เปิดภารกิจช่วยชีวิตนักบิน F-15 สหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

เปิดภารกิจช่วยชีวิตนักบิน F-15 สหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

6 เม.ย. 2569 05:58 น.

เปิดภารกิจช่วยชีวิตนักบิน F-15 สหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือนักบินที่สูญหายคนสุดท้ายของเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ซึ่งถูกยิงตกทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.)

ตามรายงานของสำนักข่าว BBC ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันข่าวการช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเช้าวันอาทิตย์โดยระบุว่า “กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติหนึ่งในภารกิจค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดในประวัติศาสตร์” และเสริมว่า ตอนนี้นายทหารคนดังกล่าว “ปลอดภัยดีแล้ว!” แม้ว่าในโพสต์ต่อมา ทรัมป์จะระบุว่าเขา “ได้รับบาดเจ็บสาหัส” ก็ตาม

เจ้าหน้าที่อิหร่านอ้างว่า เครื่องบินรบลำนี้ถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของตน แต่พิกัดที่เครื่องตกนั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ โดยสื่อของอิหร่านได้ระบุถึงจังหวัดที่เป็นไปได้สองแห่ง คือ จังหวัดโคกิลูเยห์และบูเยอร์-อาห์มัด และ จังหวัดคูเซสถาน

อย่างไรก็ดี บนเครื่องบินลำดังกล่าวมีนักบินทั้งหมด 2 นาย และทั้งคู่ดีดตัวออกจากเครื่องได้สำเร็จ โดยหนึ่งในนั้นได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ส่วนอีกนายได้รับความช่วยเหลือในอีก 2 วันต่อมา

เจ้าหน้าที่คนนี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างไร?

นักบินคนแรกได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยมีรายงานว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเครื่องบินโจมตี A-10 Warthog เข้าร่วมด้วย แต่เครื่องลำนั้นก็ถูกยิงเหนือน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้นักบินต้องดีดตัวออกก่อนจะได้รับความช่วยเหลือในเวลาต่อมา

ส่วนนักบินรายที่ 2 สหรัฐฯ และอิหร่านต่างฝ่ายต่างแข่งขันกับเวลาเพื่อระบุตำแหน่งของเขา โดยทางการอิหร่านถึงกับตั้งรางวัลให้ใครก็ตามที่จับเป็นนักบินรายนี้

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการช่วยเหลือออกมาอย่างเป็นทางการ แต่บุคคลที่มีส่วนรู้เห็นในปฏิบัติการนี้อธิบายว่า มันคือภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ (CSAR) “ครั้งใหญ่” ในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน

สำนักข่าว CBS ซึ่งเป็นพันธมิตรของ BBC ในสหรัฐฯ รายงานว่า ทรัมป์ได้สั่งระงับปฏิบัติการอื่นๆ ในอิหร่านไว้ชั่วคราวเพื่อมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือ โดยส่งเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษหลายสิบนายเข้าร่วมในภารกิจนี้

“การจู่โจมในลักษณะนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ เพราะอันตรายต่อทั้ง ‘คนและยุทโธปกรณ์’ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้น!” ประธานาธิบดีระบุผ่านโซเชียลมีเดีย

ภารกิจ CSAR ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ซับซ้อนและแข่งกับเวลามากที่สุด โดยปกติภารกิจเหล่านี้มักดำเนินการโดยเฮลิคอปเตอร์ที่บินในระดับต่ำเหนือน่านฟ้าศัตรู พร้อมกับเครื่องบินทหารลำอื่นๆ ที่คอยทำการโจมตีและลาดตระเวนในพื้นที่

วิลเลียม ฟอลลอน พลเรือเอกเกษียณอายุของกองทัพเรือสหรัฐฯ บอกกับ BBC ว่า ช่วงเวลาของวันน่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อภารกิจ “ความมืดเป็นเรื่องดีสำหรับคนของเรา เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตอนกลางคืน”

