แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าทางตอนเหนือของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซนหยุดวิ่ง เตือนเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าทางตอนเหนือของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซนหยุดวิ่ง เตือนเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

25 มิ.ย. 2569 08:26 น.

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าทางตอนเหนือของญี่ปุ่น รถไฟชินคันเซนหยุดวิ่ง เตือนเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 6.9 นอกชายฝั่งจังหวัดอิวาเตะ ของญี่ปุ่น ทางการเตือนอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อก ขณะที่รถไฟชินคันเซ็นบางส่วนระงับให้บริการ แต่ยังไม่พบความผิดปกติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.9 นอกชายฝั่งจังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่  บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของจังหวัดอาโอโมริ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด  

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลตามแนวชายฝั่ง แต่ไม่มีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง พร้อมเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมา

ด้านบริษัทผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮิงาชิโดริ ในจังหวัดอาโอโมริ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอนางาวะ  ในจังหวัดมิยางิ เปิดเผยว่า ยังไม่พบความผิดปกติภายในโรงงาน และระดับรังสีรอบโรงไฟฟ้ายังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่การคนาคมได้รับผลกระทบ โดยผู้ให้บริการรถไฟชินคันเซ็น สายโทโฮคุ ประกาศระงับการเดินรถระหว่างสถานีโตเกียวและสถานีอาโอโมริ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของเส้เนทาง ส่วนรถไฟชินคันเซ็นสายอาคิตะ ได้หยุดให้บริการระหว่างสถานีโมริโอกะและสถานีอาคิตะเป็นการชั่วคราวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา  NHK

ชาวบ้านผวา แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าแคลิฟอร์เนียรุนแรงสุดในรอบเกือบ 90 ปี

 ชาวบ้านผวา แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าแคลิฟอร์เนียรุนแรงสุดในรอบเกือบ 90 ปี

25 มิ.ย. 2569 08:06 น.

ชาวบ้านผวา แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าแคลิฟอร์เนียรุนแรงสุดในรอบเกือบ 90 ปี

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยนับเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้นับตั้งแต่ปี 2483 หรือเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองวิลลิตส์ ในเขตเมนโดซิโน ราว 12 กิโลเมตร และอยู่ลึกลงไปใต้ดินประมาณ 8 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองฟอร์ตแบรกก์ บริเวณชายฝั่งแปซิฟิก

ประชาชนจำนวนมากเล่าว่า รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน โดยสิ่งของภายในบ้านและร้านค้าหล่นกระจัดกระจาย กรอบรูปตกจากผนัง ขวดแก้วและจานชามสั่นไหวอย่างรุนแรง

อลัน แฮร์ริส ชาวเมืองเคลซีย์วิลล์ เล่าว่า เขาได้รับสัญญาณเตือนแผ่นดินไหวผ่านโทรศัพท์มือถือก่อนเกิดเหตุเพียงไม่นาน จากนั้นบ้านทั้งหลังเริ่มสั่นอย่างรุนแรง เขารีบตะโกนเรียกภรรยาและลูกสาวทันที โดยได้ยินเสียงสิ่งของตกกระแทกดังมาจากชั้นบนของบ้าน เป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวมาก และแม้แรงสั่นสะเทือนจะกินเวลาเพียงประมาณ 30 วินาที แต่ก็ทำให้รูปภาพหล่นจากผนังและจอคอมพิวเตอร์ล้มคว่ำ แต่ไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้างบ้าน

ลูซี โจนส์ นักแผ่นดินไหววิทยาผู้เชี่ยวชาญของรัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่แนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ และโดยปกติจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กเท่านั้น ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ในรอบเกือบ 9 ทศวรรษ

หลังเกิดเหตุ ยังมีอาฟเตอร์ช็อกขนาดไม่เกิน 2.7 แมกนิจูด เกิดขึ้นใกล้จุดศูนย์กลางอย่างน้อย 3 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

สำนักงานบริการฉุกเฉินของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า แอปพลิเคชัน MyShake ได้ส่งการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้าเกือบ 657,000 ครั้ง ไปยังผู้ใช้งานทั่วภาคเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือความเสียหายร้ายแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกในระยะต่อจากนี้.

