สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง เสริมทัพกดดันอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง เสริมทัพกดดันอิหร่าน

13 ก.พ. 2569 14:44 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง เสริมทัพกดดันอิหร่าน

สหรัฐฯ ได้สั่งเคลื่อนย้ายเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” และเรือคุ้มกันจากทะเลแคริบเบียนไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังให้กับกองเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”  ที่อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา การเคลื่อนกำลังกองเรือครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงสูงขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของการเจรจานิวเคลียร์ที่ยังยืดเยื้อ

สำนักข่าว CBS News รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 นายว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) พร้อมหมู่เรือคุ้มกัน เตรียมเคลื่อนกำลังพลจากภูมิภาคแคริบเบียนมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการในพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ลำ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

เรือ “ฟอร์ด” ซึ่งถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ จะเข้าไปสมทบกับเรือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และกองเรือจู่โจมที่เดินทางถึงตะวันออกกลางตั้งแต่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภายใต้การดูแลของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM)

ก่อนหน้านี้ กองเรือจู่โจม “ฟอร์ด” ประจำการอยู่ในแถบแคริบเบียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อปฏิบัติภารกิจใกล้ประเทศเวเนซุเอลา โดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเรือขนส่งยาเสพติดหลายสิบครั้ง และเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพิ่งทำการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมภริยาได้สำเร็จ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยอมตกลงในข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารหากอิหร่านไม่ยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ นอกจากนี้เขายังวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างหนักกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้ว

ในการสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Axios เมื่อวันอังคาร (10 ก.พ.) ทรัมป์ระบุว่าเขากำลัง “พิจารณา” ส่งกองเรือจู่โจมเพิ่มเข้าไปในภูมิภาค “ไม่เราตกลงกันได้ ก็ต้องทำอะไรที่รุนแรงมากเหมือนคราวก่อน” ทรัมป์กล่าว ซึ่งคาดว่าหมายถึงการที่สหรัฐฯ เคยโจมตีฐานที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นเรื่องที่สร้างความบอบช้ำอย่างรุนแรงมากๆ” พร้อมคาดการณ์ว่าอาจเห็นความชัดเจนของข้อตกลงภายในเดือนหน้า

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล แสดงความหวังว่า การกดดันอย่างหนักของทรัมป์ในครั้งนี้จะช่วยสร้างเงื่อนไขที่บีบให้อิหร่านยอมตกลง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

ที่มา CBS / Reuters

สหรัฐฯ-ไต้หวัน ลงนามดีลการค้า ลดภาษีนำเข้า-หนุนซื้อสินค้าอเมริกัน 2.6 ล้านล้านบาท

สหรัฐฯ-ไต้หวัน ลงนามดีลการค้า ลดภาษีนำเข้า-หนุนซื้อสินค้าอเมริกัน 2.6 ล้านล้านบาท

13 ก.พ. 2569 13:39 น.

สหรัฐฯ-ไต้หวัน ลงนามดีลการค้า ลดภาษีนำเข้า-หนุนซื้อสินค้าอเมริกัน 2.6 ล้านล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าทวิภาคีฉบับสมบูรณ์กับไต้หวัน โดยยืนยันอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวันสู่สหรัฐฯ ที่ร้อยละ 15 ขณะที่ไต้หวันให้คำมั่นในแผนงานที่จะยกเลิกหรือลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกือบทั้งหมดจากสหรัฐฯ โดยไต้หวันจะต้องซื้อพลังงานและเครื่องบินจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท

เอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระบุว่าไต้หวันตกลงที่จะเพิ่มการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2025 ถึง 2029 ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบ มูลค่า 4.44 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.38 ล้านล้านบาท) เครื่องบินพลเรือนและเครื่องยนต์ มูลค่า 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.73 แสนล้านบาท) และอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์การเดินเรือ และเครื่องจักรผลิตเหล็ก รวมมูลค่า 2.52 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.84 แสนล้านบาท)

