รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

13 ก.พ. 2569 00:04 น.

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

รัสเซียยืนยันสั่งแบน WhatsApp แล้ว อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังพยายามบีบให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้แอปท้องถิ่นอย่าง MAX แทน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 รัฐบาลรัสเซียออกมายืนยันว่า พวกเขาปิดกั้นการเข้าถึงแอปพลิเคชัน WhatsApp บริการส่งข้อความยอดนิยม ภายในดินแดนของรัสเซียแล้ว โดยกล่าวหาว่าบริการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ใช้งานชาวรัสเซียกว่า 100 ล้านคน เปลี่ยนไปใช้แอปทางเลือกในประเทศแทน

มอสโกพยายามมานานหลายเดือนที่จะเปลี่ยนให้ผู้ใช้งานชาวรัสเซียหันไปใช้ MAX ซึ่งเป็นบริการส่งข้อความของรัสเซียเองซึ่งไม่มีการเข้ารหัสแบบ end-to-end ทำให้นักเคลื่อนไหวมองว่า แอปนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการสอดแนมได้

“สำหรับการบล็อก WhatsApp… ได้มีการตัดสินใจและดำเนินการดังกล่าวจริง” ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าว และว่า WhatsApp ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามบรรทัดฐานและข้อบังคับของกฎหมายรัสเซีย

นายเปสคอฟบอกอีกว่า “MAX เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ เป็นแอปส่งข้อความที่กำลังพัฒนา และเป็นแอปส่งข้อความระดับชาติ และเป็นทางเลือกที่มีอยู่ในตลาดสำหรับประชาชน”

ด้าน WhatsApp ซึ่งเป็นของ Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า พวกเขาเชื่อว่ารัสเซียกำลังพยายามบล็อกบริการของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ เพื่อบีบให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้ MAX

“การพยายามแยกผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนออกจากการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย ถือเป็นความล้าหลัง และจะนำไปสู่การลดลงของความปลอดภัยสำหรับผู้คนในรัสเซียเท่านั้น” แถลงการณ์ระบุ “เรายังคงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้ผู้ใช้งานยังคงเชื่อมต่อกันได้”

ทั้งนี้ ชื่อโดเมนบางชื่อที่เกี่ยวข้องกับ WhatsApp ได้หายไปจากทะเบียนชื่อโดเมนแห่งชาติของรัสเซียแล้ว หมายความว่าอุปกรณ์ภายในรัสเซียหยุดรับที่อยู่ IP จากแอป และจะเข้าถึงได้โดยใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) เท่านั้น

ปฏิกิริยาของผู้คนในรัสเซียมีหลากหลาย ทั้งคนที่ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไร และคนที่ไม่พอใจ

“พูดตรงๆ ฉันมองว่าเรื่องนี้ในแง่ลบ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดสิทธิทางรัฐธรรมนูญของเรา เนื่องจากมันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเลือก” หญิงสาวซึ่งเปิดเผยเพียงชื่อว่า แอนนา กล่าว

ขณะที่หญิงอีกคนชื่อ เอเลนา บอกกับสื่อว่า เธอไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา เพราะยังมีแอปส่งข้อความอื่นๆ อีก ส่วนหญิงอีกคนชื่อ อาลีโอนา ระบุว่า เธอจะพยายามใช้ WhatsApp โดยเปิด VPN ต่อไปให้นานที่สุดก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ MAX

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

12 ก.พ. 2569 23:00 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

ผู้คุมนโยบายชายแดนของทรัมป์เผยว่า ปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพในมินนิโซตาใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยย้ำว่า ปฏิบัติการนี้ทำให้มีผู้กระทำผิดพักพิงอยู่ในมินนิโซตาน้อยลง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 นาย ทอม โฮแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชายแดน (border czar) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า การปราบปรามผู้อพยพอย่างหนักในรัฐมินนิโซตา ซึ่งนำไปสู่การกักตัวผู้คนจำนวนมาก, การประท้วง และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