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า นักบินคนดังกล่าว ซึ่งมียศพันเอก “ติดอยู่หลังแนวรบข้าศึกท่ามกลางเทือกเขาอันตรายของอิหร่าน และกำลังถูกศัตรูตามล่า โดยขยับเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกชั่วโมง”

เศษชิ้นส่วนที่สื่ออิหร่านอ้างว่า มาจากเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก
เศษชิ้นส่วนที่สื่ออิหร่านอ้างว่า มาจากเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก

ไมกี เคย์ นักวิเคราะห์ทางการทหารและพิธีกรรายการ Security Brief ของ BBC News กล่าวว่า การดีดตัวออกจากเครื่องบินนั้นเป็น “กระบวนการที่รุนแรงมาก” และ “สามารถสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อร่างกายได้”

เคย์ระบุว่า ทันทีที่นักบินลงสู่พื้นดิน เขาน่าจะรีบเก็บร่มชูชีพและพรางมันไว้ทันที โดยเขาจะได้รับการฝึกฝนให้เปิดอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง (Beacon) เดินขึ้นสู่ที่สูง พรางตัว และพยายามติดต่อสื่อสารกับหน่วยเหนือ

เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับสื่อสหรัฐฯ ว่า ลูกเรือรายนี้ใช้เวลากว่า 24 ชั่วโมงอยู่ตามลำพัง โดยซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและเดินเท้าไต่ขึ้นไปบนสันเขาที่ความสูงถึง 7,000 ฟุต (ประมาณ 2,100 เมตร)

ทรัมป์ระบุเสริมว่า ตำแหน่งของนักบินถูกจับตาดู “ตลอด 24 ชั่วโมง” โดยเจ้าหน้าที่ที่กำลังวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือ และยืนยันว่า สหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินหลายสิบลำเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือนักบินรายนี้ โดยภารกิจสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีความสูญเสียใดๆ

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เครื่องบินขนส่ง 2 ลำที่มีกำหนดจะพาทีมกู้ภัยบินออกไปนั้น ไม่สามารถทะยานขึ้นจากฐานทัพลับในอิหร่านได้ จึงถูกทำลายทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้ยุทโธปกรณ์ตกไปอยู่ในมือของศัตรู หลังจากนั้น หน่วยคอมมานโดจึงถอนตัวออกมาได้สำเร็จหลังจากมีการส่งเครื่องบินเสริมเข้าไปอีก 3 ลำ

สื่อสหรัฐฯ รายงานอีกว่า มีเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งที่บรรทุกนักบินที่ได้รับความช่วยเหลือจากเครื่อง F-15E ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเล็ก ส่งผลให้ลูกเรือบนเครื่องได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวเครื่องสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

หลังจากที่นักบินได้รับการช่วยเหลือแล้ว เขาถูกส่งตัวไปยังประเทศคูเวตเพื่อรับการรักษาอาการบาดเจ็บ ตามรายงานของ CBS ที่อ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

เจนนิเฟอร์ คาวานาห์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ทางการทหารจากสถาบัน Defense Priorities บอกกับ BBC ว่า นักบินของเครื่องบินรบได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ เครื่องถูกยิงตก โดยพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตรอดและหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมเป็นอันดับแรก

“พวกเขาถูกฝึกมาให้… พยายามหนีออกจากจุดที่ดีดตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และรู้จักการพรางตัวเพื่อให้ตนเองปลอดภัย” คาวานาห์กล่าว และเสริมว่า พวกเขายังได้รับการฝึกเทคนิคการเอาตัวรอดเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีอาหารหรือน้ำ หรือรู้จักหาทรัพยากรจากสภาพภูมิประเทศในท้องถิ่น เพื่อประทังชีวิตให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน โจมตีทูตสหรัฐฯ ในอิรัก

กลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน โจมตีทูตสหรัฐฯ ในอิรัก

6 เม.ย. 2569 04:33 น.

กลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน โจมตีทูตสหรัฐฯ ในอิรัก

ทางการสหรัฐฯ เผยว่า กลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านโจมตีนักการทูตสหรัฐฯ ในประเทศอิรักอีกครั้ง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอิรักดำเนินการเพื่อหยุดยั้งการโจมตี

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กลุ่มติดอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านได้พุ่งเป้าโจมตีนักการทูตและสิ่งปลูกสร้างของสหรัฐฯ ในอิรัก 2 ครั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ

“ท่ามกลางการโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายที่น่ารังเกียจต่อคณะผู้แทนทางการทูตของเรา เราได้เรียกร้องให้รัฐบาลอิรักปฏิบัติตามความรับผิดชอบในทันที เพื่อหยุดยั้งการโจมตีต่อสถานที่ของสหรัฐฯ และป้องกันไม่ให้กลุ่มติดอาวุธก่อการร้ายใช้ดินแดนอิรักเป็นฐานในการเปิดฉากโจมตี” โฆษกระบุในแถลงการณ์

“เราจะไม่ลังเลที่จะปกป้องบุคลากรและสถานที่ของเรา หากรัฐบาลอิรักไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้” โฆษกกล่าวเสริม โดยไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าการโจมตีเกิดขึ้นที่ใด

อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNN ระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด, สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ในเมืองเออร์บิล และศูนย์สนับสนุนทางการทูตในกรุงแบกแดด ต่างเผชิญกับการโจมตีหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งประกาศมอบเงินรางวัลนำจับสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีสิ่งปลูกสร้างทางการทูตของสหรัฐฯ ในอิรัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จีนประหารชีวิตชาวฝรั่งเศสข้อหาลักลอบขนยาเสพติด

จีนประหารชีวิตชาวฝรั่งเศสข้อหาลักลอบขนยาเสพติด

6 เม.ย. 2569 03:54 น.

จีนประหารชีวิตชาวฝรั่งเศสข้อหาลักลอบขนยาเสพติด

จีนดำเนินการประหารชีวิต ชายชาวฝรั่งเศสเชื้อสายลาว ผู้ถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2553 ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดแล้ว โดยฝรั่งเศสอ้างว่าพยายามช่วยเหลือชายคนนี้อย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่สำเร็จ

กระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2569 ว่า ชาวฝรั่งเศสที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในจีนเมื่อปี 2553 ข้อหาลักลอบขนยาเสพติดได้ถูกประหารชีวิตแล้ว พร้อมแสดงความ “ตระหนกและสะเทือนใจ” ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

แถลงการณ์จากกระทรวงระบุว่า นาย จัน เถา ภูมี (Chan Thao Phoumy) ชาวฝรั่งเศสวัย 62 ปี ซึ่งเกิดในลาว ถูกประหารชีวิตแล้ว “แม้ว่าทางการฝรั่งเศสจะพยายามอย่างเต็มที่ รวมถึงความพยายามขออภัยโทษด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมให้กับเพื่อนร่วมชาติของเราแล้วก็ตาม”

กระทรวงกล่าวเสริมว่า ทีมทนายความของเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการพิจารณาคดีในชั้นศาลครั้งสุดท้าย ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ต้องหา โดยการประหารชีวิตเกิดขึ้นที่เมืองกว่างโจว ทางตอนใต้ของประเทศจีน

กระทรวงการต่างประเทศย้ำถึงจุดยืนของฝรั่งเศสในการต่อต้านโทษประหารชีวิต “ในทุกที่และทุกสถานการณ์” พร้อมเรียกร้องให้มีการ “ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั่วโลก”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะของคดีนี้ เมื่อถูกถามถึงการประหารชีวิตดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“การปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ” แถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าว AFP ระบุ “จีนปฏิบัติต่อจำเลยสัญชาติต่างๆ อย่างเท่าเทียม ดำเนินคดีอย่างเข้มงวดและยุติธรรมตามกฎหมาย ตลอดจนคุ้มครองสิทธิ์ตามกฎหมายและการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อคู่ความที่เกี่ยวข้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านลั่น จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินชดเชยแล้วเท่านั้น

อิหร่านลั่น จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินชดเชยแล้วเท่านั้น

6 เม.ย. 2569 01:03 น.

อิหร่านลั่น จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินชดเชยแล้วเท่านั้น

อิหร่านตอบโต้คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดก็ต่อเมื่อ อิหร่านได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามอย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันหยุดยั้งสหรัฐฯ

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านได้ออกมาตอบโต้คำขาดล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก จะ “เปิด” อีกครั้งก็ต่อเมื่ออิหร่านได้รับการชดเชยความเสียหายจากสงครามอย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ส่งข้อความที่เต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงอิหร่านโดยขู่ว่า วันอังคารที่จะถึงนี้ “จะเป็นวันแห่งการถล่มโรงไฟฟ้า และวันแห่งการทำลายสะพาน รวมอยู่ในวันเดียวกันในอิหร่าน มันจะเป็นอะไรที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน!!!”

“เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ (Open the Fuckin’ Strait) ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกได้ไปอยู่ในนรกแน่ — คอยดู!” ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social

เพื่อตอบโต้ข้อความดังกล่าว นาย เมห์ดี ทาบาทาบาอี รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำสำนักงานประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ หันไปใช้ถ้อยคำหยาบคายเพราะ “ความสิ้นหวังและความโกรธแค้นอย่างที่สุด” พร้อมกล่าวหาทรัมป์ว่าเป็นผู้จุดชนวนสงครามเต็มรูปแบบในตะวันออกกลาง

“ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดขึ้นอีกครั้งก็ต่อเมื่อ ความเสียหายจากสงครามที่ถูกยัดเยียดให้นี้ได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วน ภายใต้ระบอบกฎหมายใหม่ โดยหักจากส่วนแบ่งรายได้ของค่าธรรมเนียมการผ่านทาง” นายทาบาทาบาอี โพสต์ข้อความผ่าน X

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านเคยกล่าวไว้ว่าพวกเขาจะดำเนินการเก็บค่าธรรมเนียม แลกกับการที่เรือบรรทุกน้ำมันบางลำจะสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากรัฐบาลประเทศต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการเดินเรือ

ในขณะเดียวกัน คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติกล่าวว่า ข้อความของทรัมป์ถือเป็นคำขู่อย่างเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของพลเรือนในอิหร่าน

“ประชาคมระหว่างประเทศและทุกรัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายในการป้องกันการกระทำที่โหดร้ายของอาชญากรรมสงครามเช่นนี้ พวกเขาต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ เพราะพรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป” คณะผู้แทนระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติ 152 คน โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติ 152 คน โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

6 เม.ย. 2569 00:00 น.

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติ 152 คน โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน

ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติกว่า 152 คน ส่วนใหญ่เป็นชายจีน ฐานเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งบริหารโดยชาวจีน นอกจากนั้นยังยึดของกลางได้อีกจำนวนหนึ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 เม.ย. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในศรีลังกาบุกจับกุมชาวต่างชาติจำนวน 152 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ในข้อหาดำเนินกิจการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ในลักษณะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยใช้โรงแรมแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเป็นฐานปฏิบัติการ

นายเฟรเดอริก วูตเลอร์ โฆษกตำรวจให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การบุกตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองชายฝั่ง “ชิลอว์” (Chilaw) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร หลังจากได้รับแจ้งเบาะแส

“ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาของเรา ในขณะที่คนอื่นๆ อาจถูกเนรเทศออกนอกประเทศ” วูตเลอร์กล่าว โดยในบรรดาผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมด เป็นชาวจีน 133 ราย (รวมผู้หญิง 7 ราย) และชาวเวียดนามอีก 13 ราย