ข้อตกลงฉบับนี้เป็นการขยายรายละเอียดทางเทคนิคจากกรอบความร่วมมือเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งช่วยลดภาษีสินค้าไต้หวัน รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ลงเหลือร้อยละ 15 จากเดิมที่ร้อยละ 20 ตามที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ก่อนหน้า ส่งผลให้ไต้หวันมีความสามารถในการแข่งขันในระดับเดียวกับคู่แข่งสำคัญอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า “นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไต้หวันจะโต้ลมแห่งความเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่” โดยเขาเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ และสถาปนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ไฮเทคระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ อย่างมั่นคง

ไต้หวันยังได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่า 2,000 รายการ ซึ่งนายไล่ระบุว่าส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสินค้าส่งออกอเมริกันลดลงเหลือร้อยละ 12.33 อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาของไต้หวัน ซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากอยู่

นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึงคำมั่นสัญญาการลงทุนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์จากบริษัทไต้หวัน เพื่อขยายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และ AI ในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์จากบริษัท TSMC ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยรัฐบาลไต้หวันจะทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันการลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูงอีกด้วย

ข้อตกลงนี้จะมีผลทันทีในการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ที่เคยสูงถึงร้อยละ 26 เช่น เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และข้าวโพด อย่างไรก็ตาม สินค้าบางรายการอย่าง หมูสามชั้น (จากเดิมร้อยละ 40) และแฮม (จากเดิมร้อยละ 32) จะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10 เท่านั้น นอกจากนี้ไต้หวันจะยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ และยารักษาโรคของสหรัฐฯ เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับเกษตรกร ชาวประมง และผู้ผลิตชาวอเมริกันอย่างมาก

ข้อมูลจากสำนักสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไต้หวันพุ่งสูงถึง 1.269 แสนล้านดอลลาร์ (จากเดิม 7.37 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าชิป AI ระดับสูงจากไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อตกลงนี้จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับสมดุลทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย.

ที่มา Reuters

พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

13 ก.พ. 2569 12:30 น.

พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไป โดยได้ที่นั่งเกิน 2 ใน 3 ของสภา หลังสื่อบังกลาเทศรายงานผลนับคะแนนล่าสุดระบุว่า พรรค BNP และพันธมิตรได้อย่างน้อย 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 ก.พ.) โดยผลคะแนนล่าสุดชี้ว่าพรรคสามารถครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ของสภา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำพาความสงบกลับคืนสู่ประเทศ หลังเผชิญความวุ่นวายจากการลุกฮือของกลุ่ม Gen Z จนนำไปสู่การขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา เมื่อปีที่ผ่านมา

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นระบุว่า พรรค BNP และพันธมิตร กวาดที่นั่งไปแล้วอย่างน้อย 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคจามาต-อี-อิสลามี (Jamaat-e-Islami) และพันธมิตร ได้ไป 70 ที่นั่ง ส่งผลให้พรรค BNP ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในรอบ 20 ปี

ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง พรรค BNP ได้ออกแถลงการณ์ขอบคุณประชาชน พร้อมสั่งระงับการจัดกิจกรรมฉลองหรือขบวนแห่ชัยชนะทุกรูปแบบ โดยขอให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลของชาติแทน

คาดกันว่า นายทาริก ราห์มาน ผู้นำพรรค BNP จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเขาเป็นบุตรชายของนายเซียอูร์ ราห์มาน อดีตประธานาธิบดีและผู้ก่อตั้งพรรค ซึ่งนายทาริกเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังต้องลี้ภัยอยู่นานถึง 18 ปี

ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลรักษาการ นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ วัย 85 ปี หลังจากที่นางชีค ฮาสินา ลี้ภัยไปยังอินเดียเมื่อเดือนสิงหาคม 2024

ด้านนายชาฟิกูร์ ราห์มาน หัวหน้าพรรคจามาต-อี-อิสลามี ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ ได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และยืนยันว่าพรรคของเขาจะไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพียงเพื่อค้านไปทุกเรื่อง แต่จะเน้นการทำ “การเมืองเชิงบวก” เพื่อประโยชน์ของชาติ

ขณะที่พรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ซึ่งนำโดยกลุ่มนักกิจกรรมเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน สามารถคว้าที่นั่งมาได้เพียง 5 ที่นั่ง จากทั้งหมด 30 ที่นั่งที่ส่งผู้สมัครลงชิงชัย

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกว่าร้อยละ 60 สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2024 ที่มีผู้ใช้สิทธิเพียงร้อยละ 42 โดยมีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 2 วาระ การเสริมสร้างความเป็นอิสระของตุลาการและเพิ่มสัดส่วนตัวแทนสตรีในสภา การจัดตั้งสภาที่สองเพิ่มเติมจากสภาเดิมที่มี 300 ที่นั่ง รวมถึงกำหนดให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางในช่วงจัดการเลือกตั้ง

ชัยชนะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งบังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่สงบทางการเมืองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

13 ก.พ. 2569 10:39 น.

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมจัดการลงประชามติครั้งสำคัญ ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ตามข้อเสนอของพรรคขวาจัด ที่ต้องการกำหนดเพดานจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน ท่ามกลางความเห็นต่างในประเด็นผู้อพยพ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า เตรียมจัดการลงประชามติครั้งสำคัญในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ตามข้อเสนอของพรรคขวาจัด Swiss People’s Party (SVP) ที่ต้องการกำหนดเพดานจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน โดยให้เหตุผลว่าประเทศกำลังเผชิญการระเบิดของจำนวนประชากร ที่สร้างแรงกดดันต่อบริการสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐาน และทำให้ค่าเช่าที่อยู่อาศัยสูงขึ้น

โดยตามข้อเสนอระบุว่า รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการก่อนที่จำนวนประชากรจะเพิ่มถึง 10 ล้านคน โดยหากเสียงประชามติผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลจะต้องปฏิเสธการรับผู้อพยพรายใหม่ รวมถึงผู้ลี้ภัยและสมาชิกครอบครัวของชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศ เมื่อจำนวนประชากรแตะ 9.5 ล้านคน ในขณะที่ปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรราว 9.1 ล้านคน 

นอกจากนี้ ข้อเสนอยังระบุว่า หากจำนวนประชากรเพิ่มถึง 10 ล้านคน รัฐบาลจะต้องยกเลิกข้อตกลงเสรีในการเคลื่อนย้ายบุคคลกับสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ แม้สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู แต่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดผ่านข้อตกลงทวิภาคีกว่า 120 ฉบับ ซึ่งเปิดทางให้เข้าถึงตลาดเดียวของสหภาพยุโรป รวมถึงเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานและการค้าสินค้า.

ที่มา  BBC

เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

 เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

13 ก.พ. 2569 10:14 น.

เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังเกาหลีเหนือออกคำเตือนว่าจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรง หากตรวจพบโดรนจากเกาหลีใต้บินล้ำเขตแดนอีก ขณะที่รัฐบาลโซลอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นผ่านแถลงการณ์ของคิม โยจอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการ KCNA ของกรุงเปียงยาง โดยระบุว่า การละเมิดอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จะนำไปสู่การตอบโต้รุนแรง

โดยเธอกล่าวว่า หากการยั่วยุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เกาหลีเหนือจะตอบโต้อย่างสาสม พร้อมเสริมว่า ไม่ว่าผู้บงการจะเป็นหน่วยงานรัฐ บุคคล หรือองค์กรพลเรือน เปียงยางจะไม่ให้ความสนใจทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เกาหลีเหนืออ้างว่าได้ยิงโดรนสอดแนมตกเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมเผยภาพซากโดรนที่ติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพ และมีข้อมูลบันทึกภาพเป้าหมายสำคัญ รวมถึงพื้นที่ชายแดน

ด้านรัฐบาลกรุงโซลในเบื้องต้นปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าอาจเป็นการกระทำของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม คณะทำงานร่วมทหาร-ตำรวจของเกาหลีใต้ประกาศเมื่อสัปดาห์นี้ว่า กำลังสอบสวนทหารประจำการ 3 นาย และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง 1 ราย เพื่อตรวจสอบความจริงอย่างละเอียดแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติ ชุง ดงยอง ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการลดระดับความตึงเครียดกับเปียงยาง