“ผลจากความพยายามของเราในที่นี้ มินนิโซตาได้กลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว” โฮแมนกล่าวในงานแถลงข่าว “ผมได้เสนอ และประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์ ได้เห็นชอบ ให้ยุติปฏิบัติการกวาดล้างนี้”

ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครต กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาคาดว่าปฏิบัติการ Metro Surge ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม จะสิ้นสุดลงภายใน “ไม่กี่วัน ไม่ใช่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน” โดยอ้างอิงจากการสนทนาของเขากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์

หน่วยงานรัฐบาลกลางระบุว่า การกวาดล้างของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส-เซนต์พอล ส่งผลให้มีการจับกุมผู้คนมากกว่า 4,000 คน

แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะเรียกผู้ถูกจับกุมว่า “คนต่างด้าวผิดกฎหมายที่เป็นอาชญากรอันตราย” แต่ผู้ถูกจับกุมจำนวนมากไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน นอกจากนั้น มีเด็กและพลเมืองสหรัฐฯ หลายคนถูกกักตัวเอาไว้ด้วยเช่นกัน

“ปฏิบัติการกวาดล้างนี้กำลังทำให้มินนีแอโพลิสปลอดภัยขึ้น” โฮแมนกล่าว “ผมขอพูดอีกครั้งว่า มินนิโซตากลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว”

ทั้งนี้ นายโฮแมนถูกส่งมารับช่วงต่อปฏิบัติการในมินนิโซตาเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจากรัฐบาลกลางยิงพลเรือนเสียชีวิต 2 ศพ ท่ามกลางกระแสต่อต้านและคำถามเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานของปฏิบัติการปราบปรามนี้

นายโฮแมนประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 700 นายจะออกจากมินนิโซตาทันที แต่จะคงเหลือเจ้าหน้าที่เอาไว้ในมินนิโซตาอีกราว 2,000 นาย

แต่ล่าสุดในวันพฤหัสบดี นายโฮแมนกล่าวว่า การถอนกำลังเริ่มขึ้นแล้วในสัปดาห์นี้และจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์หน้า โดยตัวเขาวางแผนที่จะอยู่ในมินนิโซตาต่อไปเพื่อควบคุมการถอนกำลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

12 ก.พ. 2569 21:26 น.

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

(ภาพจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น)

สถานทูตไทย ณ กรุงเบิร์น กับเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิธีมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมส่งกลับไทยเพื่อตรวจสอบและขึ้นทะเบียนสมบัติของชาติ

อรัญญา มิลเลอร์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น จัดพิธีมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ

นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เป็นผู้แทนไทยในการรับมอบ และนาง ฟาเบียนน์ บารากา (Fabienne Baraga) หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ภายใต้สำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์รัฐสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้แทนฝ่ายสวิสในการมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้นดังกล่าว

โบราณวัตถุทั้ง 11 ชิ้น ได้รับการส่งมอบผ่านทางการสวิสด้วยความสมัครใจจากผู้ครอบครองที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งมีความประสงค์จะส่งคืนสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับสู่ถิ่นกำเนิด และเบื้องต้นคาดว่า อาจมีแหล่งที่มาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมบ้านเชียง

การส่งมอบในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น และความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ และแสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีหน่วยงานและผู้แทนจากทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสวิส และผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยสวิส รวมถึงคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ที่มาร่วมแสดงความยินดี

ทั้งนี้หลังจากพิธีรับมอบ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะจัดส่งโบราณวัตถุทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กรมศิลปากรดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดทางวิชาการและเพื่อการอนุรักษ์ ขึ้นทะเบียนสมบัติของชาติ และเพื่อพิจารณาจัดแสดงให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้ศึกษาเรียนรู้สืบไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

12 ก.พ. 2569 15:29 น.

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

ทางการบราซิลเอาจริงแล้ว สั่งให้แชทบอตปัญญาประดิษฐ์ “Grok” หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจาร พร้อมขู่ฟ้องร้องและสั่งปรับหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภายในเวลา 5 วัน

วานนี้ (11 ก.พ.) ทางการบราซิลได้ออกคำสั่งให้แอปพลิเคชันเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม X สั่งระงับแชทบอต “Grok” จากการสร้างภาพดีฟเฟคเชิงอนาจาร โดยบราซิลเป็นประเทศล่าสุดที่ออกมาบีบให้มหาเศรษฐีพันล้านเจ้าของแอปฯ นายอีลอน มัสก์ เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ชิ้นนี้

ประเทศแรกที่มีการออกมาตรการตอบโต้เรื่องนี้คือประเทศอินโดนีเซียที่ได้สั่งระงับการใช้งาน Grok ไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ยืนยันที่จะเดินหน้ากดดันมหาเศรษฐีรายนี้ต่อไป หลังจากพบว่าแชทบอตดังกล่าวได้สร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็กออกมาเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานอัยการสูงสุดของบราซิล ร่วมด้วย องค์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติ (ANPD) และสำนักงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคแห่งชาติ (Senacon) ระบุว่าทางการบราซิลให้เวลา X เพียง 5 วัน ในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการใช้ Grok ผลิตเนื้อหาทางเพศหรือภาพเชิงอีโรติกของเด็กและเยาวชน รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ให้ความยินยอม  หาก X ไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งนี้ได้ ทางการบราซิลอาจดำเนินในขั้นต่อไปด้วยการฟ้องร้องและสั่งปรับ

แม้ X จะอ้างว่าได้ลบโพสต์ไปแล้วหลายพันรายการ รวมถึงได้ระงับบัญชีผู้ใช้ไปอีกหลายร้อยบัญชี หลังจากได้รับคำเตือนจากบราซิลเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ใช้ยังคงสามารถสร้างภาพดีปเฟคเชิงอนาจารโดย Grok ได้อยู่ ทางการบราซิลจึงได้ตำหนิถึงการจัดการปัญหาของ X ที่ขาดความโปร่งใส

แรงกดดันที่มีต่อ xAI บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ นายอีลอน มัสก์ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนี่อง ด้วยสาเหตุจากฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Spicy Mode หรือ โหมดร้อนแรง ที่ผู้ใช้สามารถสร้างภาพดีปเฟคซึ่งส่อไปในเชิงเพศได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่พิมพ์คำสั่ง เช่น “ให้เธอสวมบิกินี่” หรือ “ถอดเสื้อผ้าเธอออก” เพียงเท่านั้น

ศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังทางดิจิทัล (CCDH) ประเมินว่า ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน Grok ได้สร้างภาพเชิงอนาจารของผู้หญิงและเด็กไปแล้ว กว่า 3 ล้านภาพ.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับแชตบอท Grok ได้ ที่นี่

คุก 7 ปี อดีตรมว.มหาดไทยเกาหลีใต้ สมคบคิด “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก

คุก 7 ปี อดีตรมว.มหาดไทยเกาหลีใต้ สมคบคิด "ยุน ซอกยอล" ประกาศกฎอัยการศึก

12 ก.พ. 2569 15:17 น.

คุก 7 ปี อดีตรมว.มหาดไทยเกาหลีใต้ สมคบคิด “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุก “อี ซังมิน” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย เป็นเวลา 7 ปี ฐานมีส่วนร่วมก่อการกบฏในเหตุการณ์ประกาศกฎอัยการศึกปี 2024 เผยพฤติการณ์สั่งตัดน้ำตัดไฟสื่อวิพากษ์รัฐบาล และเบิกความเท็จต่อศาล ขณะที่ทั่วโลกจับตาคำพิพากษาอดีตปธน.ยุน ซอกยอล สัปดาห์หน้า หลังอัยการขอลงโทษประหารชีวิต

ศาลกลางกรุงโซลได้ถ่ายทอดสดคำพิพากษาวันนี้ (12 ก.พ.) โดยตัดสินลงโทษจำคุก นายอี ซังมินอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 7 ปี ในความผิดฐานมีบทบาทสำคัญในการก่อการกบฏ ร่วมกับอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

