บอร์ดติดตามฯ ววน. เยี่ยมชมผลงานวิจัย บพท. เปลี่ยนกล้วยตกเกรดปทุมธานีสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

บอร์ดติดตามฯ ววน. เยี่ยมชมผลงานวิจัย บพท. เปลี่ยนกล้วยตกเกรดปทุมธานีสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

บอร์ดติดตามฯ ววน. เยี่ยมชมผลงานวิจัย บพท. เปลี่ยนกล้วยตกเกรดปทุมธานีสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บอร์ดติดตามและประเมินผลระบบ ววน. เร่งหาแนวทางประเมินผลการขับเคลื่อน ววน. เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและงานมุ่งเป้า พร้อมลงพื้นที่ดูงานการยกระดับคุณค่ากล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้าปทุมธานีตลอดห่วงโซ่ของนักวิจัย มทร.ธัญบุรี ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. มุ่งแปรรูปกล้วยตกเกรดเพื่อเพิ่มรายได้ ลดขยะ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

นพ.สุวิทย์ วิบูลผลประเสริฐ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ศูนย์รังสิต (เมืองเอก) โดยมีวาระสำคัญ คือ การสรุปแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ แนวทางการติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทั้งโครงการที่ทำอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจฐานนวัตกรรม เซมิคอนดักเตอร์ การรับมือภัยพิบัติ บัญชีนวัตกรรมไทย การขจัดความยากจน และโครงการที่ยังไม่ได้ทำ โดยที่ประชุมเห็นชอบกรอบการประเมินตามที่นำเสนอและขอให้ฝ่ายเลขานุการฯ ทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รวมทั้งเห็นชอบแนวทางการติดตามและประเมินผลกลไก กระบวนการ และผลลัพธ์ของแผนงานมุ่งเป้า โดยขอให้ฝ่ายเลขานุการฯ ทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ นำความเห็นจากที่ประชุมไปดำเนินการทันที และนำเสนอความก้าวหน้าเป็นวาระประจำทุกเดือน

ภายหลังการประชุม ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) นำคณะกรรมการฯ เดินทางไปติดตามผลการดำเนินงานการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า “กล้วยปทุมธานี” ของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามาถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) โดย บพท. ณ ศูนย์ส่งเสริมอาชีพ วัดไก่เตี้ย จังหวัดปทุมธานี ซึ่งงานวิจัยได้ช่วยยกระดับขีดความสามาถของเกษตรกรมืออาชีพ จัดการบริหารความเสี่ยงผลผลิตด้วยระบบพัฒนาการผลิตกล้วย ช่วยตัดสินใจคำนวณต้นทุนและวางแผนการปลูกกล้วยมาตรฐาน GAP อีกทั้งเพิ่มมูลค่าผลผลิตตกเกรดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามมาตรฐานการผลิต ตลอดจนสร้างโอกาสผู้ประกบการรายใหม่และโอกาสทางการตลาด เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของตลาด

“จ.ปทุมธานีมีกล้วยหอมทองมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้ารวม 21,142 ไร่ มีผลผลิต 80,867 ตัน/ปี มูลค่า 1,669.75 ล้านบาท แต่มีกล้วยตกเกรดร้อยละ 20-30 บางช่วงผลผลิตล้นตลาด และมีขยะหลังการเก็บเกี่ยวกว่า 3 หมื่นตัน/ปี บพท.จึงสนับสนุนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรียกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดปทุมธานีตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงพัฒนากลไกการแบ่งปันรายได้อย่างเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ ลดขยะ และสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนกล้วยตกเกรดและวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสร้างสรรค์” ดร.กิตติ กล่าว

ทั้งนี้ นักวิจัยได้เพิ่มมูลค่าผลผลิตโดยพัฒนาแป้งกล้วยเชิงหน้าที่ เช่น แป้งทดแทนแป้งสาลี ไขมันทดแทน และครีมเทียมข้น ใช้เทคโนโลยีแช่แข็งแปรรูปกล้วยสุก เช่น กล้วยหนึบ แยม ไอศกรีม และสารให้ความหวานผง รวมทั้งกล้วยกรอบคาราเมลธัญพืช และเส้นใยสิ่งทอสำหรับแฟชั่นสมัยใหม่รักษ์โลกและแบรนด์มูลค่าสูง นอกจากนี้ยังนำระบบสารสนเทศและมาตรฐาน GAP มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารจัดการต้นทุน และขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ พัฒนาศักยภาพเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนกว่า 29 ราย ช่วยสร้างรายได้เสริมที่ยั่งยืนแก่ชุมชน โดยมูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-75 รายได้วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 60 ตัวอย่างเช่นกลุ่มกล้วยกรอบมีรายได้เพิ่มร้อยละ 68.83 ด้วยยอดขายกว่า 1.6 แสนบาทภายใน 15 เดือน นอกจากนี้ยังลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