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ มยอง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว พยายามฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยวิจารณ์อดีตผู้นำสายแข็งอย่าง ยุน ซอก ยอล ว่าเคยใช้โดรนไร้คนขับโปรยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเปียงยางในปี 2024

นักวิเคราะห์มองว่า ถ้อยแถลงของคิม โย จอง สะท้อนว่าเปียงยางกำลังจับตาความเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังเปราะบาง

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีเหนือจะจัดการประชุมพรรคครั้งสำคัญปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจัดขึ้นราวทุก 5 ปี เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การทหาร และแผนนิวเคลียร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้อนุมัติข้อยกเว้นให้มีการส่งอาหารและเวชภัณฑ์เข้าสู่เกาหลีเหนือเพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจปูทางสู่ความพยายามดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่การเจรจานิวเคลียร์กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

13 ก.พ. 2569 09:26 น.

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

ทางการญี่ปุ่นยึดเรือประมงสัญชาติจีนและจับกุมกัปตันเรือวัย 47 ปี หลังไม่ยอมหยุดให้ตรวจสอบในเขตเศรษฐกิจพิเศษของญี่ปุ่น นอกจังหวัดนางาซากิ จุดชนวนความตึงเครียดระหว่างโตเกียวกับปักกิ่งรอบใหม่

สำนักงานประมงญี่ปุ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้เรือลำดังกล่าวหยุดเพื่อตรวจสอบ แต่เรือไม่ปฏิบัติตามและพยายามหลบหนี จึงเข้าควบคุมตัวกัปตัน เหตุเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษของญี่ปุ่น ห่างจากเกาะเมชิมะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 165 กิโลเมตร โดยบนเรือมีลูกเรือรวม 11 คน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน

ญี่ปุ่นและจีนมีข้อพิพาทด้านดินแดนหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะเซนกากุ หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู ในทะเลจีนตะวันออก เหตุจับกุมกัปตันเรือประมงจีนในปี 2010 บริเวณดังกล่าว เคยลุกลามเป็นวิกฤตทางการทูตครั้งใหญ่ระหว่างสองประเทศ

สถานการณ์ล่าสุดยิ่งซับซ้อนขึ้น หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงท่าทีว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณา แทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังเข้ายึดไต้หวัน สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับปักกิ่ง

จีนยืนยันมาโดยตลอดว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตน และไม่ปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ ขณะที่ประธานาธิบดีไต้หวันไล่ ชิงเต๋อให้สัมภาษณ์เตือนว่า หากจีนยึดไต้หวันได้ ประเทศถัดไปที่อาจตกอยู่ใต้แรงกดดันคือญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และชาติอื่นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

หลังคำกล่าวของทาคาอิจิ จีนเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ เตือนพลเมืองจีนเกี่ยวกับการเดินทางไปญี่ปุ่น และจัดซ้อมรบร่วมทางอากาศกับรัสเซีย นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังระบุว่า เครื่องบินขับไล่ J-15 จากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงของจีน เคยล็อกเรดาร์ใส่อากาศยานญี่ปุ่นในน่านน้ำสากลใกล้เกาะโอกินาวะเมื่อเดือนธันวาคม

จีนยังเข้มงวดการส่งออกสินค้าที่อาจใช้ทางทหารมายังญี่ปุ่น รวมถึงมีรายงานระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น และส่งแพนด้าสองตัวสุดท้ายกลับประเทศเมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนความสัมพันธ์ที่เย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน-ญี่ปุ่น

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

13 ก.พ. 2569 09:18 น.

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

ภาพถ่ายดาวเทียมใหม่ชี้อิหร่านเสริมความแข็งแกร่งอุโมงค์ใต้ภูเขาใกล้แหล่งนิวเคลียร์ ท่ามกลางเจรจาสหรัฐฯ ตึงเครียด ด้านทรัมป์ขู่ใช้กำลังหากไม่ทำข้อตกลงใหม่

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ เผยรายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดระบุว่า อิหร่านกำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานปฏิบัติการใต้ดินใกล้หนึ่งในโรงงานนิวเคลียร์ของประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ 

รายงานระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่าทางเข้าอุโมงค์บริเวณภูเขาโคลัง กาซ ลา หรือที่รู้จักในชื่อ “พิคแอกซ์ เมาน์เทน”  ถูกเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สถานที่แห่งนี้อาจถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรืออุปกรณ์สำคัญที่เกี่ยวข้อง 

ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็นคอนกรีตใหม่ที่ถูกเททับบริเวณทางเข้าอุโมงค์แห่งหนึ่งของพิคแอกซ์ เมาน์เทน โดยนักวิเคราะห์เห็นพ้องกันว่า มีการใช้รถปั๊มคอนกรีตในพื้นที่แห่งนี้ 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง รวมถึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเริ่มใช้งานแล้วหรือไม่ ขณะที่ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อสันติ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ดำเนินต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เคยกล่าวว่า อิหร่านอาจต้องใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็จะสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ และได้สั่งโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดิน 3 แห่ง ระหว่างความขัดแย้ง 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ทรัมป์อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวได้ทำลายล้าง ขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านกำลังพิจารณาจัดตั้งสถานที่แห่งใหม่.

ที่มา BBC

เมืองอเบอร์ดีนได้รับแสงแดดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 21 วัน

เมืองอเบอร์ดีนได้รับแสงแดดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 21 วัน

13 ก.พ. 2569 05:11 น.

เมืองอเบอร์ดีนได้รับแสงแดดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 21 วัน

ในที่สุดเมืองอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ ก็ได้เห็นแสงแดดแล้ว หลังจากมีเมฆปกคลุมต่อเนื่องยาวนานถึง 21 วัน ทำลายสถิติไม่เจอแดดนานที่สุดของเมืองแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ ได้รับแสงแดดเป็นครั้งแรกในรอบ 21 วัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 หลังจากที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ถูกเมฆหนาทึบปกคลุมมาตลอด ทำให้นี่ถือเป็นช่วงเวลาไร้แสงแดดที่ยาวนานที่สุดในพื้นที่นี้นับตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2500

แสงแดดส่องลงมายังเมืองแห่งนี้ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ม.ค. และในที่สุดผู้อยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ก็ได้ยลโฉมดวงอาทิตย์ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันพฤหัสบดี

กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่ามีการบันทึกแสงแดดอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 30 นาที ในพื้นที่เมืองไดซ์ ชานเมืองอเบอร์ดีน จนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัยหิมะและน้ำแข็งระดับ “สีเหลือง” ทั่วสกอตแลนด์ในช่วงข้ามคืนวันเดียวกันด้วย

เคท ฟินเลย์ วัย 21 ปี กล่าวว่าเธอดีใจมากที่ในที่สุดก็ได้เห็นแสงแดดในเมืองอเบอร์ดีน “บอกตามตรงว่ามันแปลกมาก สิ่งแรกที่ฉันทำตอนออกมาจากอพาร์ตเมนต์คือส่งข้อความหาเพื่อนว่า “พวกเธอ แดดออกแล้ว” มันแปลกจริงๆ ค่ะ ฉันเปิดม่านออกมาแล้วก็คิดว่า “โอ้ รู้สึกสว่างกว่าเดิม” แล้วพอออกไปข้างนอกก็เห็นท้องฟ้าสีฟ้า บอกตรงๆ ว่าฉันตกใจมาก”

“มันค่อนข้างยากลำบากจริงๆ ค่ะ การที่ต้องติดอยู่ในบ้านเพราะอากาศชื้นแฉะ เราไม่อยากเดินไปไหนหรือทำอะไรมากนัก” ฟินเลย์กล่าว “มันค่อนข้างน่าหดหู่ค่ะ ดีใจมาก ๆ ที่ในที่สุดแดดก็กลับมา”

ทั้งนี้ พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์เผชิญหิมะตกหนักในช่วง 10 วันแรกของปี 2569 ตั้งแต่นั้นมา ฝนก็ตกลงมาแทบไม่หยุดเลย

มีปริมาณฝนตกในเมืองอะบอยน์ (Aboyne) ในแคว้นอะเบอร์ดีนเชียร์ (Aberdeenshire) มากกว่า 277 มม. ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนประมาณ 4 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก “ระบบสภาพอากาศปิดกั้น” (Blocked weather pattern) คือสภาวะที่ระบบความกดอากาศสูงหรือต่ำขนาดใหญ่หยุดนิ่งอยู่กับที่เหนือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ส่งผลให้ระบบสภาพอากาศอื่นๆ เคลื่อนตัวผ่านไม่ได้และต้องอ้อมไปรอบๆ ทำให้พื้นที่นั้นเผชิญกับสภาพอากาศเดิมๆ อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

13 ก.พ. 2569 03:22 น.

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยกเลิกคำวินิจฉัยยุคโอบามา ที่ว่าก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของข้อบังคับต่างๆ เพื่อควบคุมก๊าซที่ทำให้โลกร้อน โดยคาดว่าจะมีการต่อสู้ทางกฎหมายนานหลายปี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกคำวินิจฉัยสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในยุคของ บารัค โอบามา ที่ระบุว่า ก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของปฏิบัติการของรัฐบาลกลางทั้งหมด ในการควบคุมก๊าซที่ทำให้โลกร้อน

“ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” (endangerment finding) ซึ่งออกครั้งแรกในปี 2552 ระบุว่าก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิด สามารถจัดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ภายใต้กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ (Clean Air Act)

กฎหมายดังกล่าวเป็นรากฐานอำนาจของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ในการจำกัดมลพิษที่ทำให้โลกร้อนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โรงไฟฟ้า และยานพาหนะ มาตั้งแต่รัฐบาลโอบามา และถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของรัฐบาลกลางในการจัดการกับมลพิษทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ต่อวิกฤตการณ์ระดับโลกนี้

“เรากำลังยุติสิ่งที่เรียกว่า “ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” อย่างเป็นทางการ” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว โดยเรียกคำวินิจฉัยนี้ว่า “หายนะ” และย้ำว่าการยกเลิกกฎระเบียบเหล่านี้ “ไม่เกี่ยวกับสุขภาพของสาธารณชนเลย”

“ทั้งหมดนี้เป็นการหลอกลวง เป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี “นี่เป็นการปล้นประเทศโดยโอบามาและไบเดน”

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์จะสรุปการยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ที่ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะ เนื่องจากกฎระเบียบเหล่านั้นมีที่มาจากผลการวินิจฉัยดังกล่าว

ภายใต้อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน EPA ได้พยายามกระชับมาตรฐานเหล่านั้นเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมรถยนต์ผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่นายทรัมป์ได้ย้อนคืนความพยายามดังกล่าวไปแล้ว หลังจากเขาได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อปีก่อน

การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถเพิกถอนกฎระเบียบอื่นๆ ที่ลดมลพิษทางสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าและการดำเนินงานด้านน้ำมันและก๊าซได้ง่ายขึ้น แม้ว่ากฎเหล่านั้นจะต้องใช้กระบวนการทางกฎระเบียบแยกต่างหากในการเพิกถอนก็ตาม

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ในการเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งระบุไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์ของ EPA นั้น อาศัยข้อโต้แย้งทางกฎหมาย มากกว่าการปฏิเสธข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง

หน่วยงานโต้แย้งว่ารัฐบาลโอบามาและไบเดนใช้อำนาจตามกฎหมายเกินขอบเขต เมื่อพวกเขาใช้กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ (Clean Air Act) ในการควบคุมมลพิษทางสภาพภูมิอากาศ

ความเคลื่อนไหวนี้ต่างจากเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ที่ EPA เสนอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยโดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยที่จัดทำขึ้นอย่างเร่งรีบ โดยผู้มีความคิดเห็นต่อเรื่องสภาพภูมิอากาศเพียง 5 คน ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของผลกระทบทางภูมิอากาศ เช่น ไฟป่า ความร้อนสุดขั้ว และพายุที่รุนแรงขึ้น

แทนที่จะย้ำจุดยืนเดิมในวันพฤหัสบดี EPA ยุคทรัมป์ได้สรุปในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ “ไม่ได้ให้อำนาจตามกฎหมายแก่ EPA” ในการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ “รวมถึงเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก” ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายให้กับผลการวินิจฉัยฯ และกฎระเบียบอื่นๆ ที่ออกตามมา