นายอี ถือเป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ถูกตัดสินจำคุกต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ฮัน ด็อกซู ที่ได้รับโทษจำคุกไปก่อนหน้านี้ถึง 23 ปี ในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวครั้งนี้

แม้ว่าทนายความพิเศษจะยื่นคำร้องขอให้ลงโทษจำคุก 15 ปี แต่ศาลตัดสินลงโทษ 7 ปี โดยพิจารณาจากพฤติการณ์หลายอย่าง ศาลชี้ว่าการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุนเข้าข่ายการก่อการกบฏ และนายอีมีส่วนสนับสนุนโดยสั่งการให้สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติปิดล้อมหน่วยงานสำคัญ นายอียังได้รับคำสั่งจากอดีตประธานาธิบดียุน ให้สั่งการตัดระบบไฟฟ้าและประปาของสำนักข่าวต่างๆ ที่นำเสนอเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในขณะนั้น

ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดฐานโกหกภายใต้การสาบานตน เนื่องจากเคยปฏิเสธในระหว่างการพิจารณาคดีถอดถอนนายยุนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อนว่า ตนไม่เคยได้รับคำสั่งหรือสั่งการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาที่ระบุว่าเขาบังคับให้อดีตหัวหน้าหน่วยดับเพลิงกระทำการเกินอำนาจหน้าที่

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “การกระทำที่เป็นการกบฏทำลายคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตย และการลงโทษหนักเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าความพยายามนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ก็ตาม” ขณะที่ตัวนายอีเองยังคงให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเขาไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน และการประกาศกฎอัยการศึกไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการกบฏ

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา อัยการพิเศษได้ยื่นบทลงโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” สำหรับอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในฐานะผู้นำการก่อกบฏ ซึ่งศาลมีกำหนดการที่จะอ่านคำพิพากษาตัดสินชะตากรรมของนายยุนใน วันพฤหัสบดีหน้า

ตามรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ นิยามของคำว่า “กบฏ” หมายถึงการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดอำนาจรัฐออกจากส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของประเทศ หรือการก่อการจลาจลเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ.

ที่มา Yonhap

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

12 ก.พ. 2569 14:30 น.

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

บริษัทท่องเที่ยวในจีนเปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนสัปดาห์หน้า ซึ่งยาวเป็นพิเศษถึง 9 วัน จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมครอบคลุมตั้งแต่รัสเซีย ออสเตรเลีย ไทย เกาหลีใต้ ไปจนถึงยุโรปเหนือ ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มสูญเสียความนิยม

บริษัทนำเที่ยวหลายแห่งเปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าซึ่งเป็นเทศกาลตรุษจีน หรือเทศกาลฤดูใบไม้ผลิตรงกับปีนักษัตร “ปีม้า” จะมีชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปีนี้ทางการจีนประกาศวันหยุดยาวนานถึง 9 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งยาวกว่าปกติ 1 วัน ส่งผลให้เกิดความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอยทั้งในร้านค้า โรงภาพยนตร์ และร้านอาหาร

ทางการจีนคาดการณ์ว่าในช่วง “มหกรรมการเดินทาง 40 วัน” ของปีนี้ จะมีจำนวนผู้โดยสารเดินทางสูงถึง 9.5 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 9.02 พันล้านครั้งในปีที่ผ่านมา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหวังว่าวันหยุดที่ยาวขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศและการเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยกลับมาครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมอีกครั้ง นายโจว เหว่ยหง ผู้บริหารบริษัทสปริงทัวร์ในนครเซี่ยงไฮ้ ระบุว่าสภาพอากาศที่อบอุ่นของไทยเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดชาวจีนที่ต้องการหนีความหนาวเย็น

ส่วนรัสเซียยอดจองพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ผลจากการที่รัฐบาลรัสเซียประกาศยกเว้นวีซ่าให้ชาวจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่ออสเตรเลีย เว็บไซต์ Trip.com รายงานว่าการเดินทางระยะไกลฟื้นตัวชัดเจน โดยยอดนักท่องเที่ยวไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นกว่า 100% เช่นกัน

แม้จีนจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ และความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ผลการศึกษาจาก McKinsey ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวจีนหันมาให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินเพื่อ “ซื้อประสบการณ์” มากขึ้นแทนที่จะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเหมือนในอดีต

ในทางกลับกัน ความนิยมในประเทศญี่ปุ่นกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองที่คุกรุ่นระหว่างสองประเทศ รวมถึงคำเตือนด้านความปลอดภัยจากรัฐบาลจีน ข้อมูลจาก Flight Master ระบุว่าเที่ยวบินระหว่างจีนและญี่ปุ่นในช่วงสัปดาห์วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ลดลงถึง 49.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 58 เส้นทางที่เคยเปิดให้บริการในช่วงตรุษจีนปีที่ผ่านมา สายการบินต่างๆ ต้องขยายมาตรการคืนเงินและเปลี่ยนตั๋วสำหรับเส้นทางญี่ปุ่นเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง

สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ ชาวจีนยังคงแบ่งความนิยมเป็นสองทาง คือการไปพักผ่อนรับแดดที่เกาะไหหลำ หรือเลือกไปสัมผัสหิมะที่ภูเขาฉางไป๋ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ.

ที่มา Reuters

จับตา “คิม จูแอ” หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือวางตัวบุตรสาว “คิม” สืบทอดอำนาจ

จับตา "คิม จูแอ" หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือวางตัวบุตรสาว "คิม" สืบทอดอำนาจ

12 ก.พ. 2569 13:01 น.

จับตา “คิม จูแอ” หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือวางตัวบุตรสาว “คิม” สืบทอดอำนาจ

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจอย่างเป็นทางการแล้ว เผยการปรากฏตัวในงานสำคัญและการใช้คำยกย่องระดับสูง เป็นหลักฐานยืนยันสถานะ “สายเลือดเพ็กตู” รุ่นถัดไป

สส. พัค ซุน-วอน และ สส. อี ซอง-กวึน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) ได้เปิดเผยการประเมินดังกล่าวระหว่างการบรรยายสรุปแบบปิดต่อคณะกรรมการข่าวกรองของรัฐสภาวันนี้ (12 ก.พ.) โดยระบุว่าขณะนี้รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ “กำหนดตัวผู้สืบทอดอำนาจ” อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ คิม จูแอ บุตรสาวของนายคิม จองอึน การวิเคราะห์นี้พิจารณาจากบทบาทของเธอที่โดดเด่นขึ้นอย่างมากในเหตุการณ์สำคัญระดับประเทศ

หน่วยข่าวกรองและนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลายประการที่ยืนยันสถานะของเธอ โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สื่อของรัฐเผยภาพจูแอร่วมเคียงข้างบิดาไปสักการะศพของ คิม อิลซุง และ คิม จองอิล ณ วังสุริยะคึมซูซัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำสูงสุด

นอกจากนั้น สื่อทางการเกาหลีเหนือเริ่มใช้คำว่า “ฮยางโด” (Hyangdo) หรือ “บุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งการชี้นำ” ในการเรียกชื่อเธอ ซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะที่สงวนไว้สำหรับผู้นำสูงสุดหรือผู้ที่จะขึ้นมาเป็นทายาทเท่านั้น

เธอปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2022 ในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) และล่าสุดยังร่วมคณะเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นการสร้างตัวตนในระดับนานาชาติ

เกาหลีเหนือมีกำหนดจัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ แผนการทหาร และเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดย NIS ระบุว่าจะติดตามบทบาทของคิม จูแอ และระดับพิธีการที่ได้รับอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจูแออาจได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการคนแรกของคณะกรรมการกลาง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากเป็นอันดับ 2 รองจากผู้นำสูงสุด หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการประกาศสถานะทายาทอย่างเป็นทางการต่อหน้าสมาชิกพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

ก่อนปี 2022 โลกแทบไม่เคยเห็นใบหน้าของจูแอ โดยมีเพียงคำยืนยันจากการบอกเล่าของ เดนนิส ร็อดแมน อดีตนักบาสเกตบอล NBA ที่เคยไปเยือนเกาหลีเหนือในปี 2013 และระบุว่าเขาได้อุ้มบุตรสาวของคิม จองอึน ในขณะนั้น แต่ปัจจุบันเธอกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามองในฐานะว่าที่ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศที่ปกครองด้วยตระกูลคิมมานานหลายทศวรรษ.