แหล่งข่าวจากตำรวจท้องถิ่นระบุว่า มีชายชาวจีน 2 รายพยายามหลบหนีระหว่างการบุกตรวจค้นจนได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ ถูกนำตัวขึ้นศาลท้องถิ่น และถูกสั่งคุมขังจนถึงวันที่ 9 เมษายน เพื่อรอการสืบสวนเพิ่มเติม

แหล่งข่าวให้ข้อมูลอีกว่า พบโน้ตบุ๊ก 143 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 120 เครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีก 370 เครื่องในศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งบริหารโดยชายชาวจีนที่เหมาเช่าโรงแรมแห่งนี้ทั้งตึก

เมื่อเดือนก่อน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของศรีลังกาเพิ่งจับกุมชาวจีนทั้งชายและหญิงรวม 135 ราย ในข้อหาดำเนินกิจการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดได้ถูกเนรเทศออกนอกประเทศไปแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโคลัมโบแถลงหลังการจับกุมในครั้งนั้นว่า ทางสถานทูตกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พลเมืองของตนเข้ามาดำเนินกิจการฉ้อโกงในศรีลังกา

“เนื่องจากศรีลังกามีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่พัฒนาแล้ว มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย และมีนโยบายวีซ่าที่ค่อนข้างผ่อนปรน… ทำให้แก๊งฉ้อโกงทางโทรคมนาคมบางส่วนได้ย้ายฐานปฏิบัติการมายังศรีลังกา” สถานทูตระบุ

“นั่นคือสาเหตุที่คดีลักษณะนี้เพิ่มสูงขึ้นในศรีลังกาเมื่อไม่นานมานี้” สถานทูตเสริม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

บังกลาเทศคาดโรคหัดระบาด คร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100

บังกลาเทศคาดโรคหัดระบาด คร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100

5 เม.ย. 2569 22:56 น.

บังกลาเทศคาดโรคหัดระบาด คร่าชีวิตเด็กแล้วเฉียด 100

ทางการบังกลาเทศเร่งตรวจสอบการระบาดของโรคหัด ซึ่งคาดว่าทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วเกือบ 100 ศพ โดยเจ้าหน้าที่เริ่มการฉีดวัคซีนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักแล้ว

ทางการบังกลาเทศเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. ว่า มีข้อสงสัยว่ากำลังเกิดการระบาดของโรคหัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วถึง 98 ศพ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายตาริก เราะห์มาน นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ สั่งการให้รัฐมนตรีอาวุโส 2 คน เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อประเมินขนาดของวิกฤตการณ์และช่วยประสานงานในการรับมือ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ระบุว่า จำนวนเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี ที่มีอาการต้องสงสัยว่าเป็นโรคหัดพุ่งสูงขึ้นถึง 6,476 ราย

“เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ จำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบนั้นสูงกว่า และยอดผู้เสียชีวิตก็สูงกว่าด้วยเช่นกัน” ฮาลิมูร์ ราชิด ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ บอกกับสำนักข่าว AFP โดยอ้างถึงจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปีที่มีผู้ต้องสงสัยว่าติดโรคหัดในบังกลาเทศมากที่สุดคือปี 2548 โดยมีจำนวนผู้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออยู่ที่ 25,934 ราย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงอย่างมากจนกระทั่งมาพุ่งสูงขึ้นในปีนี้

นายราชิดระบุว่า สาเหตุของการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นนี้มาจาก “ปัจจัยหลายประการ รวมถึงการขาดแคลนวัคซีน”

ขณะนี้มีการยืนยันตัวเลขผู้ป่วยโรคหัดในกลุ่มประชากรบังกลาเทศแล้ว 826 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วเพียง 16 ศพ โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ในหลายกรณีไม่มีการตรวจเชื้อ หรือผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับการตรวจ

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคหัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายที่สุดในโลก โดยสามารถติดต่อกันได้ผ่านการไอหรือการจาม แม้ว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ รวมถึงอาการสมองบวมและปัญหาด้านการหายใจอย่างรุนแรง

จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วโลกมากถึง 95,000 รายต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน และโรคหัดยังไม่มีวิธีการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงเมื่อติดเชื้อแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ย้ำเส้นตายทำข้อตกลงจันทร์นี้ เผยสาเหตุถล่มสะพานอิหร่าน

ทรัมป์ย้ำเส้นตายทำข้อตกลงจันทร์นี้ เผยสาเหตุถล่มสะพานอิหร่าน

5 เม.ย. 2569 22:09 น.

ทรัมป์ย้ำเส้นตายทำข้อตกลงจันทร์นี้ เผยสาเหตุถล่มสะพานอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำกับ Fox News ว่า เส้นตายที่อิหร่านจะทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซคือภายในวันจันทร์นี้ พร้อมเปิดเผยสาเหตุที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสะพานสายสำคัญของอิหร่านเมื่อไม่กี่วันก่อน

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ เทรย์ อิงสท์ (Trey Yingst) ผู้สื่อข่าวจาก Fox News โดยย้ำว่า เส้นตายที่อิหร่านจะต้องทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือภายในวันจันทร์ที่ 6 เม.ย.นี้ มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ทรัมป์บอกกับอิงสท์ว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านที่กำลังเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำข้อตกลงครั้งนี้ ได้รับข้อเสนอการนิรโทษกรรมในขอบเขตที่จำกัด แต่หากพวกเขายังไม่ยอมตกลง สหรัฐฯ จะยึดน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นมาตรการที่ทรัมป์เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

ทรัมป์บอกอีกว่า ทางอิหร่านพยายามเลื่อนกำหนดการเจรจาออกไป ซึ่งทรัมป์ระบุว่านั่นเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การโจมตีสะพานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ทรัมป์ยังบอกว่ามี “โอกาสดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงได้ทันเส้นตายวันจันทร์ แม้ว่าทางฝั่งเจ้าหน้าที่ของอิหร่านจะยังไม่มีการส่งสัญญาณต่อสาธารณะเลยว่าการบรรลุข้อตกลงนั้นใกล้จะเกิดขึ้นจริง

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์เคยขู่ว่า จะโจมตีโรงไฟฟ้าต่างๆ ของอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสายนี้ โดยเริ่มขู่ครั้งแรกในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยให้เวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นเขาก็เลื่อนเส้นตายออกไปหลายวัน ก่อนจะเลื่อนอีกครั้งเป็นวันที่ 6 เมษายน โดยให้เหตุผลว่าการเจรจา “กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อัปเดต สงกรานต์ กรุงเทพ 2569 ที่เล่นน้ำ ย่านห้างสรรพสินค้า-สายปาร์ตี้ ทั่วกรุง

อัปเดต สงกรานต์ กรุงเทพ 2569 ที่เล่นน้ำ ย่านห้างสรรพสินค้า-สายปาร์ตี้ ทั่วกรุง

5 เม.ย. 2569 21:51 น.

อัปเดต สงกรานต์ กรุงเทพ 2569 ที่เล่นน้ำ ย่านห้างสรรพสินค้า-สายปาร์ตี้ ทั่วกรุง

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาล สงกรานต์ 2569 ในกรุงเทพมหานครครับ ปีนี้จัดเต็มทั้งย่านประเพณีดั้งเดิม ย่านวัยรุ่น และงานมิวสิคเฟสติวัลระดับโลก โดยมีจุดไฮไลท์สำคัญดังนี้