‘กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย’ วว.จัดอบรมเสริมแกร่งเกษตรกร พลิกโฉมการผลิตกล้วยหอมทองเมืองย่าโม

‘กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย’ วว.จัดอบรมเสริมแกร่งเกษตรกร พลิกโฉมการผลิตกล้วยหอมทองเมืองย่าโม

‘กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย’ วว.จัดอบรมเสริมแกร่งเกษตรกร พลิกโฉมการผลิตกล้วยหอมทองเมืองย่าโม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำโดย ดร.กุศล เอี่ยมทรัพย์ นักวิจัยอาวุโส ดร.สรวิศ แจ่มจำรูญ นักวิจัย พร้อมด้วยคณะทำงาน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย” ภายใต้โครงการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตกล้วยหอมให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ที่ผลผลิตสูงและต้านทานความเสียหายจากการหักล้ม ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ณ กลุ่มผู้ผลิตกล้วยหอมทองแปลงใหญ่ ต.สุขไพบูลย์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

การอบรมในครั้งนี้ วว. ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคเชิงลึกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเสียหายจากการหักลมเนื่องจากลมพายุ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการปลูกกล้วยหอมทองด้วยนวัตกรรมกล้วยเตี้ย 1.ถ่ายทอดเทคนิคการเลือกสายพันธุ์และการจัดการสวนกล้วยให้มีความสูงเหมาะสม เพื่อเพิ่มความต้านทานแรงลม ป้องกันการหักล้มของต้นกล้วยเมื่อเกิดพายุ เพื่อยกระดับขีดความสามารถเกษตรกรในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน , 2.ถ่ายทอดการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพสูง ได้มาตรฐานส่งออก เพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยวิธีการจัดการสวนที่ถูกต้องแม่นยำ , 3.ถ่ายทอดการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพกล้วยหอมทองให้มีเนื้อสัมผัสและรสชาติตามความต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะเผชิญกับปัญหาวาตภัยเป็นระยะๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร โครงการนี้จึงมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ด้วยเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริง พร้อมเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากการหักล้มของกล้วย และสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน

ข่าวดี! หลักสูตรทันตะอินเตอร์ มวล. ผ่านการรับรองสูงสุด 7 ปี จากทันตแพทยสภา

ข่าวดี! หลักสูตรทันตะอินเตอร์ มวล. ผ่านการรับรองสูงสุด 7 ปี จากทันตแพทยสภา

ข่าวดี! หลักสูตรทันตะอินเตอร์ มวล. ผ่านการรับรองสูงสุด 7 ปี จากทันตแพทยสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ ม.วลัยลักษณ์ ผ่านการรับรองหลักสูตรขั้นสูงสุด 7 ปี จากทันตแพทยสภา สะท้อนคุณภาพการศึกษาที่เป็นเลิศและมาตรฐานการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ในระดับสากล

รศ.ดร.ทพ.พูนศักดิ์ ภิเศก คณบดีวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทันตแพทยสภาได้มีมติรับรองหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) ของมหาวิทยาลัยเป็นระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569-2575) ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการรับรองขั้นสูงสุด

โดยการประเมินในครั้งนี้ครอบคลุมใน 2 ส่วนสำคัญ คือ การประเมินโครงสร้างหลักสูตรฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2569 และความพร้อมของสถาบันที่ผ่านเกณฑ์ประเมินครบทั้ง 15 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของผู้บริหารและคณาจารย์ แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่ทันสมัย พร้อมมุ่งสู่การผลิตทันตแพทย์คุณภาพในระดับสากล

รศ.ดร.ทพ.พูนศักดิ์ ระบุปัจจัยความสำเร็จสู่การรับรองระดับสูงสุดมาจาก 3 ประการ คือ หลักสูตรที่ทำให้นักศึกษาสอบใบประกอบวิชาชีพได้ 100%, คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญครอบคลุม 14 สาขาเฉพาะทาง และเครือข่ายนานาชาติที่ส่งนักศึกษาดูงานต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป อย่างน้อย 2 ครั้ง เสริมด้วยการเรียนในพหุวิทยาเขตทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้เข้าถึงบริบทวิชาชีพที่แตกต่างทั้งในสังคมเมืองและส่วนภูมิภาค

นอกจากนี้วิทยาลัยฯ มุ่งเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีโดยการนำ “ทันตกรรมดิจิทัล” (Digital Dentistry) มาผสมผสานในหลักสูตรปริญญาตรีอย่างเต็มรูปแบบ โดยให้นักศึกษาชั้นปีที่ 5 และ 6 ฝึกใช้เครื่องมือล้ำสมัยอย่างระบบพิมพ์ปากดิจิทัล (Digital Scanner) เพื่อผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ที่เท่าทันเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

“ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต ซึ่งสำเร็จการศึกษาไปแล้ว 2 รุ่น พบว่า ได้รับเสียงชื่นชมอย่างสูงจากสถานประกอบการ โดยเฉพาะจุดแข็งด้านทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) ที่มีวุฒิภาวะและความอดทน พร้อมแก้ปัญหาในการทำงานจริง ส่งผลให้บัณฑิตมีเส้นทางอาชีพที่เปิดกว้าง ทั้งในโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน รวมถึงการศึกษาต่อระดับสูงทั้งในและต่างประเทศ” รศ.ดร.ทพ.พูนศักดิ์ กล่าว

สำหรับทิศทางและเป้าหมายในอนาคต วิทยาลัยฯ มุ่งขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ ‘Think Global, Act Local’ โดยบ่มเพาะนักศึกษาให้มีแนวคิดระดับสากลจากการเรียนรู้โลกกว้าง ควบคู่กับการรับใช้สังคมผ่านการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่นครศรีธรรมราชและภาคใต้ พร้อมทั้งผลักดันคณาจารย์ในการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับวงการทันตแพทย์

“เราตั้งใจให้วิทยาลัยฯ แห่งนี้เป็นเสมือน ‘ครอบครัว’ ที่ดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดทั่วถึง ทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิต ด้วยอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาที่สูงเป็นพิเศษ จึงอยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมสัมผัสเทคโนโลยีทันตกรรมที่ทันสมัย และเปิดประตูสู่อนาคตการเป็นทันตแพทย์ระดับสากลไปด้วยกันที่ ม.วลัยลักษณ์” รศ.ดร.ทพ.พูนศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ ผู้ว่ายะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ ผู้ว่ายะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ ผู้ว่ายะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.44 น.

“ ในหลวง“ โปรดเกล้าฯ ให้ ผู้ว่ายะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายก้องสกุล  จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ ดาบตำรวจ รณชัย  นุ่นยัง  สิบตำรวจเอก ศีลวัตร  ชัยโรจน์  สิบตำรวจเอก จิตติน  หาสนำ  สิบตำรวจเอก วิทยา  อยู่เย็น  สิบตำรวจเอก เกียรติภูมิ  สีแก้วอินทร์  สิบตำรวจเอก กิตติภัฎ  กองอินทร์  สิบตำรวจเอก วิษณุ  ถาวรยุติธรรม  สิบตำรวจเอก ชัยภัทร  พรหมอินทร์  และสิบตำรวจตรี วิทมล  วงเกื้อ  เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการสายตรวจรถยนต์ประจำหมวดเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษยะลา 12 (รามัน) ขณะออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านปูลัย และลาดตระเวนเส้นทางคมนาคมสาย 4010 เหตุเกิดบริเวณถนนรามัน – บาลอ หมู่ที่ 7 ตำบลบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อจากนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายก้องสกุล  จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นายซาการียา  ลาโฮะยา ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลรามัน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนทุกคน ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และประชาชน อย่างหาที่สุดมิได้
 

ม.สยาม จับมือ NCC สร้างโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ภาคอุตสาหกรรม MICE

ม.สยาม จับมือ NCC สร้างโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ภาคอุตสาหกรรม MICE

ม.สยาม จับมือ NCC สร้างโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ภาคอุตสาหกรรม MICE

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.25 น.

มหาวิทยาลัยสยาม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (NCC) ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิชาการ และการพัฒนาทักษะวิชาชีพของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรมการจัดประชุม นิทรรศการ และอีเวนต์ (MICE)

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และคุณสุรพล อุทินทุ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์  ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางวิชาการ การประชุม สัมมนา นิทรรศการ และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยสยามได้เข้าร่วมฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เสริมสร้างประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ สนับสนุนการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรมร่วมเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษ ตลอดจนส่งเสริมโอกาสการมีงานทำและการสร้างรายได้ระหว่างเรียนให้แก่นักศึกษา

ไทยพีบีเอส เผยผลดำเนินงานปี 2568 เกินดุล 69 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

ไทยพีบีเอส เผยผลดำเนินงานปี 2568 เกินดุล 69 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

ไทยพีบีเอส เผยผลดำเนินงานปี 2568 เกินดุล 69 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

“วันชัย” ชี้ผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความมั่นคงทางการเงินขององค์กร พร้อมวางรากฐานการเติบโตในอนาคต ผ่านการลงทุนด้านคอนเทนท์ เทคโนโลยี ข้อมูล และบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนไทยพีบีเอส สู่การเป็น Public Digital Media Platform อย่างเต็มรูปแบบ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  เปิดเผยถึงงบการเงินประจำปี 2568 ซึ่งผ่านการรับรองจากผู้สอบบัญชี และได้นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กรมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ หรือเกินดุล อยู่ที่ 69 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้น และเป็นฐานสำคัญในการเดินหน้าปรับองค์กรสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล

ในปี 2568 ไทยพีบีเอส มีรายได้รวม 2,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 100 ล้านบาท คิดเป็น 3.86%  โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากเงินบำรุงองค์การค้างรับข้ามงวดบัญชี ประมาณ 92.66 ล้านบาท จาก 1,957 ล้านบาท เป็น 2,050 ล้านบาท ขณะที่สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรวมให้ลดลงได้ประมาณ 146 ล้านบาท คิดเป็น 5.28% ส่งผลให้ไทยพีบีเอสมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ และมีเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงมากขึ้น สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร ควบคู่กับการดำเนินภารกิจสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

สำหรับฐานะการเงิน ณ สิ้นปี 2568 ไทยพีบีเอส มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 6,994 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.23% โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 4,365 ล้านบาท คิดเป็น13.25%  แสดงถึงสภาพคล่องที่สูงขึ้น ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 912 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 13% ของสินทรัพย์รวมทั้งหมด สะท้อนโครงสร้างทางการเงินยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคงและปลอดภัย

นอกจากนี้ ตัวเลขกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานยังสูงถึง 1,039 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 54.46% ยืนยันว่า แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของค่าใช้จ่าย ต้นทุนการผลิตและจัดหารายการลดลงถึง 10.76% อยู่ที่ 858 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับขึ้นเล็กน้อย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านงานสารสนเทศเป็นรายการสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงภารกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีบทบาทมากขึ้น  

นายวันชัย ระบุว่า การลดลงของต้นทุนผลิตและจัดหารายการเป็นผลจากการบริหารจัดการงบประมาณอย่างระมัดระวัง ซึ่งไทยพีบีเอสได้ดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลด้านคุณภาพของเนื้อหา เพราะภารกิจหลักของสื่อสาธารณะคือการผลิตคอนเทนท์ที่ตอบโจทย์สังคม สร้างความรู้ และเปิดพื้นที่สาธารณะให้แก่ประชาชน

นอกจากค่าใช้จ่ายด้านการผลิตและจัดหารายการที่ลดลงแล้ว  ยังเป็นผลจากมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะแคมเปญรณรงค์ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในช่วงพักเที่ยง ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพนักงานทุกคน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือจาก 31.20 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 28.42 ล้านบาทในปี 2568 หรือคิดเป็น 8.91% 