ที่มา Yonhap

รัสเซียเดินหน้าบล็อก WhatsApp ตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน บีบใช้แอปฯ รัฐเพื่อสอดแนม

รัสเซียเดินหน้าบล็อก WhatsApp ตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน บีบใช้แอปฯ รัฐเพื่อสอดแนม

12 ก.พ. 2569 12:30 น.

รัสเซียเดินหน้าบล็อก WhatsApp ตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน บีบใช้แอปฯ รัฐเพื่อสอดแนม

รัฐบาลรัสเซียยกระดับการควบคุมโลกออนไลน์ พยายามบล็อกการเข้าถึง “วอตส์แอป” (WhatsApp) ทั่วประเทศ ด้านบริษัทเมตา ชี้เป็นก้าวที่ถอยหลัง หวังบีบประชาชนกว่า 100 ล้านคนไปใช้แอปพลิเคชัน “Max” ของรัฐบาลที่ไร้ระบบเข้ารหัส เพื่อเอื้อต่อการสอดแนมและเซ็นเซอร์ทางการเมือง

บริษัทเมตา เจ้าของแพลตฟอร์ม “วอตส์แอป” (WhatsApp) เปิดเผยว่า ทางการรัสเซียได้พยายามดำเนินการบล็อกการใช้งาน WhatsApp อย่างเต็มรูปแบบภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลรัสเซียในการควบคุมแอปพลิเคชันส่งข้อความ โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน หน่วยงานกำกับดูแลของรัสเซียเพิ่งสั่งจำกัดการเข้าถึงเทเลแกรมเพิ่มเติม โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

ทาง WhatsApp ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ความพยายามในการตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนจากการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย ถือเป็นก้าวที่ถอยหลัง และจะยิ่งทำให้ประชาชนในรัสเซียมีความปลอดภัยน้อยลง เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ใช้งานยังคงสามารถเชื่อมต่อกันได้ต่อไป”

ความขัดแย้งนี้มีชนวนเหตุสำคัญมาจากรัสเซียได้ประกาศให้เมตา เป็น “องค์กรหัวรุนแรง” ตั้งแต่ปี 2022 ส่งผลให้อินสตาแกรมและเฟซบุ๊กถูกบล็อกไปก่อนหน้านี้ โดยใช้งานได้ผ่าน VPN เท่านั้น ทางการรัสเซียอ้างว่าทั้งวอตส์แอปและเทเลแกรม ปฏิเสธที่จะจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งานชาวรัสเซียไว้ภายในประเทศตามที่กฎหมายกำหนด

สำนักข่าวทาสส์ของรัฐบาลรัสเซียรายงานว่าวอตส์แอป มีกำหนดจะถูกบล็อกอย่างถาวรภายในปี 2026 โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียยืนยันว่ามาตรการที่รุนแรงนี้ “มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ ทางการรัสเซียกำลังพยายามผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้แพลตฟอร์มที่รัฐพัฒนาขึ้นเองในชื่อ “Max” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ WeChat ของจีนที่เป็น “Super App” รวมบริการส่งข้อความและบริการภาครัฐไว้ด้วยกัน แต่จุดที่น่ากังวลคือแอปฯ นี้ “ไม่มีระบบเข้ารหัสข้อมูล”

ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ทางการรัสเซียได้บังคับให้แอปฯ Max ต้องถูกติดตั้งมาพร้อมกับอุปกรณ์ใหม่ทุกเครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศ รวมถึงบังคับให้พนักงานภาครัฐ ครู และนักเรียนต้องใช้งานแพลตฟอร์มนี้เท่านั้น

พาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้งเทเลแกรมชาวรัสเซีย แสดงทัศนะว่ารัฐบาลกำลังพยายามจำกัดเสรีภาพเพื่อบังคับให้ประชาชนใช้แอปฯ ของรัฐเพื่อการสอดแนมและการเซ็นเซอร์ทางการเมือง โดยเขาเปรียบเทียบกับกรณีของอิหร่านที่เคยพยายามแบนเทเลแกรม เพื่อดันแอปฯ ของรัฐ แต่ประชาชนก็มักจะหาทางเลี่ยงได้เสมอ พร้อมย้ำว่า “การจำกัดเสรีภาพของพลเมืองไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง”

ขณะนี้สถานการณ์ในรัสเซียยังคงตึงเครียด เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องเร่งหาช่องทางสื่อสารทางเลือกท่ามกลางการปิดกั้นที่เข้มข้นขึ้นจากฝ่ายรัฐบาล.

ที่มา BBC

ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

ซีอีโอ "อินสตาแกรม" ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

12 ก.พ. 2569 11:22 น.

ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

อดัม มอสเซรี ซีอีโออินสตาแกรม ให้การต่อศาลลอสแอนเจลิส ยืนยันพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความรับผิดชอบ ท่ามกลางคดีที่กล่าวหาว่าแอปฯ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” และทำลายสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น

อดัม มอสเซอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินสตาแกรม ภายใต้บริษัท Meta Platforms ได้ขึ้นให้การต่อศาลในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ เพื่อต่อสู้คดีที่ถูกโจทก์ฟ้องร้องว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” และวิกฤตสุขภาพจิตในกลุ่มผู้เยาว์ โดยคาดว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา จะขึ้นให้การในลำดับถัดไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

คดีนี้เริ่มต้นจากหญิงชาวแคลิฟอร์เนียรายหนึ่งซึ่งเริ่มใช้อินสตาแกรม ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้ยื่นฟ้องทั้ง เมตา และยูทูบ โดยระบุว่าบริษัทแสวงหาผลกำไรจากการทำให้เด็กเสพติดบริการ ทั้งที่รู้ดีว่าอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ซึ่งเธอกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเกิดอาการซึมเศร้าและโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder)

ในระหว่างการพิจารณาคดี มีการเปิดเผยอีเมลภายในปี 2019 ที่แสดงให้เห็นว่ามอสเซอรีและผู้บริหารคนอื่นๆ หารือกันว่าจะยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ “ฟิลเตอร์แต่งภาพที่เลียนแบบผลลัพธ์จากการศัลยกรรมพลาสติก” หรือไม่

ทีมงานด้านนโยบาย การสื่อสาร และความเป็นอยู่ที่ดีของอินสตาแกรม เสนอให้คงคำสั่งห้ามไว้เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบต่อวัยรุ่นหญิงเพิ่มเติม โดย นิก เคล็กก์ รองประธานฝ่ายกิจการระดับโลกในขณะนั้น เตือนว่า “เราจะถูกตราหน้าว่าให้ความสำคัญกับการเติบโตมากกว่าความรับผิดชอบ”

มอสเซอรีและซักเคอร์เบิร์กกลับเลือกแนวทางที่จะยกเลิกคำสั่งห้าม แต่ใช้วิธีนำฟิลเตอร์เหล่านั้นออกจากส่วนการแนะนำ (Recommendation) แทน แม้ในอีเมลจะระบุว่าทางเลือกนี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาวะของผู้ใช้อย่างเห็นได้ชัด แต่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของยอดผู้ใช้น้อยกว่า

มอสเซอรีแก้ต่างในศาลว่า “ผมพยายามรักษาสมดุลในทุกมิติ” และยืนยันว่านโยบายของบริษัทมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อมุ่งเน้นในประเด็นที่สำคัญที่สุด

บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อพ่อแม่หลายคนที่เชื่อว่าโซเชียลมีเดียเป็นต้นเหตุให้ลูกของพวกเขาเสียชีวิตมานั่งรับฟังในแถวหน้า เช่น วิกตอเรีย ฮิงค์ส มารดาที่เสียลูกสาววัย 16 ปีจากการฆ่าตัวตาย ให้สัมภาษณ์ว่าเด็กๆ กลายเป็น “ความเสียหายข้างเคียง” ของวัฒนธรรม “Move Fast and Break Things” (ทำอย่างรวดเร็วและทำลายกฎเดิมๆ) ของซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งมอสเซอรีได้ยอมรับในศาลว่าคำขวัญดั้งเดิมนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไปในปัจจุบัน

คดีนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายสหรัฐฯ ที่คุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์จากการรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ซึ่งหากเมตาและยูทูบแพ้คดี จะต้องถูกตัดสินว่ามีความประมาทเลินเล่อในการออกแบบแพลตฟอร์ม และผลิตภัณฑ์ของตนเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายสุขภาพจิตของโจทก์

ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มตื่นตัวในประเด็นนี้ เช่น ออสเตรเลีย ที่เป็นชาติแรกในการสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย รวมถึงสเปน กรีซ อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่กำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกัน

การพิจารณาคดีจะยังคงดำเนินต่อไปในวันศุกร์นี้ ซึ่งผลการตัดสินจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้กับคดีลักษณะเดียวกันอีกหลายร้อยคดีทั่วสหรัฐฯ

ที่มา Reuters

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

12 ก.พ. 2569 11:02 น.

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

หญิงฟิลิปปินส์ วัย 51 ปี อินฟลูฯ สายกินของแปลกของฟิลิปปินส์ เสียชีวิตหลังรับประทาน “ปูปิศาจ” สัตว์ทะเลมีพิษร้ายแรง เพื่อถ่ายคลิปลงโซเชียล 

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สื่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์รายงานว่า นางเอ็มมา อามิต (Emma Amit) อายุ 51 ปี อินฟลูเอนเซอร์สายอาหารในเมืองปวยร์โต ปรินเซซา จังหวัดปาลาวัน ของฟิลิปปินส์ เสียชีวิตหลังรับประทานสัตว์ทะเลมีพิษที่เรียกว่า “ปูปีศาจ” หรือ “เดวิลแครบ” (devil crab) เพื่อถ่ายทำคลิปลงโซเชียลมีเดีย

รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อามิตและเพื่อนได้ออกไปเก็บหอยและสัตว์ทะเลในป่าชายเลนใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงอาหาร โดยในคลิปเห็นว่ามีการนำสัตว์ทะเลลงหม้อต้มแล้วปรุงรส ก่อนที่เธอจะหญิบหอยทะเล และปูมีพิษ ขึ้นมากัดกินโชว์ให้กับเหล่าผู้ติดตามใน TikTok และเฟซบุก  

จากนั้นวันรุ่งขึ้น เธอมีอาการป่วยรุนแรงจากพิษของปู ซึ่งเพื่อนบ้านเล่าว่า ขณะถูกนำตัวส่งคลินิกท้องถิ่นเธอมีอาการชักเกร็ง ก่อนอาการทรุดหนักและถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาล โดยมีรายงานว่าริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินคล้ำขณะหมดสติ โดยแพทย์ได้พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ไม่เป็นผล เธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หรือสองวันหลังรับประทานสัตว์ทะเลมีพิษ

ทางด้านนายลัดดี เจอมัง ผู้ใหญ่บ้านลุซวิมินดา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านผู้เสียชีวิต และพบเปลือกปูสีสดใสของปูปีศาจถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ ซึ่งข้อมูลจากสถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่า ปูปีศาจเป็นสัตว์ทะเลที่พบตามแนวปะการังในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และมีสารพิษต่อระบบประสาทรุนแรงหลายชนิด รวมถึงแซกซิทอกซิน และเตโตรโดทอกซิน ซึ่งเป็นพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ออกคำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคสัตว์ทะเลจากธรรมชาติ โดยเฉพาะชนิดที่ไม่แน่ชัดว่าเหมาะสำหรับการรับประทานหรือไม่.

ที่มา The Sun