สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

5 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ปมร้อน หลัง “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ในฝีมือการทำงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอกโควตาพรรคอนุทิน (ภูมิใจไทย) ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ระบุว่า “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม่ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
เนื้อหายาว แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คุณจะพลาด และคล้อยตามโพลที่สะท้อนเสียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ฟังเหมือนเป็นเสียงคนทั้งประเทศ

ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เห็นกันอยู่นี้ ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการเมือง” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวของตัวบุคคลหรือตัวเทคโนแครต
จุดยืนของผม ในการจะเขียนบทวิเคราะห์หรือทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายความจริงที่ซับซ้อนแบบนี้ให้คนทั่วไปเข้าใจและแยกแยะได้ โดยไม่ถูกโจมตีกลับว่าสื่อกำลัง “แก้ตัวแทนรัฐบาล” เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีคติและมีสติปัญญาพอสมควรก็จะเห็นจุดประสงค์และจุดยืนของผม

นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น
แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า
หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก
วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก
การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน
ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา
ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย
เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ
ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง
• อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building)
ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI
ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว
• ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ
ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน
• ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง
ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน
ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง
คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง
ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”
หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้
1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ
ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน
2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง
นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก
กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้
กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่
4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

สรุปภาพรวม
คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก
คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน”

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ศรชล.โต้เพจดังแพร่ข้อมูลคาดเคลื่อน แจงเป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันนับร้อยลอยลำ

5 เมษายน 2569 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ภาพสัญลักษณ์ในระบบติดตามเรือทางทะเล ตีความว่า “เป็นเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากลอยลำรวมกันในพื้นที่เดียวกัน” นั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงว่า การเผยแพร่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยข้อเท็จจริงภาพดังกล่าวเป็นการแสดงผลจากระบบ AIS (Automatic Identification System) หรือ UAIS (Universal Automatic Identification System) ในการแสดงตนอัตโนมัติของเรือและวัตถุทางทะเล ใช้เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ International Maritime Organization (IMO)

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลในระบบอย่างละเอียดจากภาพจุดที่ได้อ้างนั้น เป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล และเรือที่ปรากฏในบริเวณเป็นเรือที่ได้รับอนุญาตเฉพาะในการปฏิบัติการขนส่งวัตถุดิบจากกระบวนการผลิต (Fossil Resources) เท่านั้น มิใช่สถานีเติมน้ำมันหรือก๊าซเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการวาบไฟ จึงมีข้อกำหนดเข้มงวดควบคุมเรือที่เข้า-ออก โดยอนุญาตเฉพาะเรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเท่านั้น ทั้งนี้ ศรชล.ขอความร่วมมือประชาชน รู้เท่าทันข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนการเชื่อหรือเผยแพร่

– 006

สวยสะกดโลก !! ‘โอปอล สุชาตา’ มิสเวิลด์ 2025 แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์รากษสเทวี

สวยสะกดโลก !! ‘โอปอล สุชาตา’ มิสเวิลด์ 2025 แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์รากษสเทวี

สวยสะกดโลก !! ‘โอปอล สุชาตา’ มิสเวิลด์ 2025 แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์รากษสเทวี

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครั้งแรก! เผยความวิจิตรชุดไทยจักรพรรดิ์ ผลงานการออกแบบโดย ดร.สรรค์ สุดเกตุ แห่ง Vanus Couture พร้อม “มงกุฎ Miss World สีฟ้า” (The Bule Crown) โมเมนต์ประวัติศาสตร์ที่แฟนนางงามทั้งประเทศรอคอย

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ จับมือพันธมิตร ฉลองสงกรานต์มหาบันเทิงสุดยิ่งใหญ่ ในงาน “THAILAND’S SONGKRAN FESTIVAL 2026” สร้างปรากฏการณ์โมเมนต์ประวัติศาสตร์ กับการปรากฏกายของ “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” Miss World 2025 ในลุค “นางรากษสเทวี นางสงกรานต์ 2569” พร้อม “มงกุฎฟ้า” (The Blue Crown) ที่สวมคู่กับชุดไทยอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ณ เซ็นทรัลเวิลด์ แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทการเป็น Global Festival Destination และเป็นแพลตฟอร์มสำคัญขับเคลื่อนความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ

ความวิจิตรของชุดนางสงกรานต์ในปีนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ชุดไทยจักรพรรดิ” หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม นำมาตีความใหม่อย่างประณีตในมิติร่วมสมัย สะท้อนอัตลักษณ์งดงามเหนือกาลเวลา ตัวชุดรังสรรค์จาก “ผ้าไหมยกใหญ่ลำพูน” มรดกหัตถศิลป์ชั้นสูงของไทย ผสานสไบผ้าไหมปักลวดลายละเอียดด้วยเทคนิคขั้นสูง เสริมมิติด้วยสไบอัดกลีบในเฉดเดียวกับมงกุฎ เกิดเป็นความกลมกลืนระหว่างเครื่องแต่งกายและศิราภรณ์อย่างวิจิตรบรรจง ถ่ายทอดความสง่างามในระดับ Haute Couture ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลงานการออกแบบโดย ดร.สรรค์ สุดเกตุ แห่ง Vanus Couture ผู้เชี่ยวชาญในการยกระดับ “ชุดไทย” สู่เวทีแฟชั่นโลก ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความรุ่งเรือง และจิตวิญญาณแบบไทย พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล แทนพลังอำนาจและความแข็งแกร่ง พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู สื่อถึงปัญญาและความแม่นยำ สะท้อนสมดุลระหว่างความอ่อนช้อยและพลังภายในได้อย่างงดงาม

‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

SOURI (ซูรี) แบรนด์ขนมหวานฝรั่งเศสร่วมสมัยที่ผสานรสชาติและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน สร้างความตื่นเต้นให้วงการขนมหวานอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเมนูใหม่สุดครีเอทีฟ ต้อนรับช่วงเวลาแห่งความสนุกของ April Fools’ Day กับ “Hamburger Fatcaron” ที่เปลี่ยนโฉมขนมยอดนิยมให้แปลกใหม่ ท้าทายประสาทสัมผัสและการรับรู้ด้วยรูปลักษณ์หลอกตา ชวนให้สงสัยว่า นี่เป็นเบอร์เกอร์หรือแฟตการองกันแน่

ครั้งนี้ SOURI ท้าทายทุกความคุ้นเคยของแฟนขนมหวาน ด้วยการตีความแฟตการองในมิติที่คาดไม่ถึง เปลี่ยนเมนูของหวานสุดไอคอนิกให้กลายเป็นศิลปะการลวงตาที่ทั้งน่ารักและน่ากิน ด้วยดีไซน์ที่ถอดรายละเอียดของแฮมเบอร์เกอร์มาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ส่วนของขนมปังด้านบนที่ให้สัมผัสนุ่มละมุน ไปจนถึงเลเยอร์ไส้ที่จัดวางอย่างมีมิติ เรียกได้ว่าทุกองค์ประกอบถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้หลอกตาด้วยรูปลักษณ์ และดึงดูดใจด้วยรสชาติ เพื่อยกระดับประสบการณ์ขนมหวานให้กลายเป็นโมเมนต์ที่ทั้งสนุกและน่าจดจำ

ภายใต้ภาพลวงตาที่ชวนให้นึกถึงเมนูฟาสต์ฟู้ด “Hamburger Fatcaron” ซ่อนรสชาติที่จริงจังและซับซ้อนไว้ภายใน เริ่มจากเนื้อแฟตการองที่นุ่มเบาละลายในปาก ตามด้วยรสเข้มลึกของช็อกโกแลตชั้นเลิศที่ให้เนื้อสัมผัสชัดเจน ก่อนบาลานซ์ด้วยความเปรี้ยวสดชื่นของสตรอว์เบอร์รี่ แล้วเพิ่มความละมุนด้วยเลเยอร์ครีมมี่เนียนนุ่มที่เชื่อมทุกส่วนผสมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นการไล่ระดับของรสสัมผัสที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกคำที่ลิ้มรสมอบประสบการณ์พิเศษมากกว่าแค่ความอร่อย

“Hamburger Fatcaron” ไม่ใช่เพียงเมนูพิเศษ แต่เป็นการผลักขอบเขตของขนมหนึ่งชิ้นให้ก้าวข้ามความเป็นไปได้เดิม ๆ ด้วยการผสานระหว่างศิลปะ ภาพลวงตา และรสชาติได้อย่างมีชั้นเชิง สะท้อนถึง DNA ของแบรนด์ SOURI ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยความเชื่อว่าความสร้างสรรค์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิม

บอกเลยว่า April Fools’ Day ปีนี้ SOURI ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่ตั้งใจที่จะหลอกตาไม่หลอกใจ เพื่อนิยามความหมายใหม่ของคำว่า “Dessert Experience” ให้เหนือกว่าทุกความคาดหมายที่เคยมีมา อย่าพลาดไปเซอร์ไพรส์กับ “Hamburger Fatcaron” ที่ SOURI ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2569 ไม่แน่ว่าเรื่องล้อเล่นหลอกๆ ครั้งนี้ อาจทำให้คุณค้นพบรสชาติที่โดนใจที่สุดก็เป็นได้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IG: souri.bkk และ Facebook: SOURI

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในปัจจุบัน การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนนำไปสู่ค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในประเทศออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการยกระดับการตรวจสอบสื่อดิจิทัลในไทย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิตามินบี 6 อยู่มาก ซึ่งหากปราศจากความเข้าใจเรื่องปริมาณที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพอาจกลายเป็นการทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย วิตามินบี 6 ก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง ไม่ใช่เพราะการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องของ “ปริมาณ” ที่ได้รับ ซึ่งการอัพเดทกฎระเบียบล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ถือเป็นสัญญาณของการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าปริมาณแค่ไหนที่อาจมากเกินความจำเป็น

วิตามินบี 6 คืออะไร และจำเป็นอย่างไร?

วิตามินบี 6 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิตามินบีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาท การเผาผลาญพลังงาน และการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แม้ว่าเราจะสามารถพบวิตามินชนิดนี้ได้ทั่วไปในอาหารประจำวัน แต่ข้อมูลจากทั่วโลกกลับระบุว่าผู้คนจำนวนมากยังคงได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ผู้คนนับล้านตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 6 ซึ่งมักแสดงอาการในรูปแบบของความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงปัญหาทางระบบประสาท เช่น อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายมือปลายเท้า และความเจ็บปวดจากการอักเสบของเส้นประสาท

ประโยชน์ของการเสริมวิตามินบี 6 นอกเหนือจากมื้ออาหาร

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินบี 6 ประมาณ 1.3 – 2.0 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งร่างกายมักจะได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล โดยแหล่งวิตามินที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา (เช่น ทูน่าและแมคเคอเรล) ไข่ มันฝรั่ง กล้วย ถั่วลูกไก่ และรำข้าว สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถั่วเหลือง เต้าหู้ และเมล็ดงา ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญ ในขณะที่เอเชียใต้จะเน้นการได้รับจากถั่วเลนทิลและธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอสำหรับบางกลุ่มคน โดยเฉพาะในช่วงวัยหรือสถานการณ์ที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารสูงขึ้น ซึ่งกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังบางประการ รวมถึงผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

เมื่อสารอาหารจากมื้ออาหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยเติมเต็มความต้องการในแต่ละวัน หากใช้อย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 จะช่วยรักษาระดับพลังงานของร่างกาย สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีโดยรวม

ความกังวลเกี่ยวกับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

จากรายงานล่าสุดที่เน้นย้ำถึงมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ในบางประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเข้าใจผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องปริมาณการใช้งาน และความปลอดภัยของวิตามินบี 6

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ วิตามินบี 6 เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และภาวะทางสุขภาพที่หลากหลายอาจมีความเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินบี 6 ที่ไม่เพียงพอ ด้วยจำนวนผู้คนนับล้านที่ยังไม่ได้รับวิตามินบี 6 เพียงพอตามความต้องการพื้นฐาน ประกอบกับความชุกของภาวะขาดวิตามินบี 6 ในกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะติดสุรา) การสนับสนุนให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษาด้วยวิตามินบี 6 อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการใช้วิตามินอย่างปลอดภัยคือ “ความสมดุล” เพราะในตอนนี้ภูมิภาคของเรามีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนจากการบริโภคตามกระแส ไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์โดยมี “คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องนำทาง

คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

เพื่อผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คณะผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาชีพจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมประชุมเพื่อประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 อย่างปลอดภัย ด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์ทางคลินิกอันยาวนาน พวกเขาได้จัดทำ ‘แนวทางปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ’ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของปริมาณยา ระยะเวลาที่เหมาะสม และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงประโยชน์ในการรักษาของวิตามินบี 6 เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินและการได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้และผู้ป่วยที่ได้รับวิตามินบี 6

อ่านฉลากทุกครั้ง และปฏิบัติตามปริมาณที่แนะนำอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการทานวิตามินบีหลายชนิดซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกัน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากไม่มั่นใจเรื่องขนาดการใช้ หรือต้องการทานต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งหยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกซ่าเหมือนเข็มจิ้ม หรือมีอาการชาตามร่างกาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร

หากใช้อย่างเหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 สามารถมอบประโยชน์ทางคลินิกที่ชัดเจน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเสริมวิตามินอย่างมีความรับผิดชอบบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยและผู้บริโภคที่มีความจำเป็น ดังนี้ 1.ประเมินปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โรคประจำตัว และปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น

2.กำหนดระยะเวลาการใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูง โดยคนปกติทั่วไปไม่ควรได้รับวิตามินบี 6 เกินขีดจำกัดความปลอดภัยที่ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่การใช้เพื่อการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์สามารถเพิ่มสูงได้ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ต้องมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ 3.สนับสนุนให้ผู้ป่วยสังเกตอาการด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูงในระยะสั้น 4.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส โดยให้ข้อมูลทั้งในด้านคุณประโยชน์ทางคลินิกและควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

5.ตรวจพบไว แก้ไขได้เร็ว การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและติดตามผลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่หายไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการปรับปริมาณการใช้หรือหยุดวิตามินเสริม

ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุข เภสัชกร และผู้บริโภค สำหรับวิตามินบี 6 มาตรการต่างๆ เช่น การแสดงฉลากที่ชัดเจน การเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการชี้นำการใช้งานอย่างปลอดภัย ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด และป้องกันอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้วิตามินบี 6 อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์และได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย

บทความโดย ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว ‘คาเฟ่สวนสนลอย’ และตลาดนัดชุมชนริมทะเล

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว ‘คาเฟ่สวนสนลอย’ และตลาดนัดชุมชนริมทะเล

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว ‘คาเฟ่สวนสนลอย’ และตลาดนัดชุมชนริมทะเล

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว  “คาเฟ่สวนสนลอย” (Suan Son Loi Cafe) พื้นที่พักผ่อนสีเขียวริมทะเลแห่งใหม่  ออกแบบภายใต้แนวคิด Sustainable Experience Destination  ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไทรยักษ์อายุกว่า 80 ปี พร้อมเปิด “ตลาดสวนสวนลอย” ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ตลาดนัดชุมชนจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก อาหารและขนมพื้นบ้าน งานหัตถกรรมท้องถิ่น  ตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการเชื่อมโยงการเติบโตร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

คาเฟ่สวนสนลอย โดย เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามระหว่างอำเภอชะอำและหัวหิน ในบรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มรื่น และโอบล้อมด้วยสายลมทะเลอันเย็นสบาย พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน ที่มุ่งเชื่อมโยงธรรมชาติ วิถีชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน  เป็นคาเฟ่เปิดโล่งในบรรยากาศแบบสวนป่า ร่มรื่นด้วยต้นไทรยักษ์อายุกว่า 80 ปี เชื่อมต่อกับชายหาดอันเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของโรงแรม

ขณะที่เมนูเครื่องดื่มและอาหารของคาเฟ่ รังสรรค์จากเมล็ดกาแฟและวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพ เมนูเด่นคือ กาแฟ Specialty จากชุมชนบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน พร้อมนำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของการพักผ่อนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย พร้อมส่งต่อคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้  รีสอร์ทยังจัดกิจกรรม “ตลาดสวนสนลอย” บนพื้นที่ 1 ไร่ เป็นประจำทุกวันเสาร์ที่สองของเดือน เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและช่างฝีมือท้องถิ่นได้นำเสนอสินค้าและภูมิปัญญาด้วยตนเอง โดยมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บร้านค้าละ 50 บาท  ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่ยังเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเพชรบุรีอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านเส้นทางแนะนำร้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และสนับสนุนการเติบโต ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

อัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน  กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าคาเฟ่และตลาดทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดด้านความยั่งยืนของเครือเซ็นทารา     ทั้งคาเฟ่และ ตลาดริมทะเลแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งจับจ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มการเข้าพักของแขกโรงแรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้มาเยือนสามารถกินอาหารท้องถิ่น ฟังดนตรีสด และนั่งพักผ่อนในบรรยากาศแคมปิ้งริมชายหาด ซึ่งแตกต่างจากการรับประทานอาหารภายในโรงแรมแบบเดิมๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตจริงๆ ของท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ที่เดินทางมาพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ให้แวะเวียนเข้ามาด้วย

“การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ แต่ยังทำหน้าที่โชว์เคสที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวไปสู่การท่องเที่ยวโดยรอบ ผ่านกิจกรรมอย่างการปั่นจักรยานที่โรงแรมจัดไว้ให้ฟรี เพื่อสำรวจเส้นทาง 3 หมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยชายหาด ร้านอาหาร และร้านค้าท้องถิ่น  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากทั้งแขกที่เข้าพัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียงกับรีสอร์ท” อัษฎางค์ กล่าว

ทั้งนี้ เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs ระดับ 5 ดาว พร้อมขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ Bike for Good, Please Reuse Me และ My Green Day นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงระบบประหยัดพลังงานภายในพื้นที่รีสอร์ท เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลระหว่างการให้บริการ การดูแลทรัพยากร และการเติบโตในระยะยาว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน หรือสำรองห้องพักได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/centara-life/th/cch

‘divana Perfumery & Café’ สัมผัสกลิ่นหอม ศิลปะ และพลังสร้างสรรค์ด้วยสองมือ

‘divana Perfumery & Café’ สัมผัสกลิ่นหอม ศิลปะ และพลังสร้างสรรค์ด้วยสองมือ

‘divana Perfumery & Café’ สัมผัสกลิ่นหอม ศิลปะ และพลังสร้างสรรค์ด้วยสองมือ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภายใต้แนวคิด “In Her Hands” divana แบรนด์ลักชัวรีสปา น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เครื่องหอมระดับพรีเมียมของไทย โดยสองหนุ่มผู้บริหาร พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ และ ธเนศ จิระเสวกดิลก เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ “divana Perfumery & Café” ณ centralwOrld ชั้น 1 อย่างเป็นทางการ นำเสนอพื้นที่ที่ถ่ายทอดพลังของความคิดสร้างสรรค์ การเยียวยา และความละเอียดอ่อน ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยง “กลิ่น ศิลปะ และสุนทรียภาพของการใช้ชีวิต” เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

แฟลกชิปสโตร์แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่รีเทล แต่เป็น Destination แห่งความรู้สึก ที่สะท้อนตัวตนของ divana ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ผสานความเรียบง่ายกับความอบอุ่นของวัสดุธรรมชาติ โดยเน้นการสร้างประสบการณ์แบบ Sensory-driven ให้ผู้มาเยือนค่อยๆ  ซึมซับบรรยากาศผ่านแสง เงา และจังหวะของพื้นที่ที่ถูกออกแบบอย่างมีชั้นเชิง

พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร divana กล่าวว่า “เราตั้งใจเพิ่มมิติของประสบการณ์ด้วย Immersive Wall Installation ที่นำเสนอภาพเคลื่อนไหวบนผนัง เสมือนโลกอีกใบที่โอบล้อมผู้มาเยือนให้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศของ divana อย่างเต็มรูปแบบ พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่เป็นจุดหมายของการพักผ่อน ที่เชื่อมโยงกลิ่น สุนทรียภาพ และความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง”

3 โซนหลักหลอมรวมศิลปะ กลิ่น และการใช้ชีวิต

Retail Boutique นำเสนอผลิตภัณฑ์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ divana ไม่ว่าจะเป็น Oil Perfume, Room Fragrance และ Massage Oil แต่ละคอลเลกชันได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ทั้งในด้านเนื้อสัมผัสและโครงสร้างกลิ่นที่นุ่มลึก ซับซ้อน และจดจำได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการใช้งาน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของ Ritual ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วยสร้างช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายและความทรงจำที่อบอุ่น

Atelier โซนเวิร์กชอปที่นำเสนอ Scent Station อันเป็นเอกลักษณ์ของ divana เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมออกแบบกลิ่นในแบบของตัวเอง ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เช่น Perfume Oil, Roller, Inhaler และ Sachet พร้อมการเลือก ผสม และตกแต่ง รวมถึงการ Personalize ลงบนผลิตภัณฑ์ เช่น Charm ห้อย Hand Cream เพื่อให้กลายเป็นของใช้หรือของขวัญที่มีความหมายเฉพาะตัว นอกจากนี้ divana ยังมีบริการเวิร์กชอปแบบ Customize ให้กับองค์กรชั้นนำที่ต้องการรูปแบบกิจกรรม Wellness Community

Café พื้นที่แห่งการหยุดพักอย่างมีรสนิยม ที่นำเสนอประสบการณ์การดื่มและการรับประทานอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ไฮไลต์คือ Afternoon Tea Set ที่รวบรวมขนมและของว่างไว้อย่างงดงาม สร้างบรรยากาศของความผ่อนคลาย พร้อมเชื่อมโยงรสชาติและสุนทรียภาพเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด กล่าวเสริมว่า “ในโอกาสเดียวกันนี้ divana ยังได้เปิดตัวผลงานศิลปะจาก นริศรา เพียรวิมังสา ในคอลเลกชัน ‘Silent Lava’ ซึ่งสะท้อนแนวคิด ‘In Her Hands’ ผ่านงานปักร่วมสมัย โดยมอง ‘มือ’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความคิดและความรู้สึก”

กระบวนการสร้างสรรค์ คอลเลกชัน “ Silent Lava” เริ่มจากโครงร่างเบาบาง ก่อนจะค่อยๆ คลี่คลายไปตามจังหวะของการลงมือทำ สำหรับศิลปิน การปักผ้าเปรียบเสมือนการเยียวยาและการซ่อมแซม เป็นทั้งการกอบกู้สิ่งที่เปราะบาง และช่วงเวลาแห่งสมาธิที่เชื่อมโยงภายใน ขณะเดียวกันยังสะท้อนเสียงของผู้หญิงในฐานะพลังเล็ก ๆ ที่เคยถูกมองข้าม ผ่านเข็มและเส้นด้ายที่บันทึกความรู้สึกอย่างลึกซึ้งและเป็นมนุษย์ แนวคิด “In Her Hands” จึงขยายไปสู่การสร้างสรรค์ที่ไม่จำกัดขอบเขต จากรายละเอียดเล็กๆ สู่ผลงานขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลัง และซ่อนความขบถไว้อย่างแยบยลภายใต้ความงดงามแบบจารีต

การจัดวางผลงานศิลปะภายในพื้นที่ของ divana Perfumery & Café เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่าง “กลิ่น” และ “ศิลปะ” ที่เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านทั้งประสาทสัมผัสและความรู้สึกภายในอย่างลึกซึ้ง

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ divana ในการขยายจากแบรนด์ลัคชัวรีสปา น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เครื่องหอม สู่การเป็น Lifestyle Destination ที่หลอมรวมศิลปะ กลิ่น และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเปอร์เซีย มีสองพี่น้องชาวอาหรับชื่อ คาซิม และ อาลีบาบา ทั้งคู่มีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน คาซิมผู้พี่แต่งงานกับเศรษฐินีใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ส่วนอาลีบาบาผู้น้องมีชีวิตสมถะ ยึดอาชีพตัดฟืนขายด้วยความขยันและซื่อสัตย์

                วันหนึ่งขณะที่อาลีบาบากำลังตัดฟืนอยู่ในป่า เขาเห็นกลุ่มโจร 40 คนควบม้ามาหยุดหน้าหน้าผาใหญ่ หัวหน้าโจรตะโกนรหัสลับว่า “เปิดออกเถิด…เซซามี!” ทันใดนั้นประตูหินก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทรัพย์สมบัติมหาศาล

                เมื่อพวกโจรจากไป อาลีบาบาจึงลองพูดตามอย่าง เมื่อประตูเปิดออก เขาตกตะลึงกับทองคำกองพะเนิน แต่ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์และรู้จักพอ เขาเลือกหยิบทองกลับไปเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเพื่อประทังชีวิตและเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น

                เมื่อคาซิมรู้เรื่องเข้า ความโลภก็ครอบงำจิตใจ อยากได้ทองคำบ้าง  เขารีบเดินทางไปยังถ้ำพร้อมกับม้าหลายสิบตัวเพื่อขนสมบัติทั้งหมดมาเป็นของตนคนเดียว เมื่อเข้าไปในถ้ำ โดยรหัสลับ เซซามี แต่คาซิมมัวตื่นเต้นกับความร่ำรวยจนลืมรหัสเปิดประตูขากลับ เขาจึงถูกขังอยู่ในถ้ำ จนพวกโจรจับได้และต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้าเพราะความโลภที่ไม่สิ้นสุด

                คาซิม ไม่ได้พลอยยินดีกับความร่ำรวยของอาลีบาบา (ไม่มีปัตตานุโมทนามัย ตามบุญกิริยา 10 ประการ) แต่กลับมีความริษยา และอยากได้สมบัติในถ้ำมาเป็นของตนเองคนเดียว ผลของการคิดร้ายของคาซิม ทำให้เขาถูกขังอยู่ในถ้ำออกมามาไม่ได้

                พวกโจร โกรธแค้นที่มีคนอื่นล่วงรู้ความลับ จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายน้ำมันพืชโอลีฟมาขอพักที่บ้านอาลีบาบา โดยจัดให้พวกโจร 39 คนแอบซ่อนตัวอยู่ในถัง 40 ถังโดยมีน้ำมันพืชจริงเพียงถังเดียว ส่วนหัวหน้าโจรปลอมตัวเป็นหัวหน้าพ่อค้าขายน้ำมันพืช รอจังหวะสังหารอาลีบาบาในตอนกลางคืน 

                แต่ ทาสหญิงของอาลีบาบา ผู้ซื่อสัตย์และฉลาดหลักแหลมสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอพบว่าในถังไม่ใช่น้ำมันพืชแต่เป็นพวกโจร!

                ด้วยความกตัญญูต่ออาลีบาบา ที่ดูแลเธออย่างดีเสมอมา เธอจึงจัดการกำจัดพวกโจร 39 คนที่ซ่อนตัวอยู่ โดยนำน้ำมันพืชที่มีอยู่ถังเดียวไปต้มจนเดือด แล้วเทน้ำมันร้อนๆลงในถัง ที่มีโจรซ่อนตัวอยู่ และใช้มีดสั้นสังหารหัวหน้าโจรที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำได้สำเร็จ

                อาลีบาบาซาบซึ้งในความซื่อสัตย์และความภักดีของทาสหญิง จึงมอบอิสระให้เธอพ้นความเป็นทาสและรับเธอมาแต่งงานกับลูกชาย  อาลีบาบาและลูกหลานใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขสืบไป โดยที่เขาไม่เคยลืมตัวและยังคงรักษาความซื่อสัตย์สุจริตไว้เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความโลภมักนำพาภัยมาสู่ตัว แต่ความซื่อสัตย์และความกตัญญูจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราพ้นจากอันตรายและพบกับความสุข

                เรียบเรียงจากนิทาน อาหรับราตรี เรื่องอาลีบาบาและโจร 40 คน Ali Baba and the 40 Thieves  ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์นำมาทำเป็นภาพยนตร์การตูนเมื่อ พ.ศ. 2539

อาทร  จันทวิมล

กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิถีรักษ์โลกไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากจนต้องหมดสนุกเสมอไป ยุคนี้เราสามารถใช้ชีวิตแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมร่วมกับการเฉลิมฉลองให้สนุกสนานตามเทศกาลได้อย่างลงตัวและม่วนจอย กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ)  ในฐานะสถาบันการเงินที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน ขอชวนคนไทยมาร่วมฉลองปีใหม่ไทยแบบล้ำๆ กับการ “สาดน้ำดิจิทัล” เปลี่ยนรูปแบบการเล่นน้ำแบบเดิม ๆ สู่การสาดความสุขถึงกันผ่านหน้าจอ ให้ทุกคนได้เปียกทิพย์แบบฉ่ำใจ แถมยังดีต่อโลกไปพร้อมกัน

พบกับแคมเปญ “สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน” ที่กรุงศรีตั้งใจพลิกโฉมสงกรานต์ปีนี้ให้สนุกกว่าเดิม ชวนทุกคนร่วมลดการใช้น้ำ ประหยัดทรัพยากร และบอกลาปัญหาการเดินทาง แล้วหันมาเปิดประสบการณ์ความสนุกผ่าน Krungsri Songkran AR Filter บนแอปพลิเคชัน TikTok งานนี้เนรมิตพื้นที่ให้ฉลองได้ทุกที่ทุกเวลาแบบไม่ต้องง้อน้ำจริง! เพียงแค่หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา ลุ้นรับคำอวยพรและคาแรกเตอร์สุดกวนของ “น้องกล้วยกรุงศรี” แบบสุ่มในแต่ละครั้ง พร้อมโอกาสพบตัว Secret แบบเซอร์ไพรส์ ก่อนโพสท่าถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อบันทึกโมเมนต์สุดพิเศษแล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดียได้ทันที

แคมเปญนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสนุก แต่ยังให้ทุกการ “สาด” ในปีนี้มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น สะท้อนเป้าหมายของกรุงศรี
ที่อยากผลักดันสังคมสู่ความยั่งยืนตามแนวคิด “GO Sustainable with krungsri” ให้ “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” (Make Life Simple) ให้การร่วมสนุกกับเทศกาลสงกรานต์เป็นเรื่องง่าย สนุก และเต็มเปี่ยมไปด้วย
ความรับผิดชอบต่อโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ครีเอทคอนเทนต์ในสไตล์ของตัวเองเพื่อส่งต่อเทรนด์ดี ๆ ออกไปในวงกว้าง ร่วมสาดน้ำแบบดิจิทัลได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง17 เมษายนนี้

ความสนุกยังไม่หมดแค่นี้ เพราะกรุงศรีเตรียมเสิร์ฟความปังสู่นอกจอ ด้วยการปล่อยขบวน กองทัพน้องกล้วยกรุงศรี ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์รักษ์โลกด้วยการเคลื่อนขบวนด้วยพลังงานสะอาด เตรียมบุกแลนด์มาร์กสุดฮิตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อมอบความสุขผ่านเสียงดนตรี โชว์สเต็ปแดนซ์ในตำนานของน้องกล้วย และชวนทุกคนมาร่วมเล่น Krungsri Songkran AR Filter และรับของที่ระลึกที่ สยามสแควร์, ถนนพระรามที่ 1, ถนนพญาไท, ถนนอังรีดูนังต์, True Digital Park, ถนนทรงวาด, ท่าเตียน, วัดอรุณราชวราราม, สะพานพระพุทธยอดฟ้าในวันที่ 10 เมษายน นี้

สงกรานต์ปีนี้ มาเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยความสดใส ม่วนจอย และใจดีกับโลกกันเถอะ!

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก‘ เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก‘ เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก‘ เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญ กับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับผ้าไทยและออกแบบแฟชั่น โดยโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย เป็นหนึ่งในโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดอบรม โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จุดดำเนินการที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครพนม ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C เพื่อยกระดับพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทย สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการในครั้งนี้ ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C จังหวัดนครพนม

พิธีเปิดโครงการมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมทั้ง นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธ์, นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ราชการจังหวัดร้อยเอ็ด, นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ, นายอำเภอในพื้นที่จังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมพิธีเปิด

การจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569  โดยได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณธนันท์รัฐ  ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยและ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, ดร.ศรินดา จามรมา ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบเจ้าของ แบรนด์ THEATRE ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร. วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 81 คน ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, มหาวิทยาลัยนครพนม, โรงเรียนสาธิต ม. นครพนม, และกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่สนใจ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงาน แบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยพระราชทานแนวพระดำริการผสมผสานระหว่างศิลปะงานผ้าที่มีความเป็นอัตลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค กับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทรงมีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ให้เหมาะสมในโอกาสต่างๆ เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย สร้างอาชีพสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและกลุ่มผู้ผลิตผ้าส่งเสริมและกระตุ้นการรังสรรค์ผ้าไทยให้มีความทันสมัยเป็นสากลอยู่เสมอ