ที่มา : AP

เวเนซุเอลาอ่วม แผ่นดินไหว 7.2-7.5 ต่อเนื่อง ทำตึกถล่ม-คนแตกตื่น

เวเนซุเอลาอ่วม แผ่นดินไหว 7.2-7.5 ต่อเนื่อง ทำตึกถล่ม-คนแตกตื่น

25 มิ.ย. 2569 07:19 น.

เวเนซุเอลาอ่วม แผ่นดินไหว 7.2-7.5 ต่อเนื่อง ทำตึกถล่ม-คนแตกตื่น

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนใกล้เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ส่งผลให้อาคารหลายหลังพังถล่มลงมา โดยยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมากน้อยเพียงใด

เมื่อ 25 มิ.ย. 2569 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกันใกล้กรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศเวเนซุเอลา โดยครั้งแรกมีความรุนแรงขนาด 7.2 และครั้งที่สองขนาด 7.5 เกิดขึ้นห่างกันไม่กี่วินาที ส่งผลให้อาคารหลายแห่งพังถล่มลงมา ขณะที่ประชาชนต่างพากันวิ่งกรูออกมาอยู่บนท้องถนนหลังจากเกิดเหตุ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่มอนตัลบัน (Montalbán) และเมืองยูมาเร (Yumare) และมีความลึกอยู่ที่ประมาณ 13.2 กม.กับ 10 กม.ตามลำดับ โดยเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 18:04 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า มีอีกหลายรัฐในเวเนซุเอลาที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยในเบื้องต้นมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในทันทีหลังเกิดเหตุ แต่ในเวลาต่อมาทางการยกเลิกคำเตือนดังกล่าวแล้ว

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มากน้อยเพียงใด

ภาพความเสียหายต่ออาคารในกรุงการากัส หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน
ภาพความเสียหายต่ออาคารในกรุงการากัส หลังเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

25 มิ.ย. 2569 06:18 น.

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงจนต่ำกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังเรือบรรทุกน้ำมันเริ่มแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ดิ่งลงต่ำกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางกลับเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น ภายหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง

“การลดลงของราคาน้ำมันยังดำเนินต่อไป” คริส โบชองป์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจากแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์ IG กล่าว “สิ่งนี้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ภายใต้สมมติฐานที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันจะสามารถเร่งรีบเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากการหยุดชะงักนานหลายเดือนได้”

บริษัทติดตามเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าทางทะเล Kpler บันทึกว่ามีเรือขนส่งสินค้าเดินทางผ่านช่องแคบจำนวน 25 เที่ยวในวันอังคาร และ 17 เที่ยวในวันพุธ ซึ่งห่างไกลจากระดับก่อนเกิดสงครามซึ่งอยู่ที่ประมาณ 120 ลำต่อวันมาก

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะรักษาบรรทัดฐานเดิมก่อนช่วงสงคราม ให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปโดยเสรีและไม่มีค่าธรรมเนียม เนื่องจากช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหลักของโลก

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านได้ประกาศย้ำหลายครั้งว่าตนตั้งใจจะคงสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบนี้ร่วมกับโอมาน และจะเรียกเก็บสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ค่าบริการทางทะเล” สำหรับการแล่นเรือผ่านช่องแคบ

อีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังคงแสดงความอ่อนแอ โดยดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq) ปิดตลาดแดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 หลังฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงแรกต่อจากวันอังคารที่ดิ่งลงไปมากกว่า 2% เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไปของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

“นักลงทุนยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI” แจ็ก แอบลิน จากบริษัท Cresset Capital กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

25 มิ.ย. 2569 05:35 น.

อีลอน มัสก์ เสียสถานะ “เศรษฐีล้านล้าน” แล้ว หลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก

อีลอน มัสก์ นักธุรกิจชื่อก้องโลก สูญเสียสถานะมหาเศรษฐีล้านล้านไปแล้ว หลังจากหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉุดหุ้นของทั้ง สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อีลอน มัสก์ นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชื่อดัง สูญเสียสถานะ “มหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) แล้ว ในวันอังคารที่ผ่านมา (23 มิ.ย.) เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังจากเขากลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ หลังจากบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของเขาเข้าสู่ตลาดหุ้น