ย่านยอดฮิต เล่นน้ำฟรี

สถานที่วันที่จัดงานเวลาโดยประมาณจุดเด่น
ถนนสีลม12 – 14 เม.ย.13.00 – 24.00 น.ปีนี้ขยายเป็น 3 วันเต็ม! ในธีม”อวกาศ” ปิดถนนเล่นน้ำยาวตลอดสาย
ถนนข้าวสาร13 – 15 เม.ย.12.00 – Late Nightแหล่งรวมชาวต่างชาติและวัยรุ่นอุโมงค์ฉีดน้ำและดนตรีสดตลอดทาง
สยามสแควร์12 – 15 เม.ย.11.00 – 22.00 น.งาน “สงกรานต์สยาม ผ้าขาวม้าสาดสนุก” เล่นน้ำแบบสุภาพ งดแป้ง งดโป๊
บรรทัดทอง12 – 14 เม.ย.12.00 – 23.00 น.“Water Street” แหล่งรวมของกินและจุดสาดน้ำสุดชิคแห่งใหม่
สวนเบญจกิติ11 – 15 เม.ย.10.00 – 22.00 น.งานใหญ่ Maha Songkran World Water Festival มีขบวนพาเหรดอลังการ

ย่านห้างสรรพสินค้าและริมน้ำ

ICONSIAM (ไอคอนสยาม): ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

CentralWorld (เซ็นทรัลเวิลด์): ณ ลานหน้าห้าง (แลนด์มาร์คใจกลางเมืองพร้อมคอนเสิร์ตศิลปินดัง)

Siam Paragon (สยามพารากอน):

คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

สายปาร์ตี้และมิวสิคเฟสติวัล (มีค่าเข้าชม)

S2O Songkran Music Festival: 11 – 13 เมษายน 2569 ณ Live Park พระราม 9 / รัชดาฯ (งาน EDM ระดับโลกที่เปียกที่สุด)

SIAM Songkran Music Festival: 11 – 14 เมษายน 2569 ณ Bravo BKK (RCA) จัดเต็ม 4 วันรวด

 ข้อควรระวังและคำแนะนำ

การเดินทาง: แนะนำให้ใช้ BTS และ MRT จะสะดวกที่สุด เพราะมีการปิดถนนหลายจุดรอบพื้นที่จัดงาน

ข้อห้าม: งานส่วนใหญ่รณรงค์ “ไม่เล่นแป้ง ไม่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะ”

ของมีค่า: ควรใส่ซองกันน้ำและสะพายไว้ด้านหน้าเสมอครับ

ทรัมป์ขู่อิหร่าน “เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ” ไม่งั้นได้ไปอยู่ในนรกแน่

ทรัมป์ขู่อิหร่าน “เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ” ไม่งั้นได้ไปอยู่ในนรกแน่

5 เม.ย. 2569 21:26 น.

ทรัมป์ขู่อิหร่าน “เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ” ไม่งั้นได้ไปอยู่ในนรกแน่

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความด้วยถ้อยคำรุนแรง เพื่อเตือนให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่า วันอังคารนี้จะเป็นวันแห่งการถล่มโรงไฟฟ้า และวันแห่งการทำลายสะพานของอิหร่าน

เมื่อ 5 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ออกคำเตือนด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างน่าตกใจถึงอิหร่าน โดยขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างรุนแรง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมตกลงหรือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญอีกครั้ง

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า วันอังคารที่จะถึงนี้ “จะเป็นวันแห่งการถล่มโรงไฟฟ้า และวันแห่งการทำลายสะพาน รวมอยู่ในวันเดียวกันในอิหร่าน มันจะเป็นอะไรที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน!!!”

“เปิดช่องแคบเฮงซวยนั่นซะ (Open the Fuckin’ Strait) ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกได้ไปอยู่ในนรกแน่ — คอยดู!” ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social

ข้อความสั้นๆ นี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับแผนการของสหรัฐฯ ที่จะพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของอิหร่าน

เส้นตายของทรัมป์ที่สั่งให้อิหร่านเปิดช่องแคบนั้นมีการเลื่อนออกไปหลายครั้ง และในระหว่างการแถลงต่อหน้าคนทั้งประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์บอกเป็นนัยว่าช่องแคบจะ “เปิดออกเองโดยธรรมชาติ” เมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม การปิดช่องแคบเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยจากผลสำรวจของ CNN พบว่า สงครามครั้งนี้ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวอเมริกัน แม้นายทรัมป์จะพูดหลายครั้งว่าสงครามอาจจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

5 เม.ย. 2569 12:06 น.

ชายเยอรมันไม่เกิน 45 ปี อาจต้องขออนุญาตกองทัพ หากไปต่างประเทศเกิน 3 เดือน

รัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ บังคับใช้กฎหมายปรับปรุงกองทัพฉบับใหม่ กำหนดให้ชายสัญชาติเยอรมันอายุ 17-45 ปี ต้องแจ้งขออนุมัติจากกองทัพหากต้องพำนักในต่างประเทศเกิน 3 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมระบบทะเบียนทหารรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมเยอรมนีออกมายืนยันว่า ตาม “พระราชบัญญัติปรับปรุงการรับราชการทหาร” (Military Service Modernisation Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ชายชาวเยอรมันที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 45 ปี จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้าจากทางการ หากมีความประสงค์จะเดินทางไปพำนักในต่างประเทศเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน

โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ข้อบังคับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างระบบทะเบียนทหารที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ” โดยย้ำว่าในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน กองทัพจำเป็นต้องทราบว่าใครพำนักอยู่ที่ไหนเป็นเวลานาน เพื่อความรวดเร็วในการระดมพลหากมีการประกาศสถานการณ์ป้องกันประเทศ

เดิมทีข้อบังคับการแจ้งพำนักต่างประเทศมีระบุอยู่ในกฎหมายเกณฑ์ทหารปี 1956 แต่จะถูกนำมาใช้เฉพาะในช่วงที่มีการระดมพลหรือภาวะสงครามเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้ขยายขอบเขตให้มีผลบังคับใช้ในสถานการณ์ปกติด้วย ซึ่งคล้ายกับมาตรการที่เคยใช้ในช่วงสงครามเย็น

ปัจจุบัน กฎหมายระบุว่าโดยทั่วไปแล้วคำขออนุมัติเดินทางมักจะได้รับการอนุญาต แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรหากมีการฝ่าฝืน ซึ่งขณะนี้ทางการกำลังเร่งพัฒนาระเบียบข้อเว้นเพื่อลดขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อนสำหรับเยอรมันรุ่นใหม่

ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ เยอรมนีตั้งเป้าที่จะสร้างกองทัพบกให้กลับมาเป็นกองทัพตามแบบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป โดยมีแผนขยายกำลังพลจาก 180,000 นาย เป็น 260,000 นายภายในปี 2035

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เยอรมนีได้เริ่มส่งแบบสอบถามไปยังเยาวชนอายุ 18 ปีทุกคน เพื่อสำรวจความสมัครใจในการเข้าสู่กองทัพ และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2027 เป็นต้นไป เยาวชนเหล่านี้จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกความพร้อมทางร่างกาย เพื่อประเมินความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่หากเกิดสงคราม แม้ว่าในปัจจุบันจะยังคงเป็นระบบสมัครใจ แต่รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้น “การเกณฑ์ทหารแบบบังคับ” หากสถานการณ์ความมั่นคงเลวร้ายลง

มาตรการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเยาวชนจำนวนมากที่ออกมาประท้วง โดยกลุ่มผู้จัดกิจกรรมระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า พวกเขาไม่ต้องการใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตในค่ายทหารเพื่อเรียนรู้วิธีการฆ่าหรือการฝึกวินัยที่เข้มงวด ทั้งนี้ เยอรมนีเคยยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับไปเมื่อปี 2011 ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ก่อนจะกลับมาเข้มงวดอีกครั้งหลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ.

ที่มา BBC