ท็อป ดารณีนุช เปิดใจ เผยเรื่องเฝ้ารักเฝ้ารอแต่เธอคนเดียวของ ไมโล

ท็อป ดารณีนุช เปิดใจ เผยเรื่องเฝ้ารักเฝ้ารอแต่เธอคนเดียวของ ไมโล

ท็อป ดารณีนุช เปิดใจ เผยเรื่องเฝ้ารักเฝ้ารอแต่เธอคนเดียวของ ไมโล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.14 น.

 เมื่อ ท็อป ดารณีนุช มาเปิดใจในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 ถึงเรื่องราวความรักที่ผ่านมา “มันเหลือแต่ความโกรธที่ทำให้ครอบครัวเราพัง แต่ถ้าถามว่ากลับมาดีกันได้ไหม…” ไม่มีวันได้เพราะอะไร เมื่อพ่อกับแม่ต้องแยกทาง มีสิ่งเดียวที่อยากบอกกับลูกคือ “เราไม่เคยปล่อยมือจากลูกนะ” คำสัญญาที่ “ท็อป ดารณีนุช” ให้ไว้กับลูก พร้อมกับเผยเรื่องเฝ้ารักเฝ้ารอแต่เธอคนเดียวของ ไมโล ที่มีต่อ ท็อป ดารณีนุช “ถ้าเลิกกันเมื่อไหร่ เขาจะเอาเราเป็นสามี!” คำพูดที่ทำให้คนแอบรักมีหวังลึกๆ และ “ท็อป ดารณีนุช” ให้ “ไมโล” ไปเคลียร์กับคนเก่าให้ได้ก่อนไม่งั้นเลิก!!  ไม่ต้องร้องขอแต่จะแสดงให้เห็นว่า “ถ้ารักกันจริง เรื่องนอกใจจะไม่มี” เพราะพื้นฐานที่คนรักกันควรมีเลยคือ “ความซื่อสัตย์

ในความรักครั้งที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น?

ท็อป ดารณีนุช : ตอนที่เราเลิกมาเนี่ยแล้วเรารู้สึกสิ่งที่มันมาแทนมันเป็นความโกรธเหมือนกับครอบครัวของฉันที่ฉันพยายามรักษาอย่างดีที่สุด ฉันไปเหนื่อยฉันไปทำอะไรก็ได้อยากให้ครอบครัวนี้อยู่แล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราก็เสียใจ มันไม่ได้โทษ แต่มันโกรธว่าดูสิมันเจ๊งกันไปหมดเลย

เคยคิดไหมเอ่ยว่าอยากกลับมาเพื่อเป็นครอบครัว

ท็อป ดารณีนุช : ถามตอนนี้ว่าจะกลับมาดีกันได้ไหม ไม่มีวันได้ค่ะ

ท็อป ดารณีนุช : ตอนที่เราเลิกกับพ่อเขาเราก็บอกกับลูกเราว่า เมื่อก่อนครอบครัวเรามือจับกันเป็นวงกลมนะ แต่ตอนนี้แค่มือของพ่อกับแม่ปล่อยออกจากกันหันซ้ายก็เจอแม่ หันขวาก็เจอพ่อเราไม่เคยปล่อยมือลูกนะ และเราก็จะไม่มีใครที่จะแยกความรักเขาแม่จะอยู่จนกว่าลูกจะแข็งแรง

 มีความตั้งใจจะโสดตลอดชีวิตไหม?

ท็อป ดารณีนุช : มีค่ะ

 ความรักที่เฝ้ารอ แปลว่าเราแอบชอบเขามาตลอดไหม

ไมโล : ใช่ครับ เห็นเขามาตั้งแต่ ม.1

 มันมีช่วงโมเมนต์หนึ่ง ซึ่งพี่ท็อปเองอาจจะลืมๆไปแล้วแต่มันเป็นประโยคที่ทำให้พี่ไมโลจำได้ไม่ลืม คือประโยคว่าอะไรเอ่ย

ไมโล : ก็เขาจะเลิกกันเมื่อไหร่เขาจะเอาเราเป็นสามีมันขำแต่ก็แอบคิดเพราะว่าเราชอบเขาอยู่ไง

ไมโล : แต่เราก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก จนมันมีเรื่องนี้ที่ทำให้ได้คุยกัน พอได้คุยกันเราก็คิดว่าถ้างั้นเราพูดในสิ่งที่เรายังค้างอยู่ในใจดีกว่า

ท็อป ดารณีนุช : เขาก็บอกว่าเขาชอบเรา

ไมโล : มันก็โอกาสสุดท้ายแล้วนะถ้ามันไม่พูดตอนนี้

 แต่เห็นว่ามีช่วงที่ต้องห่างกันไปมันติดอะไรเอ่ย

ท็อป ดารณีนุช : เรื่องเก่าเขายังไม่จบเรื่องที่เขามาปรึกษา ถ้าไม่เคลียร์เลิกจบเพราะว่าไม่ชอบ ตอนนั้นเราก็ชอบเขาแล้ว แต่ฉันไม่ได้เป็นที่หนึ่งที่เขาพูดว่าเขาคิดถึงเราหรือว่ารู้สึกดีกับเราผู้ชายคนนี้โกหก

 ถ้ารักกันจริงเรื่องนอกใจจะไม่มี

ไมโล : พอเรารักใครมันไม่ต้องบอกว่าจะต้องเป็นยังไงมันก็จะเป็นออกมาเอง ถ้าเรารักใครจริงๆเขาก็บอกเราว่าขออย่างเดียวเรื่องความซื่อสัตย์ เราบอกว่าไม่ต้องหรอกถ้ามันรักเนี่ยมันไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแล้ว เขาก็จะเห็นเราแบบนี้ตลอดไป

ท็อป ดารณีนุช :

จากดรามาฟ้องศาลสู่การเปิดใจ ‘กระต่าย พรรณนิภา’ ร้อง ขอความเป็นธรรม ปมโดนคดีฉ้อโกง 40 ล้าน

จากดรามาฟ้องศาลสู่การเปิดใจ ‘กระต่าย พรรณนิภา’ ร้อง ขอความเป็นธรรม ปมโดนคดีฉ้อโกง 40 ล้าน

จากดรามาฟ้องศาลสู่การเปิดใจ ‘กระต่าย พรรณนิภา’ ร้อง ขอความเป็นธรรม ปมโดนคดีฉ้อโกง 40 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.29 น.

จากกรณีที่วานนี้ (3 ม.ย. 2569) มีนักธุรกิจสาวเจ้าของแบรนด์อาหารเสริมชื่อดังหอบหักฐานยื่นฟ้องนักร้องสาวชื่อดัง ต่อศาลจังหวัดสกลนครในข้อหาฉ้อโกง หลังตรวจสอบพบความผิดปกติในการเบิกค่าใช้จ่ายของบริษัทจำนวน 22 รายการ ตีเป็นมูลค่าความเสียหาย 40 ล้านบาท ไปก่อนหน้านั้น จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกออไนลน์ ว่าเป็นนักร้องสาวชื่อดังคนไหน ก่อนที่ในเวลาถัดมา กระต่าย พรรณนิภา จะออกมาโพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวในสิ่งที่เกิดขึ้น และเน้นย้ำชาวเน็ตหรือแฟนคลับรอฟังความจริงในมุมของตนเองบ้าง

ล่าสุดวันนี้ 4 มิถุนายน 2569 กระต่าย พรรณนิภา โพสต์เฟซบุ๊ก กระต่าย พรรณนิภา Fanpage ชี้แจงร่ายยาวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุถึงประเด็นสต็อกสินค้าและที่มาของเงินทุน เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองว่า “เนื่องจากทางพี่หุ้นส่วนได้ออกมาโพสต์แก้ต่าง หลังจากหนูโพสต์ชี้แจงเรื่องธุรกิจคลอลาเจนไป มีในส่วนประเด็นที่พี่เขาแย้งว่า “มีสต็อกมูลค่ามหาศาล เสียหาย 40 ล้านบาท” หนูขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและถ้าหากหนูเข้าใจผิดตรงนี้ หนูขอให้พี่หุ้นส่วนพิสูจน์ความจริงว่าสต็อกมีจริงตามที่กล่าวอ้าง หนูมีหลักฐานใบสั่งซื้อที่เป็นปกติวิสัยของการสั่งซื้อสินค้าแต่ละรอบ ครั้งละประมาณ 30,000 ห่อ/รสชาติ ซึ่งมีต้นทุนห่อละ 38 บาท และ 24 บาท ทั้งนี้ถ้าหากสต๊อกตอนนี้ค้างอยู่และเสียหาย 40,000,000 ล้านบาทตามที่แก้ต่างจริงเท่ากับว่าต้องมีของอยู่ในโกดังประมาณ 1,000,000 ห่อ

กระต่าย พรรณนิภา

อีกทั้งพี่หุ้นส่วนไม่ได้เป็นผู้แบกรับต้นทุนในการผลิตทั้งหมดหลาย 10 ล้านแต่เพียงผู้เดียวตามที่ให้ข่าว หากแต่เป็นการถอนเงินจาก Seller Tiktok Shop ถอนโอนตรงถึงบัญชีธนาคารโรงงานผู้ผลิตเลยค่ะ คือหนูต้องขายสินค้าก่อนพอขายได้ เงินเข้า Seller จึงกดถอนเงินไปจ่ายค่าสินค้าให้โรงงานในแต่ละรอบ และเป็นการทยอยจ่าย ซึ่งเงินที่จ่ายให้โรงงานนี้เป็นเงินจากการขายสินค้าร่วมกันโดยหลักๆ มาจากคลิปปักตะกร้าและไลฟ์รีรันใบหน้าหนูเอง หนูอยากขอร้องพี่ๆทางเพจต่างๆที่นำเสนอข่าวของหนูตามที่อีกฝ่ายเขาให้ข่าวว่าหนูทำให้เขาเสียหาย 40,000,000 บาท ช่วยเป็นสื่อกลางในการประสานให้ทางหนูได้มีโอกาสตรวจสอบความจริง ได้มีการตรวจสอบสต็อกสินค้าร่วมกันอย่างเร็วที่สุด (เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการเร่งผลิตสินค้าใหม่เพื่อสวมเป็นสต็อกเก่าตามที่กล่างอ้าง เพื่อความโปร่งใสของทุกๆฝ่าย) โดยจะมีบุคคลที่เป็นกลางไปด้วยก็ได้ค่ะ เพื่อยืนยันสต็อกที่แท้จริงตามที่พี่หุ้นส่วนกล่าวอ้างและร้องต่อเพจต่างๆ เพราะถ้าหากสินค้าไม่มีจริง นั่นอาจหมายความว่าเขา #หลอกสื่อและใช้สื่อในการทำข่าวที่ไม่เป็นความจริงอีกด้วย หนูต้องขอโทษพี่ๆทุกคนที่ต้องโพสต์เรื่องราวดราม่าจริงๆนะคะ แต่หนูขอความเป็นธรรม หากสิ่งใดหนูผิดหนูน้อมรับยอมรับผิด หากสิ่งใดที่บิดเบือนความจริง หนูขอปกป้องตัวหนูเองค่ะ #ขอบคุณค่ะ”

หลังจากที่โพสต์ของ กระต่าย พรรณนิภา เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ได้มีแฟนคลับและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ดราม่าทุกครั้งน้องไม่เคยออกมาแก้ต่างเงียบทุกครั้ง แต่ครั้งนี้น้องก็ต้องออกมาปกป้องตัวเอง สู้ๆนะคะ”

“กำลังใจจ้าขอไห้หนูผ่านเรื่องราวร้ายๆไปไห้เร็วที่สุดขอไห้คนที่เอาเปรียบเด็กทุกอย่างแพ้ภัยตัวเองด้วยเถิด”

“สู้ๆนะครับ สู้เพื่อความจริง”

“เป็นกำลังใจให้น้องกระต่ายผิดถูกน้องก็ยอมรับให้โอกาสน้องอธิบาย”

“ต้นทุนถูกมากเลยคะ คอลลาเจน มากสุดกี่กรัมอะ”

“กอดๆ”

“อิหล่าเอ้ย อดทนมานานแล้วเนาะที่กล่าวหาบิดเบือนเรา สู้ให้ถึงที่สุด สต๊อคของทิพย์ก็มาเด้องานนี้”

กระต่าย พรรณนิภา
กระต่าย พรรณนิภา
กระต่าย พรรณนิภา
กระต่าย พรรณนิภา
กระต่าย พรรณนิภา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กระต่าย พรรณนิภา Fanpage 

มรภ.เพชรบุรี เปิดวิสัยทัศน์! จัดตั้ง ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี เปิดวิสัยทัศน์! จัดตั้ง ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

มรภ.เพชรบุรี เปิดวิสัยทัศน์! จัดตั้ง ‘คณะสัตวแพทยศาสตร์’ ชูทุนฟรี – มีรายได้ช่วงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เดินหน้ายกระดับการศึกษา จัดตั้ง “คณะสัตวแพทยศาสตร์” เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพสัตว์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ ประจำภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่ง ชูจุดขายทุนเรียนฟรี 4 ปี  มีรายได้ระหว่างเรียน อนาคตเล็งยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับสมัครวันนี้ – 20 มิถุนายน 2569 

รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดี มรภ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมจะเปิด 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรการพยาบาลสัตว์ หลักสูตรเทคนิคการสัตวแพทย์ และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต เป็นความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบุคลากรสายสนับสนุนสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้าไปสู่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้ถูกออกแบบมาให้เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้บัณฑิตจบมาพร้อมทำงานได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรก

โดยมหาวิทยาลัยได้เตรียม “ทุนเพชรราชภัฏ” ซึ่งเป็นทุนการศึกษาเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเล่าเรียนฟรีตลอดหลักสูตร 4 ปี นอกจากนี้ยังมีทุนสนับสนุนอื่นๆ เพื่อรองรับนักศึกษาที่มีศักยภาพ แบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และส่งเสริมทักษะวิชาชีพไปพร้อมกัน โดยทางมหาวิทยาลัยยังได้นำร่องโครงการ “Earn While Learn” (เรียนไป มีรายได้ไป) แล้วยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าปฏิบัติงานจริงในคลินิกรักษาสัตว์ของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษามีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมกันนี้ยังมอบสิทธิพิเศษในการผ่อนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ถึง 3 งวดต่อภาคเรียนอีกด้วย

“เราไม่ได้มองแค่การผลิตบัณฑิตสู่ตลาดแรงงานในประเทศ แต่เรายังมองไกลไปถึงมาตรฐานระดับสากล นักศึกษาของเราจะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และเดินทางไปฝึกงานในต่างประเทศ เพื่อเปิดโลกทัศน์และยกระดับทักษะทางคลินิกให้เทียบเท่าสากล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของหลักสูตรนี้” อธิการบดี มรภ.เพชรบุรี กล่าวและว่า การเปิดหลักสูตรการพยาบาลสัตว์ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทย ที่ผสมผสานการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการเข้ากับการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดย มรภ.เพชรบุรี ยังได้สร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดการหลุดออกจากระบบ พร้อมมอบทุนการศึกษา ดังนี้ 1.เรียนดี เรียนฟรีสูงสุด 100% (นักเรียนเกรดเกิน 3.5 เรียนฟรีเทอมแรก รักษาเกรดได้ เกิน 3.5 ฟรีทุกเทอม เกรด 3.0-3.49 จ่าย 25% ) , 2.ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความประพฤติดี ลดค่าเทอมสูงสุด 50% เทอมแรก , 3.มีรายได้ระหว่างเรียน 3,000 บาทต่อเดือน (เข้าร่วมโครงการ Earn While Learn) และ 4.ผ่อนชำระค่าเล่าเรียนได้ 3 งวด

สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัครรอบต่างๆ โควตาพิเศษ และข้อมูลทุนการศึกษาของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลสัตว์ (รับจำนวน 40 คน) ประจำปีการศึกษา 2569 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 มิถุนายน 2569  สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=61589253653317  / หรือแบบฟอร์มสมัครเข้าศึกษา https://forms.cloud.microsoft/r/WTv0sP3NYB  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โทร 032 708 624

อาจารย์จุฬาฯ คว้าทุน ‘Pew Marine Fellowship 2026’ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้อนุรักษ์ทะเล

อาจารย์จุฬาฯ คว้าทุน ‘Pew Marine Fellowship 2026’ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้อนุรักษ์ทะเล

อาจารย์จุฬาฯ คว้าทุน ‘Pew Marine Fellowship 2026’ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้อนุรักษ์ทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และรองผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับทุน “Pew Fellows Program in Marine Conservation ประจำปี 2026” นับเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลระดับโลกด้านการอนุรักษ์ทะเล