ตามข้อมูลจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก ซึ่งอัปเดตทุกวันเวลา 17:30 น. ตามเวลาในนิวยอร์ก ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของมัสก์ในวันอังคารไว้ที่ 9.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากสถิติ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่ทำไว้เมื่อไม่ถึง 14 วันก่อน

การพลิกผันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากราคาหุ้นของ สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา (Tesla) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามรอยบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เป็นวงกว้าง อันเป็นผลมาจากความกังขาเรื่องความสามารถในการทำกำไรระยะยาวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะสูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนมาก แต่มัสก์ยังคงดำรงตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และความมั่งคั่งของเขาก็ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่างมาก

ทั้งนี้ ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านทุน ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนานใหญ่ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เช่น Nvidia, Intel และ AMD

แต่หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ กลับต้องแบกรับแรงกระแทกจากการปรับฐานครั้งนี้มากที่สุด โดยดิ่งลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 156 ดอลลาร์ จาก 225.64 ดอลลาร์ ณ จุดสูงสุด

ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายนเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันแห่งความผันผวน หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ ร่วงถึง 16% ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์หายไปประมาณ 2.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในวันเดียวกัน หุ้นของเทสลาก็ร่วงเกือบ 6% ยิ่งซ้ำเติมความเสียหายทางการเงินของเขาเพิ่มเข้าไปอีก

สถานะมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ของมัสก์นั้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดของเขากระจุกตัวอยู่กับหุ้นของบริษัทเพียง 2 แห่ง ได้แก่ สเปซเอ็กซ์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของเขา และ เทสลา แตกต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปที่มีการกระจายพอร์ตการลงทุน

นักวิเคราะห์ตลาดตั้งข้อสังเกตว่า ความผันผวนหลังการทำ IPO ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับบริษัทที่เน้นการเติบโตและมีมูลค่าสูง แม้ว่าขนาดของการแกว่งตัวในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงการหักล้างกันอย่างรุนแรงระหว่างกระแสความคาดหวัง (Hype) กับความเป็นจริงก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

25 มิ.ย. 2569 04:46 น.

ตร.ปากีสถานช่วยหญิงฝรั่งเศส ถูกสามีกักขัง-ทารุณกรรมนาน 12 ปี

(ภาพจาก Khyber Pakhtunkhwa Police)

ตำรวจปากีสถานจับกุมชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า กักขังและทารุณกรรมภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูก ๆ ของเขามานานร่วม 12 ปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากออสเตรเลีย

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 24 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของตำรวจท้องถิ่นในปากีสถานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวชายคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวภรรยาชาวฝรั่งเศสกับลูกๆ ของตนเองไว้ภายในบ้าน พร้อมทั้งทารุณกรรมพวกเขานานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ผู้เป็นภรรยามีชื่อว่า ซิลวี ยาสมินา โดยเธออ้างกับตำรวจว่า สามีของเธอได้ทำร้ายร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว “เป็นประจำทุกวัน” และอธิบายว่าเขาเป็นคนที่มีพฤติกรรม “รุนแรงมาก”

ลูกชายคนหนึ่งของพวกเขาอาศัยจังหวะลักลอบหนีออกจากบ้านเพื่อไปแจ้งความกับตำรวจ นำไปสู่การบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักในเมืองบารา (Bara) ซึ่งเป็นเมืองห่างไกลในแถบเทือกเขาของจังหวัดไคเบอร์ปัคตูนควา

ตำรวจพบตัวยาสมินาและลูก ๆ ทั้ง 5 คน อยู่ใน “ห้องที่คับแคบและทรุดโทรมอย่างหนัก” โดยตามร่างกายของทุกคนมีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด

ขณะนี้ ยาสมินาและลูก ๆ ถูกนำตัวไปยังสถานพักพิงสตรีในเมืองเปศวาร์ (Peshawar) แล้ว โดยตำรวจระบุว่าพวกเธอมีแผนจะเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ยาสมินา วัย 54 ปี เล่าว่า สามีของเธอกักขังเธอกับลูก ๆ ไว้ในบ้านอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่ครอบครัวย้ายจากประเทศออสเตรเลียมายังปากีสถานในปี 2557

“จากคำให้การของฝ่ายหญิง… เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปพบปะกับใครเลย ลูกคนโตสองคนต้องเสียโอกาสทางการศึกษา ในขณะที่ลูกคนเล็กอีกสามคนซึ่งเกิดในปากีสถานก็ไม่เคยได้เข้าโรงเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว” นายตำรวจระดับสูงกล่าวกับ BBC ภาษาอูร์ดู

เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เป็นสามีมากนัก ทราบเพียงว่าเป็นชาวปากีสถาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขา “พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย” ในออสเตรเลียตอนที่ทั้งคู่พบกันในปี 2546 และอาศัยอยู่ในออสเตรเลียจนถึงปี 2557 ก่อนจะย้ายมายังปากีสถานพร้อมกับลูกคนโตสองคน

“พวกเราถูกพรากเสรีภาพไป สามีของฉันไม่ได้ดูแลพวกเราในแบบที่สามีและพ่อของลูกพึงกระทำ เขาตบตีพวกเราและสร้างความกดดันให้กับการใช้ชีวิตของพวกเราในทุก ๆ วัน” ยาสมินาเขียนระบุในคำให้การที่ยื่นต่อตำรวจ ซึ่งเนื้อหาบางส่วนได้รับการเผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่น

“ฉันรู้สึกว่าอนาคตของฉันถูกทำลายไปแล้ว และอนาคตของลูก ๆ ก็คงจะต้องถูกทำลายลงไปด้วยเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

25 มิ.ย. 2569 03:50 น.

โดรนอิสราเอล คร่าอีก 2 ศพในเลบานอน แม้กำลังเจรจากันที่สหรัฐฯ

โดรนของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนอีก 2 ศพ ในขณะที่เอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐอเมริกาเป็นวันที่ 2

สื่อของรัฐบาลเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุโดรนของอิสราเอลโจมตีในหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน (Kfar Rumman) ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย. 2569) ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลและเลบานอนกำลังผลักดันการเจรจาอันตึงเครียดเพื่อยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 2 ราย เสียชีวิตหลังจากโดรนโจมตีรถยนต์ “ขับเคลื่อนสี่ล้อ” คันหนึ่งที่บริเวณชานเมืองดับชา (Dabsha) ใกล้กับหมู่บ้าน คฟาร์ รุมมาน

ทางด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ชี้แจงหลังถูกถามเรื่องการโจมตีดังกล่าวว่า พวกเขาตรวจพบยานพาหนะ “ที่บรรทุกผู้ต้องสงสัยกำลังขับข้ามเขตความมั่นคงบริเวณสันเขา อาลี อัล-ตาเฮอร์ (Ali al-Taher)” ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อทหารของ IDF กองทัพอากาศอิสราเอลจึงได้โจมตีผู้ต้องสงสัยดังกล่าว “เพื่อขจัดภัยคุกคาม”

ทั้งนี้ การหยุดยิงในเลบานอนเป็นหนึ่งในข้อกำหนดภายในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงร่วมกัน แต่จนถึงตอนนี้ อิสราเอลยังคงโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสหรัฐฯ จะร้องขอ สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อความพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาค

การโจมตีครั้งล่าสุดยังเกิดขึ้นในขณะที่ เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและเลบานอนได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เป็นวันที่ 2 เพื่อเจรจาโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง หลังจากข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนนี้ แต่ยังไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีได้

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอังคารว่า การโจมตีของอิสราเอลที่เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4,192 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 12,171 ราย

ในช่วงเวลาเดียวกัน นายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ระบุว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงจรวด ขีปนาวุธ และโดรนรวมกันมากกว่า 7,000 ลำ/ลูก เข้าใส่อิสราเอล ส่งผลให้มีทหารอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 36 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

25 มิ.ย. 2569 01:19 น.

รูบิโอเผย การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญกับอิหร่าน จะเริ่ม 30 มิ.ย. นี้

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยว่า การเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญร่วมกับอิหร่าน จะเริ่มขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์กลับเข้าประเทศโดยเร็ว

เมื่อวันพุธที่ 24 มิ.ย. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การหารือทางเทคนิคกับอิหร่านที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาที่ยังคงดำเนินอยู่ จะเป็นการเจรจาระดับผู้เชี่ยวชาญ (expert level) ร่วมกับคณะทำงานในหัวข้อต่าง ๆ

นายรูบิโอเชื่อว่า การเจรจาดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย. และเสริมว่าการหารือดังกล่าว “เป็นระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์ ด้านมาตรการคว่ำบาตร และด้านอื่น ๆ เป็นต้น”

“จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมในการเจรจาเหล่านั้น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่น ๆ นั่นคือความหมายของการเจรจาในระดับเทคนิค” นายรูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าวในประเทศคูเวต

นอกจากนั้น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำว่า ควรอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เดินทางเข้าอิหร่าน “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” พร้อมระบุกับผู้สื่อข่าวว่า “นั่นคือข้อผูกพันที่ (อิหร่าน) ได้ให้ไว้ และเป็นสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรักษาคำพูด”

ทั้งนี้ นายรูบิโอกำลังอยู่ระหว่างทริปเยือนประเทศคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประเทศเหล่านี้ และเพื่อแสดงความขอบคุณ “สำหรับการสนับสนุนอันยอดเยี่ยมที่พวกเขามีให้แก่เราตลอดช่วงที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน”

นายรูบิโอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ “บั่นทอนความมั่นคง” ของกลุ่มประเทศพันธมิตรบริเวณอ่าวเปอร์เซียในการเจรจากับอิหร่าน พร้อมระบุว่าเขา “ไม่พบสัญญาณความแคลงใจใด ๆ ต่อการรับประกันความมั่นคงของเรา” ที่มีให้แก่ภูมิภาคนี้

“ผมคิดว่าเรามีจุดยืนที่สอดคล้องกันอย่างเหนียวแน่น” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะ “ประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์กับพันธมิตรในแถบอ่าวอาหรับ” ในประเด็นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

“เรามีความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมกับประเทศเหล่านี้ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ” รูบิโอกล่าว “เรามีการวางกำลังพลในประเทศเหล่านี้ และเรามีสินทรัพย์ทางทหารอยู่ในประเทศเหล่านี้ด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

24 มิ.ย. 2569 23:50 น.

หญิงซิดนีย์ฟื้นหลังนอนโคม่านับสัปดาห์ เหตุฉลามกัดจนต้องเสียแขน

หญิงซิดนีย์ฟื้นแล้วหลังแพทย์ให้ยาทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าชั่วคราวนานนับสัปดาห์ หลังจากเธอถูกฉลามกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส จนต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงตัดแขนข้างหนึ่งด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของ เลอา สจวร์ต ที่ถูกฉลามกัดขณะว่ายน้ำ ณ ชายหาดยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน เปิดเผยว่า เธอได้ฟื้นขึ้นมาเป็นเวลาสั้น ๆ แล้ว หลังจากที่แพทย์ต้องทำให้เธออยู่ในภาวะโคม่าจากการใช้ยาระงับความรู้สึก

สจวร์ต วัย 34 ปี ถูกฉลามโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. ที่หาดคูจี (Coogee Beach) โดยเธอได้รับบาดเจ็บจากรอยกัดหลายแผลบริเวณแขนและขา และสูญเสียเลือดในปริมาณมากอย่างรุนแรง ซึ่งเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในอาการขั้นวิกฤต และต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการตัดแขนของเธอด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พี่ชายของเธอเปิดเผยว่า แพทย์ได้ลดปริมาณยาของสจวร์ตลงเพื่อให้เธอสามารถฟื้นขึ้นมาได้ชั่วครู่ โดยคำแรกที่เธอพูดคือคำว่า “ฉันรักคุณ” กับคุณแม่และคนรักที่คอยเฝ้าอยู่ข้างเตียง พร้อมกับถามว่าลูกสาวของเธอปลอดภัยดีหรือไม่

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใคร ๆ คาดคิดไว้มาก สำหรับพวกเราแล้ว มันรู้สึกเหมือนปาฏิหาริย์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราหลายคนได้หวังและสวดภาวนาให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา” โจชัว สจวร์ต โพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์ถึงผู้ที่ส่งกำลังใจให้พี่สาวของเขา

โจชัวกล่าวว่า พี่สาวยังคงต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดติดต่อกันถึง 5 วัน และยังมีกำหนดการผ่าตัดเพิ่มเติมอีกในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป

“เลอายังมีเส้นทางอีกยาวไกลรออยู่ข้างหน้า และยังคงต้องอยู่ในความดูแลขั้นวิกฤต แต่นี่ถือเป็นก้าวแรกที่ดีมาก ๆ และทำให้พวกเรามีความหวังในการฟื้นตัวระยะยาวของเธอ” โพสต์ของโจชัวระบุ

อนึ่ง ในปีนี้เกิดเหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียหลายครั้งมาก โดยในเดือนมกราคมเกิดเหตุถึง 4 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งเหยื่อรวมถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกกัดที่ชายหาดในซิดนีย์และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

นอกจากนั้น เมื่อเดือนพฤษภาคมยังเกิดเหตุฉลามโจมตีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย โดยรายแรกเป็นชายที่ถูกฉลามคร่าชีวิตในรัฐควีนส์แลนด์ขณะกำลังยิงปลา และอีกรายเกิดที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคุณพ่อลูกสองวัย 38 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

24 มิ.ย. 2569 23:05 น.

แอร์บัสตรวจสอบเครื่อง A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวที่ปีก

บริษัท แอร์บัส เตรียมตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบิน โดยมี 5 ลำที่ต้องตรวจสอบในทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท แอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติยุโรปรายใหญ่ ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาจะดำเนินการตรวจสอบเครื่องบินรุ่น A380 จำนวน 16 ลำ โดยในจำนวนนี้มี 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบทันที หลังพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนสำคัญของปีกเครื่องบินในสายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) และแควนตัส (Qantas)

สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ออกคำสั่งด่วนให้สายการบินต่าง ๆ ตรวจสอบโครงสร้างคานปีก (Wing-spar) ของเครื่องบินเจ็ตลำที่ได้รับผลกระทบ หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพพบรอยร้าวระหว่างการซ่อมบำรุงตามปกติ ภายใต้แนวปฏิบัติใหม่ของ EASA ที่ออกเมื่อธันวาคม 2568

รอยร้าวดังกล่าวปรากฏขึ้นบริเวณคานโครงสร้างที่วางตัวตามแนวยาวของปีก ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องรองรับแรงยกตัวทางอากาศพลศาสตร์ส่วนใหญ่ในระหว่างการบิน

ในบรรดาเครื่องบิน 16 ลำที่ต้องเข้ารับการตรวจสอบนั้น มี 15 ลำเป็นของสายการบินเอมิเรตส์ และอีก 1 ลำเป็นของสายการบินแควนตัส ส่วนเครื่องบิน 5 ลำที่ต้องได้รับการตรวจสอบในทันทีนั้น เป็นของสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวอย่างเร็วที่สุดในวันพุธนี้

ทั้งนี้ สายการบินที่ให้บริการด้วยเครื่องบินรุ่น A380 ได้แก่ เอมิเรตส์, สิงคโปร์แอร์ไลน์, บริติชแอร์เวย์, แควนตัส, ลุฟต์ฮันซา, กาตาร์แอร์เวย์, โคเรียนแอร์, เอทิฮัดแอร์เวย์, แอนา (ANA) และเอเชียน่าแอร์ไลน์ แต่สายการบินที่ได้รับผลกระทบมีเพียงสองสายการบินข้างต้นเท่านั้น

“การตรวจสอบจะเริ่มขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า และจะมีการดำเนินการซ่อมบำรุงที่จำเป็นทั้งหมดก่อนที่เครื่องบินจะกลับมาให้บริการอีกครั้ง” สายการบินเอมิเรตส์แถลงเมื่อวันพุธ พร้อมระบุว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “เพื่อลดผลกระทบต่อตารางการบินให้เหลือน้อยที่สุด”

ที่ผ่านมาเครื่องบินรุ่น A380 เคยประสบปัญหาเกี่ยวกับปีกเครื่องบินมาก่อน โดยในปี 2555 EASA เคยออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบ หลังจากตรวจพบรอยร้าวบริเวณชิ้นส่วนยึด (Brackets) ที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นผิวปีกภายนอกเข้ากับโครงสร้างซี่โครงปีกด้านใน (Internal ribs)

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบต่อฝูงบิน A380 ทั่วโลก จนเกิดโครงการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งทางแอร์บัสได้แก้ไขปัญหานี้ในเวลาต่อมาด้วยการปรับเปลี่ยนการออกแบบในเครื่องบินล็อตที่ผลิตหลังจากนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna