เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.00 น.

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ยกระดับครูสู่บทบาทโค้ช สร้างการเรียนรู้คุณภาพ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ (Associate Professor Dr. Brian K. Perkins) ศาสตราจารย์ปฏิบัติวิชาชีพด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และคณะทำงาน ลงพื้นที่ติดตามการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ณ สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมทั้งติดตามการดำเนินการจัดการศึกษาตามนโยบาย 5 ด้าน ของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของ สพฐ. รวมถึงรับฟังปัญหาจากสภาพจริงในพื้นที่ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของโรงเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้นำ รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ และคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดท่าล้อ อ.ท่าม่วง และโรงเรียนบ้านท่ามะนาว อ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อสำรวจตรวจดูอาคารสถานที่ภายในโรงเรียน พร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ จากสภาพจริงในพื้นที่ พบว่า การบริหารจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากเกณฑ์การนับจำนวนนักเรียนมาถึงหลังเปิดภาคเรียน ทำให้โรงเรียนต้องคาดการณ์ยอดนักเรียนล่วงหน้าเพื่อจัดทำสัญญาและปรับข้อมูลกับท้องถิ่นภายหลัง ขณะเดียวกัน แม้จะใช้ระบบจ้างเหมาประกอบอาหารสำเร็จรูป ครูยังคงต้องรับภาระงานเอกสารด้านจัดซื้อจัดจ้างและตรวจรับพัสดุ ส่งผลกระทบต่อเวลาการจัดการเรียนการสอน จึงมีข้อเสนอให้ปรับรูปแบบการบริหารอาหารกลางวันให้คล้ายโครงการนมโรงเรียน โดยให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้จัดซื้อและจัดส่งเพื่อลดภาระงานเอกสาร นอกจากนี้ โรงเรียนยังประสบปัญหางบอาหารกลางวันจากท้องถิ่นล่าช้ากว่าเปิดเทอม 1–2 สัปดาห์ จนต้องสำรองเงินดำเนินการไปก่อน รวมถึงภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอให้ผลักดันการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของโรงเรียน

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของโรงเรียน ซึ่งเป็นโครงการภายใต้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ถ่ายทอดสดจากโรงเรียนวังไกลกังวล ครอบคลุมระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดย สพฐ. ร่วมมือสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและการอบรมพัฒนาครู เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูและลดความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้รับการชื่นชมจาก รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ ในด้านการมีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ระหว่างครูโรงเรียนปลายทางกับครูโรงเรียนต้นทาง โดยครูต้องเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่ พร้อมตั้งคำถามกระตุ้นการคิด กำกับดูแล และช่วยเหลือนักเรียนให้ปฏิบัติกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย จากนั้นยังต้องติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ ประเมินผลรายบุคคล และให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เปรียบเสมือนเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) มากกว่าเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียว เพื่อให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อีกทั้ง เลขาธิการ กพฐ. ยังได้มอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรฯของโรงเรียน ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่ให้ความสำคัญกับนักเรียนและครูทั่วประเทศ ทั้งการคืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราช 26 มิ.ย.นี้

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราช 26 มิ.ย.นี้

ปลัดมหาดไทย แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ จัดพิธีทำบุญถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราช 26 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“ปลัดมหาดไทย”แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล เนื่องในการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา “สมเด็จพระสังฆราช” วันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 07.00 น.พร้อมกันทั่วประเทศ

วันนี้ (17 มิถุนายน 2569) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงมีพระชนมายุครบ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อที่ 11 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบการจัดโครงการและกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสต่างๆ รวมถึงการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น.โดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ทั่วประเทศ รับทราบการจัดงาน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมการจัดงานในส่วนภูมิภาคตามแนวทางปฏิบัติในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โดยกำหนดชื่อการจัดงาน ภาษาไทย : “การจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 และภาษาอังกฤษ : “The Celebrations on the Occasion of His Holiness Somdet Phra Ariyavongsagatayana the Supreme Patriarch of Thailand’s 99th Birthday Anniversary 26th June 2026” และกำหนดขอบเขตการจัดงาน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

“ในด้านการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน พร้อมทั้งแจ้งไปยังนายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทราบและพิจารณาจัดพิธี ในห้วงวัน เวลา พร้อมกับจังหวัด และส่วนกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ได้ร่วมกันในการประกอบพิธีเพื่อถวายเป็นพระกุศลในโอกาสดังกล่าว”

สำหรับพระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2470 ที่จังหวัดราชบุรี ทรงบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.2483 ณ วัดสัตตนารถปริวัตร วรวิหาร จังหวัดราชบุรี ต่อมาทรงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2491 ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยทรงเป็น สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

กองทัพอากาศจัดเต็ม ปรับทัพอู่ตะเภา เสริมเขี้ยวเล็บ AIM-9 รักษาอธิปไตย 24 ชม.