“Pew Fellows Program in Marine Conservation” เป็นโครงการที่สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์รุ่นกลาง และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ทะเล โดยโครงการจะมอบทุนให้แก่นักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับ เพื่อดำเนินโครงการวิจัยอิสระเป็นระยะเวลา 3 ปี ในประเด็นด้านการอนุรักษ์ทะเล รางวัลนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในรางวัลที่มีเกียรติและทรงคุณค่าในวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเล ทั้งนี้ผู้ได้รับทุนในปี 2026 จะได้เข้าร่วมเครือข่ายนักวิจัยระดับนานาชาติของ Pew Marine Fellows ซึ่งปัจจุบันมีศิษย์เก่ามากกว่า 200 คนทั่วโลก ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางทะเล และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ผลงานวิจัยของ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการใหม่เพื่อยกระดับการฟื้นฟูแนวปะการังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายของปะการังสูงที่สุดของโลก โดยจะพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังด้วยกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ รวมถึงการจัดเก็บธนาคารสเปิร์มและไข่ปะการังด้วยเทคโนโลยีการแช่แข็ง เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังที่นำไปใช้ในการฟื้นฟูนอกจากนี้ ยังศึกษาปะการังวัยอ่อนเพื่อระบุลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทนทานต่อความเครียดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น พร้อมทั้งทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูแนวปะการังที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ในปี 2026 มีนักวิทยาศาสตร์จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และประเทศไทย ได้รับการคัดเลือกเป็น Pew Fellows รวมทั้งสิ้น 7 คน

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชวนร่วมกิจกรรม ‘ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เชิญชวนน้องๆ เยาวชน โรงเรียน หน่วยงาน  องค์กร  ชมรม/กลุ่ม และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายเยาวชนนักคิด ตะลุยวิทย์ เกษตรและธรรมชาติ” ในรูปแบบทัศนศึกษา – ดูงาน ที่พี่ๆ นักวิจัย จะพาทุกคนเรียนรู้โลกของวิทยาศาสตร์ เกษตร และธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ ลงมือทำจริง สนุก ได้ความรู้ และได้แรงบันดาลใจกลับบ้านแบบเต็มๆ เปิดให้จองเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภายในค่ายฯ พบกับ 7 ฐานกิจกรรมสุดสนุก ได้แก่ 1.การทำคราฟฟ์โซดาจากสมุนไพรพื้นบ้าน 2.การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ 3.การผลิตแท่งเพาะชำจากวัสดุธรรมชาติ 4.กิจกรรม Seed Ball เพิ่มพื้นที่สีเขียว 5.เรียนรู้เมล็ดพันธุ์มีชีวิต 6.สวนสวยในแก้วใส และ 7.แมลงย่อส่วน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติรอบด้าน เช่น 1.ความหลากหลายของพันธุกรรมพืช 2.พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3.โลกของแมลงและระบบนิเวศ

โดยกิจกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิด การทำงานเป็นทีม และประสบการณ์นอกห้องเรียน ผ่านการเรียนรู้แบบสนุก ปลอดภัย และใกล้ชิดธรรมชาติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 096-337-5169 (ภานุวัฒน์) Facebook : สถานีวิจัยลำตะคอง

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

ข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยามุ่งเป้าพระราชทาน ส่งถึงคลังแล้ว เตรียมกระจายทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.21 น.

โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำส่งยารักษามะเร็งพระราชทาน “อิมครานิบ 100” ล็อตแรกเข้าศูนย์กระจายยาของ สปสช. เร่งกระจายสร้างความมั่นคงทางยาเพื่อผู้ป่วยทั่วประเทศ

จากพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้พระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100 (Imcranib 100)” จำนวน 690,000 เม็ด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ภายใต้ “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา” ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ดำเนินการผลิตและส่งมอบยารุ่นแรกของ สปสช. เข้าสู่ ศูนย์กระจายยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายยาหลักของ สปสช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคลังสินค้าและการจัดส่งทั้งหมดดำเนินการภายใต้มาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) หรือมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการกระจายยาอย่างเคร่งครัด เพื่อคงคุณภาพและความปลอดภัยของตัวยาไว้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วย โดยในลำดับต่อไป องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะรับช่วงต่อในการเป็นผู้ดำเนินการกระจายยา “อิมครานิบ 100” ไปยังหน่วยบริการสุขภาพและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศตามแผนการกระจายยาของ สปสช. เพื่อให้ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่ทันสมัยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ 100” ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) ยานี้ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริฯ ขึ้น ณ พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

“อิมครานิบ 100” เป็นยารักษาแบบมุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosine kinase ซึ่งสามารถยับยั้งการเติบโตและการกระจายของเซลล์มะเร็ง ทำให้ควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอาการข้างเคียงต่ำเมื่อเทียบกับการทำเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายประเภท อาทิ: โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (CML) มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL) มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) และมะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) การส่งมอบยารุ่นแรกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยตามพระปณิธานอันแน่วแน่ ในการขจัดอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างเท่าเทียม
 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ’ องมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ' องมนตรี  เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ’ องมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 35/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการพระคลังข้างที่

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่

สั่ง ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล

ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

‘อนุชา’บุกชุมชนวัดมะกอก ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

‘อนุชา’ ลุยหาเสียงชุมชนวัดมะกอกบอก กระแสดีวันดีคืน ชี้ 5 นโยบายโดนใจ หลังเดินเคาะบ้านหาเสียง ชู จัดการน้ำขัง-ขยะในชุมชน

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่สวนพญาไทภิรมย์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอนุชาญ กวางทอง ผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท เบอร์ 7 ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชน ชุมชนวัดมะกอก บริเวณใต้ทางด่วน โดยเดินหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน ร้านค้า ขอคะแนน ซึ่งระหว่างเดินนายอนุชา ได้พบกับกองขยะที่อยู่ริมถนนและในชุมชน 

โดยนายอนุชา กล่าวว่า หนึ่งนโยบายที่เราทำคือเรื่องความสะอาด หนึ่งในนั้นคือเรื่องขยะ การจัดเก็บเป็นสิ่งที่สำคัญ การเอามาวางไว้ถนนใจกลางเมืองแบบนี้ เราน่าจะหาการเก็บได้ดีกว่านี้ เพราะเวลาเดินผ่านสิ่งแรกที่เห็นคือเรื่องทัศนียภาพความสวยงามส่วนที่สอง คือ เรื่องของกลิ่น เพราะหากทิ้งไว้ค้างคืนหรือฝนตกลงมา น้ำก็ไหลลงท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดกลิ่น ต้องหาภาชนะหรือถังมีฝาปิด ให้กลิ่นหรือน้ำเอาไปข้างใน

นายอนุชา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการจัดเก็บขยะการนำขยะเหล่านี้ไปเผา เพื่อเป็นพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการฝังกลบและในอนาคตพยายามให้คนแยกขยะ ต้องสามารถที่จะทำได้โดยการสร้างแรงจูงใจ โดยการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เมื่อแยกขยะแล้วจัดเก็บให้มากขึ้นบ่อยขึ้น และพูดให้ชัดว่าแต่ละวันจะจัดเก็บขยะอะไร เรื่องของขยะสามารถทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้น นายอนุชา ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงต่อไปยังชุมชนอุทัยรัตน์ ในซอยประดิพัทธ์ 15 เดินหาเสียงแบบเคาะประตู ขอคะแนนให้เลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งผู้ว่าฯและส.ก. 

โดยนายอนุชา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ลงพื้นที่ทำให้เห็นว่าจะมีต้องปรับปรุงบางส่วน เวลาลงชุมชนเห็นเรื่องความสะอาด เพราะเมื่อฝนตกมีน้ำท่วม ไม่สามารถที่จะระบายได้ เป็นประเด็นปัญหาที่เราคิดว่าต้องแก้ไขและมีพี่น้องประชาชนร้องเรียนด้วย บางที่ไม่ใช่แค่ 1-2 วัน และเมื่ออุดตันทำให้น้ำเสีย เรื่องความสะอาด เรื่องของขยะเราไม่ได้เก็บไว้อยู่ในถัง แต่เอามาวางทิ้งไว้ริมทาง ทำให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย ทำให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ 

ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจ เราลงพื้นที่ได้เห็นพื้นที่จำนวนมาก กรุงเทพฯจะมาช่วยเสริมให้เป็นพื้นที่ที่เป็นประโยชน์ให้ช่วยขายของ อย่างเขตพญาไท ก็จะมีที่ว่างที่ไม่ใช้ประโยชน์ แต่ค่อนข้างที่จะทรุดโทรมและมืดอันตราย สิ่งที่ประชาธิปัตย์นำเสนอคือการนำที่ว่างเปล่ามาทำให้เกิดประโยชน์ แม้กทม.จะไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ก็ต้องมีการเจรจากันกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ส่วนพื้นที่ใต้ทางด่วนสามารถนำมาเป็นลานกีฬาได้

นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องการเดินทางของประชาชน การเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า ค่อนข้างไกล เดินทางลำบาก ต้องไปวินมอเตอร์ไซค์บางครั้งฝนตกก็ลำบาก เราคงต้องบริหารจัดการในเรื่องของเส้นทางที่เป็นเส้นเลือดฝอย นำพี่น้องจากหมู่บ้านซอยเล็กๆไปสู่ขนส่งสาธารณะเพื่อที่จะสามารถจอดรถ และมอเตอร์ไซค์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ

“ส่วนกระแสการตอบรับในตัวผม ของพี่น้องประชาชนในกทม. เรียกว่าดีวันดีคืน ผมยังไม่เข้าไปแนะนำตัว เขาก็ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นเดินเข้ามาก็จำได้แล้วว่าผู้สมัครมาจากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์อะไร นโยบายของเรามีอะไร แบะประชาชนเห็นด้วยในเรื่องที่เราเสนอนโยบาย ทั้ง 5 เพราะตรงใจและพร้อมยินดีที่จะสนับสนุนและจะไปบอกเพื่อน บอกญาติ ว่าให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าผู้ว่าฯและส.ก.ประชาธิปัตย์ เข้าไปทำงาน เดินหน้าทำงานทันที” นายอนุชา กล่าว 

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร  เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

อนุทิน ขอ ปชช. อย่ากังวลเหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เมิน กังฟู แฉบ่อนโยงนักการเมือง

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.57 น.

นายกฯ ขอ ปชช.ไม่ต้องกังวล เหตุยั่วยุชายแดนไทย-เขมร เย้ย “กังฟู” แฉบ่อนเอี่ยวนักการเมือง เรื่องมั่นคงของจริงไม่มีใครไลฟ์บอกน่าส่งไปศรีธัญญา 

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุยั่วยุกันเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ยังควบคุมได้ไม่มีอะไรต้องกังวลใช่หรือไม่ว่า ประชาชนยังสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกองทัพยืนยันว่า จะดูแลแนวเขตของประเทศไทยอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของการเจรจาอะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระทรวงการต่างประเทศ เราไม่มีความเดือดร้อนอะไร เรายังไม่มีการเจรจาเรื่องเขตแดน จากการที่เราได้มีการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไป ขอให้เชื่อว่ารัฐบาลได้ไตร่ตรอง หารือ และประเมินสถานการณ์แล้ว การตัดสินใจของรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง มีประโยชน์ และไม่ก่อความเดือดร้อนใดๆ ให้กับคนในประเทศของเรา 

เมื่อถามย้ำว่า กรณีเกิดเหตุการณ์ยั่วยุในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างนี้ทุกวันเขาถึงเรียกว่าการยั่วยุ มันเป็นองค์ประกอบของการที่เรายังไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีได้ เราต้องมีความอดทน เราเหนือกว่า เราต้องนิ่ง เราต้องอดทนให้ดีกว่า ก็ต้องขอชมเชยพี่น้องทหารที่ใช้ความอดทนอย่างเต็มที่ต่อการยั่วยุ เราไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุ เราเป็นฝ่ายที่นิ่งต่อสถานการณ์ก็ทําให้ประเทศของเรา มีความเข้มแข็งเป็นที่ยําเกรง 

เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลกับเรื่องนี้พอสมควร นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องกังวล ทุกอย่างในวันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้วช่วงเดือนเดียวกัน ตนว่าปัญหาห่างกันเยอะ วันนี้ความสงบเกิดขึ้น แนวชายแดนมีความสงบถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่าคําถามนี้ไม่สะท้อนกับความเป็นจริง 

เมื่อถามย้ําว่า ประชาชนตามแนวชายแดนจะมั่นใจได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เราลงนามในข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 68 ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่จะต้องวิตกกังวลใดๆ 

เมื่อถามอีกว่า ก่อนการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68 นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีกาสิโน ที่ช่องสะงำเกี่ยวข้องกับนักการเมืองไทย นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก จะไปฟังทุกคนอย่างนี้ไม่ได้ รัฐบาลก็มีการข่าวของรัฐบาล มีแผนป้องกันแนวชายแดน ป้องกันประเทศของรัฐบาล กองทัพก็มีความเข้มแข็ง อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง ไม่มีคําว่าแสนยานุภาพลดด้อยถอยลง รัฐบาลดูแค่นี้ เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องยิบย่อยที่กุกันขึ้นมา ตราบใดที่ยังไม่เกิดขึ้นในดินแดนของเราใครจะไปเดือดร้อน สิ่งที่เขาทําอยู่ฝั่งนั้น พวกสแกมเมอร์กองทัพของเราก็จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ผู้ที่เดือดร้อนก็ถูกส่งกลับ ผู้ที่กระทําความผิดก็ถูกดําเนินคดี ถูกยึดทรัพย์มากมายตั้ง 3-4 หมื่นล้านบาทซึ่งเกิดภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางคําว่าไม่มีผลงาน ท่ามกลางคําว่าไม่ได้ทําอะไร ถ้าไปฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ไม่ต้องทํางานกันพอดี 

เมื่อถามว่า จะต้องมีการตรวจสอบผู้ที่ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะมีการระบุว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องตรวจสอบ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเขามีศักยภาพดีกว่าคนที่ออกมาไลฟ์สด  ของจริงเขาไม่ไลฟ์สดกันหรอก เรื่องความมั่นคงไม่มีใครเขาออกมาพูด คนที่ออกมาพูด ออกมาไลฟ์ มาปั่นป่วนต่างๆ พวกนี้ที่จริงก็เป็นภัยสังคม 

เมื่อถามว่า เหมือนว่าเป็นการเรียกยอดไลฟ์ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้เขา” พร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวต่อว่า ” ต้องส่งไปแถวโรงพยาบาลศรีธัญญา “

นายกฯหลังสวนแนะรัฐ เร่งให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์รอบด้าน

นายกฯหลังสวนแนะรัฐ เร่งให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์รอบด้าน

นายกฯหลังสวนแนะรัฐ เร่งให้ข้อมูลแลนด์บริดจ์รอบด้าน

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

นายกเทศมนตรีเมืองหลังสวน มองแลนด์บริดจ์ดีถ้าประชาชนได้ประโยชน์ เผยเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ แนะรัฐบาลคิดให้รอบคอบ เร่งทำความเข้าใจให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับชาวบ้าน 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ สำนักงานเทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน ต.ปากน้ำ อ.หลังสวน จ.ชุมพร เพื่อรับฟังมุมมองความคิดเห็น เสียงสะท้อนของผู้นำพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ 

นายวิชัย อนันตเมฆ นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำหลังสวน เปิดเผยว่า สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ อยากให้รัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาทำความเข้าใจในข้อมูลของโครงการแลนด์บริดจ์ให้กับชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น เพราะจากข่าวที่นำเสนอมี 2 มุม ทั้งดีและไม่ดี

ส่วนตัวผู้ที่อยู่ใกล้ชิดโครงการ คือ ตำบลปากน้ำหลังสวน มองว่า ถ้ามีโครงการใหญ่ๆ แบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน หรือในมุมของภาคใต้ โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน เพราะฉะนั้นรัฐต้องคิดให้รอบคอบ ว่า ถ้าทำไปแล้ว จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง อยากจะให้ทางรัฐ และผู้เสนอโครงการ ได้มาพูดคุยกับชาวบ้านให้เข้าใจ จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันเอง หรือเถียงกันเองในพื้นที่ บางทีตอนนี้กลายเป็นเหตุทะเลาะ หรือถกเถียง หรือไม่เข้าใจกัน ในพื้นที่ว่าดีหรือไม่ดี อันไหนมีมากกว่ากัน

นายวิชัย เปิดเผยอีกว่า ส่วนตัวต้องยอมรับว่า ในพื้นที่ภาคใต้ อยากจะให้มีการพัฒนาในเรื่องต่างๆ ให้เท่าเทียมเหมือนภาคอื่น แต่ว่าในการพัฒนา ต้องคิดให้รอบคอบว่า เราอาจจะเสียธรรมชาติ เสียเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว เราได้อะไรมาทดแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งตนเองก็เข้าใจได้ว่า การได้แล้วไม่มีเสียเลย คงเป็นไปไม่ได้ แต่ได้กับเสีย แบบไหนจะคุ้มมากกว่ากัน ข้อมูลเหล่านี้ รัฐจะต้องทำหน้าที่ให้มากกว่านี้ เพราะว่าประชาชนในพื้นที่ เท่าที่ดูมา หลายคนก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย บางคนก็เข้าใจบ้าง แต่ส่วนที่เข้าใจดี เชื่อว่า มีไม่มาก