ทั้งนี้ การประกาศเพิกถอนคำวินิจฉัยฯ ของรัฐบาลทรัมป์ จะต้องส่งเรื่องไปยังชั้นศาลเพื่อตัดสิน ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี และอาจต้องต่อสู้ทางกฎหมายไปจนถึงศาลสูงสุดของประเทศ

นายเจฟฟ์ โฮล์มสเตด ทนายความด้านพลังงานจากสำนักงานกฎหมาย Bracewell และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EPA ในยุครัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช เตือนว่า หากการเพิกถอนของรัฐบาลทรัมป์ได้รับการรับรองในชั้นศาล EPA ในอนาคตจะไม่มีอำนาจในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกต่อไป

ด้านนายลี เซลดิน ผู้บริหาร EPA ซึ่งแต่งตั้งโดยนายทรัมป์ กล่าวว่า EPA ไม่มีอำนาจในการควบคุมมลพิษบางประเภท เว้นแต่รัฐสภาจะผ่านกฎหมายให้อนุญาตอย่างชัดเจน

“หากรัฐสภาไม่อนุญาต EPA ก็ไม่ควรทำ” เซลดินกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี “หากรัฐสภาต้องการให้ EPA ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะอย่างเข้มงวด รัฐสภาก็สามารถบัญญัติเป็นกฎหมายอย่างชัดเจนได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

13 ก.พ. 2569 02:07 น.

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันอย่างร้ายแรง หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ก.พ. 2569 ว่า นายธอร์บยอร์น จักลันด์ อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา “ทุจริตอย่างร้ายแรง” จากความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารชุดล่าสุดเกี่ยวกับคดีของชายคนนี้ออกมา

นายจักลันด์ถูกตั้งข้อหาหลังจากสภายุโรปเพิกถอนความคุ้มครองของเขา ซึ่งเขาได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ทางการทูตในอดีต โดยทนายความของอดีตนายกฯ นอร์เวย์ผู้นี้ ระบุว่า ลูกความของเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับการสืบสวน

อีเมลที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า นายจักลันด์วางแผนที่จะไปเยือนบ้านของเอปสตีนทั้งแบบส่วนตัวและแบบครอบครัว ในปารีส, นิวยอร์ก และที่เมืองปาล์มบีช ทั้งที่มหาเศรษฐีรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กไปแล้ว โดยที่ดูเหมือนว่านายเอปสตีนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของนอร์เวย์ (Økokrim) ได้เข้าตรวจค้นทรัพย์สินสามแห่งของนายจักลันด์ และคาดว่าเขาจะถูกสอบปากคำในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ นายจักลันด์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ในช่วงปี 2539-2540 เขายังเคยเป็นประธานคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรปนานนับทศวรรษด้วย

นายจักลันด์ได้รับความคุ้มครองทางการทูตจากการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรป ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในยุโรป โดยความคุ้มครองดังกล่าวจะคุ้มครองเขาจากข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ในปี 2552-2562

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของนอร์เวย์ ได้ร้องขอให้สภาเพิกถอนความคุ้มครองของเขา หลังจากเปิดการสอบสวนเมื่อต้นเดือนนี้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2554-2561

นายจักลันด์ยังเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเขาขอความช่วยเหลือจากเอปสตีนในการขอสินเชื่อธนาคาร แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และตำรวจก็ยังไม่ยืนยันว่า กรณีนี้ถูกรวมอยู่ในข้อกล่าวหาทุจริตอย่างร้ายแรงของเขาหรือเปล่า

การที่ชื่อปรากฏอยู่ในแฟ้มเอกสาร Epstein files ซึ่งได้รับการเปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ไม่ได้บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดใดๆ

อนึ่ง ชื่อของนักการเมือง คนดัง และราชวงศ์มากมาย ปรากฏพัวพันอยู่ในเอกสารคดีของนายเอปสตีน ซึ่งประกอบด้วยอีเมลส่วนตัว รูปภาพ และรายงานของ FBI นับล้านฉบับ ที่สหรัฐฯ เผยแพร่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหญิงเมตเต-มาริต, นักการทูต โมนา ยูล, เจ้าชายแอนดรูว์, บิล เกตส์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc