จีนส่งคอมมานโดบุกทลาย “โบสถ์ใต้ดิน” กลางพิธีวันอาทิตย์ รวบตัว 2 ผู้นำศาสนา กักตัวเด็ก-คนชรา

จีนส่งคอมมานโดบุกทลาย "โบสถ์ใต้ดิน" กลางพิธีวันอาทิตย์ รวบตัว 2 ผู้นำศาสนา กักตัวเด็ก-คนชรา

15 มิ.ย. 2569 15:39 น.

จีนส่งคอมมานโดบุกทลาย “โบสถ์ใต้ดิน” กลางพิธีวันอาทิตย์ รวบตัว 2 ผู้นำศาสนา กักตัวเด็ก-คนชรา

กองกำลังตำรวจติดอาวุธและหน่วยคอมมานโดของจีนกว่า 50 นาย บุกจู่โจมทลายการประกอบพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์ของ “คริสตจักรพันธสัญญาฝนต้นฤดู” (Early Rain Covenant Church) หนึ่งในโบสถ์โปรเตสแตนต์ใต้ดินที่มีอิทธิพลที่สุดในจีน กวาดต้อนศาสนิกชนกว่า 30 รายรวมถึงเด็กและคนชราไปสอบปากคำ

แถลงการณ์จากคริสตจักรพันธสัญญาฝนต้นฤดู (Early Rain Covenant Church) เปิดเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างที่คริสตชนกำลังร่วมพิธีนมัสการอยู่ภายในห้องบอลรูมของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในเมืองเจียงโหยว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

โดยกองกำลังตำรวจติดอาวุธและหน่วยจู่โจมพิเศษ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50 นาย ได้บุกเข้าไปในห้องโถงพร้อมสั่งยุติกิจกรรมทันที ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่ทางคริสตจักรนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นภาพกลุ่มผู้นับถือคริสต์นั่งรวมกันอยู่กลางห้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือยืนล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบขึ้นไปบนเวทีและตะโกนสั่งให้หยุดร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า แต่กลุ่มศาสนิกชนยังคงปักหลักร้องเพลงและสวดภาวนาต่อไป

ทางคริสตจักรระบุว่า มีผู้นำและสมาชิกโบสถ์มากกว่า 30 คน ถูก “บังคับควบคุมตัวขึ้นรถตำรวจหลายคัน” เพื่อนำตัวไปสอบสวนที่ศูนย์ควบคุมตัวเมืองเจียงโหยว ขณะที่สมาชิกที่เหลือซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุและเด็ก ๆ ถูกขังไว้ภายในห้องบอลรูมเพื่อตรวจสอบสัญชาติและบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ยังพยายามกดดันให้ผู้ที่ถูกกักตัวลงนามในเอกสารคำให้การเพื่อแลกกับการปล่อยตัว แต่ทุกคนปฏิเสธ จนกระทั่งเวลา 18.00 น. ทั้งหมดจึงได้รับการปล่อยตัวออกมา ส่วนกลุ่มที่ถูกนำตัวไปสอบปากคำที่ศูนย์ควบคุมตัวทยอยได้รับอิสรภาพในช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 23.00 น. ของคืนวันอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ นายเหยียน หง และ นายอู่ อู่ชิง สองนักเทศน์ผู้นำคริสตจักรดังกล่าวยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ โดยทางการจีนยังไม่มีการแถลงไขถึงสาเหตุหรือตั้งข้อหาใด ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยถูกทางการควบคุมตัวมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาในข้อหาอย่าง “หาเรื่องทะเลาะวิวาทและก่อความเดือดร้อน”

คริสตจักรพันธสัญญาฝนต้นฤดู ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 ที่เมืองเฉิงตู และตกเป็นเป้าหมายในการเฝ้าระวังของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาโดยตลอด เนื่องจากนโยบายควบคุมศาสนาที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน ก่อนหน้านี้ในปี 2018 ศิษยาภิบาลผู้ก่อตั้งคริสตจักรอย่าง “หวัง อี้” ได้ถูกจับกุมตัวจากการบุกค้นครั้งใหญ่ และปัจจุบันยังคงรับโทษจำคุก 9 ปี ในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นให้ล้มล้างอำนาจรัฐ” และ “ดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย”

แม้ว่าทางการจีนจะเคยระบุในปี 2018 ว่ามีชาวคริสต์ในประเทศราว 44 ล้านคน แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้นับรวมผู้ที่เข้าร่วมในคริสตจักรใต้ดิน หรือที่เรียกกันว่า “โบสถ์บ้าน”  อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีนโยบายกดดันและบังคับให้ชาวคริสต์ต้องเข้าร่วมเฉพาะคริสตจักรที่จดทะเบียนและรับรองโดยรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งกลุ่มโบสถ์ของรัฐจะต้องใช้ศิษยาภิบาลที่ผ่านการเห็นชอบและอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคฯ

บ็อบ ฟู ผู้ก่อตั้ง “ไชน่าเอด” (ChinaAid) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เฝ้าติดตามการกดขี่ทางศาสนาในจีน ได้ออกมาประณามเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “การบุกจู่โจมในวันอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งสิ่งเตือนใจที่เด่นชัดว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงมองว่าการนมัสการอย่างสงบของชาวคริสต์ เป็นภัยคุกคามต่อการควบคุมอำนาจของรัฐบาล”

ทั้งนี้ สถานการณ์ของคริสตจักรใต้ดินในจีนทวีความรุนแรงและถูกรัดเข็มขัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ผู้นำศาสนาถึง 30 คนของ “คริสตจักรไซออน” ซึ่งเป็นหนึ่งในโบสถ์ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในจีน ก็เพิ่งถูกกวาดล้างและจับกุมพร้อมกันใน 7 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ และปัจจุบัน “เอสรา จิน” ผู้ก่อตั้งคริสตจักรไซออน ก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเช่นกัน.

ที่มา BBC

ศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 4 ปี “ลูกเลี้ยงมกุฎราชกุมาร” ข้อหาข่มขืน-ทำร้ายร่างกายแฟนเก่า

ศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 4 ปี "ลูกเลี้ยงมกุฎราชกุมาร" ข้อหาข่มขืน-ทำร้ายร่างกายแฟนเก่า

15 มิ.ย. 2569 15:05 น.

ศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 4 ปี “ลูกเลี้ยงมกุฎราชกุมาร” ข้อหาข่มขืน-ทำร้ายร่างกายแฟนเก่า

ศาลกรุงออสโลพิพากษาจำคุก “มาริอุส บอร์ก ฮอยบี” วัย 29 ปี ลูกเลี้ยงของมกุฎราชกุมารโฮกุนแห่งนอร์เวย์ เป็นเวลา 4 ปี หลังพบความผิดจริงในข้อหาข่มขืน 2 กระทง และความผิดฐานทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาวซ้ำซาก เผยหลักฐานพบคลิปแอบถ่ายในโทรศัพท์มือถือขณะเหยื่อไร้สติ ขณะที่หนึ่งในเหตุข่มขืนเกิดขึ้นภายในพระตำหนัก 

ศาลกรุงออสโลได้อ่านคำพิพากษา โดยตัดสินจำคุก นายมาริอุส บอร์ก ฮอยบี เป็นเวลา 4 ปี จากข้อกล่าวหาทั้งหมดกว่า 40 กระทง ซึ่งรวมถึงการข่มขืนกระทำชำเรา 2 กระทง, การใช้ความรุนแรงในครอบครัวต่ออดีตคนรัก, การข่มขู่, และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการจราจร อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนอีก 2 กระทงที่เหลือ ซึ่งบทลงโทษ 4 ปีนี้ ต่ำกว่าที่อัยการร้องขอให้ลงทัณฑ์จำคุกเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน

คดีดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากหนึ่งในเหตุการณ์ข่มขืนที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดนั้น เกิดขึ้นภายในพระตำหนักอย่างเป็นทางการของมกุฎราชกุมารและมกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ เมื่อปี 2018

ในการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ นายฮอยบีซึ่งอยู่ในการควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไม่ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่ศาลเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ ขณะที่เหยื่อผู้เสียหายรายหนึ่งที่นั่งฟังคำตัดสินในห้องพิจารณาคดีถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อผู้พิพากษาประกาศว่าเขามีความผิดจริง

การพิจารณาคดีที่ลากยาวตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ถึง 19 มีนาคม ได้ตีแผ่ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเหลวแหลกของฮอยบี ซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากสามีคนก่อนของมกุฎราชกุมารีเมตเต-มาริต ก่อนที่พระองค์จะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารโฮกุนในปี 2001 โดยฮอยบีไม่มีตำแหน่งทางราชวงศ์และไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง

ฮอยบีเคยให้การต่อศาลว่า “ผมเป็นที่รู้จักในฐานะลูกของแม่เท่านั้น ชีวิตผมจึงโหยหาการยอมรับอย่างรุนแรงมาโดยตลอด ซึ่งมันแสดงออกมาในรูปแบบของการหมกมุ่นทางเซ็กส์ ยาเสพติด และแอลกอฮอล์”

คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2018–2024 มักเกิดขึ้นหลังจากค่ำคืนแห่งการปาร์ตี้ ซึ่งอัยการระบุว่า แม้ฝ่ายหญิงจะยินยอมในตอนแรก แต่ฮอยบีกลับล่วงละเมิดทางเพศต่อในขณะที่พวกเธอหลับสนิทหรือหมดสติจนไม่สามารถขัดขืนได้ โดยทีมทนายความของเขาพยายามสู้คดีว่าเขาไม่มีเจตนาและ “ไม่มีพฤติกรรมนอนกับผู้หญิงที่หลับอยู่” แต่ยอมรับผิดในข้อหาอื่น ๆ รวมถึงการลักลอบขนกัญชาน้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม

สิ่งที่น่าตกใจคือ เหยื่อผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้เข้าแจ้งความข้อหาข่มขืนตั้งแต่แรก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบ “วิดีโอแอบถ่ายการร่วมเพศขณะเหยื่อไร้สติ” กว่า 800 ไฟล์ในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ของฮอยบี ระหว่างที่ตำรวจเข้าจับกุมเขาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2024 ในคดีทำร้ายร่างกายแฟนสาวคนปัจจุบันในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งในครั้งนั้นสื่อได้เผยภาพมีดปักอยู่ที่ผนังและโคมไฟระย้าแตกกระจายเกลื่อนพื้น ต่อมา “นอร่า เฮาก์แลนด์” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังซึ่งเป็นอดีตแฟนเก่าของเขา จึงได้ก้าวออกมาแฉเพิ่มว่าเธอเคยตกอยู่ใต้ “ยุคมืดแห่งความหวาดกลัว” จากการถูกเขาทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเช่นกัน

คดีอื้อฉาวของโอรสบุญธรรมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของราชวงศ์นอร์เวย์ ผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพล Norstat ในช่วงที่มีการพิจารณาคดีระบุว่า ความนิยมของประชาชนที่ต้องการให้คงระบอบกษัตริย์ไว้ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 60 จากเดิมร้อยละ 70 ในเดือนมกราคม ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 64 ในเดือนพฤษภาคม

วิกฤตครั้งนี้ยังประจวบเหมาะกับมรสุมอีกระลอก เมื่อมกุฎราชกุมารีเมตเต-มาริต ต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ กรณีที่พระองค์ “ขาดความยับยั้งชั่งใจ” ในการรักษาความสัมพันธ์และติดต่อกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ต้องหาคดีค้าประเวณีเด็กชื่อดัง หลังจากที่เขาถูกตัดสินความผิดในปี 2008

ก่อนหน้านี้ นายฮอยบีได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวก่อนรับฟังคำตัดสินเพื่อกลับไปดูแลพระมารดา เนื่องจากพระอาการประชวรของมกุฎราชกุมารีเมตเต-มาริต วัย 52 พรรษา ทรุดหนักลงจากอาการพังผืดในปอด ซึ่งเป็นโรคปอดที่รักษาไม่หายและทำให้หายใจลำบาก โดยล่าสุดพระองค์ถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้รอคอยการผ่าตัดเปลี่ยนปลูกถ่ายปอดแล้ว อย่างไรก็ตาม คำร้องขอปล่อยตัวของฮอยบีถูกศาลปฏิเสธในท้ายที่สุด.

ที่มา AFP / Reuters

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

15 มิ.ย. 2569 14:31 น.

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

การชุมนุมต่อต้านการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเริ่มต้นอย่างสงบ กลับบานปลายเป็นเหตุรุนแรง เมื่อผู้ประท้วงบางส่วนเผารถยนต์เทสลา ทำลายอาคารหน่วยงานสหประชาชาติ และปะทะกับตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาควบคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินขบวนประท้วงของกลุ่มพันธมิตร “No-G7” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรและกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ราว 20,000 คน เพื่อแสดงพลังต่อต้านการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน ที่เมืองเอวีญอง-เล-แบ็ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสาบเจนีวา

ในช่วงเริ่มต้น บรรยากาศการประท้วงเป็นไปอย่างสงบและมีลักษณะคล้ายงานรื่นเริง ประชาชนรวมตัวกันที่สวนสาธารณะริมทะเลสาบ มีการร้องเพลง เต้นรำตามจังหวะดนตรี และชูป้ายข้อความต่อต้านจักรวรรดินิยม เช่น “G7 = ขูดรีด” โดยผู้เข้าร่วมประท้วงมีตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงผู้เกษียณอายุที่ต้องการออกมาส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อขบวนเคลื่อนผ่านใจกลางเมือง เมื่อมีกลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่า “แบล็กบล็อก” (Black Bloc) ราว 600 คน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำและสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมชน และเริ่มเปิดฉากโจมตีสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมและองค์การพหุภาคี

กลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงได้ก่อเหตุจลาจลหลายจุดตลอดเส้นทางเดินขบวน โดยเผารถยนต์เทสลาที่จอดอยู่ริมทางถูกจุดไฟเผาจนวอดเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงระบุว่าเป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้าน “อีลอน มัสก์” เจ้าของเทสลาที่เพิ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวยรวยยิ่งขึ้น แต่คนจนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นอกจากนั้น ผู้ประท้วงยังได้ทุบทำลายอาคารของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ ที่ถูกทุบกระจกประตูด้านหน้าจนแตกละเอียด นอกจากนี้ แผงกระจกโดยรอบอนุสรณ์สถานระลึกถึงเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็ถูกทุบทำลายและพ่นสีสเปรย์กราฟฟิตีใส่เช่นกัน

ส่วนสำนักงานของบริษัท PwC  หรือเดิมคือไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์ ถูกกลุ่มผู้ประท้วงรุมโจมตีอย่างหนัก โดยมีการพยายามทุบกระจกหน้าต่าง พังชัตเตอร์เหล็ก และใช้แผงกั้นจราจรทุบทำลายกล้องวงจรปิด

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ขุดก้อนอิฐจากพื้นถนนขึ้นมาขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ จุดพลุไฟ และจุดไฟเผาถังขยะเพื่อปิดกั้นเส้นทาง ส่งผลให้ร้านค้าจำนวนมากตลอดเส้นทางต้องนำไม้อัดมาปิดตากหน้าต่างร้านเพื่อป้องกันความเสียหาย

กองกำลังตำรวจปราบจลาจลสวิส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตำรวจในภูมิภาคอื่น ๆ ได้เข้าสกัดกั้นทันทีด้วยการยิงแก๊สน้ำตาหลายระลอก ส่งผลให้ผู้ประท้วงรวมถึงเด็ก ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต้องวิ่งหนีแตกกระเจิงเพื่อหาที่หลบภัยตามสวนส่วนบุคคลและตรอกซอกซอยเพื่อล้างตา

หลังจากการเผชิญหน้าอันยาวนาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถต้อนกลุ่มผู้ประท้วงให้กลับเข้าไปอยู่ในสวนสาธารณะต้นทาง และทยอยปล่อยตัวให้ออกมาทีละรายในช่วงค่ำ ทั้งนี้ ตำรวจรัฐเจนีวารายงานว่า “มีการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วหลายราย” และโชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินถือว่าอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ก่อเหตุที่แฝงตัวเข้ามา

แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงอย่าง “คลีเลีย โคลิน” ระบุว่า เธอต้องการให้ทั่วโลกตระหนักถึงประเด็นความไม่เสมอภาคทางเพศ โดยชี้ว่าค่านิยมที่กลุ่ม G7 เป็นตัวแทนนั้นมีลักษณะเกลียดชังผู้หญิงและยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ขณะที่กลุ่มพันธมิตร No-G7 แถลงหลังยุติการชุมนุมว่า “จิตวิญญาณแห่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของเจนีวายังคงอยู่กับเรา และเราได้ส่งสารแห่งความหวังและความสามัคคีไปยังคนทั่วโลกแล้ว”

สำหรับการประชุมสุดยอด G7 ที่ประเทศฝรั่งเศสในครั้งนี้ คาดว่าวาระสำคัญที่จะครอบงำการประชุมคือประเด็นสงครามในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน รวมถึงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กำลังพยายามหาข้อสรุปในกรอบข้อตกลงสันติภาพกับประเทศอิหร่าน.

ที่มา AFP / Reuters

แฟนบอลญี่ปุ่นโชว์สปิริตเก็บขยะเกลี้ยง หลังจบแมตช์เสมอเนเธอร์แลนด์ ศึกฟุตบอลโลก 2026

แฟนบอลญี่ปุ่นโชว์สปิริตเก็บขยะเกลี้ยง หลังจบแมตช์เสมอเนเธอร์แลนด์ ศึกฟุตบอลโลก 2026

15 มิ.ย. 2569 13:22 น.

แฟนบอลญี่ปุ่นโชว์สปิริตเก็บขยะเกลี้ยง หลังจบแมตช์เสมอเนเธอร์แลนด์ ศึกฟุตบอลโลก 2026

แฟนฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นยังคงรักษามาตรฐานความมีวินัยอันดับหนึ่งของโลก หลังร่วมใจกันอยู่เก็บขยะจนสะอาดหมดจดทั่วอัฒจันทร์สนามเอทีแอนด์ที สเตเดียม ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส หลังจบแมตช์ที่ทีมซามูไรบลูส์ฮึดสู้ไล่ตีเสมอทีมเนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2026

ตามปกติของมหกรรมกีฬาระดับโลกที่มีผู้เข้าชมมหาศาล อัฒจันทร์ของสนามแข่งขันมักจะเต็มไปด้วยเศษขยะ ไม่ว่าจะเป็นถาดใส่อาหารหรือแก้วเครื่องดื่มที่ถูกทิ้งไว้ แต่หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดยาวในแมตช์รอบแบ่งกลุ่ม แฟนบอลชาวญี่ปุ่นกลับไม่ได้รีบเดินออกจากสนามเพื่อไปเฉลิมฉลอง แต่พวกเขาพร้อมใจกันถือถุงขยะไล่เก็บเศษสิ่งปฏิกูลตามแถวนั่งจนเกลี้ยง

พฤติกรรมอันน่าชื่นชมนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับแฟนบอลญี่ปุ่น เพราะพวกเขาเคยสร้างความประทับใจระดับโลกแบบนี้มาแล้วในฟุตบอลโลกหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่กาตาร์ (2022), รัสเซีย (2018) หรือย้อนไปไกลถึงฝรั่งเศส (1998) รวมถึงในงานอีเวนต์อื่น ๆ ที่แม้ว่าทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้ลงแข่งขัน 

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นอธิบายว่า พฤติกรรมนี้มาจากสุภาษิตโบราณของญี่ปุ่นที่ว่า “ทัตสึ โทริ อาโตะ โวะ นิโกซาซุ” (Tatsu tori ato wo nigosazu) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “นกที่จะบินจากไป จะไม่ทิ้งร่องรอยความสกปรกไว้เบื้องหลัง” หรือหมายถึงการไปลามาไหว้และดูแลสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อยก่อนจากไป ซึ่งเป็นมารยาทพื้นฐานที่ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัยและยึดถือปฏิบัติด้วยความภาคภูมิใจตลอดชีวิต แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่มองว่าหน้าที่นี้เป็นของพนักงานทำความสะอาด