กองทัพอากาศจัดเต็ม ปรับทัพอู่ตะเภา เสริมเขี้ยวเล็บ AIM-9 รักษาอธิปไตย 24 ชม.

กองทัพอากาศจัดเต็ม ปรับทัพอู่ตะเภา เสริมเขี้ยวเล็บ AIM-9 รักษาอธิปไตย 24 ชม.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.35 น.

ทอ.ปรับวางกำลังอู่ตะเภารับภัยคุกคามด้านตะวันออก ฝึกยิง AIM-9 เสริมเขี้ยวเล็บพิทักษ์น่านฟ้าไทย

17 มิถุนายน 2569 กองทัพอากาศเดินหน้าตรวจสอบความพร้อมการปรับวางกำลังทางอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นทางด้านตะวันออก พร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยและคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ

“ตรวจสอบความพร้อมกำลังทางอากาศ-ป้องกันอธิปไตยและผลประโยชน์ทางทะเล ย้ำภารกิจรักษาความมั่นคงของชาติ ต้องพร้อมปฏิบัติการทุกสถานการณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง”

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความพร้อมรบของกำลังทางอากาศไทย โดยควบคู่ไปกับการฝึกใช้อาวุธจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-9 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันน่านฟ้า และเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายในทุกสถานการณ์

กองทัพอากาศย้ำ ภารกิจพิทักษ์น่านฟ้าและรักษาอธิปไตยของประเทศเป็นหน้าที่สำคัญที่ไม่อาจหยุดนิ่งได้ ความพร้อมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นพันธกิจหลักที่กำลังพลทุกนายต้องรักษาไว้ให้พร้อมปฏิบัติการได้ทุกเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ประเทศชาติและประชาชน.

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ ถกนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ ถกนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

อนุทิน เซ็นตั้งคณะกรรมการ กรอ. ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ ถกนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

“อนุทิน”เซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. พร้อมนั่งประธานเอง ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ-นโยบายรัฐบาล เรียกถกนัดแรกจันทร์นี้

17 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยคณะกรรมการ กรอ. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรรมการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

โดยมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.เวลา 09.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

– 006

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

DSI แจงคดีฮั้ว สว. ยังไม่เรียกสอบเจ้าหน้าที่ กกต.ในคลิป เหตุหลักฐานไม่ระบุตัวตน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

17 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความและวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กถึงคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เจาะลึกคลิปฮั้ว สว.ซึ่งปรากฏภาพของ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินเก็บโพยและตักเตือนผู้สมัครเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่สุจริตในวันเลือก สว.ระดับประเทศ พร้อมกับเรียกร้องขอให้ กกต. รวมถึงเจ้าหน้าที่ กกต.รายดังกล่าวที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าโพยกระดาษที่เห็นนั้นมีลักษณะเกี่ยวกับตัวเลขอย่างไรบ้าง และได้มีการนำไปใช้ขยายผลตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้ว สว.หรือไม่ ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า สำหรับคลิปวิดีโอดังกล่าวที่ได้มีการเผยแพร่ตามหน้าสื่อนั้น ยืนยันว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่เคยได้ดำเนินการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ กกต. เนื่องจากเมื่อครั้งที่กลุ่ม สว.สำรอง ได้นำเอาพยานหลักฐานมามอบให้กับดีเอสไอ ก็ไม่ได้มีการระบุบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอเป็นใคร จึงเป็นเหตุให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ กกต.ในฐานะพยานไว้ในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.แต่อย่างใด ส่วนสถานะคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอในปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ เพื่อจะได้ดำเนินการให้ครบถ้วน ก่อนมีความเห็นทางคดีสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาต่อไป

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า ก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนเพื่อสั่งฟ้องไปยังอัยการคดีพิเศษนั้น ตามขั้นตอนแล้วคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องรอดูมติของบอร์ดคณะกรรมการ กกต.ที่จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดบุคคลที่เกี่ยวข้องในสำนวนคดีฮั้ว สว.เพื่อที่จะได้นำความเห็นของ กกต.แต่ละท่าน มาพิจารณาประกอบใส่ในสำนวนคดีอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ซึ่งก็เป็นไปตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ระบุชัดเจนในหนังสือคำแนะนำ ดังนั้น หากดีเอสไอยังไม่ได้คำวินิจฉัยของ กกต.มาประกอบสำนวน ก็ไม่สามารถทำให้เราสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษได้ ฉะนั้น ไม่ว่าผลมติคำวินิจฉัยของบอร์ดคณะกรรมการ กกต.จะมีผลอย่างไร อาทิ หากเป็นการยกคำร้องดำเนินคดีต่อทั้ง 229 ราย ก่อนหน้านี้ หรือพิจารณาบางส่วนอย่างไร ดีเอสไอก็มีหน้าที่ต้องเอาความเห็นมาประกอบการพิจารณาทั้งสิ้น ซึ่ง กกต.ก็ต้องมีเหตุผลประกอบอยู่แล้วว่าเหตุใดจึงมีคำวินิจฉัยทางคดีเช่นนั้น ซึ่งในตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับธนาคาร และในตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพิ่มเติมจาก 8 ผู้ต้องหากลุ่มแรก ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเคยได้สั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กรณีที่ สว.สำรอง ไม่ได้มีการระบุตัวพยานในคลิปวิดีโอ ซึ่งในตอนหลังพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.จึงเป็นเหตุให้สำนวนคดีอาญาอั้งยี่ – ฟอกเงิน สว.ที่รับผิดชอบสอบสวนโดยดีเอสไอจะไม่มีพยานหลักฐานซึ่งเป็นคลิปวิดีโอตัวนี้ไว้ในสำนวน แต่มีความเป็นไปได้ว่าสำนวนคดีฮั้ว สว.ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีคลิปวิดีโอตัวนี้นำเข้าในสำนวนไว้เรียบร้อยแล้ว

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

ชัชชาติ แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

“ชัชชาติ”แจงยิบ! จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ทำตามระเบียบกรมบัญชีกลาง หากเห็นว่ามีปัญหาขอให้ระบุโครงการหรือไปแก้กฎหมาย ดีใจมีคนช่วยส่องไฟฉาย เล็งใช้ AI-ดึงสภาวิชาชีพฯ สกัดล็อกสเปกตั้งแต่เสนอของบฯ

17 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรุงเทพมหานคร ที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92.8% ทั้งยังมีการซอยย่อยโครงการให้มีมูลค่าไม่ถึง 500,000 บาท เพื่อเลี่ยงการประมูล ว่า เป็นระบบงบประมาณ การซื้ออุปกรณ์หรือครุภัณฑ์ก็เป็นไปตามระเบียบราชการอยู่แล้ว โครงการมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท สามารถจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงได้ ยืนยันว่ามีระเบียบปฏิบัติอยู่

ทั้งนี้ การซอยย่อยโครงการ มีข้อผิดอยู่แล้ว เพราะแบ่งซื้อแบ่งจ้างไม่ได้ หากเป็นไปได้ให้ย้อนไปดูว่าสมัยก่อนทำหรือไม่ เราทำตามระเบียบทุกอย่าง หากฝ่ายการเมืองเห็นว่ามีปัญหา ก็ขอให้ระบุโครงการหรือไปแก้กฎหมาย ต่อไปอาจจะลดราคาโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ลงเป็นโครงการที่มีมูลค่า 100,000 บาท ก็ได้

นายชัชชาติ ยืนยันว่า “ที่ผ่านมาทำตามระเบียบและมีความรอบคอบ เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่ซื้อประจำเป็นพวกของใช้สอยปัจจุบันที่ซื้อมาต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ทำโดยปกติ หากไปประมูลทุกโครงการยิ่งทำให้ราชการทำงานได้ช้าลง ย้ำว่า กรุงเทพมหานคร เป็นไปตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางคิดมาละเอียดแล้ว เราก็ทำตามแนวปฏิบัติ”

ส่วนที่บอกว่ามีการล็อกสเปก เนื่องจากบริษัทที่ได้งานจะเป็นบริษัทเดียวที่ได้งานกว่าร้อยงาน นายชัชชาติ ชี้แจงว่า หากขายของเหมือนกันอาจจะเป็นของที่คล้ายกันหรือไม่ ตนเองไม่แน่ใจ คงต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้งเรื่องล็อกสเปก เราให้ความสำคัญ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ให้ทุกคนสามารถทำประชาพิจารณ์ได้ เช่น หากรับเหมาสักเจ้าแล้วมีการเขียนล็อกสเปกให้ใครรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ ก็ต้องให้คนที่ยื่นแล้วไม่ได้มีสิทธิมายื่นคัดค้าน และกรรมการ TOR จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ

ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครพยายามทำให้การค้นหา TOR ได้ง่ายขึ้น เพราะมักจะไปซ่อนอยู่ข้างหลัง หาไม่เจอ เพื่อทำให้เราเห็นข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อคนเห็นข้อมูลนี้ง่ายขึ้น คนที่อยู่ในวงการก็จะเห็นว่ามีการล็อกสเปกโครงการใดบ้างก็จะสามารถทักท้วงได้ อาศัยพลังของประชาชนทักท้วง ทำให้การล็อกสเปกทำได้ยากและลำบากมากขึ้น เมื่อทักท้วงมาก็จะต้องมีการชี้แจง เพื่อให้มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำมากขึ้น

นายชัชชาติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับป้องกันการล็อกสเปกโครงการ ว่า มีแนวคิดให้กรุงเทพมหานครจะมีการส่ง TOR ในโครงการใหญ่ๆ ให้หน่วยงานอื่น เช่น สภาวิชาชีพต่างๆ ให้ความเห็นและตรวจสอบ เชื่อว่าจะช่วยได้เยอะเพราะการจัดซื้อจัดจ้างมีเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นงานเฉพาะต้องการผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ไม่เช่นนั้นทำไปอาจจะเกิดอันตรายกับประชาชนได้ ฉะนั้น ต้องทำให้การวิจารณ์ง่ายขึ้น เปิดให้ประชาชนวิจารณ์เชิงรุก โดยมอบหมาย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปดูรายละเอียดเพื่อปิดช่องโหว่ ปรับปรุงเชิงนโยบาย และอุดจุดอ่อน

ส่วนที่มีการระบุว่า Open Data ของกรุงเทพมหานครไม่ได้มีการเปิดจริงๆ นายชัชชาติ กล่าวว่า ส่วนไหนที่ไม่ดีต้องบอกให้เราปรับปรุงได้ จากเมื่อก่อนไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย แต่ตอนนี้เราก็เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายเพิ่มเติมว่า Open Data มี 2 ลักษณะ ได้แก่ Open Data ใน Risk Map ส่วน Open Data ที่เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องไปขอกรมบัญชีกลาง ซึ่งส่งมาให้ครั้งละ 100 คำขอ ปัจจุบันได้ทำข้อตกลงกับกรมบัญชี ขอทำสำเนาโครงการต่างๆ ออกมาเพื่อให้เปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างได้ 100% อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอขององค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ACT) ที่ต้องให้กรุงเทพมหานครใช้ AI มาตรวจสอบตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ เพราะบางครั้งเจอภายหลังก็สายไปเสียแล้ว หากป้องกันได้ตั้งแต่ช่วงดังกล่าวก็จะทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดีขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวเรียกว่า “Open Bangkok” มีการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) , เปิดเผยสัญญา (Open Contract) , ตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ (Open Project) และเปิดเผยนโยบาย (Open Policy) การเปลี่ยนจากอนาล็อกเป็นดิจิทัลต้องใช้เวลาในการปรับ เชื่อว่าเป็นก้าวที่สำคัญ และผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ที่เข้ามาคงมีแนวนโยบายที่ทำต่อเนื่องและเปิดเผยให้มากที่สุด

นโยบายใหม่ก็จะมีการเปิดเผยทุกขั้นตอน ตั้งแต่ช่วงที่เสนอของบประมาณ หากสภากรุงเทพมหานครยอมให้เปิดเผยในขั้นตอนของสภาฯ โดยเฉพาะการแปรญัตติก็จะเปิดให้หมด ยิ่งมีคนมาช่วยเอาไฟฉายส่องก็ทำให้เราโปร่งใสมากยิ่ง อาจมีจุดที่ปรับปรุงก็ต้องมาปรับเป็นนโยบายดีเพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว เป็นปัญหาใหญ่ของราชการไทยที่สะท้อนทั้งประเทศ จะได้ปรับปรุงทั้งประเทศ

“หากเกิดปัญหากับที่กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าจะเกิดปัญหากับหน่วยงานอื่นในประเทศด้วย ดีที่ตื่นตัว ช่วยกันกระตุ้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใสมากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทรงศักดิ์ ลุยแก้ปัญหายาเสพติด เคาะโมเดล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด ครอบคลุมทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

“ทรงศักดิ์”นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.บำบัดรักษา-ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เคาะรูปแบบสถานฟื้นฟูระดับอำเภอ ปี 69 จำนวน 31 จังหวัด 468 อำเภอ ปี 70 จำนวน 76 จังหวัด 878 อำเภอ อาทิตย์ 21 มิ.ย.คิกออฟศูนย์บำบัดที่บึงกาฬ

17 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

จากนั้น นายทรงศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติ ให้ดำเนินการขับเคลื่อนรูปแบบสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะสั้นระดับอำเภอ โดยดำเนินการในพื้นที่ปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการ 31 จังหวัด 468 อำเภอ และปีงบประมาณ 2570 ดำเนินการ 76 จังหวัด 878 อำเภอ , เห็นชอบหลักสูตรการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รูปแบบ Fast Model ภายใต้โครงการรวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ , เห็นชอบและอนุมัติรูปแบบสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะสั้นระดับอำเภอ โดยดำเนินการในพื้นที่ และเห็นควรมอบอนุกรรมการจัดตั้งและควบคุมคุณภาพมาตรฐานฯ ประสานกระทรวงมหาดไทยจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการเพื่อจัดทำการจัดตั้งต่อไปโดยเร็ว

นายทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติรับทราบและเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการภายใต้นโยบายรัฐบาล 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด โดยจัดกิจกรรมคิกออฟ ในวันที่ 21 มิ.ย.69 ที่ว่าการอำเภอโซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ พร้อมทั้งเปิดตัวแอปพลิเคชัน ล้อมรักษ์ และเยี่ยมสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกองร้อยอาสารักษาดินแดน อ.โซ่พิสัย เปิดมินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลโซ่พิสัย

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

ขู่!ใครทำหลุดต้องรับผิดชอบ กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว.

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

กกต.เร่งสอบคลิปเก็บโพยวันเลือก สว. หลังฝ่ายค้านนำมาเปิด ขู่หน่วยงานไหนทำหลุดต้องรับผิดชอบ

17 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล หลังเปิดการเก็บโพยในวันเลือกระดับประเทศ ว่า การพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. สิ่งที่อยู่ในสำนวนจะไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าผลการพิจารณาจะแล้วเสร็จ ตนตอบได้เพียงเท่านี้

เมื่อถามว่า คลิปที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยนั้นเป็นคลิปที่มาจาก กกต.หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ก็มีในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย หากข้อมูลเป็นของหน่วยงานใดก็ต้องรับผิดชอบ ข้อมูลนี้อยู่ในส่วนของการครอบครองสำนักงานหรือไม่ และมีการนำไปเปิดเผยได้อย่างไร โดย กกต.จะต้องมีการพิจารณา เพราะอาจมีผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บังคับใช้มาประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว

เมื่อถามว่า หลังฝ่ายค้านเรียกร้อง กกต.ได้ดำเนินการหรือประชุมเรื่องนี้อย่างไรบ้าง รวมถึงโพยที่เก็บมาเก็บรักษาไว้ที่ใด นายแสวง กล่าวว่า เรื่องนี้จะถามลอยๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของสำนวนอยู่ในการพิจารณา ซึ่งทุกเหตุการณ์ในการเลือก สว.ข้อเท็จจริงต่างๆ อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว

ส่วนการพิจารณาความคืบหน้าในคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่งที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาแล้ว 2 สัปดาห์ นายแสวง ระบุว่า กกต.ได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกันทุกวันจันทร์ โดยมีการพิจารณาเป็นวาระพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็ได้พิจารณาเต็มวัน และมีการซักถามโดยละเอียดจากกรรมการ ส่วนจะลงมติประเด็นใดหรือไม่นั้น ตนขอไม่ตอบในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของกรรมการการเลือกตั้ง ขณะที่แนวทางการพิจารณาว่าจะมีการพิจารณาเป็นรายกลุ่มจังหวัด หรือพิจารณารวมทั้งหมด แล้วส่งศาลในครั้งเดียวนั้น ย้ำว่า เป็นเรื่องภายในเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาของ กกต.

