ราคาน้ำมันร่วง 4.8% ตลาดหุ้นขึ้นทั่วโลก ขานรับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันร่วง 4.8% ตลาดหุ้นขึ้นทั่วโลก ขานรับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

16 มิ.ย. 2569 05:55 น.

ราคาน้ำมันร่วง 4.8% ตลาดหุ้นขึ้นทั่วโลก ขานรับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงอีก 4.8% สู่ระดับใกล้ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ ซึ่งช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นพุ่งทะยานขึ้นทั่วโลก

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างคึกคักเมื่อวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการขยายเวลาหยุดยิง และกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อให้การขนส่งน้ำมันดิบทั่วโลกสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวบวกเพิ่มขึ้น 1.7% จากความหวังที่ว่า การประกาศข้อตกลงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จะหมายถึงการแก้ปัญหาในระยะยาวต่อความขัดแย้งที่ได้ซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลก ด้านดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 468 จุด หรือคิดเป็น 0.9% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตทะยานขึ้น 3.1%

ตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนหลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 4.8% ลงมาอยู่ที่ระดับ 83.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาเดียวกับช่วงต้นเดือนมีนาคม แม้ว่าราคานี้จะยังคงสูงกว่าระดับราคาเดิมที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐก่อนเกิดสงคราม แต่ก็นับว่าต่ำกว่าระดับกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า

ทั้งนี้ มีการคาดหวังว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในทุกด้าน นับตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าเชื้อเพลิง ไปจนถึงค่าปุ๋ย อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน

“ข้อตกลงในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังจุดชนวนให้เกิดการฟื้นตัวอย่างวงกว้างในวอลล์สตรีทเพื่อเริ่มต้นสัปดาห์นี้” บันทึกวิเคราะห์จาก โฮเซ ตอร์เรส แห่งบริษัท อินเตอร์แอกทีฟ โบรเกอร์ส ระบุ

“บรรยากาศการลงทุนแบบเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) กำลังคึกคักอย่างมาก… เนื่องจากบรรดานักเทรดมองว่านี่คือการส่งสัญญาณยุติความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างมีประสิทธิภาพ” นายตอร์เรสระบุ

อนึ่ง ข้อตกลงสันติภาพนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคือ “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือน ซึ่งเคยปลุกกระแสความหวาดกลัวเรื่องภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นระยะเวลานาน

สำหรับตลาดหุ้นในต่างประเทศ ดัชนีต่าง ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในเอเชียและยุโรป โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งทะยานขึ้นถึง 5% นับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ด้านดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้พุ่งทะยานยิ่งกว่า โดยบวกขึ้นถึง 5.2% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงเดินหน้าบวกอย่างต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI เช่น ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

อย่างไรก็ตาม ดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอนกลับสวนทางกับตลาดอื่น ๆ โดยปรับตัวลดลง 0.4%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตก หลังขึ้นบินที่แคลิฟอร์เนีย

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตก หลังขึ้นบินที่แคลิฟอร์เนีย

16 มิ.ย. 2569 04:24 น.

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตก หลังขึ้นบินที่แคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ของกองทัพสหรัฐฯ ตกหลังเพิ่งทะยานขึ้นจากฐานทัพในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดความสูญเสียมากน้อยเพียงใด

เมื่อวันจันทร์ 15 มิ.ย. 2569 ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส์ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย แถลงว่า เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 สตราโตฟอร์เทรส (B-52 Stratofortress) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ “ประสบอุบัติเหตุตกไม่นานหลังจากทะยานขึ้นจากรันเวย์”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11:20 น. วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งสามารถมองเห็นได้ไกลหลายไมล์ “เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินได้รุดไปยังที่เกิดเหตุในทันที และสถานการณ์ยังคงไม่ยุติ โดยจะมีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบทันทีที่มีความคืบหน้า” ฐานทัพระบุในแถลงการณ์

โดยปกติแล้ว เครื่องบินรุ่นนี้จะใช้เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องทั้งหมด 5 นาย ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเครื่องบิน, นักบิน, เจ้าหน้าที่นำร่องเรดาร์, เจ้าหน้าที่นำร่อง และเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ แต่กองทัพยังไม่ได้ระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้หรือไม่

ในเวลาต่อมา ทางฐานทัพได้อัปเดตข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ขณะนี้ได้มีการสั่งปิดลานบินแล้ว และเครื่องบินขาเข้าทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงยังสถานที่อื่น”

“นอกจากนี้ บัตรผ่านสำหรับผู้เข้าชมที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ทั้งหมดจะถูกระงับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีการประกาศให้ทราบต่อไป เพื่อให้ทางฐานทัพสามารถตั้งสมาธิไปที่ปฏิบัติการตอบสนองภัยพิบัติฉุกเฉินได้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ เครื่องบิน บี-52 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ระยะไกล มีชื่อเล่นว่า “เดอะ บัฟฟ์” (the Buff) ซึ่งส่วนหนึ่งย่อมาจากคำว่า “Big Ugly Fat” กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้งานเครื่องบินทิ้งระเบิด โบอิ้ง บี-52 สตราโตฟอร์เทรส มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และมันถูกใช้งานในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านในสงครามครั้งล่าสุดนี้ด้วย

เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดมหึมาลำนี้สามารถบินได้ที่ความสูงถึง 50,000 ฟุต ขณะที่เครื่องบินพาณิชย์ทั่วไปบินที่ความสูงประมาณ 35,000 ฟุต และสามารถบรรทุกระเบิดได้หนักถึง 70,000 ปอนด์ ซึ่งรวมถึงระเบิดธรรมดาจำนวนหลายร้อยลูก และขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์อีก 32 ลูก

นอกจากนี้ มันยังสามารถเติมน้ำมันกลางอากาศได้ ซึ่งทำให้มีรัศมีการโจมตีที่ไร้ขีดจำกัดในทางทฤษฎี สิ่งนี้เคยสร้าง “ร่มเงารวมนิวเคลียร์” (nuclear umbrella) ให้กับสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูเผย ไม่ได้เห็นตรงกันกับทรัมป์ทุกเรื่อง หลังสหรัฐฯ ปิดดีลอิหร่าน

เนทันยาฮูเผย ไม่ได้เห็นตรงกันกับทรัมป์ทุกเรื่อง หลังสหรัฐฯ ปิดดีลอิหร่าน

16 มิ.ย. 2569 03:13 น.

เนทันยาฮูเผย ไม่ได้เห็นตรงกันกับทรัมป์ทุกเรื่อง หลังสหรัฐฯ ปิดดีลอิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู แสดงความเห็นเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นครั้งแรก โดยระบุว่า เขาไม่ได้เห็นตรงกันกับโดนัลด์ ทรัมป์ ทุกเรื่อง และย้ำว่าจะไม่ถอนทหารจากเลบานอน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ “บันทึกความเข้าใจ” (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล ออกมาแสดงจุดยืนของตัวเอง รวมถึงการไม่ถอนทหารออกจากเลบานอน

ในช่วงเริ่มต้นของการแถลงข่าวเมื่อค่ำวันจันทร์ เนทันยาฮูพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงข้อตกลงดังกล่าวโดยตรง แต่กลับไปเน้นย้ำถึงสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในการต่อต้านอิหร่านและทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ไม่ว่าจะเกิดข้อตกลงขึ้นหรือไม่ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ — ไม่ใช่ในวันนี้และไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้ ตราบใดที่ผมยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล เรื่องนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น” เขากล่าว “การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด … เรายังคงต้องตื่นตัว แข็งแกร่ง และเด็ดเดี่ยวในการปกป้องตนเองตามความจำเป็น”

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังระบุอย่างชัดเจนว่า อิสราเอลไม่มีความตั้งใจที่จะถอนกำลังออกจากตอนใต้ของเลบานอน ฉนวนกาซา หรือซีเรีย “เราจะยังคงประจำการอยู่ในเขตความมั่นคงเหล่านั้นนานเท่าที่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศของเรา”

ในช่วงตอบคำถามของสื่อมวลชน เนทันยาฮูยอมรับว่ายังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตัวข้อตกลงดังกล่าว “เรายังคงไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ข้อตกลงนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร”

เมื่อถูกถามว่าข้อตกลงนี้บรรลุผลสำเร็จโดยสวนทางกับจุดยืนของเขาหรือไม่ เนทันยาฮูได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างเขากับทรัมป์ โดยระบุว่า ตัวเขาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่ได้มีความเห็นตรงกันในทุกเรื่อง และเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่กับ “ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ดีที่สุด”

“ประธานาธิบดีทรัมป์และผมไม่ได้เห็นพ้องต้องกันในทุกเรื่องเสมอไป” เนทันยาฮูกล่าว “เขาคือประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และผมคือนายกรัฐมนตรีแห่งอิสราเอล ผมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอิสราเอล และมันจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างชาญฉลาด”

“การดำเนินงานอย่างชาญฉลาดจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ที่สูงมาก และความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับแวดวงการเมืองของอเมริกา ซึ่งผมเชื่อว่าผมกำลังทำสิ่งนี้ในวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เนทันยาฮูกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้กำหนดให้อิสราเอลถอนกำลังจากเลบานอน

ดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้กำหนดให้อิสราเอลถอนกำลังจากเลบานอน

16 มิ.ย. 2569 02:10 น.

ดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่ได้กำหนดให้อิสราเอลถอนกำลังจากเลบานอน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ข้อตกลงกับอิหร่านไม่ได้กำหนดให้อิสราเอลต้องถอนกำลังออกจากเลบานอน และว่าอิสราเอลยังคงมีสิทธิ์ตอบโต้หากฮิซบอลเลาะห์โจมตีเข้าใส่

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานเมื่อ 15 มิ.ย. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า ข้อตกลงฉบับล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่มีข้อกำหนดที่บังคับให้อิสราเอลต้องถอนกำลังทหารออกจากเลบานอน

“การถอนกำลังของพวกเขาไม่ได้เป็นเงื่อนไขในข้อตกลงนี้” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวระบุ “หากอิหร่านไม่สามารถควบคุมกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ และหากพวกเขายังคงโจมตีที่ตั้งของกองทัพหรือเมืองต่าง ๆ ของอิสราเอล แน่นอนว่าอิสราเอลย่อมมีสิทธิ์ที่จะป้องกันตนเองและตอบโต้”

ก่อนหน้านี้ บรรดาเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลต่างยืนกรานว่า พวกเขาจะไม่ยอมยุติปฏิบัติการโจมตีในเลบานอน โดยอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านอย่างหนัก ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากฝ่ายอิหร่าน ที่ต้องการให้ข้อตกลงใดๆ รวมเรื่องการหยุดยิงในเลบานอนเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังแสดงความหวังว่า อิสราเอลและเลบานอนจะมีความคืบหน้าในการเจรจาของตนเอง พร้อมทั้งชี้แจงอย่างชัดเจนว่าการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่นั้น จะไม่เป็นอุปสรรคหรือทำให้ข้อตกลงของรัฐบาลทรัมป์กับอิหร่านต้องหยุดชะงักลง

“ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตนเองกำลังถูกอีกฝ่ายรุกรานและได้รับความเสียหาย” เจ้าหน้าที่กล่าว “ดังนั้น เราจึงหวังว่าจะสามารถหาแนวทางในการสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ให้กับภูมิภาคนี้ โดยอิงจากยุคสมัยใหม่และความปรารถนาในปัจจุบัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง ช่องแคบฮอร์มุซเปิดบางส่วนแล้ว จ่อเปิดเต็มรูปแบบวันศุกร์นี้

ทรัมป์อ้าง ช่องแคบฮอร์มุซเปิดบางส่วนแล้ว จ่อเปิดเต็มรูปแบบวันศุกร์นี้

16 มิ.ย. 2569 01:29 น.

ทรัมป์อ้าง ช่องแคบฮอร์มุซเปิดบางส่วนแล้ว จ่อเปิดเต็มรูปแบบวันศุกร์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ตอนนี้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดบางส่วนแล้ว และจะเปิดเต็มรูปแบบในวันศุกร์ โดยเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังหลงเหลือ

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งานบางส่วนแล้วในขณะนี้ และจะเปิดอย่างเต็มรูปแบบในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ

“พวกเขากำลังค้นหาทุ่นระเบิดอีกสองสามลูก ซึ่งตอนนี้ก็เจอไปบ้างแล้ว แต่… บรรดาเรือต่าง ๆ ก็เริ่มทยอยเดินทางออกมากันแล้ว” ทรัมป์กล่าวระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่การประชุมสุดยอดผู้นำ G7 และย้ำว่า “ในวันศุกร์นี้ มันจะเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์”

ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อท่าทีไม่เต็มใจของบรรดาผู้นำยุโรปในการเข้าร่วมสงครามกับอิหร่าน และในการพบกับมาครง เขาก็พูดกระทบผู้นำฝรั่งเศสว่า ช่องแคบดังกล่าวจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้งโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสมากนัก

“ผมไม่คิดว่าเราต้องการความช่วยเหลืออะไรมากมาย เพราะเรามีข้อตกลงที่ระบุว่าช่องแคบนี้จะเปิดทำการ และจะไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง เราเคยโต้เถียงกันเรื่องนี้เล็กน้อย แต่มันจะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางแน่นอน” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “แต่ผมก็ไม่คิดว่าเป็นไอเดียที่แย่อะไร หากจะมีเรือสักลำสองลำจากไม่กี่ประเทศมาร่วมประจำการอยู่ที่นี่”

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ระบุว่า เขาอาจจะไม่เดินทางไปเข้าร่วมพิธีลงนามข้อตกลงอิหร่านอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์นี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และว่านาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ “ตั้งใจจะทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แวนซ์ เผย ข้อตกลงอิหร่านมีการลงนามทางดิจิทัลแล้วเมื่อวันอาทิตย์

แวนซ์ เผย ข้อตกลงอิหร่านมีการลงนามทางดิจิทัลแล้วเมื่อวันอาทิตย์

15 มิ.ย. 2569 23:42 น.

แวนซ์ เผย ข้อตกลงอิหร่านมีการลงนามทางดิจิทัลแล้วเมื่อวันอาทิตย์

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ข้อตกลงกับอิหร่านได้รับการลงนามทางดิจิทัลแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่การลงนามอย่างเป็นทางการจะยังเกิดขึ้นในวันศุกร์นี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ข้อตกลงกับอิหร่านได้รับการลงนามทางดิจิทัลแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ในข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว และอิหร่านยังไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น

“เราได้ลงนามในข้อตกลงทางดิจิทัลไปแล้วเมื่อวานนี้ และยังไม่มีการปล่อยเงินใด ๆ ออกไป ซึ่งเรื่องนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง” แวนซ์กล่าวในรายการ Good Morning America ของสถานีโทรทัศน์ ABC

แม้ว่าแนวคิดเรื่องการลงนามในข้อตกลงทางอิเล็กทรอนิกส์จะเคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงก่อนที่จะบรรลุข้อตกลง แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความชัดเจนจนกระทั่งตอนนี้ ว่าการลงนามในลักษณะดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า พิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) และระบุว่า มีข้อกำหนดอย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงวันนั้น

“เมื่อช่องแคบเปิดทำการหลังจากการลงนามในข้อตกลงวันศุกร์นี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด น้ำมันจะกลับมาไหลผ่านทั้งสองฝั่งอีกครั้งสำหรับภูมิภาคนี้ และสำหรับโลก!” ทรัมป์ระบุในข้อความที่โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ รายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า นายทรัมป์กับนายแวนซ์ต่างได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับอิหร่านผ่านทางดิจิทัลแล้ว ส่วนฝั่งอิหร่าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เป็นผู้ลงนาม

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนเดิมย้ำว่า พิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะยังคงจัดขึ้นในวันศุกร์นี้เช่นเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รอง ปธน.สหรัฐฯ รับ ต้องหารือต่อเรื่องเปิดฮอร์มุซแบบไร้ค่าผ่านทาง

รอง ปธน.สหรัฐฯ รับ ต้องหารือต่อเรื่องเปิดฮอร์มุซแบบไร้ค่าผ่านทาง

15 มิ.ย. 2569 22:43 น.

รอง ปธน.สหรัฐฯ รับ ต้องหารือต่อเรื่องเปิดฮอร์มุซแบบไร้ค่าผ่านทาง

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ยังจำเป็นต้องมีการหารือกันต่อ ในเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบไร้ค่าผ่านทางในระยะยาว ขณะที่ฝ่ายอิหร่านย้ำว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมไม่ใช่ค่าผ่านทาง

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สัญจรได้อย่างถาวรโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทางนั้น จะถูกนำไปหารือกันต่อในการ “เจรจาทางเทคนิค” ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัวในประเด็นดังกล่าว

“ความคาดหวังของเราคือ ช่องแคบนี้จะเปิดให้บริการในรูปแบบที่ไม่มีการเก็บค่าผ่านทางในระยะยาว และนั่นคือสิ่งที่เราจะหาข้อยุติกันในการเจรจาทางเทคนิคนี้” นายแวนซ์บอกกับสำนักข่าว CNBC “ยังมีรายละเอียดที่สำคัญมากอีกหลายประการที่ต้องหาข้อสรุป ซึ่งเราจะนั่งโต๊ะเจรจาและร่วมกันหารือเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนต่อไปในรายละเอียดเหล่านี้”

ด้านสำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของสื่อที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านว่า ทางการอิหร่านได้ตกลงที่จะอนุญาตให้มีการสัญจรผ่านช่องแคบนี้ได้อย่างเสรีเป็นเวลา 60 วัน แต่ตั้งใจที่จะกลับมาเก็บค่าผ่านทางอีกครั้งหลังจากนั้น

นายแวนซ์กล่าวอีกว่า การหยิบยื่นโอกาสให้อิหร่านกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกถือเป็น “จุดต่อรองสำคัญ” ภายในข้อตกลงนี้ โดยทำหน้าที่เป็นสิ่งจูงใจให้รัฐบาลเตหะรานปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จะไม่จัดหาหรือสร้างอาวุธนิวเคลียร์

“เราบอกกับชาวอิหร่านว่า คุณสามารถเข้าถึงระบบเศรษฐกิจที่ปราศจากการคว่ำบาตรได้ และยินดีต้อนรับคุณกลับเข้าสู่เศรษฐกิจโลกอีกครั้ง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่คุณปฏิบัติตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ให้ไว้ในข้อตกลงนี้เท่านั้น นั่นจึงเป็นจุดต่อรอง และในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในการบังคับใช้ข้อตกลงที่เรามีต่อโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา” แวนซ์กล่าว

“นี่คือทางเลือกที่อิหร่านต้องตัดสินใจ พวกเขาต้องการเข้าถึงเศรษฐกิจโลกหรือไม่? หากต้องการ พวกเขาก็ต้องล้มเลิกความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ในระยะยาว” แวนซ์กล่าวเสริม

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาไม่มีแผนเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการต่างๆ ที่อิหร่านจะจัดหาให้ เช่น บริการนำร่องการเดินเรือ, การปกป้องสิ่งแวดล้อม, ความเป็นไปได้ในการประกันภัยเรือ และบริการอื่น ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านยืนยัน จ่อเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำไม่ใช่ค่าผ่านทาง

อิหร่านยืนยัน จ่อเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำไม่ใช่ค่าผ่านทาง

15 มิ.ย. 2569 22:14 น.

อิหร่านยืนยัน จ่อเก็บค่าธรรมเนียมช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำไม่ใช่ค่าผ่านทาง

ทางการอิหร่านยืนยันว่า จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการต่างๆ ในช่องแคบฮอร์มุซทันทีที่เส้นทางเดินเรือสายนี้กลับมาเปิดอีกครั้ง โดยย้ำว่านี่ไม่ใช่ค่าผ่านทาง

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านตั้งใจที่จะจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียม” สำหรับการให้บริการทางทะเลหลายประเภทในช่องแคบฮอร์มุซ ร่วมกับประเทศโอมาน ทันทีที่เส้นทางเดินเรือดังกล่าวเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านไม่ได้มีเจตนาที่จะจัดเก็บค่าผ่านทางเพื่อการสัญจร (transit tolls)

“เรากล่าวอยู่เสมอว่าเราไม่ได้ต้องการจะเก็บค่าผ่านทางเพื่อการสัญจร อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับบริการที่เราจะจัดหาให้ ซึ่งรวมถึงบริการนำร่องการเดินเรือ การปกป้องสิ่งแวดล้อม ความเป็นไปได้ในการประกันภัยเรือ และบริการอื่น ๆ ที่จะร่วมกันจัดหาโดยอิหร่านและโอมาน ต้นทุนที่จำเป็นเหล่านั้นจะต้องได้รับการชดเชย และจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามมา” นายบากาอีระบุ พร้อมเสริมว่าในเวลานี้เรื่องดังกล่าว “ค่อนข้างชัดเจนแล้ว”

แถลงการณ์นี้มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความเป็นอริต่อกัน โดยมีกำหนดจะลงนามในวันศุกร์นี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาฉบับเต็ม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง

นอกจากนี้ นายบากาอีเปิดเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านเตรียมเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในหลายภูมิภาค ก่อนที่การประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์จะเริ่มต้นขึ้น โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเร็วๆ นี้

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับ “กลไกการลงนาม” สำหรับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว จะมีขึ้น “ภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลลั่น ไม่ถอนทหารจากเลบานอน แม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลง

อิสราเอลลั่น ไม่ถอนทหารจากเลบานอน แม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลง

15 มิ.ย. 2569 21:43 น.

อิสราเอลลั่น ไม่ถอนทหารจากเลบานอน แม้สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลง

รัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลยืนยันว่า กองทัพของพวกเขาจะไม่ถอนทหารออกจากภาคใต้ของเลบานอน แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ร่วมกันก็ตาม

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย. 2569 นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลออกมากล่าวว่า กองกำลังอิสราเอลจะไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านจะประกาศการบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ และอิสราเอลได้แจ้งจุดยืนนี้ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทราบแล้ว

“อิสราเอลคัดค้านการถอนกำลังของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกจากเลบานอน ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มีอยู่แล้วหรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็ตาม” นายคัตซ์ระบุในแถลงการณ์ ซึ่งเป็นการยอมรับโดยนัยว่าเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

นี่นับเป็นการแสดงความเห็นครั้งแรกของฝ่ายอิสราเอล นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศข้อตกลงกับอิหร่านเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายคัตซ์กล่าวว่านโยบายของอิสราเอลคือการคงกำลังทหารไว้ใน “เขตความมั่นคง” ในเลบานอน ซีเรีย และฉนวนกาซาอย่างไม่มีกำหนด “เพื่อปกป้องชายแดนและชุมชนของอิสราเอลจากกองกำลังญิฮาด”

เขายังอธิบายด้วยว่าการยึดครองพื้นที่และการรักษาเขตความมั่นคงดังกล่าวถือเป็น “บทเรียนสำคัญ” จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากบุกโจมตีดินแดนอิสราเอลครั้งใหญ่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 ศพ และมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกันอีกมากกว่า 200 ราย

นายคัตซ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้แจ้งจุดยืนของอิสราเอลให้นายทรัมป์ทราบโดยตรงแล้ว และตัวเขาเองก็ได้ย้ำจุดยืนนี้อีกครั้งในระหว่างการต่อสายโทรศัพท์หารือกับนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“เราจะไม่ยอมลดละในเรื่องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงสูงสุดของอิสราเอล หรือการคุ้มครองพลเมืองของเรา และเราจะไม่ถอนกำลังออกจากเขตความมั่นคงเด็ดขาด” นายคัตซ์กล่าว พร้อมเสริมว่า “หากอิหร่านโจมตีอิสราเอลสืบเนื่องจากสถานการณ์ในเลบานอน เราจะตอบโต้อย่างเต็มกำลัง และจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของขุมกำลังอย่างชัดเจน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี สั่งคุมเข้มเกม-ไลฟ์สตรีม บังคับใช้ปี 2027

อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี สั่งคุมเข้มเกม-ไลฟ์สตรีม บังคับใช้ปี 2027

15 มิ.ย. 2569 16:09 น.

อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี สั่งคุมเข้มเกม-ไลฟ์สตรีม บังคับใช้ปี 2027

นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศมาตรการครั้งใหญ่ เตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น TikTok, อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, X และสแนปแชต พร้อมขยายการกำกับดูแลไปยังแพลตฟอร์มเกมออนไลน์และบริการถ่ายทอดสด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยทางดิจิทัลและลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตเด็ก คาดมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แถลงระบุว่า การสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดในการปกป้องเยาวชน และจะเป็นการเปลี่ยนบทสนทนาภายในครอบครัวรวมถึงความคาดหวังของเด็ก ๆ เมื่อเวลาผ่านไป มาตรการนี้จะทำให้เด็ก ๆ ปลอดภัย มีความสุข มีเวลา มีความมั่นคง และมีอิสระในการเติบโตมากขึ้น

กฎหมายใหม่นี้จะครอบคลุมแพลตฟอร์มกระแสหลักอย่าง ติ๊กต่อก, อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, สแนปแชต และเอ็กซ์ แต่จะไม่รวมถึงบริการส่งข้อความส่วนตัวเช่น WhatsApp นอกจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขั้นต่อไปด้วยการสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้งานแพลตฟอร์มเกมออนไลน์และไลฟ์สตรีมมิงที่เปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีใครรู้จักสามารถเข้ามาพูดคุยและจับคู่เล่นเกมกับเด็กได้

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวเน้นย้ำว่า “ในโลกออฟไลน์ มีสถานการณ์ไหนไหมที่คุณจะปล่อยให้ลูกของคุณไปจับคู่กับคนแปลกหน้า? ผู้ใหญ่ที่คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย? คำตอบคือไม่มี ดังนั้นเราจึงต้องลงมือจัดการเรื่องนี้ในโลกออนไลน์เช่นกัน” 

ทางการอังกฤษระบุว่า รัฐบาลมีอำนาจในการเริ่มขั้นตอนแรกของการแบนแล้ว โดยคาดว่ากฎระเบียบดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบภายในปลายเดือนธันวาคมปีนี้ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปีหน้า นอกจากนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ รัฐบาลจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณาใช้มาตรการ “เคอร์ฟิวออนไลน์” ตอนกลางคืน และการสั่งระงับฟีเจอร์เลื่อนฟีดแบบไม่สิ้นสุด สำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีอีกด้วย

การตัดสินใจของผู้นำอังกฤษเกิดขึ้นหลังจากได้รับฟังความกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครอง เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตของเด็กที่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเกินไป รวมถึงการพิจารณาโมเดลจาก ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นชาติแรกของโลกที่ประกาศแบนโซเชียลมีเดียในเด็กต่ำกว่า 16 ปีไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้ปกครอง และเยาวชน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างถล่มทลายกว่า 116,000 ราย โดยผลลัพธ์พบว่าร้อยละ 83 ของผู้ปกครองเห็นว่า ความเสี่ยงจากโซเชียลมีเดียมีมากกว่าประโยชน์ และร้อยละ 90 ถึง 91 สนับสนุนให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไว้ที่ 16 ปี

อย่างไรก็ตาม มาตรการแบบปูพรมนี้ยังคงมีผู้แสดงความเห็นต่าง โดยนักจิตวิทยาและนักวิจัยบางส่วนมองว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการแบนจะจำกัดพฤติกรรมเด็กได้จริง ขณะที่โฆษกของยูทูบออกมาเตือนว่า การแบนทั้งหมดอาจเป็นการผลักดันให้เด็ก ๆ หันไปใช้บริการแอปพลิเคชันอื่นที่ลึกลับและปลอดภัยน้อยกว่าแทน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยของอังกฤษยื่นคำขาดให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลและกูเกิล มีเวลา 3 เดือนในการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยมาใช้ เพื่อบล็อกไม่ให้เด็กในอังกฤษส่งหรือรับภาพโป๊เปลือยบนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต หากบริษัทเหล่านี้ล้มเหลว รัฐบาลจะออกกฎหมายบังคับให้เปิดใช้งานระบบดังกล่าวทันที

รัฐบาลพรรคแรงงานของสตาร์เมอร์เน้นย้ำว่า บริษัทเทคโนโลยีมี “ความรับผิดชอบทางศีลธรรม” ในการปกป้องเด็ก ๆ จากการถูกขู่กรรโชก ขืนใจ และการแบล็กเมล์ทางเพศ โดยกฎหมายนี้จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้เด็กเข้าถึงสิ่งลามกอนาจาร และทำให้กลุ่มผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กเข้าหาเหยื่อได้ยากขึ้น

สอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิ Internet Watch Foundation ที่ระบุว่า ในปี 2024 มีรายงานการล่วงละเมิดทางเพศเด็กทางออนไลน์สูงมาก และร้อยละ 91 ของเนื้อหาเหล่านั้น เป็นภาพหรือวิดีโออนาจารที่ตัวเด็ก ๆ เป็นผู้ถ่ายและสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง จากการถูกล่อลวงหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เพียงออสเตรเลียและอังกฤษเท่านั้นที่ตื่นตัวกับปัญหานี้ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของ แคนาดา เพิ่งเสนอร่างกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล ห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี เปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย และบังคับให้แชตบอต AI จำกัดการสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย ขณะที่ อินโดนีเซีย ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดียไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอีกหลายรัฐบาลในยุโรปที่กำลังเตรียมเดินหน้าประกาศใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน.

ที่มา AFP / Reuters