ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

25 มิ.ย. 2569 15:26 น.

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษคุก 14 ปี 2 ผู้สื่อข่าว ปมถ่ายภาพติดทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

ศาลฎีกากัมพูชาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ผู้สื่อข่าวออนไลน์เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและเผยแพร่ความลับทางทหาร หลังโพสต์ภาพพื้นที่สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาลงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมถึงภาพทุ่นระเบิดที่ปราสาทตาควายที่สื่อไทยนำไปอ้างอิง

ศาลฎีกากัมพูชาได้ออกคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายพร โสเพียบ อายุ 39 ปี ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว Battambang Post TV Online และ นายเพียบ พารา อายุ 41 ปี จากสำนักข่าว TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหา “กบฏ” และ “ส่งมอบข้อมูลที่เป็นภัยต่อการป้องกันประเทศให้แก่รัฐต่างชาติ” ตามมาตรา 445 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา โดยคำตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดและจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์เท่านั้น

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 หลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่รายงานข่าวบริเวณชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกัมพูชากับไทย โดยทางการกัมพูชาตั้งข้อหาว่าทั้งสองลักลอบถ่ายภาพและผลิตเนื้อหาที่เปิดเผยตำแหน่งยุทธศาสตร์รวมถึงความลับทางทหารในเขตหวงห้ามลงบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ขณะที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ภาพของ “ทุ่นระเบิด” ซึ่งสื่อมวลชนของไทยได้นำไปเผยแพร่และใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝั่งไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้ลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้ทหารพรานของไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบระเบิดระหว่างลาดตระเวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิดในความขัดแย้งดังกล่าวเนื่องจากต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และอ้างว่าระเบิดเหล่านั้นอาจเป็นระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีตที่สิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทั้งนี้ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมกันราว 100 ราย และทำให้ประชาชนนับแสนคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ก่อนที่จะมีการเจรจาสงบศึกกัน

หลังคำตัดสินของศาลฎีกา ไบรโอนี ลู  รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า “การสั่งฟ้องโดยมิชอบและบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้สื่อข่าวทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความเพิกเฉยและไม่แยแสต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนจากทางการกัมพูชา รัฐบาลของฮุน มาเนต กำลังปิดกั้นแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระของประชาชน และขัดขวางไม่ให้นักข่าวสะท้อนความจริงของกัมพูชาให้โลกได้รับรู้”

ขณะที่ นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา ได้ออกมาแถลงโต้แย้งข้อวิจารณ์ โดยระบุว่าศาลได้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองวิชาชีพสื่อมวลชนควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

“กัมพูชาเคารพเสรีภาพของสื่อและบทบาทสำคัญของนักข่าวในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็เหมือนกับพลเมืองทุกคน ที่ต้องแยกแยะระหว่างการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกกฎหมายกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด และไม่ได้ให้สิทธิ์คุ้มกันทางอาญาแก่ใคร” 

ด้าน นายอัม สัม อัต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Licadho กลุ่มสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยชี้ว่า หากนักข่าวทำผิดพลาดในแง่ของวิชาชีพหรือเนื้อหา ก็ควรได้รับการพิจารณาคดีภายใต้ “กฎหมายว่าด้วยการแถลงข่าวและสื่อมวลชน” ซึ่งมีบทลงโทษที่เบากว่ามาก ไม่ใช่การนำประมวลกฎหมายอาญาข้อหาร้ายแรงอย่างคดีความมั่นคงหรือข้อหากบฏมาบังคับใช้เช่นนี้

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นคล้อยหลังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษายืนในคดีของ นายรง ชุน นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังวัย 56 ปี ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หลังจากที่เขาลงพื้นที่ไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2025 โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สถานการณ์เสรีภาพสื่อเข้าขั้น “วิกฤตร้ายแรง” ขณะที่องค์กร Freedom House ในสหรัฐฯ ได้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพสื่อของกัมพูชาลงในปีนี้ โดยระบุเหตุผลว่า “สำนักข่าวอิสระเกือบทั้งหมดในประเทศกัมพูชาถูกบีบให้ปิดตัวลงหมดแล้ว”

แม้นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ผู้นำคนปัจจุบันที่จบการศึกษาจากสหรัฐฯ จะก้าวขึ้นสู่อำนาจต่อจาก นายฮุน เซน บิดาของตนเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ท่ามกลางความหวังของหลายฝ่ายว่าอาจเห็นการเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น แต่สถานการณ์การจับกุมนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่มีสัญญาณของการเปิดเสรีทางการเมืองแต่อย่างใด.

ที่มา Associated Press / Reuters

ฝรั่งเศสเผชิญศึก “แอร์เย็น-โลกร้อน” คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

ฝรั่งเศสเผชิญศึก "แอร์เย็น-โลกร้อน" คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

25 มิ.ย. 2569 14:49 น.

ฝรั่งเศสเผชิญศึก “แอร์เย็น-โลกร้อน” คลื่นความร้อนทำการเมืองแตกแยก

เมื่ออุณหภูมิพุ่งทะยานเกิน 40 องศาเซลเซียส จนฝรั่งเศสต้องบันทึกสถิติวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ “เครื่องปรับอากาศ” ที่ชาวฝรั่งเศสเคยตั้งแง่รังเกียจ กลายมาเป็นข้อพิพาททางการเมืองครั้งใหญ่ ระหว่างฝ่ายขวาประชานิยมที่หนุนแจกงบอุดหนุนให้ติดแอร์ทั่วประเทศ กับฝ่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มยอมรับ แอร์อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศฝรั่งเศสกำลังถูกบีบให้ต้องทบทวนทัศนคติที่มีต่อ “เครื่องปรับอากาศ” หรือที่เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า “ลา คลีม” (La clim) ใหม่ทั้งหมด หลังจากสัปดาห์นี้ข้อถกเถียงเรื่องการติดตั้งแอร์ได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดในแวดวงการเมือง หลังประเทศเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้โรงเรียนหลายพันแห่งต้องสั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต่างร้องเรียนว่าสภาพอากาศในสถานพยาบาลนั้นร้อนจัดจนเกินจะรับไหว

ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการติดเครื่องปรับอากาศต่ำมาก โดยมีบ้านเรือนเพียง 25% เท่านั้นที่มีแอร์ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนและอิตาลีที่มีอัตราการติดตั้งอยู่ที่ 50% หรือในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนสูงถึง 90% แม้กระทั่งในโรงเรียนและโรงพยาบาลของฝรั่งเศสก็แทบจะไม่มีการติดตั้งแอร์เลยเช่นกัน

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้คือ ทัศนคติของนักการเมืองฝั่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ซึ่งที่ผ่านมามองว่าการเปิดแอร์คือตัวการทำลายโลก โดย มารี ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคสิ่งแวดล้อม (The Ecologists) ได้ออกมาเริ่มยอมรับข้อห้ามทางความคิดของฝั่งตัวเอง โดยยอมรับว่าโรงเรียนและโรงพยาบาลจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วในปัจจุบัน ตงเดอลิเยร์ระบุว่า “มีบางสถานที่ที่เราไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีแอร์อีกต่อไปแล้วในตอนนี้” 

การออกมาพูดเช่นนี้ถือเป็นการยอมรับความจริงที่เจ็บปวด เพราะที่ผ่านมากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในฝรั่งเศสโจมตีการใช้แอร์ว่าเป็น “ทางออกที่แย่ที่สุด” เนื่องจากเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของภาวะโลกร้อน แถมยังซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่านกระบวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็นที่มักจะรั่วไหล รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า และปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนในเมือง” (Urban Heat Island) ที่คอมเพรสเซอร์แอร์จะพ่นลมร้อนออกมาสู่ท้องถนน ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่าสามารถทำให้อุณหภูมิในเมืองพุ่งสูงขึ้นได้อีกถึง 2-3 องศาเซลเซียส

ในขณะที่ฝั่งซ้ายและรัฐบาลพยายามออกกฎเกณฑ์การก่อสร้างอาคารใหม่ให้เน้นระบบฉนวนกันความร้อนและการปลูกต้นไม้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้แอร์ จนเกิดกรณีอื้อฉาวที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งใหม่ในเมืองน็องต์ มีการติดตั้งแอร์เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของห้องพักทั้งหมด จนสหภาพแรงงานแพทย์ออกมาประท้วง ทางด้านพรรคการเมืองฝั่งขวากลับฉวยโอกาสนี้รุกคืบด้วยนโยบายประชานิยม

มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคขวาจัด National Rally (RN) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำ “แผนแม่บทเครื่องปรับอากาศแห่งชาติ”  เพื่อติดตั้งแอร์ในโรงเรียนและโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ โดยโฆษกพรรคระบุว่า แผนการนี้รวมถึงการที่รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านยูโร (ประมาณ 7.57 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือประชาชนราว 30-40 ล้านครัวเรือนในการจัดซื้อและติดตั้งแอร์ในบ้าน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ได้ออกมาโจมตีแผนของเลอ เปน ว่าเป็นเพียงการฉวยโอกาสทางการเมืองและไม่มีการคำนวณงบประมาณที่ชัดเจน พร้อมทั้งเหน็บแนมว่าพรรคขวาจัดเป็นกลุ่มสุดท้ายในประเทศที่ยอมรับความจริงเรื่องโลกร้อน ดังนั้นจึงไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะมาพูดถึงการแก้ปัญหา

ความขัดแย้งนี้ยังลามไปถึงการคมนาคมขนส่ง โดย วาเลรี เปเครส ประธานสภาภูมิภาคปารีสจากพรรคฝ่ายขวากลาง ได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลว่าบริหารงานภายใต้ “อุดมการณ์ต่อต้านแอร์” พร้อมประกาศเป้าหมายว่าจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศบนรถบัสและรถไฟในภูมิภาคปารีสทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2032 พร้อมโจมตีอดีตผู้บริหารจากพรรคสังคมนิยมฝ่ายซ้าย ว่าล้มเหลวและมองไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้

แม้ว่าข้อถกเถียงทางการเมืองจะยังคงดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน แต่ความจริงที่ชาวฝรั่งเศสต้องเผชิญในสัปดาห์นี้คือ ยอดขายแอร์เคลื่อนที่ตามห้างสรรพสินค้าพุ่งกระฉูด เนื่องจากผู้คนในอพาร์ตเมนต์ที่กำลังเผชิญกับความร้อนต่างต้องการเพียงแค่ให้ตัวเองนอนหลับได้ในตอนกลางคืน และให้บุตรหลานเรียนหนังสือได้ในตอนกลางวัน ทำให้ทุกฝ่ายเริ่มได้ข้อสรุปตรงกันในท้ายที่สุดว่า ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงจนอันตรายต่อชีวิต “การติดแอร์เพิ่มขึ้น” กลายเป็นสิ่งสะท้อนความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของฝรั่งเศสในยุคปัจจุบัน.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

"ทรัมป์" ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

25 มิ.ย. 2569 13:17 น.

“ทรัมป์” ยื่นขอเงินด่วน 2.9 ล้านล้าน อ้างใช้ทำศึกอิหร่าน หลัง สว. เพิ่งโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำของบเพิ่มเติม 87,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.9 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภา โดยกว่า 2 ใน 3 เป็นงบด้านกลาโหมและค่าใช้จ่ายเร่งด่วนจากสงครามอิหร่าน เพียงวันเดียวหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเพื่อจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นภายในพรรครีพับลิกัน และแรงกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง

ทำเนียบขาวได้ส่งหนังสือคำร้องอย่างเป็นทางการไปยังนายไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.92 ล้านล้านบาท) โดยเงินก้อนใหญ่ถึง 67,150 ล้านดอลลาร์  (ราว 2.24 ล้านล้านบาท) จะถูกจัดสรรให้แก่กระทรวงกลาโหมเพื่อใช้ในปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านภายใต้รหัส “ปฏิบัติการ Epic Fury” หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

งบประมาณก้อนดังกล่าวจะแบ่งเป็นค่าจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และกระสุน 21,000 ล้านดอลลาร์, ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทั่วไปและการฟื้นฟูคลังอาวุธ 17,300 ล้านดอลลาร์, และงบประมาณสำหรับโครงการลับอีก 12,100 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานเอกอัครราชทูตและฐานทัพทางการทูตของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ หลังจากตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงต้นของสงคราม

คำขอนี้เผชิญกับอุปสรรคในสภาคองเกรส เนื่องจากเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สภานิติบัญญัติร่วมกันผ่านร่างมติ “จำกัดอำนาจในการทำสงคราม” ของประธานาธิบดี โดยระบุให้ทรัมป์ยุติการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งรีพับลิกันบางส่วนแปรพักตร์ไปลงมติร่วมกับพรรคเดโมแครต

มีรายงานว่า ในระหว่างการร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารรัฐสภา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดฉากโต้เถียงและตะโกนใส่หน้า นายบิล คาสซิดี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตสวนมติพรรค โดย สว.คาสซิดี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมลุกขึ้นยืนแล้วพูดใส่หน้าเขาว่า ‘คุณยังไม่ได้บอกประชาชนอเมริกันเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น’ ทีแรกบอกว่าสงครามนี้จะใช้เวลาแค่ 4 สัปดาห์ แต่นี่มันลากยาวมา 4 เดือนแล้ว และเป้าหมายแรกเริ่มของเราก็ยังไม่สำเร็จสักอย่าง”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้ระบายความอัดอั้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตราหน้า สว. รีพับลิกันทั้ง 4 คนที่โหวตสวนทางว่าเป็นพวก “ขี้แพ้” และยังได้กล่าวกับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต ว่า สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น “โง่เขลาและอยากจะแพ้สงคราม”

ปัจจุบัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ทำเนียบขาวย้ำว่าเพนตากอนจำเป็นต้อง “สะสมอาวุธทดแทน” ส่วนที่ใช้ไป อย่างไรก็ตาม งบประมาณนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่พรรคเดโมแครตและประชาชนอย่างมาก เนื่องจากสงครามครั้งนี้ส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราควรจะลดค่าครองชีพให้ประชาชนอเมริกัน ไม่ใช่มาเซ็นเช็คเปล่าใบหนาๆ ให้ทรัมป์เอาไปใช้ทำสงคราม” เช่นเดียวกับ สว. แพตตี้ เมอร์รีย์  แกนนำคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีการเป็นตรายางอนุมัติเงินอีกหลายหมื่นล้านให้กับ “สงครามหายนะที่ทรัมป์เลือกเอง” ครั้งนี้แน่นอน

คาดว่ารีพับลิกันจะต้องเจอกับอุปสรรคในการผลักดันงบประมาณนี้ให้ผ่านสภา เนื่องจากครองเสียงข้างมากเพียงปริ่มน้ำ และจำเป็นต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตบางส่วน ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำลังเป็นตัวบีบคั้นให้สมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษ์นิยมต้องคิดหนัก เพราะสงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลย โดยก่อนหน้านี้ นายจูลส์ เฮิรสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเพนตากอนเผยว่า สงครามนี้ใช้เงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก

เพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านร่างงบประมาณ ทำเนียบขาวได้พ่วงงบประมาณช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามเข้ามาด้วย ได้แก่ เงิน 11,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกัน, 1,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตอนกลาง ไม่ให้ลามเข้าสู่สหรัฐฯ, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือกองทุนบำนาญของอดีตพนักงานบริษัท เดลฟาย (Delphi) เครือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ที่ถูกตัดลดงบไปตอนวิกฤตล้มละลายเมื่อปี 2009, เงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟเพนน์สเตชันในนครนิวยอร์ก และอีก 500 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการก่อสร้างรอบๆ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ที่มา Reuters / BBC

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

25 มิ.ย. 2569 12:25 น.

พระสงฆ์มาเลเซียคว้าเงิน 1 ล้านริงกิต หลังธนาคารจัดแคมเปญแจกเงินลูกค้า

พระสงฆ์ชาวมาเลเซียวัย 73 ปีจากรัฐปีนัง กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านหลังเป็นผู้โชคดีจากโครงการของธนาคารออมทรัพย์แห่งชาติ  โดยเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยคาดคิดว่าเงินเก็บจากอั่งเปาและเงินบริจาคจะนำโชคใหญ่ พร้อมยืนยันจะใช้เงินอย่างรอบคอบและแบ่งปันช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

พระชาน ไช เซียง พระสงฆ์วัย 73 ปี ซึ่งเกิดที่เมืองบัตเตอร์เวิร์ธ รัฐปีนัง และปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่ย่านแอร์อีตัมในรัฐปีนัง กลายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลมูลค่า 1 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือราว 8.11 ล้านบาท จากการจับรางวัลครั้งที่ 124 ของโครงการออมทรัพย์ Sijil Simpanan Premium หรือ SSP ของธนาคารออมทรัพย์แห่งชาติ (Bank Simpanan Nasional – BSN)

พระชานเปิดเผยว่า เริ่มฝากเงินในบัญชี BSN SSP ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2025 หลังได้รับคำแนะนำจากเพื่อน โดยเริ่มต้นด้วยยอดเงินฝากประมาณ 2,000 ริงกิต และมีเป้าหมายเพียงเพื่อเก็บรักษาเงินให้ปลอดภัย ไม่ได้คาดหวังว่าจะถูกรางวัล

ก่อนจะเข้าบวชในปี 1985 พระชานเคยทำงานเป็นหนุ่มโรงงานในสิงคโปร์และปีนังมาก่อน และจำพรรษาอยู่ที่วัดในแอร์อีตัมมานานกว่า 30 ปี  กล่าวว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีดวงกับการจับฉลากรางวัลใดๆ เลยในชีวิต พอโชคดีครั้งแรกก็ได้รับรางวัลใหญ่ทันที และกล่าวว่าเงินออมส่วนใหญ่มาจากเงินทำบุญ ซองอั่งเปา และเงินบริจาคจากประชาชน โดยบางส่วนได้นำไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และเก็บบางส่วนไว้ใช้ในยามจำเป็น

พระชานกล่าวระหว่างรับมอบเช็คสัญลักษณ์ที่สาขาหลักของ BSN ในรัฐปีนัง “ตอนแรกไม่เชื่อ เพราะทางธนาคารโทรมาถึงสามครั้ง คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาพบด้วยตัวเอง จึงเชื่อว่าถูกรางวัลจริง”

แม้จะได้รับเงินรางวัลจำนวนมาก แต่พระชานระบุว่าจะไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต และยังไม่มีแผนใช้เงินในทันที โดยตั้งใจนำเงินฝากกลับเข้าธนาคารและใช้เมื่อจำเป็น พระชานกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสม “ถ้าใช้เงินอย่างถูกต้อง เราก็สามารถทำให้ตัวเองและคนอื่นมีความสุขได้ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริง”

นอกจากนี้ พระชานยังระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านค่ารักษาพยาบาล พร้อมเตือนว่าค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปัจจุบันสูงขึ้น ทุกคนจึงควรวางแผนดูแลตัวเอง

พระชานซึ่งไม่เคยแต่งงานและไม่เคยถูกรางวัลมาก่อน กล่าวว่า เงินก้อนนี้ยังจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ 3 คน จากทั้งหมด 8 คนในครอบครัว

สำหรับแคมเปญสลากออมทรัพย์ BSN SSP ในปี 2026 นี้ จัดขึ้นภายใต้แคมเปญ “BSN SSP Jom Jadi Jutawan” (มาเป็นเศรษฐีกันเถอะ) โดยจะมีการจับรางวัลแจกเงินสด 1 ล้านริงกิตให้กับผู้โชคดีเดือนละ 1 คน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ส่วนการจับรางวัลใหญ่รอบส่งท้ายปีในเดือนธันวาคม จะเพิ่มความพิเศษเป็นเงินสด 1 ล้านริงกิต ควบคู่กับรถยนต์หรู ปอร์เช่ มาคัน เอ็กซ์ (Porsche Macan X) อีก 1 คัน.

ที่มา New Straits Times / Malay Mail

เกาหลีใต้รวบ “ลี มัน-ฮี” ผู้นำลัทธิ “ชินชอนจี” เอี่ยวระดมสาวกแทรกแซงเลือกตั้ง

เกาหลีใต้รวบ "ลี มัน-ฮี" ผู้นำลัทธิ "ชินชอนจี" เอี่ยวระดมสาวกแทรกแซงเลือกตั้ง

25 มิ.ย. 2569 11:22 น.

เกาหลีใต้รวบ “ลี มัน-ฮี” ผู้นำลัทธิ “ชินชอนจี” เอี่ยวระดมสาวกแทรกแซงเลือกตั้ง

เกาหลีใต้สั่งจับกุมตัว “ลี มัน-ฮี” ผู้ก่อตั้งลัทธิ “ชินชอนจี” วัย 95 ปี หลังเผชิญข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง โดยถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการระดมผู้ติดตามหลายหมื่นคนสมัครสมาชิกพรรคพลังประชาชน เพื่อแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้ง หวังเอื้อประโยชน์กลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอดีต ปธน. ยุน ซุกยอล

ศาลแขวงกลางกรุงโซลได้อนุมัติหมายจับ นายลี มัน-ฮี  วัย 95 ปี ผู้ก่อตั้งและผู้นำลัทธิ “ชินชอนจี” ในข้อหาแทรกแซงการเลือกตั้งและฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งระบุห้ามไม่ให้องค์กรทางศาสนาเข้ามาข้องแวะกับการเมือง โดยศาลให้เหตุผลในการออกหมายจับในช่วงดึกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ต้องหาจะทำลายพยานหลักฐาน

ในช่วงบ่ายของวันพุธ (24 มิ.ย.) ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่ง นายลี มัน-ฮี ซึ่งอยู่ในสภาพร่างกายที่ซูบผอม ต้องใช้ไม้เท้าและมีเจ้าหน้าที่โบสถ์คอยประคอง ได้เดินทางมาเข้ารับการไต่สวนคำร้องขอออกหมายจับ โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชน ขณะที่ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ทางโบสถ์ชินชอนจีได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจับกุมดังกล่าว โดยระบุว่าผู้นำของตนได้ให้ความร่วมมือกับการสอบสวนมาโดยตลอด พร้อมทั้งแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและอายุที่มากแล้วของนายลี

คณะพนักงานสอบสวนระบุว่า นายลี มัน-ฮี ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการผ่านเครือข่ายสาขาของโบสถ์ เพื่อกดดันและระดมสาวกมากกว่า 50,000 คน ให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ในช่วงระหว่างปี 2021 ถึง 2024

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแทรกแซงและส่งอิทธิพลต่อการหยั่งเสียงเลือกตั้งภายในพรรค ทั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุน นายยุน ซุกยอล อดีตประธานาธิบดี เพื่อแลกกับการที่ลัทธิชินชอนจีจะได้รับผลประโยชน์และการคุ้มครองจากรัฐบาล รวมถึงการอนุมัติใบอนุญาตในการขยายสิ่งปลูกสร้างและอาคารของทางโบสถ์

การจับกุมผู้นำลัทธิชินชอนจีในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลสอบสวนครั้งใหญ่นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยทีมอัยการและตำรวจพิเศษภายใต้รัฐบาชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การถอนรากถอนโคนความสัมพันธ์อันมิชอบระหว่างกลุ่มศาสนากับนักการเมือง ซึ่งรวมถึงกรณีของลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคีด้วย

ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน นางฮัก จา ฮัน ผู้นำสูงสุดของโบสถ์แห่งความสามัคคี และภรรยาหม้ายของนายซัน มยอง มูน ผู้ก่อตั้งลัทธิ ก็ถูกจับกุมและส่งฟ้องศาลในข้อหาสั่งการให้เจ้าหน้าที่โบสถ์ติดสินบนภรรยาของนายยุน ซุกยอล และนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจเช่นกัน ซึ่งต่อมาในเดือนเมษายน ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำนางคิม กอน-ฮี ภรรยาของอดีต ปธน.ยุน เป็นเวลา 4 ปี จากความผิดหลายข้อหารวมถึงการรับของกำนัลหรูหราจากเจ้าหน้าที่ลัทธิดังกล่าว

ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 หลังจากก่อเหตุประกาศกฎอัยการศึกระยะสั้นในเดือนธันวาคม 2024 และถูกจับกุมในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยปัจจุบันถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหากบฏ และโทษจำคุกแยกอีก 30 ปีจากข้อหาสั่งส่งโดรนบินเหนือน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อสร้างความตึงเครียดและใช้เป็นข้ออ้างประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งขณะนี้อดีตผู้นำอยู่ในระหว่างการยื่นอุทธรณ์

ลัทธิชินชอนจี (Shincheonji) ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดย นายลี มัน-ฮี ชื่อของลัทธิมีความหมายว่า “ฟ้าใหม่และดินใหม่” ปัจจุบันอ้างว่ามีสาวกราว 200,000 คน โดยนายลีอ้างตนว่าเป็นผู้ส่งสารของพระเยซูหรือ “ศิษยาภิบาลแห่งพระสัญญา” ขณะที่กลุ่มชาวคริสต์กระแสหลักมักตราหน้าลัทธินี้ว่าเป็นศาสดาปลอมและเป็นลัทธิล้างสมอง ทั้งนี้ ลัทธิชินชอนจีเคยตกเป็นข่าวดังทั่วโลกในปี 2020 จากการเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกในเกาหลีใต้ ซึ่งผู้ติดเชื้อในขณะนั้นมากกว่าครึ่งมีความเชื่อมโยงกับสาวกของลัทธินี้ แต่นายลีพ้นผิดในข้อหาละเมิดกฎหมายสาธารณสุขในปี 2021

ส่วนโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) ก่อตั้งขึ้นในปี 1954 โดย นายซัน มยอง มูน ผู้ล่วงลับ ผู้อ้างตนเป็นพระเมสสิยาห์ ปัจจุบันมี นางฮัก จา ฮัน ภรรยาหม้ายเป็นผู้นำ ลัทธินี้ขยายเครือข่ายไปทั่วโลก มีสาวกหลายล้านคนและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล โดยเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากพิธี “แต่งงานหมู่” ครั้งละหลายพันคู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวจากคนละประเทศที่ทางลัทธิจัดหาคู่ให้.

ที่มา Associated Press / Reuters

ทหารเกาหลีใต้จับ ทหารเกาหลีเหนือแปรพักตร์ข้ามพรมแดนเข้าประเทศ ทางการเร่งสอบสวน

ทหารเกาหลีใต้จับ ทหารเกาหลีเหนือแปรพักตร์ข้ามพรมแดนเข้าประเทศ ทางการเร่งสอบสวน

25 มิ.ย. 2569 11:19 น.

ทหารเกาหลีใต้จับ ทหารเกาหลีเหนือแปรพักตร์ข้ามพรมแดนเข้าประเทศ ทางการเร่งสอบสวน

กองทัพเกาหลีใต้ควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือได้ 1 นาย หลังข้ามพรมแดนบริเวณแนวรบตอนกลางของคาบสมุทรเกาหลี คาดเป็นการแปรพักตร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนรายละเอียดและแรงจูงใจ

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กองทัพเกาหลีใต้ได้ควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือ 1 นาย หลังข้ามพรมแดนเข้ามายังฝั่งเกาหลีใต้เมื่อช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยทางกองทัพสามารถรักษาความปลอดภัยและควบคุมตัวทหารนายนี้ได้ในพื้นที่แนวรบตอนกลางของชายแดนระหว่างสองเกาหลี ก่อนส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือเส้นทางที่ใช้ข้ามพรมแดน

แม้ทางการเกาหลีใต้ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นการแปรพักตร์ แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการข้ามพรมแดนครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นความพยายามหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดในโลก โดยมีรั้วลวดหนาม ทุ่นระเบิด และกำลังทหารจำนวนมากประจำการตลอดแนวชายแดน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการแปรพักตร์ของทหารเกาหลีเหนือเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เนื่องจากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐบาล ขณะที่ผู้หลบหนีจากเกาหลีเหนือส่วนใหญ่มักเลือกเดินทางผ่านประเทศที่สาม ก่อนเข้าสู่เกาหลีใต้ในภายหลัง.

เวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังแผ่นดินไหว-อาฟเตอร์ช็อกกว่า20 ครั้ง ปิดสนามบิน-หยุดเรียนทั่วประเทศ

เวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังแผ่นดินไหว-อาฟเตอร์ช็อกกว่า20 ครั้ง ปิดสนามบิน-หยุดเรียนทั่วประเทศ

25 มิ.ย. 2569 11:07 น.

เวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังแผ่นดินไหว-อาฟเตอร์ช็อกกว่า20 ครั้ง ปิดสนามบิน-หยุดเรียนทั่วประเทศ

รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังแผ่นดินไหวรุนแรง 7.2 และ 7.5 แมกนิจูดถล่มชายฝั่งทางเหนือ เกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วกว่า 20 ครั้ง สั่งปิดสนามบินหลัก หยุดรถไฟและโรงเรียนชั่วคราว

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงผ่านโทรทัศน์แห่งชาติประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 แมกนิจูด บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง

ทางด้านนายดิโอสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีมหาดไทย และนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภาแห่งชาติ ร่วมแถลงการณ์ พร้อมประกาศแต่งตั้งนายทหารระดับสูงเข้าควบคุมการปฏิบัติการรับมือภาวะฉุกเฉิน ขณะเดียวกันกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องให้ชาวเวเนซุเอลาร่วมมือและสามัคคีกันเพื่อผ่านพ้นวิกฤต

รายงานจากสำนักงานประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวครั้งแรก มีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นแล้วมากกว่า 20 ครั้ง โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอยู่ตามแนวชายฝั่งตอนเหนือ ได้แก่ รัฐลากวยรา  อารากัว  การาโบโบ และฟัลกอน  

รัฐบาลยังประกาศระงับการให้บริการรถไฟและรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นการชั่วคราว ขณะที่โรงเรียนทั่วประเทศจะปิดการเรียนการสอนตลอดช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติไมเกเตีย (Maiquetía International Airport) ซึ่งเป็นประตูการบินหลักของกรุงการากัส ต้องปิดให้บริการชั่วคราว หลังบางส่วนของเพดานอาคารผู้โดยสารถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือน

ก่อนหน้านี้ เวเนซุเอลาเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.2 แมกนิจูด ตามด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูด ห่างกันเพียง 40 วินาที โดยมีศูนย์กลางใกล้เมืองซาน เฟลิเป รัฐยารากุย ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายประเทศแถบทะเลแคริบเบียน และมีการประกาศเตือนสึนามิในระยะแรก ก่อนจะยกเลิกในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ โรดริเกซขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการผู้นำประเทศ หลังนายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดี ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนำตัวขึ้นศาลในนครนิวยอร์กจากข้อกล่าวหาค้ายาเสพติด.

ฟิลิปปินส์สั่งแบนเกม Gorebox หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม

ฟิลิปปินส์สั่งแบนเกม Gorebox หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม

25 มิ.ย. 2569 10:14 น.

ฟิลิปปินส์สั่งแบนเกม Gorebox หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม

ทางการฟิลิปปินส์ระงับการเข้าถึงเกม Gorebox ชั่วคราว หลังพบว่าผู้ต้องสงสัยวัย 14 ปีในเหตุกราดยิงโรงเรียน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีประวัติเคยเล่นเกมนี้ 

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ทางการฟิลิปปินส์สั่งระงับการเข้าถึงเกมมือถือ “Gorebox” เป็นการชั่วคราว หลังการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องสงสัยวัย 14 ปีในเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีประวัติเล่นเกมนี้ โดยเหตุกราดยิงเกิดขึ้นที่เมืองทาโคลบัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมะนิลา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องสงสัย 2 คน อายุ 14 และ 15 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงภายในห้องเรียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย

สำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์ ของฟิลิปปินส์ระบุว่า ไม่สามารถมองข้ามอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ได้ พร้อมชี้ว่าการระงับเกมชั่วคราวมีเป้าหมายเพื่อประเมินว่าซอฟต์แวร์นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุหรือไม่

ด้านสำนักงานสอบสวนอาชญากรรมไซเบอร์และประสานงานของรัฐบาล ระบุว่า การปิดกั้นเกมเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเหตุกราดยิงในฟิลิปปินส์ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อยนัก แต่การใช้อาวุธปืนในประเทศยังคงพบได้เป็นระยะ แต่ครั้งนี้ยิ่งสร้างความสะเทือนใจ เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนขณะที่นักการเมืองบางส่วนเรียกร้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนของเยาวชน

โดยเกม Gorebox เป็นเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person shooter) ที่เปิดให้ผู้เล่นสามารถต่อสู้และใช้ความรุนแรงได้อย่างอิสระ โดยได้รับการจัดเรตอายุ “R18” จากองค์กรจัดเรตสากล เนื่องจากมีเนื้อหารุนแรงและไม่จำกัดรูปแบบการเล่น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เคยระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานเชิงชัดเจนที่ยืนยันความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างวิดีโอเกมกับพฤติกรรมความรุนแรง.

ตะลึง! นักดาราศาสตร์พบ “ดาวเคราะห์สายไหม” ยักษ์ใหญ่แต่เบาราวปุยเมฆ

ตะลึง! นักดาราศาสตร์พบ "ดาวเคราะห์สายไหม" ยักษ์ใหญ่แต่เบาราวปุยเมฆ

25 มิ.ย. 2569 08:48 น.

ตะลึง! นักดาราศาสตร์พบ “ดาวเคราะห์สายไหม” ยักษ์ใหญ่แต่เบาราวปุยเมฆ

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะขนาดยักษ์ 2 ดวง ที่มีคุณสมบัติชวนทึ่ง แม้จะมีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี แต่กลับมีความหนาแน่นต่ำ จนได้รับฉายาว่าเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ที่เบาราวปุยเมฆ

ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,110 ปีแสง ถูกพบโดยดาวเทียมสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบ TESS ของนาซา ซึ่งทำหน้าที่ค้นหาดาวเคราะห์ต่างระบบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  โดยเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ มีขนาดใกล้เคียงดาวพฤหัสบดี  แต่มีความหนาแน่นต่ำกว่าสายไหมหรือสำลี หรือหนาแน่นน้อยกว่าดาวพฤหัสบดีถึงประมาณ 35 เท่า