แสวง การันตี กปน. ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน

แสวง การันตี กปน. ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน

แสวง การันตี กปน. ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.19 น.

“แสวง”การันตี”กปน.” ทำหน้าที่เป็นกลาง อยู่ในสายตาประชาชน แม้ในใจจะเลือกใครก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานซื้อเสียง หากใครมีหลักฐานต้องส่ง กกต.

17 มิถุนายน 2569 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มกรุงเทพฯ บินได้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ยื่นขอให้ กกต.ขอให้ไม่ให้ข้าราชการสังกัด กทม.มาทำหน้าที่เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) โดยอ้างไม่มีความเป็นกลาง ว่า กปน.คืออาสาสมัคร มีคุณสมบัติคือมีความเป็นกลางและไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียง ซึ่ง กปน.ทำหน้าที่อยู่ในหน่วยเลือกตั้งอยู่ในสายตาของประชาชนอยู่แล้ว แม้ในใจจะลงคะแนนให้กับผู้สมัครคนใดก็เป็นสิทธิ แต่เวลาปฏิบัติหน้าที่มีความเป็นกลางอย่างแน่นอน เรายืนยันตรงนี้ว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพก็เป็นอีกเรื่อง แต่ในทางปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการทุกคนต้องมีความเป็นกลาง

ส่วนจะต้องมีการเน้นย้ำ กปน.ในการทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนเกิดความยอมรับหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า จริงๆ ไม่ต้องเน้นย้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว โดยเป็นไปตามม็อตโตใหม่ของ กกต.ต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว ถ้ามีสิ่งบอกเหตุ กกต.ก็จะมีวิธีการจัดการในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ของ กปน.หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำหน้าที่

ส่วนที่ในช่วงนี้เริ่มมีผู้สมัครบางรายออกมาระบุว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ กทม.นั้น นายแสวง กล่าวว่า กกต.มีการป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามการซื้อเสียง ซึ่งเป็นปัญหาของทุกการเลือกตั้ง ในกรุงเทพฯ และพัทยา กกต.ก็หวังว่าการเป็นสังคมเมืองคงจะมีหรือมีการซื้อเสียงน้อย แต่คงไม่ได้นิ่งเฉย เราก็มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุดในกรุงเทพฯ และพัทยา 2 ชุด และพนักงานสืบสวนสอบสวน ทำหน้าที่สอดส่องดูแล น่าจะช่วยป้องกันและป้องปรามได้ดีพอสมควร ซึ่งขณะนี้สำนักงานยังไม่ได้รับรายงานเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง หรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ส่วนที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามเคหะชุมชนต่างๆ นั้น นายแสวง กล่าวว่า กกต.ทำงานในส่วนของ กกต. แต่หากประชาชนหรือผู้สมัครมีเบาะแสก็ช่วยกันสอดส่องดูแล

ส่วนในห้วงเวลานี้สามารถแจกใบแดงให้กับผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นใบดำหรือใบส้ม ก็สามารถแจกได้ทุกเวลา แต่ต้องดูว่าเหตุเกิดช่วงไหน เวลาไหน หรือพื้นที่ไหน ระยะเวลาในการพิจารณาเพียงพอหรือไม่ โดยต้องดูหลายองค์ประกอบ หากใครมีหลักฐานต้องส่งมายัง กกต.เพื่อช่วยสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง ขณะที่สำนักงานเองก็มีมาตรการในการดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และขณะนี้ชุดเคลื่อนที่เร็วก็ได้เริ่มลงพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง

ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 จำคุก แฟนต้า 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 จำคุก แฟนต้า 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 จำคุก แฟนต้า 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.05 น.

17 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 – พรบ.คอมฯ ของ “แฟนต้า” กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 1 ข้อความ เมื่อปี 64 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ระบุว่า 16 มิ.ย.2569 ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 ของ “แฟนต้า” ชาวเชียงใหม่ วัย 29 ปี จากเหตุโพสต์ภาพป้ายในการชุมนุมและข้อความในเฟซบุ๊กพร้อมใส่แฮชแท็ก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564

พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่วราชอาณาจักร ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัวชั้นอุทธรณ์

เกี่ยวกับคดีนี้ อัศวิณีย์ หวานจริง อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวหาไว้เมื่อปี 2567

อ่านบทสัมภาษณ์ : tlhr2014.com/archives/83972