“มาตรการประหยัดไฟฟ้าที่เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น การปิดไฟที่ไม่จำเป็นในช่วงพักเที่ยง แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกันก็ได้ผลที่เป็นรูปธรรม  แนวคิดเดียวกันนี้ยังสะท้อนถึงการบริหารทรัพยากรขององค์กรในภาพรวม ที่มุ่งใช้ทุกทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะต่อยอดไปสู่โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสถานีโครงข่ายทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว และมุ่งสู่การเป็นองค์กรสื่อสีเขียวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569”  นายวันชัยกล่าว

นายวันชัยกล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้น จะเป็นฐานสำคัญในการบริหารทรัพยากรของ ไทยพีบีเอส ให้เกิดความยั่งยืนและคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี และคอนเทนท์ โดยเป้าหมายสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาฐานะการเงินให้มั่นคง แต่คือการนำทรัพยากรที่มีไปลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรในระยะยาว  โดยมีแนวทางสำคัญคือการลงทุนผลิตคอนเทนท์คุณภาพสูง ทั้งละคร ซีรีส์ และสารคดีเชิงลึก เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจสื่อสาธารณะ และสามารถต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ขององค์กรในอนาคต ผ่านการเผยแพร่ซ้ำ การจำหน่ายสิทธิ การร่วมผลิตกับพันธมิตร และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคอนเทนท์คุณภาพ

“โจทย์สำคัญของไทยพีบีเอส คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งคอนเทนท์ เทคโนโลยี ข้อมูล และบุคลากร เพื่อพัฒนาองค์กรสู่ Public Digital Media Platform ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายวันชัยกล่าว

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

เปิดสนาม ‘DPE x Haier CUP 2026’ สานฝันแข้งดาวรุ่งไทยสู่เวทีระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ประกาศความร่วมมือกับ กรมพลศึกษา เปิดศึกแข้งเยาวชนไทย “DPE x Haier CUP 2026” การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี มุ่งสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจสู่เส้นทางกีฬาในอนาคต ตอกย้ำวิสัยทัศน์การก้าวสู่ AI Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และคอมมูนิตี้แห่งพลังบวกอย่างลงตัว 

มร.ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บจก.ไฮเออร์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความ ‘สมาร์ท’ ในหลากหลายมิติมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงไลฟ์สไตล์ วิธีคิด และการใช้ชีวิตที่สะท้อนถึงสุขภาพ และความสมดุลของคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยกีฬาได้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องการแข่งขัน แต่ยังเชื่อมโยงกับทั้งสุขภาพ คอมมูนิตี้ และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต  แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางของไฮเออร์ในการต่อยอดจาก Smart Home สู่ Smart Life ที่สร้างประสบการณ์ความสมาร์ทให้กับผู้บริโภคในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันกีฬาต่างๆ เช่น กิจกรรมงานวิ่งมินิมาราธอน Haier Run การแข่งขันแบดมินตัน Haier Cup รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันเทนนิส Australia open และ French open รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลระดับโลกอย่างลิเวอร์พูล และปารีแซ็ง แฌร์แม็ง ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพและต่อยอดสู่การแข่งขันในระดับสูง แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไฮเออร์ในการร่วมสร้าง Sports Ecosystem ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

จากความสำเร็จดังกล่าวจึงต่อยอด Sports Ecosystem สู่กีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมระดับโลกและได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันเทรนด์จากวงการกีฬาโลก ยังสะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลกำลังก้าวจากกีฬาแข่งขันสู่ Lifestyle Platform ที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ ความบันเทิง และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน การจัดการแข่งขัน ‘DPE x Haier CUP 2026’ การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนและประชาชน ประจำปี 2569 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ พร้อมส่งเสริม Active Lifestyle และ Sports Community ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย

ด้าน นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า กรมพลศึกษา ให้ความสำคัญกับการพัฒนากีฬาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างโอกาสทางกีฬาให้เข้าถึงเยาวชนทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมกีฬาให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพ คุณภาพชีวิต และทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลซึ่งถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงและมีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังบวก รวมถึงการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับสังคมและคอมมูนิตี้กีฬา ความร่วมมือกับไฮเออร์ ประเทศไทย ในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมพัฒนา ecosystem ด้านกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับมาตรฐานการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนไทยสู่ระดับสากล และร่วมสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้วงการกีฬาไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับโครงการ “DPE x Haier CUP 2026 การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี” จะจัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 การแข่งขันจะดำเนินการแข่งขันรอบคัดเลือก ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ กรมพลศึกษา คลองหก จังหวัดปทุมธานี จนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ส่วนการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้าย รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้น ณ สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย)กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น พร้อมตั้งเป้าสร้างการมีส่วนร่วมจากนักกีฬา ผู้ปกครอง และประชาชนรวมกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญของโครงการยังรวมถึงโอกาสพิเศษสำหรับนักกีฬา Man of the Match จำนวน 7 คน จากการแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่จะได้เดินทางเข้าทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์และสนามกีฬาของ Liverpool F.C. ณ เมือง Liverpool ประเทศอังกฤษ พร้อมสัมผัสประสบการณ์เข้าชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกแบบใกล้ชิดอีกด้วย 

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

มมส ชูยุทธศาสตร์ ‘เติบโตอย่างมีคุณภาพ’ ส่งเสริมศักยภาพของนิสิต ยกระดับวิชาการ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จากตัวเลขนิสิตจำนวนกว่า 49,851 คน ที่หลั่งไหลเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปีการศึกษา 2568 ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สถาบันแห่งนี้ ก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนิสิตมากที่สุดในประเทศไทย หากแต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึง “ความไว้วางใจระดับชาติ” ที่ผู้ปกครองและเยาวชนมอบให้ บทพิสูจน์นี้ได้กลายเป็นโจทย์และการสื่อสารภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ ในการขับเคลื่อนศักยภาพการบริหารจัดการ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” เพื่อตอบคำถามสำคัญของสังคมว่า มหาวิทยาลัยจะโอบอุ้มและพัฒนาเยาวชนเกือบครึ่งแสนคนนี้ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงสุดได้อย่างไร 

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า การเติบโตของจำนวนนิสิตไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่สะท้อนถึงภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เข้ามา แต่วัดจากคุณภาพของผู้คนที่เติบโตออกไป มมส มีความพร้อมในทุกมิติที่จะส่งเสริมศักยภาพของนิสิตทุกคนอย่างทั่วถึงและเต็มศักยภาพ ภายใต้แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านวิชาการ การวิจัย นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตของผู้เรียน เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง  

และเพื่อให้เห็นภาพการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้วางเสาหลักแห่งความพร้อมในการพัฒนานิสิตกว่า 49,851 คน ผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้ มิติที่ 1 ความพร้อมด้านวิชาการ การศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคต มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมศักยภาพของนิสิตอย่างรอบด้าน ผ่านระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรล้ำสมัย และตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในโลกแห่งความจริง ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายสถานประกอบการและภาคธุรกิจ ทำให้นิสิตมีโอกาสฝึกฝนทักษะวิชาชีพในสภาพแวดล้อมจริงก่อนสำเร็จการศึกษา อีกทั้งยังยกระดับสู่มาตรฐานสากลด้วยการจัดสภาพแวดล้อมชั้นเรียนนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนิสิตไทยและต่างชาติ หล่อหลอมทักษะการทำงานในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยอย่างห้องเรียนอัจฉริยะและการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการเพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นคว้าวิจัยรายบุคคล 

มิติที่ 2 ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิต โดยการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิต” ที่อบอุ่น ปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มจากการวางระบบคมนาคมขนส่งมวลชนภายใน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และระบบสารสนเทศที่เชื่อมต่อทุกกิจกรรมของนิสิต พร้อมทั้งบริหารจัดการหอพัก ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย สะอาด และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยยังสร้างความมั่นใจด้านสุขภาวะที่เข้มแข็งด้วยบริการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลสุทธาเวช ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ดูแลและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลใจอย่างใกล้ชิด เสริมด้วยการกระจายพื้นที่การเรียนรู้ยุคใหม่และศูนย์กีฬาครบวงจร เพื่อให้นิสิตได้ใช้เวลานอกห้องเรียนในการทำงานกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ และออกกำลังกายเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีพลัง 

และ มิติที่ 3 อัตลักษณ์และระบบนิเวศแห่งความหลากหลาย ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยการชูจุดเด่นการผสมผสานรากเหง้าท้องถิ่นสู่การเป็นเวทีระดับสากล ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์และจิตวิญญาณศิลปวัฒนธรรมอีสานร่วมสมัย รวมถึงการสืบสานศาสตร์แห่งหมอลำและศิลปะการแสดงท้องถิ่น ทำให้นิสิตตระหนักในคุณค่าของตนเองและชุมชน และยังได้สร้างระบบนิเวศภายในที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลายทางเพศ ความคิด และความเชื่อ ต้อนรับและสนับสนุนความแตกต่างอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิดเพื่อถอดบทเรียนภูมิปัญญาพื้นบ้านมาวิจัยและพัฒนาเชื่อมโยงสู่มุมมองระดับสากล  

การก้าวเดินของ มมส ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเป็นสถาบันการศึกษาที่มีจำนวนนิสิตหนาแน่น แต่คือภาพสะท้อนของ “มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ คุณภาพสูง” ที่มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการโอบรับความฝันของเยาวชนกว่า 49,851 คน ทุกย่างก้าวในรั้วเหลือง-เทาแห่งนี้ คือพื้นที่แห่งโอกาสและการเติบโตอย่างมีศักยภาพ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และขับเคลื่อนอนาคตของสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป 

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

เปิดเวทีนิวเจน ติวเข้ม 10 ทีมสุดท้าย ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ Coffee Truck คันจริง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดพื้นที่ให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ 10 ทีมสุดท้ายจากโครงการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” หลังได้รับความสนใจจากผู้สมัครมากกว่า 300 ทีมทั่วประเทศ โดยผู้เข้ารอบจะต้องต่อยอดแนวคิดการออกแบบรถ Coffee Truck ภายใต้โจทย์การสร้าง Brand Experience ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทย เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 690,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาผลงานสู่ Coffee Truck คันจริง ที่เตรียมออกเดินทางสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ 

ฑิตยา ตันเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บจก.กาแฟพันธุ์ไทย กล่าวว่า กิจกรรมเวิร์กชอปครั้งนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบรนด์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการสื่อสารแบรนด์และการสร้าง Brand Experience ร่วมกับกูรูระดับแนวหน้าของวงการนักสร้างสรรค์ ประกอบด้วย     “อาจารย์ต้น – นุวีร์ เลิศบรรณพงศ์ Chief Creative Officer จาก Craft Co., Ltd. และอดีต Head of Invention แห่ง WPP ถ่ายทอดแนวคิดเรื่อง “การสื่อสารแบรนด์ด้วยการสร้าง Brand Experience” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของงานดีไซน์ในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค และ “บอสหยาม – สยาม อัตตะริยะ Design Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Pink Blue Black & Orange เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 ร่วมแชร์แนวคิดด้านการออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นและสามารถนำไปใช้งานได้จริง   

สำหรับ 10 ทีมเยาวชนที่ผ่านเข้ารอบและจะเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่  1.ทีมผ่านเป็นพอค่ะ จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 2.ทีมเหมียวๆ จาก มหาวิทยาลัยบูรพา , 3.ทีม What ever ตี้นี้อะไรก็ได้ จาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ , 4.ทีมกุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร , 5.ทีม Zoo Zoo Za Za จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 6.ทีมนางสาวปุณยนุช พึ่งภักดี จาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม , 7.ทีม NSP49 จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , 8.ทีม DEVORIGI จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น , 9.ทีม เฮงเฮง จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 10.ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 

ทีมเฮงเฮง จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เผยถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมว่า พันธุ์ไทยเป็นแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะการสนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรและสินค้า OTOP เราจึงดึงความหลากหลายของวัตถุดิบเหล่านี้มาเป็นคอนเซปต์หลักในการออกแบบ Coffee Truck พอได้มาร่วมเวิร์กชอปทำให้มุมมองการทำงานของเรากว้างขึ้นมาก ได้เรียนรู้ว่างานออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องมองให้ครบ 360 องศา ทั้งฟังก์ชันการใช้งานและการสะท้อนตัวตนของแบรนด์”

สอดคล้องกับมุมมองของ ทีม Puppy จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ที่เสริมว่า ก่อนหน้านี้เรารู้จักแบรนด์แค่ผิวเผินว่าเครื่องดื่มอร่อย แต่พอได้ทำโปรเจกต์นี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของพันธุ์ไทยที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง เราจึงอยากสะท้อนเจตนารมณ์นี้ออกมาในผลงานเพื่อให้คนไทยรู้จักผลิตภัณฑ์ของบ้านเรามากขึ้น กิจกรรมเวิร์กชอปวันนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ ทำให้เราเข้าใจว่าการออกแบบต้องผสานมุมมองด้านการตลาด เข้าไปด้วยเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค ต้องขอบคุณกาแฟพันธุ์ไทยที่เปิดโอกาสและจัดโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้นมา  

กิจกรรมเวิร์กชอปในครั้งนี้ ถือเป็นการติดอาวุธทางความคิดครั้งสำคัญ โดยเหล่ากูรูในวงการได้ร่วมถ่ายทอดอินไซต์แก่นักออกแบบรุ่นใหม่ ว่าหัวใจของการสร้าง Brand Experience คือการใช้ Storytelling และงานดีไซน์ต้องมีรสนิยม ผสานกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้จริง ซึ่งองค์ความรู้และประสบการณ์แบบ 360 องศานี้ จะช่วยให้ทั้ง 10 ทีมนำไปพัฒนาผลงานต่อในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อค้นหาสุดยอดดีไซน์ที่จะถูกนำไปสร้างเป็น Coffee Truck พันธุ์ไทยคันจริง ออกเดินทางมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ  

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมส่งกำลังใจให้ทั้ง 10 ทีม ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้) 

นายกฯรับข้อเสนอ หอการค้าไทย ตั้ง กรอ. ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ดันการค้า-ลงทุน-SMEs

นายกฯรับข้อเสนอ หอการค้าไทย ตั้ง กรอ. ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ดันการค้า-ลงทุน-SMEs

นายกฯรับข้อเสนอ หอการค้าไทย ตั้ง กรอ. ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ดันการค้า-ลงทุน-SMEs

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

นายกฯ รับข้อเสนอหอการค้าไทย ตั้ง กรอ. เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ดันการค้า–ลงทุน–SMEs สร้างการเติบโตใหม่

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้า 

 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อเสนอของภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในหลายมิติ โดยรัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าและภูมิภาคสำคัญ การดึงดูดการลงทุน การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาและแปรรูปภาคเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส สะดวก และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และจะเร่งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

“รัฐบาลเชื่อว่าการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการลงทุนและการจ้างงาน การหารือในวันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันสร้างเงื่อนไขที่ดีที่สุดในการขยายการค้า การลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มอาชญากรรมทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว นักลงทุน และประชาชนทั่วประเทศ

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าหารือและเสนอแนวทางความร่วมมือ โดยระบุว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน โดยภาคเอกชนได้เสนอข้อเสนอแนะ 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ข้อเสนอเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ (Zero Corruption) การปฏิรูปภาคเกษตร การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การสนับสนุนสินค้า Made in Thailand พร้อมเสนอในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนรายสาขา เช่น พาณิชย์ เกษตร ท่องเที่ยว AI พลังงาน โลจิสติกส์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

2. ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย อาทิ การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ การเสริมสภาพคล่องของ SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นต้น

3. ข้อเสนอการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

4. มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น (เร่งด่วน) อาทิ การลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีนายจ้างและอยู่ในประเทศไทย และการวางแผนทดแทนแรงงานต่างด้าวในระยะยาว เป็นต้น

5. การยกระดับแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ (New National Art and Culture Platform) เช่น การปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากรประเภทหอศิลป์ (Art Free Zone) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนิทรรศการ การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับภูมิภาค

6. แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค ครอบคลุมกลุ่มประเภทธุรกิจสำคัญทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบด้วยด้านการเกษตรและอาหาร เช่น โครงการมหานครผลไม้เมืองร้อน ด้านท่องเที่ยวและบริการ เช่น โครงการยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการแก้ไขปัญหาหมอกควัน PM 2.5 และไฟป่าภาคเหนือ

“เห็นควรให้จัดตั้ง กรอ. พร้อมคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง โดยจะได้นำประเด็นการหารือต่างๆ มาเพื่อเดินหน้าความร่วมมือ และขอชื่นชมการจัดงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยได้อย่างมากว่า ภาคเอกชนไทยถือเป็น back สำคัญให้กับประเทศ” นายกฯกล่าวปิดท้าย