โดยจอร์จ ดรานส์ฟิลด์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และหัวหน้าทีมวิจัยเปิดเผยว่า ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงมีความหนาแน่นใกล้เคียงกับก้อนโฟมโกนหนวดที่เพิ่งถูกฉีดออกจากกระป๋อง โดยผลการศึกษาถูกเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์เหล่านี้อาจมีองค์ประกอบหลักเป็นก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียม และอาจมีสีขาวหรือสีน้ำเงิน ขึ้นอยู่กับสภาพเมฆในชั้นบรรยากาศ ไม่ได้มีสีชมพูเหมือนสายไหมตามชื่อเล่นที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังต้องอาศัยการสังเกตเพิ่มเติมจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ขององค์การนาซา เพื่อยืนยันองค์ประกอบทางเคมีที่แท้จริง

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์ทั้งสองโคจรรอบดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวโวแลนส์ (Volans) หรือ “กลุ่มดาวปลาบิน” ทางซีกฟ้าใต้ โดยนักวิจัยใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินวิเคราะห์วงโคจรและคำนวณความหนาแน่นของดาวเคราะห์จากระยะทางกว่า 1,110 ปีแสง ( 1 ปีแสง มีระยะทางเกือบ 9.7 ล้านล้านกิโลเมตร)

ปัจจุบัน นาซายืนยันการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแล้วเกือบ 6,300 ดวง แต่ในจำนวนนี้มีดาวเคราะห์ประเภทซูเปอร์พัฟฟ์เพียงไม่ถึง 40 ดวงเท่านั้น ทำให้ถือเป็นวัตถุท้องฟ้าหายากอย่างยิ่งในเอกภพ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ประเภทนี้ก่อตัวขึ้นในบริเวณจานก๊าซและฝุ่นรอบดาวฤกษ์เกิดใหม่ ซึ่งมีปริมาณก๊าซมากกว่าฝุ่นจำนวนมาก ก่อนจะสูญเสียวัสดุบางส่วนออกไปในเวลาต่อมา จนเหลือดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นต่ำผิดปกติ

ดรานส์ฟิลด์ระบุว่า การศึกษาดาวเคราะห์หายากเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการก่อตัวของดาวเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น และอาจช่วยต่อจิ๊กซอว์สำคัญเกี่ยวกับต้นกำเนิดของระบบสุริยะ รวมถึงตำแหน่งของมนุษยชาติในเอกภพอันกว้างใหญ่.

ที่มา : AP

วิกฤตร้อนถล่มฝรั่งเศส ลูฟวร์-หอไอเฟลปิดเร็วกว่าปกติ หลังอุณหภูมิทุบสถิติสูงสุด 2 วันติด

วิกฤตร้อนถล่มฝรั่งเศส ลูฟวร์-หอไอเฟลปิดเร็วกว่าปกติ หลังอุณหภูมิทุบสถิติสูงสุด 2 วันติด

25 มิ.ย. 2569 08:29 น.

วิกฤตร้อนถล่มฝรั่งเศส ลูฟวร์-หอไอเฟลปิดเร็วกว่าปกติ หลังอุณหภูมิทุบสถิติสูงสุด 2 วันติด

คลื่นความร้อนรุนแรง ส่งผลให้ลูฟวร์-หอไอเฟลในกรุงปารีสต้องปรับลดเวลาให้บริการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติของประเทศอย่างต่อเนื่อง

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก ประกาศปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ ขณะที่หอไอเฟล ปิดไม่ให้ขึ้นชมบริเวณชั้นบน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ยังคงปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

การปิดให้บริการก่อนเวลาสร้างความวุ่นวายให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย โดยหลายคนต้องเร่งปรับแผนการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนหนาแน่นที่สุดของปี

แอนนา ฟอร์สเกรน นักท่องเที่ยวชาวสวีเดน ปิดเผยว่า เธอเฝ้ารอมาเป็นเวลากว่า 35 ปี เพื่อจะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และเกือบพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้ ยังดีที่เธอได้เข้าไปก่อนที่พิพิธภัณฑ์จะปิด อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ แต่บางส่วนของพิพิธภัณฑ์ก็ถูกปิดเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส หรือ เมเตโอ ฟรองซ์ระบุว่า ฝรั่งเศสเพิ่งทำสถิติวันที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน โดยดัชนีความร้อนเฉลี่ยระดับประเทศ ซึ่งคำนวณจากสถานีตรวจวัดอากาศ 30 แห่งทั่วประเทศ แตะระดับ 30 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมอีกครั้ง นับเป็นหนึ่งในหลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่ถูกทำลายในช่วงคลื่นความร้อนรอบนี้

นอกจากผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแล้ว ทางการฝรั่งเศสยังออกคำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงเล่นน้ำตามแม่น้ำ ทะเลสาบ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำราว 40 รายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหลายกรณีเกิดขึ้นระหว่างการพยายามคลายร้อนจากสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ

คลื่นความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตประจำวันในฝรั่งเศสและหลายประเทศทั่วยุโรป ทั้งการปิดโรงเรียน การปรับตารางเดินรถ และการลดเวลาเปิดให้บริการของสถานที่สำคัญหลายแห่ง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้งขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี.

ที่มา : Reuters