‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

'พระโคพอ-พระโคเพียง'เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569 (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.17 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เมล็ดพันธุ์พระราชทานหล่อเลี้ยงหัวใจเกษตรกรไทย มอบพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ เสี่ยงทายปีนี้น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง 

13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้น ในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้น การทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย

การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 – 08.39 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา ประจำปี พ.ศ. 2569 คือ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 รายและพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง โดยพระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 210 เซนติเมตร อายุ 14 ปี ส่วนพระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 239 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 213 เซนติเมตร อายุ 14 ปี พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน 

ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯโดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2568 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดามาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ 1) ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,295 กิโลกรัม 2) กข 79 จำนวน 550 กิโลกรัม 3) กข 85 จำนวน 990 กิโลกรัม 4) กข 99 (หอมคลองหลวง 72) จำนวน 520 กิโลกรัม 5) กข 109 (หอมพัทลุง 72) จำนวน 600 กิโลกรัม และพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ 1) กข 6 จำนวน 592 กิโลกรัม และ 2) กข 26(เชียงราย 72) จำนวน 600 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 5,147 กิโลกรัม ถือเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนา ทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตร

ในวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไป เป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน ได้แก่ หากหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน สำหรับการอุปโภคและบริโภคอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่อาจเกิดขึ้น   

ในการนี้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยง โดยในปีนี้พระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ นอกจากนี้ พราหมณ์ได้เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค ซึ่งปีนี้พระโคกินถั่วพยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน น้ำ และ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตลอดมา

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติและปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569 โดย นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เบิกตัวผู้ได้รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณในประเภทต่าง ๆ มีรายชื่อ ดังนี้

เกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 16 ราย คือ
1) อาชีพทำนา ได้แก่ นายจิรกร จิวเจริญกาล จังหวัดนครปฐม
2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายคมญ์คริษฐ์ กล่อมสังข์ จังหวัดตราด
3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นางหนูเรียน เพียโคตร จังหวัดชัยภูมิ
4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายประเสริฐ ยุวกาฬกุล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางสมพร แก้วคนตรง จังหวัดราชบุรี
6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายสุรศักดิ์ แซ่ลี้ จังหวัดราชบุรี
7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายอมร เหลืองนฤมิตชัย จังหวัดเพชรบุรี
8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายประโยชน์ โสรัจจกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา
9) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นางสาวภัทรนิษฐ์ ศิระวัฒนารุจน์ จังหวัดกาญจนบุรี
10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นายบุญธรรรม ทับทิมศรี จังหวัดนครสวรรค์

 
11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นายสุริยา ขันแก้ว จังหวัดแพร่
12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นางเกษร ทองคำ จังหวัดพัทลุง
13) สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นางสาวรัตฑณา จันทร์ดำ จังหวัดเชียงใหม่
14) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นางสาวอัญชรี อัสววิมล จังหวัดนนทบุรี
15) ที่ปรึกษากลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายมนตรี วัดน้อย จังหวัดนครปฐม
16) สมาชิกกลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายเพชรรัตน์ ม่วงสาย จังหวัดนครสวรรค์
สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569จำนวน 13 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำนาดอนใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี
2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรกรทำสวนไม้เรียง จังหวัดนครศรีธรรมราช
3) กลุ่มเกษตรกรทำไร่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำไร่หนองโพรง จังหวัดปราจีนบุรี
4) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อตำบลบ้านเสียว จังหวัดนครพนม
5) กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม จังหวัดตราด
6) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์ที่น้ำ ได้แก่ กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงบ้านสมสะอาด จังหวัดบึงกาฬ
7) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเมาะหลวง จังหวัดลำปาง
8) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรนอกโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี
9) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหนองหิน จังหวัดอุบลราชธานี
10) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำคุระบุรีร่วมใจ จังหวัดพังงา
11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่นาเยีย ปี 59 จังหวัดอุบลราชธานี
12) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่น ๆ ได้แก่  ศูนย์ข้าวชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหนองกุง จังหวัดบึงกาฬ
13) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มยางก้อนถ้วย กยท. จังหวัดนครศรีธรรมราช
สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 7สหกรณ์ คือ
1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร  เมืองตรอน จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์
2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมสีคิ้ว จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
3) สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางยูงทอง จำกัด จังหวัดสงขลา
4) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จังหวัดกาฬสินธุ์
5) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำกัด จังหวัดนครราชสีมา
6) สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์บริการครูแพร่ จำกัด จังหวัดแพร่
7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เอ็น เอช เค สปริง จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569จำนวน 3 สาขา คือ 
1) สาขาปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นางราตรี บัวพนัส จังหวัดนครสวรรค์
2) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายพรหม สอนสิริ จังหวัดปราจีนบุรี
3) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายบุญส่ง นับทอง จังหวัดกระบี่

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

อาชีวะ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบ ยกระดับ ผ้าไหม Soft Power ไทย สู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการยกระดับและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอ กับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย โดยนายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฎศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย โดยมีนางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ นายรังสันต์ เทพมนตรี ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ เอกอัครราขทูตกัวเตมาลาประจำประเทศไทย ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก สถานเอกอัครราชทูตคิวบา ภาคเอกชนจากออสเตรเลีย และคณะกรรมการสมาคมเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สอศ.

นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือบันทึกความเข้าใจนี้มีระยะเวลา 3 ปี โดยจะร่วมกันพัฒนาและยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอ ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมส่งเสริมและต่อยอดพลังทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาและเผยแพร่ผ้าไหมไทยในฐานะทุนทางวัฒนธรรมสู่ระดับสากลให้กับครู และนักเรียน นักศึกษา  ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจ สีเขียว โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาและภาคอุตสาหกรรมผ้าไหม และการออกแบบพัสตราภรณ์และสิ่งทอโดยยึดหลักการพัฒนากำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และให้ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการจัดการศึกษา

ด้าน นายกิตติ (เอ็ดเวิร์ด) ประทีปนาฎศิริ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้กำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1.การพัฒนาหลักสูตร โดยร่วมกันออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรด้านสิ่งทอและแฟชั่น บูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปะ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาผ้าไหมไทย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.การพัฒนากำลังคน มุ่งยกระดับทักษะของครู และนักเรียน นักศึกษา ให้มีสมรรถนะทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการสร้างนวัตกรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการจริง โดยภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด 3.การวิจัยและพัฒนา โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว 4.การส่งเสริมอัตลักษณ์และ Soft Power ไทย โดยสนับสนุนการออกแบบผ้าไหมไทยให้มีความร่วมสมัย และผลักดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ ผ่านกิจกรรม เช่น การจัดนิทรรศการ การแสดงผลงาน และแฟชั่นโชว์

5.การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ทั้งด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถต่อยอดสู่อาชีพและการเป็นผู้ประกอบการได้จริงและ 6.ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมการทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชน และนำองค์ความรู้ด้านอาชีวศึกษาไปใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้กับชุมชนผู้ผลิตผ้าไหม ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งพัฒนาศักยภาพครูและผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย ให้มีทักษะด้านการออกแบบ การสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งทอ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแฟชั่นโลก พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสิ่งทอ ต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และสร้างโอกาสใหม่ให้เยาวชนไทยก้าวสู่สายอาชีพสร้างสรรค์แห่งอนาคต

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

‘KU Aerobic เพื่อประชาชน’ ชวนคนกรุงขยับกาย สร้างสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าสร้างสังคมสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่สีเขียวใจกลางบางเขน เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” ออกกำลังกายสุดมันส์ เสริมสุขภาพกาย-ใจ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่น ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานดาว หลังหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กิจกรรมจัดขึ้น 2 รอบ ได้แก่ เวลา 17.30 – 18.15 น. และ 18.30 – 19.15 น. เปิดให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย มก. โดยดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็น “พื้นที่สุขภาวะของสังคม” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สนุกกับการเต้นแอโรบิกในจังหวะดนตรีเร้าใจ พร้อมสเต็ปใหม่ ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ สร้างพลังบวก และเปิดโอกาสให้เกิดการรวมตัวของ community คนรักสุขภาพในบรรยากาศเป็นกันเอง

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน มก. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” ครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน โดยผลสำรวจพบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับสูง และเห็นว่ากิจกรรมช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจได้อย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ และเพิ่มจำนวนวันในอนาคต สะท้อนถึงกระแสตอบรับที่ดีและความต้องการของประชาชนในพื้นที่

“ความโดดเด่นของกิจกรรมนี้ ไม่เพียงเป็นการออกกำลังกาย แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของม.เกษตรในฐานะ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสังคม โดยมก.ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องถึง 5 ปีซ้อน (พ.ศ. 2564–2568) และอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก จากการจัดอันดับ UI GreenMetric World University Ranking 2025  ดังนั้น เราพร้อมทั้งการเป็นต้นแบบขององค์กรที่ขับเคลื่อนสังคมสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน” ผศ.รัชด กล่าวและว่า กิจกรรม “KU Aerobic เพื่อประชาชน” จึงไม่ใช่เพียงการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด “Green & Healthy University” ที่ผสานการดูแลสุขภาพของคนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับทุกคน

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ. เดินหน้า ‘Teacher Academy’ พัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มวิจัยและพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ ระดมผู้ทรงคุณวุฒิยกร่างแนวทางวิจัยและพัฒนานิเวศการเรียนรู้ มุ่งสร้างชุมชนวิชาชีพครูที่ยั่งยืน หวังส่งต่อผลลัพธ์สู่ห้องเรียนทั่วประเทศ

นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Teacher Academy) ณ โรงแรมปริ๊นส์ตั้น พาร์ค สวีท กรุงเทพมหานคร

นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ บทเรียนและประสบการณ์ที่นำมาในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดประสบการณ์บทเรียน หรือกระบวนการพัฒนาเชิงพื้นที่ภายใต้บริบทที่หลากหลาย ล้วนเป็นต้นทุนที่มีคุณค่า การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่คือการนำสิ่งที่ดีอยู่แล้วมาสังเคราะห์และพัฒนาต่อยอด ให้เข้มแข็งและเป็นระบบยิ่งขึ้น ประการต่อมาคือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การประชุมครั้งนี้ต้องการผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งร่างนวัตกรรม แนวทาง กระบวนการ และกลไกการปฏิบัติที่น่าสนใจ เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเอกสารวิชาการที่สามารถนำไปขับเคลื่อนงานต่อได้ จึงขอให้ทุกท่านใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ประการสุดท้าย คือการกล้าตั้งคำถามและวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากการประชุมครั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิและคณะทำงานที่เป็นผู้ปฏิบัติจริงอยู่ด้วยกัน ซึ่งนั้นโอกาสดีที่มุมมองจากภาคนโยบายและภาคปฏิบัติ จะได้มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้งานเดินหน้าได้อย่างลุ่มลึกและแหลมคม ด้วยศักยภาพและประสบการณ์จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรากฐานสำคัญของ OBEC Teacher Academy ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการศึกษาอย่างแท้จริง และมีความยั่งยืนสืบไป

ด้าน นางพีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการ สนก. เปิดเผยว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้ทัดเทียมระดับสากล ผ่านการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” ที่แข็งแกร่ง โดยที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องใน 2 ระยะ คือ ระยะแรก ขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) 31 เขต เพื่อเป็นต้นแบบในบริบทที่หลากหลายให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับพื้นที่ จากนั้นระยะที่สอง ถอดบทเรียนและจัดการองค์ความรู้ การพัฒนานิเวศการเรียนรู้และชุมชนขยายศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ถือเป็นการได้มาซึ่งชุดบทเรียน ชุดประสบการณ์ และชุดกระบวนการ พัฒนาเชิงพื้นที่ภายใต้บริบทที่หลากหลาย รวมถึงกระการนำนวัตกรรมเข้าสู่โรงเรียนและห้องเรียน ได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปธรรมสามารถนำไปสู่การยกร่างต้นแบบแนวคิดเชิงนวัตกรรม ในการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในระดับ สพฐ. ได้อย่างเข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับ Teacher Academy ของ สพฐ. ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

การประชุมในครั้งนี้ ได้ระดมผู้ทรงคุณวุฒิ คณะทำงานและภาคีเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การยกร่างแนวทางวิจัยและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษา และการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศและเอกสารวิชาการเพื่อใช้ในการอ้างอิงและพัฒนา และคาดหวังว่าชุดความรู้ที่ได้จะถูกนำไปขยายผลเพื่อพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศในลำดับต่อไป

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

ครบรอบ 10 ปี ‘คณะแพทยศาสตร์ สจล.’ ยกระดับการศึกษาแพทย์ไทยสู่ระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะแพทยศาสตร์ นานาชาติแห่งแรกของไทย จัดงานครบรอบ 10 ปี โดยมีพันธมิตรทางวิชาการเข้าร่วมแสดงความยินดี  ภายในงานมีการจัด Research Talk Session เวทีเสวนาที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงลึก และแนวคิดสู่อนาคต ในการพัฒนาการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์ โดยมีหัวข้อสำคัญ อาทิ การยกระดับการศึกษาแพทย์ของไทยสู่ระดับนานาชาติ แนวทางการดูแลสุขภาพในบริบทโลก การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนโมเดล Clinician Scientist และยุทธศาสตร์การผสานนวัตกรรมกับการรักษาทางคลินิก โดยมีคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาแพทย์ของ MDKMITL ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การก้าวสู่ปีที่ 10 ของคณะแพทยศาสตร์ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของสถาบันในการพัฒนาการศึกษาและงานวิจัยทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ

“ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้พัฒนาการเรียนการสอน งานวิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์ของศตวรรษที่ 21 ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในปัจจุบัน” อธิการบดี สจล. กล่าว

ศ.นพ.สมชาย ธนวัฒนาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ สจล. ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และสร้างบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายสำคัญ และตั้งเป้าสานต่อความร่วมมือในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา

 พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่างๆของ สจล. อย่างใกล้ชิด และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

12 พฤษภาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการพระปกเกล้า นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะผู้บริหาร และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรชั้นสูงของสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

#สถาบันพระปกเกล้า

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ก้าวสู่ความสำเร็จบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคเอเชียจากการประกาศผล Times Higher Education (THE) Asia University Rankings 2026 โดยมหาวิทยาลัยใหาสารคาม ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มอันดับ 801+ สะท้อนถึงมาตรฐานการศึกษาและการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

การจัดอันดับโดย Times Higher Education (THE) ถือเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพมหาวิทยาลัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดระดับโลก โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การสอน (Teaching) พิจารณาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และชื่อเสียงทางวิชาการ , สภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment): ประเมินจากปริมาณงานวิจัยและรายได้จากการวิจัย , คุณภาพการวิจัย (Research Quality) วัดอิทธิพลจากการอ้างอิงผลงานวิจัย (Citation Impact) และความเป็นเลิศที่สร้างผลกระทบต่อวงวิชาการ , ความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ประเมินสัดส่วนบุคลากรและนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงความร่วมมือด้านวิจัยระดับสากล , ภาคอุตสาหกรรม (Industry) วัดความสามารถในการถ่ายทอดนวัตกรรม สิทธิบัตร และการสร้างรายได้จากงานวิจัย

ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเป็น “มหาวิทยาลัยที่พึ่งของชุมชนและสังคม” ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ บรรพชีวินวิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างคุณค่าทางวิชาการ แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มมส ได้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ และขยายเครือข่ายความร่วมมือ (MoU) กับสถาบันชั้นนำทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนความเป็นนานาชาติและคุณภาพงานวิจัยพัฒนาขึ้นจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดของ Times Higher Education

มมส ก้าวเข้าสู่ทำเนียบการจัดอันดับ THE Asia University Rankings 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรและนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานอุดมศึกษาไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สานต่อพระราชดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

สานต่อพระราชดำริ 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก' พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

สานต่อพระราชดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนเพื่อยกระดับผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ 4 ภูมิภาค

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการสานต่อพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ทรงมุ่งส่งเสริมให้ผ้าไทยก้าวสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

การอบรมมุ่งเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยการผสานนวัตกรรมและการออกแบบที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด Sustainable Fashion หรือแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค และการสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับชุมชน 

โดยสร้างกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 200 ผู้ประกอบการ OTOP ทั้ง 4 ภูมิภาค ภายในกิจกรรมมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบสิ่งทอ ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้เส้นใยธรรมชาติ การย้อมสีจากพืช เช่น “คราม” การออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย ไปจนถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลและการทำตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมการพัฒนาชุมชนเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการ OTOP ปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยการสร้างอัตลักษณ์สินค้า ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างในตลาดยุคปัจจุบัน

โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม จาก “สินค้าพื้นถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ที่สามารถแข่งขัน ส่งออกได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในการเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนา OTOP ไทย สู่แฟชั่นร่วมสมัยพร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

เนติวิทย์ ดิ้น! บอกไม่ผิดคาด คำตัดสินศาล รธน. ลั่นทำไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้แปลว่าจบ

เนติวิทย์ ดิ้น! บอกไม่ผิดคาด คำตัดสินศาล รธน.  ลั่นทำไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้แปลว่าจบ

เนติวิทย์ ดิ้น! บอกไม่ผิดคาด คำตัดสินศาล รธน. ลั่นทำไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้แปลว่าจบ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จำเลยคดีหลีกเลี่ยงเกณฑ์ทหารตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร ไม่ขัดรัฐธรรมนูญโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าสำหรับผม มติศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ได้ผิดคาดสักเท่าไหร่ ในเมื่อเหตุปัจจัยในปัจจุบันเป็นแบบนี้ ผลออกมาแบบนี้ก็ธรรมดา โดยส่วนตัว ผมได้ทำหน้าที่คือการต่อสู้ในทางความเชื่อของตนโดยไม่บิดพริ้วตลอด 12 ปี ความสุขความพอใจในการยืนหยัดสิ่งที่ตนเชื่อมีคุณค่ามากกว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชีวิตผมมีความหมาย และความหมายของผมก็เพื่อเด็กๆในอนาคตที่จะมีเสรีภาพและสันติภาพในชีวิต 

ผมอยากเชิญชวนทุกคนครับว่า ถ้าหากเห็นปัญหาอะไรที่ตนไม่พอใจ ขัดข้องใจ อย่างเรื่องเกณฑ์ทหาร คนส่วนใหญ่ก็คงจะเห็นในทางเดียวกันนี้ ก็ขอให้ใช้สติปัญญาคิดว่าจะแก้ไขอะไรมันได้ไหม มากกว่าการบ่นหรือเอาตัวรอดเชิงปัจเจก คนจำนวนมากต้องทุกข์กับสิ่งนี้ และเราก็มีพันธะในฐานะมนุษย์ที่จะใช้สติปัญญาช่วยเหลือกัน คิดหาทางออกให้ได้ ช่วยเหลือสังคมของเราให้น่าอยู่มากขึ้น ผมคิดว่าการต่อสู้ของผมมันเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ แค่การทดลองนี้อาจจะยังไม่สำเร็จดีเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดี ถ้าเราดูการต่อสู้ยกเลิกเกณฑ์ทหารในหลายๆที่ เขาก็สู้กันเป็นสิบกว่าปี และหลายๆคนก็เสียสละมากกว่าผมเสียอีก 

ดังนั้น แม้ผมทำไม่สำเร็จ ก็ไม่ใช่เรื่องให้ท้อหรือเศร้าอะไร แต่ขอให้คิดว่าเราจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร เราได้บทเรียนอะไรบ้าง เราจะทำให้ดีกว่าที่ผมทำได้ยังไง มีประสิทธิผลมากกว่านี้ได้อย่างไร ถ้าเราช่วยกันจริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ก็ยอมเหนื่อยกันให้มากขึ้นหน่อย คิดสร้างสรรค์ให้มากๆ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ครับ

อ่านข่าวทีเกี่ยวข้อง : เนติวิทย์ จ่อคุก หลังศาล รธน. มีมติเอกฉันท์ กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัด รธน.

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างอนุบัญญัติที่ออกตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

                รวมทั้ง อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้พิจารณาตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขประเภทธุรกิจการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจตามบัญชีสาม (13) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2556 โดยยกเว้นให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนดเป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่อยู่ใน (13) ของบัญชีสาม ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

                2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการโทรคมนาคม 2) ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน 3) ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคลและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ 5) ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงินและเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท 6) ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม 7) ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ 8) ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

2. เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562

               คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) นำเสนอ ดังนี้

                1. รับทราบความคืบหน้าและผลการดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562

                2. รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพของรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานจัดทำเบื้องต้น และมอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายแต่ละฉบับ สั่งการให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบนำผลการตรวจสอบคุณภาพดังกล่าวไปประกอบการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายขอย่างจริงจัง ไม่ทำเพียงเป็นแบบพิธีหรือทำตามกระบวนการที่กำหนดเพื่อให้ครบขั้นตอนซึ่งไม่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพของกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (trust) ในกระบวนการจัดทำและเสนอกฎหมายแต่ละครั้ง

                3. มอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายแต่ละฉบับติดตามและเร่งรัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และในกรณีที่ยังมิได้ดำเนินการหรือยังดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ฯ ไม่แล้วเสร็จ ให้ติดตามและเร่งรัดหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา โดยให้คำนึงถึงข้อเสนอแนะในแง่คุณภาพตามที่ สคก. ได้ตรวจสอบคุณภาพของรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานได้จัดทำในเบื้องต้นด้วย และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้แจ้ง สคก. เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

                4. มอบหมายให้ทุกกระทรวงกำหนดให้รองปลัดกระทรวงคนหนึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานด้าน
การร่างกฎหมายและพัฒนากฎหมายของกระทรวงนั้น ๆ กับ สคก. โดยตรงเป็นประจำเพื่อความสะดวกใน
การประสานและติดตามการดำเนินการด้านการร่างกฎหมาย การพัฒนากฎหมาย และการวิเคราะห์และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เพื่อเป็นเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ แนวปฏิบัติที่ดี และข้อพึงระวังเกี่ยวกับการดำเนินการในเรื่องนี้ โดยให้แจ้งรายชื่อให้ สคก. ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และภายใน 15 วัน ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรองปลัดกระทรวงผู้รับผิดชอบดังกล่าว

                สาระสำคัญของเรื่อง

               พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และกฎกระทรวงกำหนดรอบระยะเวลาการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 กำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่อย่างน้อยทุก 5 ปีนับแต่วันที่กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ โดยกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเริ่มดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ภายในวันที่ 1 มกราคม 2568 และต้องเริ่มดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับจากวันที่เริ่มดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้รับผิดชอบการดำเนินการและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 จึงได้เสนอรายงาน
ความคืบหน้าและผลการดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ ประกอบด้วย 

                1. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีกฎหมายที่ต้องดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ จำนวน 26 ฉบับ ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 14 ฉบับ อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นหรืออยู่ระหว่างจัดทำสรุปผล จำนวน 5 ฉบับ และยังไม่ได้เริ่มรับฟังความคิดเห็น จำนวน 7 ฉบับ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังมีกฎหมายที่ต้องดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ จำนวน 77 ฉบับ ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 54 ฉบับอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นหรืออยู่ระหว่างจัดทำสรุปผล จำนวน 7 ฉบับ และยังไม่ได้เริ่มรับฟังความคิดเห็น จำนวน 16 ฉบับ

                2. รับทราบผลการตรวจสอบคุณภาพของรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานจัดทำเป็นการเบื้องต้น ซึ่งพบว่าหน่วยงานไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่มุ่งให้สำรวจข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ส่งผลให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายของหน่วยงานที่รับผิดชอบบางหน่วยงานได้ดำเนินการไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย

                ดังนั้น เพื่อให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายของหน่วยงานที่รับผิดชอบมีคุณภาพ จึงได้มีข้อเสนอแนะให้มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างรอบด้าน ครบถ้วนทุกมิติ และตรงตามวัตถุประสงค์ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น โดยยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นล้าสมัย หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะทำให้กฎหมายเหมาะแก่สภาพการณ์ มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ และเห็นควรมอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายแต่ละฉบับติดตามและเร่งรัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยให้คำนึงถึงข้อเสนอเสนอแนะในแง่คุณภาพด้วย และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

        ทั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีในด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะการพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งกำหนดให้มีการทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ และการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

เศรษฐกิจ-สังคม

3. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน
ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ

                สาระสำคัญ

              1. สปน. รายงานว่า ได้จัดทำสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (เป็นการยื่นเรื่องผ่านช่องทางการร้องทุกข์ 1111) สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        1.1 สถิติการแจ้งเรื่องร้องทุกข์ ประชาชนแจ้งเรื่องร้องทุกข์และเสนอข้อคิดเห็นรวมทั้งสิ้น 38,583 ครั้ง หรือคิดเป็น 18,199 เรื่อง สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติ จำนวน 12,742 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 70.01 และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5,457 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 29.99

                        1.2 ประเภทของเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนจำแนกตามด้านได้ ดังนี้

                                1.2.1 ด้านสังคมและสวัสดิการ (12,301 เรื่อง) เช่น การขอให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินประโยชน์ทดแทน (กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีว่างงาน) ปัญหาเสียงรบกวน/สั่นสะเทือนจากสถานบันเทิง ปัญหาควันไฟจากการเผาพื้นที่การเกษตร การขอให้ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างริมทาง การขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด

                                1.2.2 ด้านกฎหมาย (1,545 เรื่อง) ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การถูกมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน ถูกฉ้อโกง ประเด็นเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ เช่น
การขอให้ดำเนินคดีกรณีถูกทำร้ายร่างกาย ถูกคุกคาม

                                1.2.3 ด้านการร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ (1,474 เรื่อง) เช่น
การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปรับปรุงการให้บริการ

                                1.2.4 ด้านเศรษฐกิจ (1,461 เรื่อง) เช่น การเสนอให้แก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง การขอให้เร่งดำเนินการคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) การแจ้งเบาะแสการลักลอบปล่อยเงินกู้นอกระบบ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน

                                1.2.5 ด้านการเมืองการปกครอง (1,025 เรื่อง) เช่น การเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเสนอให้แก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา

                                1.2.6 ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (393 เรื่อง) เช่น การขอให้แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย การทิ้งเศษอาหาร ขยะ ลงในลำคลอง การขอให้จัดสรรเจ้าหน้าที่เก็บขยะมูลฝอย

                        1.3 การประสานและดำเนินการส่งเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชนให้หน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการ จำนวน 18,199 เรื่อง ดังนี้

                                1.3.1 พิจารณาระงับเรื่องร้องทุกข์ กรณีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการพิจารณา และกรณีที่ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อขอยืนยันการร้องเรียน จำนวน 3,921 เรื่อง รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้ร้องกรณีเรื่องที่อยู่ในกระบวนการทางศาล เรื่องที่หน่วยงานได้ดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องที่พ้นวิสัย จำนวน 903 เรื่อง

                                1.3.2 ประสานส่งเรื่องให้กระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น ๆ ที่ไม่สังกัดกระทรวง จำนวน 9,444 เรื่อง ดำเนินการได้ข้อยุติ จำนวน 4,679 เรื่อง และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4,765 เรื่อง โดยหน่วยงานที่ได้รับการประสานงานเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นมากที่สุด
3 ลำดับแรก ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (3,801 เรื่อง) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (1,385 เรื่อง) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ไม่สังกัดกระทรวง (595 เรื่อง) เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติมากที่สุด
3 ลำดับแรก
 ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 91.92 กระทรวงพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 90.72 และกระทรวงวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 86.67

                                1.3.3 ประสานส่งเรื่องให้จังหวัดและกรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 3,931 เรื่อง ดำเนินการได้ข้อยุติ จำนวน 2,294 เรื่อง และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1,637 เรื่อง มีหน่วยงานที่ได้รับการประสานงานส่งเรื่องร้องทุกข์มากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กทม. จังหวัดนนทบุรี และปทุมธานี สำหรับจังหวัดที่สามารถดำเนินการได้ข้อยุติมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 90 จังหวัดพัทลุง คิดเป็นร้อยละ 82.35 และจังหวัดพิษณุโลก คิดเป็นร้อยละ 80.56

4. เรื่อง รายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และ 2 เดือนแรกของปี 2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และ
2 เดือนแรกของปี 2569 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. สรุปสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ และ 2 เดือนแรกของปี 2569

              การส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (912,567 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ร้อยละ 9.9 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 11.0 แรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกยังคงเป็นสินค้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค Al และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ทุเรียนสด เงาะสด ลำไยสด สับปะรดสด ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เป็นต้น ทั้งนี้ การส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ17.0 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 15.8

                มูลค่าการค้ารวม

              มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 61,712.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 20.3 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.9 การนำเข้า มีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 31.8 ดุลการค้า ขาดดุล 2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 128,162.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.7 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.0 การนำเข้า มีมูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 30.5 ดุลการค้า 2 เดือนแรกของปี 2568 ขาดดุล 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 1,926,301 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.1 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 912,567 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.3 การนำเข้า มีมูลค่า 1,013,733 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 20.6 ดุลการค้า ขาดดุล 101,166 ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 2 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 4,004,490 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 12.9 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า1,893,312 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.7 การนำเข้า มีมูลค่า 2,111,178 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 19.1 ดุลการค้า ขาดดุล 217,866 ล้านบาท

                การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

               มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 5.7 (YoY) หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือนโดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 3.6 หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว ร้อยละ 7.7 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 4.7 (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนี) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 62.3 (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 9.4 (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 271.1 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย และเมียนมา) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัวร้อยละ 26.2 (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดอินเดีย ตุรกี และปากีสถาน) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 13.5 (หดตัวในตลาดจีน เมียนมา และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และลาว) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 19.1 (หดตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และซาอุดีอาระเบีย) น้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 53.0 (หดตัวในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และลาว แต่ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย เมียนมา และปาปัวนิวกินี) เครื่องดื่ม หดตัวร้อยละ 19.3 (หดตัวในตลาดเวียดนาม จีน และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา ลาว และฟิลิปปินส์) และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง หดตัวร้อยละ 20.8 (หดตัวในตลาดจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น มาเลเซีย และฮ่องกง) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 3.8

              การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม

              มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 13.3 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 49.8 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 6.3 (ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 217.7 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และเม็กซิโก) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 28.4 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และฮ่องกง) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 47.1 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์) เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ขยายตัวร้อยละ 251.5 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง และเนเธอร์แลนด์) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) หดตัวร้อยละ 30.0 (หดตัวในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดฮ่องกง เยอรมนี และญี่ปุ่น) เม็ดพลาสติก หดตัวร้อยละ 4.4 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดจีน อินเดีย และฟิลิปปินส์) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว หดตัวร้อยละ 23.9 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น เมียนมา และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสหรัฐฯ) เคมีภัณฑ์ หดตัวร้อยละ 6.9 (หดตัวในตลาดอินเดีย จีน และ ญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย เบลเยียม และเมียนมา) ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 21.3

              ตลาดส่งออกสำคัญ

                การส่งออกยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 16.6 โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 40.5 จีน ร้อยละ 0.4 ญี่ปุ่น ร้อยละ 9.7 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ20.6 และอาเซียน (5) ร้อยละ 17.8 ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV ร้อยละ 11.4 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 3.3 โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 8.6 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 19.4 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 25.6 ทวีปแอฟริกา ร้อยละ 20.4 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 27.2 ขณะที่หดตัวในตลาด รัสเซียและ CIS ร้อยละ 30.1 และเอเชียใต้ ร้อยละ 26.1 (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 60.6

                2. แนวโน้มการส่งออกระยะต่อไป

                แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน สำหรับการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบดำเนินการถึงกลางปี
ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตและการขนส่ง กระทบกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด และได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งระบบ ผลักดันการส่งออกอาหารท่ามกลางวิกฤต พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง

5. เรื่อง ขอความเห็นชอบการแก้ไขภาคผนวก 2 (บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า ฉบับปี 2022) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบการแก้ไขภาคผนวก 2 [บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules: PSRs) ฉบับปี 2022] ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Comprehensive Partnership: AJCEP) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ พณ. สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                2. เห็นชอบให้ พณ. โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะคณะกรรมการร่วมภายใต้
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ของไทย ร่วมให้การรับรองการแก้ไขภาคผนวก 2 (บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า ฉบับปี 2022) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ต่อภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น

                3. มอบหมายให้ พณ. และกระทรวงการคลัง (กค.) ดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้บัญชีกฎ
ถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ฉบับปี 2022 เริ่มมีผลบังคับใช้ภายในวันที่คณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น กำหนด (จะมีการรับรองการแก้ไขภาคผนวก2 ดังกล่าวต่อภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569)

                สาระสำคัญของเรื่อง

               พณ. รายงานว่า

                1. ข้อ 26 ของบทที่ 3 กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น กำหนดให้พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ต้องเป็นไปตามภาคผนวก 2 ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ซึ่งพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ที่กำหนดในความตกลงปัจจุบัน คือ พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) บังคับใช้ตั้งแต่วันที่
1 มีนาคม 2566 อย่างไรก็ดี เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับโอนพิกัดศุลกากรระหว่างประเทศตามหลักการขององค์การศุลกากรโลกซึ่งกำหนดให้มีการปรับโอนพิกัดศุลกากร (Transposition) เป็นประจำทุก 5 ปี ดังนั้น คณะอนุกรรมการกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (คณะอนุกรรมการฯ) จึงเห็นชอบให้มีการประชุมเพื่อปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) จากพิกัดศุลกากรระบบ
ฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) เป็นพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ดำเนินการทางเทคนิคสำหรับการปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) จากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) เป็นพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 และภาคีทั้งหมดได้ยืนยันความถูกต้องของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

                2. การแก้ไขภาคผนวก 2 ของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น เพื่อนำบัญชีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (HS 2022) มาแทนที่บัญชีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSR) พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) ประกอบด้วยสินค้าทั้งหมด จำนวน 5,612 รายการ โดยสามารถแบ่งการปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

รายการจำนวน(รายการ)เหตุผล
(1) กรณีพิกัดศุลกากรและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น โคกระบือ มีชีวิต เนื้อสุกรสดและแช่แข็ง และน้ำมันปิโตรเลียม5,237–
(2) กรณีพิกัดศุลกากรไม่เปลี่ยนแปลงแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) เปลี่ยนแปลง เช่น ไส้กรอกและผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันและเนื้อสัตว์ ส่วนอื่นของสัตว์ เลือดสัตว์ หรือแมลง ที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสียอื่น ๆ4เนื่องจากองค์การศุลกากรโลกมีการจัดประเภทสินค้าใหม่ทำให้สินค้าในพิกัดศุลกากรย่อยเดิมย้ายไปอยู่ในพิกัดศุลกากรใหม่ หรือมีการรวมสินค้าที่มีปริมาณการซื้อขายน้อยมาอยู่ในพิกัดศุลกากรอื่นที่มีอยู่จึงต้องปรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) เพื่อคงเจตนารมณ์เดิมที่เคยเจรจาไว้
(3) กรณีพิกัดศุลกากรและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ใหม่
เช่น ปลาป่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์
371 
รวม5,612 

                ทั้งนี้ การแก้ไขภาคผนวก 2 (บัญชีกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า ฉบับปี 2022) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐในการใช้อ้างอิงข้อมูล และการติดต่อเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศโดยไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันในการเปิดตลาดสินค้า และไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ระหว่างไทยและคู่ภาคีข้อตกลงเขตการค้าเสรี

6. เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของสถาบันพระปกเกล้า

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการให้ สถาบันพระปกเกล้า (พป.) ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการบูรณะอาคารอนุรักษ์ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท ตามที่สถาบันพระปกเกล้า (พป.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

              สถาบันพระปกเกล้า (พบ) ได้เช่าอาคารอนุรักษ์เพื่อใช้เป็นที่ทำการของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2545 รวมเป็นเวลากว่า 23 ปี ส่งผลให้โครงสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งภายในเสื่อมสภาพเนื่องจากสภาพแวดล้อมและการใช้งานมายาวนาน รวมทั้งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง ในเขตกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2568 เช่น ผนังเกิดรอยแตกร้าว การรั่วซึมจากห้องน้ำและรอยผนัง ที่แตกร้าว ความชื้นที่ผนังปูนภายนอกอาคารและสีเสื่อมสภาพ และหากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน อาจทำให้เกิดความเสียหายถึงโครงสร้างหลักของอาคารและส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ประกอบกับหาก พป. ไม่บำรุงรักษาอาคารให้อยู่ในสภาพดี รวมถึงไม่ดำเนินการบูรณะตามสมควร อาจเข้าข่ายผิดสัญญาเช่าอาคารระหว่าง พป. กับสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่กำหนดว่า ผู้เช่าสัญญาว่าจะรักษาซ่อมทำสถานที่เช่ารวมทั้งสิ่งที่ตรึงตราและเครื่องประกอบให้เรียบร้อยมีสภาพดีอยู่เสมอและเมื่อเลิกการเช่าต่อกัน จะส่งสถานที่เช่า รวมทั้งสิ่งที่ตรึงตราและเครื่องประกอบคืนในสภาพดังว่านี้ และอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่าอาคาร ดังนั้น พป. จึงได้หารือร่วมกับกรมศิลปากรเพื่อจัดทำโครงการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถานพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ประเมินราคาก่อสร้าง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 79.50 ล้านบาท และกรมศิลปากรได้อนุญาตให้ซ่อมแซมอาคารและสำนักงานพระคลังข้างที่ได้อนุญาตให้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารด้วยแล้ว อย่างไรก็ตาม พป. ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 29.50 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบูรณะเพิ่มเติมตามแผนงานที่กำหนด และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พป. มีแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถปรับแผนดังกล่าวมาดำเนินการได้ และหากรอตั้งคำของบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อาจจะทำให้ความเสียหายขยายตัวเป็นวงกว้าง ดังนั้น เพื่อให้การบูรณะอาคารเป็นไปตามมาตรฐานการอนุรักษ์โบราณสถานมีการปรับปรุงโครงสร้างให้มั่นคงและปลอดภัยต่อการจัดแสดง วัตถุที่จัดแสดง และผู้เข้าใช้บริการ พป. จึงจำเป็นต้องขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มเติม จำนวน 50 ล้านบาท

7. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าหน้าที่ของรัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา [ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 (รวม 17 วัน)] ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ 

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559 คณะรัฐมนตรีเคยมีมติอนุมัติให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาบรรพชาอุปสมบทและบวชชีพรหมโพธิ (พิธีบวชชีสำหรับสตรี) ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติหรือถวายพระราชกุศลในโอกาสต่าง ๆ ที่สำคัญ
โดยไม่ถือเป็นวันลามาอย่างต่อเนื่อง

                2. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สปน. และกระทรวงคมนาคมร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร จึงได้ดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบทเพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 (โครงการฯ) โดยกำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วมบรรพชาอุปสมบท ประกอบด้วย ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน จำนวน 100 รูป ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 รวม 17 วัน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร และสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้ร่วมฉลองพระเดชพระคุณและถวายพระกุศล ศึกษา เรียนรู้หลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา  รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไปในแดนพุทธภูมิ โดยใช้งบประมาณของ สปน. (สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ) ในการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านบาท

                3. โครงการฯ มีรายละเอียดการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้

การดำเนินการ/กิจกรรมระยะเวลา
(1) การรับสมัครเข้าร่วมโครงการฯวันที่ 15 – 25 พฤษภาคม 2569
(2) การพิจารณาคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติเดือนพฤษภาคม 2569
(3) การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯเดือนมิถุนายน 2569
(4) การเตรียมดำเนินโครงการๆ เช่น จัดทำเครื่องอัฐบริขารการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ที่เสนอในครั้งนี้)เดือนเมษายน – มิถุนายน 2569 
(5) พิธีปลงผม/พิธีรับประทานผ้าไตรวันที่ 13 มิถุนายน 2569
(6) พิธีบรรพชาอุปสมบทวันที่ 14 มิถุนายน 2569
(7) ศึกษาและปฏิบัติธรรมวันที่ 15 – 28 มิถุนายน 2569
(8) พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลวันที่ 26 มิถุนายน 2569
(9) พิธีลาสิกขาวันที่ 29 มิถุนายน 2569

                4. เพื่อให้การทำเป็นโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ สปน. จึงขอ
ความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความประสงค์จะอุปสมบทถวายพระราชกุศลมีโอกาสได้เข้าร่วมและได้รับสิทธิในการเข้าร่วมอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551                 (ตามข้อ 4.1) และมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 (ตามข้อ 4.2) ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ข้อ 6 และข้อ 29 ที่จะส่งผลให้ผู้ที่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้ว สามารถลาอุปสมบทถวายพระราชกุศลครั้งนี้ได้อีก โดยจะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา สำหรับผู้ที่ไม่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาก่อน และให้ลาอุปสมบทถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ จะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา และจะไม่เสียสิทธิในการลาอุปสมบทที่จะได้รับเงินเดือนระหว่างการลาในอนาคต

8. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท ตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1. กระทรวงกลาโหมได้มีหนังสือเรียนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาการขอรับ
การสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท ดังนี้

                        1.1 กองบัญชาการกองทัพไทย     วงเงิน        11,500,000 บาท

                        1.2 กองทัพบก                   วงเงิน        419,850,000 บาท

                        1.3 กองทัพเรือ                   วงเงิน        21,000,000 บาท

                2. สำนักงบประมาณมีหนังสือเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแจ้งให้ทราบว่าสำนักงบประมาณได้นำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 452,350,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ให้กับกำลังพลของกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ จำนวน 91 นาย โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ทั้งนี้ เนื่องจากวงเงินที่เห็นควรอนุมัติเกินกว่า 100 ล้านบาท ขอให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณีตามนัยระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (3) และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้กระทรวงกลาโหมจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

9. เรื่อง การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก2026 (FIFA World Cup 2026)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการที่กรมประชาสัมพันธ์จะดำเนินการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) โดยให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อจัดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดให้มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาการถ่ายทอดสด
อย่างรอบคอบและรัดกุมในทุกมิติด้วย

                สาระสำคัญ

              1. สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association: FIFA) กำหนดจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหรัฐเม็กซิโก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทย (ไทย) ทุกรัฐบาลได้มีการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการรับชมการแข่งขันฟุตบอล ทุกระดับรวมถึงรายการสำคัญระดับโลก โดยหาแนวทางร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนใน
การสนับสนุนการจัดซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เพื่อให้คนไทยสามารถรับชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นการส่งมอบความสุขให้กับประชาชนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ สนใจการเล่นกีฬา อันจะส่งผลดีต่อสุขภาวะทางกายและใจและยังสามารถพัฒนาทักษะฟุตบอลของชาติไทยเพื่อยกระดับสู่กีฬาในระดับนานาชาติ

                2. การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จำเป็นต้องมีการดำเนินการจัดซื้อลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดจาก FIFA ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันรวมทั้งการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลกจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงสัญญาณจากต่างประเทศมาเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงข่ายสัญญาณจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น ๆ เช่น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลและช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถติดตามรับชมการแข่งขันได้ทุกนัด และหลากหลาย ช่องทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

                3. หน้าที่และอำนาจของหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการเพื่อจัดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 สรุปได้ ดังนี้

                        3.1 กรมประชาสัมพันธ์ มีภารกิจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2568 ในการเป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ของรัฐ ส่งเสริมและสนับสนุน
การประชาสัมพันธ์ของรัฐ ดำเนินกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์โดยใช้เทคโนโลยีอื่น 
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ เป็นประโยชน์ นอกจากนี้
กรมประชาสัมพันธ์ [สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.)] ในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์บริการสาธารณะประเภทที่สาม มีหน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน สนับสนุนเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์แก่คนพิการ คนด้อยโอกาสหรือกลุ่ม
ความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ

                        3.2 สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมรวมถึงกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

10. เรื่อง ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 1,667.68 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2565 อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ)

                สาระสำคัญ

              นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,667,680,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนฯ) มีการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา

11. เรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่               ครั้งที่ 1/2569 และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. สลน. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีประเด็นการตรวจราชการสำคัญ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการ             (3) การขับเคลื่อนการแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก และ (4) การบริหารจัดการน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบัญชามอบหมายภารกิจ ดังนี้

ประเด็นการมอบหมายภารกิจ
1.1 การลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มอบหมายคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี
1.2 การประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ดังกล่าวเป็นประธานการประชุมบูรณาการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อเสนอประเด็นและวาระการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และให้ สศช. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) สำนักงบประมาณ และกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นฝ่ายเลขานุการ
1.3 การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีและวาระ
การประชุมคณะรัฐมนตรี
ให้ สลค. เตรียมสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรี และดำเนินการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี
1.4 การตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีให้ สลน. ร่วมกับกับ มท. จัดทำกำหนดการตรวจราชการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569
1.5 การอำนวยความสะดวกให้ สลน. ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการและอำนวยความสะดวกด้านที่พักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเดินทาง และกำหนดการในภาพรวมนายกรัฐมนตรี
1.6 การรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกับศูนย์ดำรงธรรม  มท. ในการดูแลการรับเรื่องร้องเรียนและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
1.7 การประชาสัมพันธ์ให้กรมประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก และโฆษกกระทรวง ดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน
1.8 การรักษาความปลอดภัยให้กองทัพภาคที่ 4 (กระทรวงกลาโหม) และสำนักงานตำรวจเเห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักวางแผนและรักษา
ความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

12. เรื่อง แนวทางการดำเนินการให้ครอบครัวของกำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการยังคงได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล

                                  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (คณะกรรมการฯ) ดำเนินการเพื่อให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์การปะทะกันตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติที่สูญเสียสิทธิในการได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ
การรักษาพยาบาลสำหรับบุคคลในครอบครัว และกลายเป็นผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสิทธิในการรักษา
พยาบาลเช่นเดียวกับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 18 (14) แห่งพระราชบัญแห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และควบคุมดูแลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามการมอบหมายดังกล่าวอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

                สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เห็นควรให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรร สำหรับปีงบประมาณต่อ ๆ ไปขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

                สาระสำคัญ

              จากกรณีการเสียชีวิตของข้าราชการทหารระหว่างการปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ได้ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่และกำลังพล ผู้เสียชีวิตจำนวน 40 ราย ไม่มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเนื่องจากเจ้าของสิทธิได้เสียชีวิตลง และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแทน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ (13 มกราคม 2569) เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดแนวทาง
การดำเนินการให้ครอบครัว (บุพการีและทายาท) ของกำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ยังคงได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วนเช่นเดิม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้จัดการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นที่สำคัญว่าการใช้สิทธิภายใต้องค์การทหารผ่านศึกยังมีข้อจำกัดและการขยายสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจากกรณีดังกล่าวขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ดี สปสช. สามารถพิจารณาให้สิทธิรักษาพยาบาลเพิ่มเติม หรือรัฐบาลจัดสรรงบประมาณสำหรับการประกันภัยแบบกลุ่มให้แก่ครอบครัวดังกล่าวซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าได้

ต่างประเทศ

13. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปคประจำปี 2569 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปคประจำปี 2569 (ร่างถ้อยแถลงฯ) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ โดยหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย (ไทย) ขอให้ พณ. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองถ้อยแถลงฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

                สาระสำคัญของเรื่อง

              เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้เสนอร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีการค้าเอเปค ประจำปี 2569 (ร่างถ้อยแถลงฯ) และร่างกรอบความร่วมมือว่าด้วยการทำให้การค้าเป็นดิจิทัลของเปค  (พ.ศ. 2569 – 2573) (ร่างกรอบความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัลฯ) ซึ่งมีกำหนดรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for trade Meeting: MRT) ประจำปี 2569 ในวันที่ 22 – 23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) โดยร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญเป็นการยกระดับความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การส่งเสริมบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เปิดกว้างและสอดคล้องกัน เช่น สนับสนุนการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (2) การสนับสนุนองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เช่น สนับสนุนการเจรจาแบบพหุภาคีภายใต้ WTO โดยเฉพาะความร่วมมือในรูปแบบแถลงการณ์ร่วม (3) การเสริมสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลที่มีพลวัต เช่น ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจดิจิทัล และ (4) การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่สร้างสรรค์ เช่น ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการกับความท้าทายสิ่งแวดล้อม  โดยสนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดันนโยบายระหว่างการค้ากับสิ่งแวดล้อม ส่วนร่างกรอบความร่วมมือด้านดิจิทัลฯ มีสาระสำคัญเป็นการขับเคลื่อนการค้าให้เป็นดิจิทัลผ่านการขยายความร่วมมือภายใต้สาขาความร่วมมือใหม่ในภูมิภาคเอเปค จำนวน 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) การส่งเสริมสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการทำให้การค้าเป็นดิจิทัล เช่น การยืนยันตัวตน และลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (2) การเสริมสร้างการประสานนโยบาย เช่น ความร่วมมือด้านการจัดการข้อมูล และ (3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ 

14. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum Joint Statement)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (ร่างแถลงการณ์ฯ) (2026 APEC Women and the Economy Forum Joint Statement) โดยหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ พม. ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงกรณ์ฯ ในการประชุมระดับสูงสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านสตรีและเศรษฐกิจ (High -Level Policy Dialogue on Women and the Economy: HLPDWE) ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

                สาระสำคัญ

                พม. รายงานว่า

                1. ประธานการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (นางหวง เสี่ยวเว่ย) ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum: WEF) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจ             เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Promoting Women’s Economic Empowerment to Prosper Together in the Asia-Pacific)” โดยในวาระการประชุม HLPDWE ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จะเป็นการประชุมระดับรัฐมตรี ซึ่งจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ เพื่อเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ (1) การเสริมพลังสตรีในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่มีนวัตกรรม (2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในการพัฒนาสีเขียว และคาร์บอนต่ำ เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่ยั่งยืน (3) การส่งเสริมการจ้างงานและการเป็นผู้ประกอบการของสตรี เพื่อเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

               ประโยชน์ที่จะได้รับ

              ร่างแถลงการณ์ฯ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของประเทศไทย เป็นการย้ำเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและการเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศในเวทีระหว่างประเทศ อันจะทำให้ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาประเทศและส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม การค้า และการลงทุน

แต่งตั้ง

15. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กระทรวงพลังงาน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (29 ตุลาคม 2567) เกี่ยวกับเรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน จำนวน 8 คน และการกำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าวตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอไว้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นขอบด้วยแล้ว

16. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ มีมาก ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นวันที่ตำแหน่งว่างเนื่องจากผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ

                ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

17.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

(กระทรวงศึกษาธิการ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้ง นายอิทธิกร ช่างสากล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568  ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

18. เรื่อง การบรรจุและแต่งตั้งบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอบรรจุ นายประมา ศาสตระรุจิ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

                ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

(กระทรวงการต่างประเทศ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้ง นายต่อ ศรลัมพ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ฌ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

                ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                1. นายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                2. นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

                ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

                1. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                2. นายวัลลภ รุจิรากร  ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                3. นายภาควัต ศรีสุรพล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)]

                ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป

                ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

22. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (กระทรวงวัฒนธรรม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ราย ดังนี้

                1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี)

                2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นายไชยชนก ชิดชอบ)

                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย ดังนี้

                1. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                2. พลตำรวจตรี ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                3. นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์ ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                4. นายธนากร รัตนากร  ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                1. นางสาวประเมิน รักนาค        แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ

                                                กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                2. นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์       แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ

                                                กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายษฐา ขาวขำ ดำรงตำแหน่ง                ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 

                ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

26. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงวัฒนธรรม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ตำแหน่ง ดังนี้

                1. นายปารเมศ โพธารากุล                ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ

                                                        กระทรวงวัฒนธรรม

                2. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร              ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ                                                                   กระทรวงวัฒนธรรม

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

27. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

                1. พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์

                2. พลโท วรพรต แก้ววิจิตร

                3. นางสาวชนก จันทาทอง

                4. นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

29.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

30. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

                1. นายเอกภพ เพียรพิเศษ

                2. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป