เกือบทั้งหมด

ข้อเสนอแนะ ทวงคืนความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายพริษฐ์ได้เปรียบเปรยอภิมหาโครงการครั้งนี้ว่า ไม่ต่างอะไรกับ “มหกรรมรวมญาติพลัส” ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางธุรกิจ (ไม่ใช่ทางสายเลือด) มาร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้ว โครงการหลักหมื่นล้านนี้ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับการศึกษาของลูกหลานประชาชน หรือทำขึ้นเพื่อสร้างกำไรให้กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มกันแน่?

ในตอนท้าย นายพริษฐ์ได้ยกตัวอย่างโครงการ Skill Future ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ประสบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทยที่มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ในอันดับที่ 100 กว่าของโลก รัฐบาลจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ท่านปัจจุบัน จะเป็นรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง และได้มีการสั่งทบทวน TOR บางส่วนไปบ้างแล้ว แต่นายพริษฐ์เน้นย้ำว่า “แค่นั้นยังไม่เพียงพอ”

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

  1. ตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้น ต้องเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างละเอียด
  2. ติดตามอย่างใกล้ชิดและกล้าหาญ รัฐมนตรีต้องกล้าตรวจสอบแม้จะเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลไปสู่กระเป๋าของคนรวยเพียงไม่กี่คน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ” โดยระบุว่าข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยในสภาวันนี้ ถือเป็น “กลุ่มควัน” ที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะเลือกเดินเข้าไปตรวจสอบและดับไฟกองนี้ หรือจะปล่อยให้ไฟแห่งการทุจริตลุกลามจนเผาผลาญเงินภาษีของประชาชนจนหมดสิ้น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.18 น.

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พ.ต.อ. ธนพงษ์ ทับกล่ำ ผกก.6 บก.ปปป. พ.ต.อ. สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก. 2 บก.ปอท. รรท. นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแถลงข่าวกรณีบุกจับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่เรียกรับเงินบรรจุข้าราชการท้องถิ่น พบใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อื้อ ณ อาคารประชาอารักษ์ ชั้น 2 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2563 กลุ่มผู้กล่าวหาซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ประจำอำเภอสุไหงปาดี ได้รู้จักกับนายรุ่งเรือง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอในขณะนั้น ต่อมาเมื่อกลุ่มผู้กล่าวหาต้องการความก้าวหน้าในอาชีพและเตรียมสมัครสอบแข่งขันเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 จึงได้เข้าพบนายรุ่งเรืองฯ ที่บ้านพักในจังหวัดสงขลา เพื่อขอคำปรึกษา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ในครั้งนั้น ผู้ต้องหาได้แอบอ้างว่ามีสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ภายในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุได้ แต่มีค่าใช้จ่ายรายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 900,000 บาท สำหรับผู้กล่าวหาทั้ง 3 ราย ซึ่งต่อมากลุ่มผู้กล่าวหาได้หลงเชื่อ นำเงินสดจำนวนดังกล่าวใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล ไปส่งมอบให้กับ “นายป๋อง” ลูกน้องคนสนิทของผู้ต้องหา ณ บริเวณริมถนนในพื้นที่ตำบลสุไหงปาดี หลังจากมีการประกาศผลสอบข้อเขียนอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าไม่มีชื่อของกลุ่มผู้กล่าวหา เมื่อทวงถามไปยังผู้ต้องหา กลับได้รับคำตอบว่า “ให้รอสอบครั้งหน้า” พร้อมรับปากว่าจะคืนเงินให้ทั้งหมด

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้กล่าวหา แจ้งว่าจะโอนเงินคืนให้จำนวน 1,000,000 บาท (เกินจากยอดจริง 100,000 บาท) และสั่งให้ผู้กล่าวหาโอนเงินส่วนต่าง 100,000 บาท กลับคืนไปให้ ซึ่งผู้กล่าวหาได้ดำเนินการตามที่สั่ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลุ่มผู้กล่าวหาทราบข่าวว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้เสียหายรายอื่นในลักษณะเดียวกัน โดยพบว่าเงิน 1,000,000 บาท ที่ตนได้รับคืนมานั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งมีการเรียกรับสินบนจากผู้เสียหายรายอื่นมาหมุนเวียนประกอบกับเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและไม่ต้องการให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด จึงได้ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ในวันเดียวกัน บก.ปปป. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับ ป.ป.ท., ป.ป.ช., DSI และกรมการปกครอง เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

เมื่อเวลา​ 17.00 น.​ วันที่ 30 มิ.ย. ที่รัฐสภา​ นายพลพี​ร์​ สุวรรณ​ฉวี​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค​ (กฟภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอโครงการที่จะใช้งบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)​ กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า เราจะมีการทำศูนย์บริการเบ็ดเสร็จให้กับประชาชนที่สนใจติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย​ โดยจะมีการสนับสนุนประชาชนที่ต้องการติดโซล่าเซลล์ขนาดพื้นที่ใดก็ได้ ตั้งแต่ 5-10 กิโลวัตต์​  โดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าว​ วงเงิน 10,000 บาท หรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นการช่วยค่าดาวน์ และหากประชาชนไม่มีกำลังจ่ายเงินส่วนเกินเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยคนละครึ่ง​ เพื่อเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือ 

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้สามารถแจ้งเข้าร่วมได้จนถึงเดือน เม.ย.70 แบบตั้งเป้าไว้ที่ 4 แสนหลังคาเรือน วงเงินประมาณ​ 4,000 ล้านบาท ที่จะเข้าร่วมโครงการติดโซลาร์รูฟท็อป เพื่อประหยัดพลังงาน

เมื่อถามถึง คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ นายพลพีร์​ กล่าวว่า จะดูจากประวัติในการชำระค่าไฟที่อยู่อาศัย​ ตั้งแต่ 3 เดือน-1 ปี หากมีวินัยในการชำระค่าไฟ ก็จะมีการอนุมัติเงินกู้​ และทาง ​กฟน.และ กฟภ.​จะสำรวจติดตั้ง​ ซึ่งเงื่อนไขหากต้องการขายไฟคืนให้กับรัฐจะมีการพิจารณากรอบ 30 วัน แต่หากไม่ขายไฟคืนจะใช้ระยะเวลาพิจารณา 7 วัน พร้อมยืนยันว่า โครงการช่วยดาวน์มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน และเปลี่ยนผ่านการผลิตพลังงานให้กับประเทศ