สำหรับผลการแข่งขันในสนาม ทัพ “ซามูไรบลูส์” ทีมชาติญี่ปุ่น เปิดฉากแคมเปญฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยถูกเนเธอร์แลนด์ขึ้นนำไปก่อนถึงสองครั้งสองครา แต่ก็สามารถฮึดสู้ทวงประตูคืนจนแบ่งแต้มสำคัญมาได้สำเร็จ

โดยในครึ่งหลัง เวอร์จิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังกัปตันทีมเนเธอร์แลนด์ พังประตูเบิกร่องให้ทีมอัศวินสีส้มนำก่อน 1-0 แต่ถัดจากนั้นเพียง 6 นาที เคโตะ นากามูระ ก็ซัดให้ญี่ปุ่นตามตีเสมอเป็น 1-1 อย่างรวดเร็ว เกมทำท่าจะตกเป็นของเนเธอร์แลนด์อีกครั้งเมื่อ คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ ยิงให้ทีมส้มนำ 2-1 ทว่าในช่วงท้ายเกม ไดจิ คามาดะ กลายเป็นฮีโร่ซัดประตูดับฝัน ช่วยให้ญี่ปุ่นไล่เจ๊า 2-2 แบ่งกันไปทีมละ 1 แต้มในกลุ่มเอฟ

แม้ผลการแข่งขันจะออกมาน่าพอใจสำหรับแฟนบอล แต่ทางด้านอังเก ปอสเตโคกลู อดีตผู้จัดการทีมท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมให้ช่อง ITV และมีประสบการณ์เคยคุมทีมในศึกเจลีก ได้แสดงความอึดอัดใจต่อสไตล์การเล่นของญี่ปุ่นในเกมนี้

“มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับผม ทุกครั้งที่พวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลัง เราจะเห็นศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขาทันที พวกเขาดูมีความกระตือรือร้นและเล่นกับบอลได้ดีขึ้นมาก สิ่งที่ผมอึดอัดใจก็คือ พวกเขามีศักยภาพที่จะทำได้ดีกว่าสิ่งที่แสดงออกมาในวันนี้มากนัก และพวกเขาสามารถเล่นได้ดุดันและกล้าหาญมากกว่านี้ได้อีกเยอะ”.

ที่มา Independent.co.uk

หนุ่มเม็กซิโกขอโทษ ทำ”ตาตี่” เหยียดเชื้อชาติอินฟลูฯ สาวเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก

หนุ่มเม็กซิโกขอโทษ ทำ"ตาตี่" เหยียดเชื้อชาติอินฟลูฯ สาวเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก

15 มิ.ย. 2569 12:10 น.

หนุ่มเม็กซิโกขอโทษ ทำ”ตาตี่” เหยียดเชื้อชาติอินฟลูฯ สาวเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก

ชายชาวเม็กซิโกออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวเกาหลีใต้เปิดคลิปชายชาวเม็กซิกันคนดังกล่าวที่นั่งอยู่ด้านหลัง ที่จงใจทำท่าใช้นิ้วดึงหางตาให้ตี่เพื่อล้อเลียนและเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย ก่อนหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก ขณะที่ต้นสังกัดสั่งปลดพ้นตำแหน่งประธานสมาคมวิศวกรทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกแมตช์ระหว่างทีมชาติเกาหลีใต้พบกับทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกัวดาลาฮารา ประเทศเม็กซิโก ซึ่งในเกมนั้นเกาหลีใต้สามารถพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 2-1

แต่ “ยุน ซูจิน” หรือที่รู้จักในชื่อ “Ino Cat” คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวเกาหลีใต้ที่มีผู้ติดตามบนยูทูบกว่า 6.6 ล้านคน และ TikTok อีกกว่า 2 ล้านคน เธอได้โพสต์คลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมพร้อมแคปชันระบุว่า “คุณเดินทางข้ามโลกมาเพื่อดูฟุตบอลโลก… แต่กลับต้องมาเจอการเหยียดเชื้อชาติ…”

ในคลิปดังกล่าว ปรากฏภาพของชายคนหนึ่งซึ่งทราบชื่อภายหลังคือ นายอูลิเซส เฟอร์นันโด เบอร์นัล มิรามอนเตส (Ulises Fernando Bernal Miramontes) นั่งอยู่แถวหลังของเธอ และจงใจทำท่าเอานิ้วดึงหางตาให้เรียว ซึ่งเป็นท่าทางสากลที่สื่อถึงการดูหมิ่นและเหยียดหยามคนเชื้อสายเอเชียตะวันออกอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก

หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสลุกฮือบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยมีการกดแชร์และรีโพสต์ไปมากกว่า 120,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างถล่มทลายกว่า 65,000 คอมเมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเน็ต รวมถึงชาวเม็กซิกันจำนวนมากที่เข้ามาแสดงความรังเกียจต่อพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมเขียนข้อความขอโทษแทนและย้ำว่า “ชายคนนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนเม็กซิโกทั้งหมด”

ผลพวงจากพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของนายเบอร์นัลอย่างรุนแรง โดยวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ภูมิสารสนเทศและการสำรวจภูมิประเทศแห่งรัฐฮาลิสโก (CITGEJ) เปิดเผยกับเว็บไซต์ข่าวนิวยอร์ก โพสต์ ว่า นายเบอร์นัลได้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานสมาคมฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจากกระแสตีกลับอย่างรุนแรง นายเบอร์นัลได้โพสต์ข้อความขอโทษต่อสาธารณชน โดยระบุว่าเขารับทราบดีว่าวิดีโอดังกล่าวถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางและนำมาซึ่งปฏิกิริยาแง่ลบมากมาย “ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ผมจะต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้ ผมได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และเข้าใจถึงความรับผิดชอบที่ผมต้องเผชิญในเวลานี้” 

เขายังกล่าวเสริมอีกว่า เขาจะไม่ขอแก้ตัวหรือพยายามตีความเหตุการณ์เป็นอย่างอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง และยืนยันว่าตลอดชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่ผ่านมา เขาพยายามปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพเสมอมา และจะมุ่งมั่นปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อสะท้อนถึงคุณค่าเหล่านั้นต่อไป.

ที่มา BBC

ซิดนีย์เปิดชายหาดอีกรอบท่ามกลางการคุมเข้ม หลังฉลามทำร้ายคน

ซิดนีย์เปิดชายหาดอีกรอบท่ามกลางการคุมเข้ม หลังฉลามทำร้ายคน

15 มิ.ย. 2569 12:04 น.

ซิดนีย์เปิดชายหาดอีกรอบท่ามกลางการคุมเข้ม หลังฉลามทำร้ายคน

ซิดนีย์ ออสเตรเลีย เปิดชายหาดคูจีอีกครั้ง ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจากจนท.ทางน้ำและทีมเจ็ตสกีลาดตระเวน หลังเกิดเหตุฉลามโจมตีนักว่ายน้ำหญิงจนบาดเจ็บสาหัสสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ทางการท้องถิ่นกลับมาเปิดหาดคูจีอีกครั้ง หลังเพิ่งเกิดเหตุฉลามทำร้ายคนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงวัย 35 ปี ถูกฉลามกัดขณะกำลังว่ายน้ำอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 30 เมตร โดยคาดว่าฉลามมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร

เหตุดังกล่าวทำให้เธอได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณแขนและขาซ้ายช่วงล่าง ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และล่าสุดอาการอยู่ในภาวะทรงตัว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการลงเล่นน้ำ โดยสภาเมืองแรนด์วิก ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตจะเดินหน้าลาดตระเวนด้วยเจ็ตสกีตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งใช้โดรนตรวจจับฉลามของหน่วยกู้ภัยทางทะเลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เฝ้าระวังบริเวณชายหาดคูจี

ชายหาดคูจี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของชายหาดชื่อดังอย่างหาดบอนได โดยถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตริมทะเลของนครซิดนีย์ ด้วยหาดทรายสีทองและหน้าผาริมชายฝั่งที่โดดเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนจากทั่วโลกในแต่ละปี ทำให้ความปลอดภัยทางน้ำเป็นประเด็นสำคัญของทางการ

เหตุฉลามโจมตีครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามชายหาดของออสเตรเลียในช่วงที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังถูกฉลามทำร้าย ขณะตกปลานอกชายฝั่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

ขณะที่เดือนก่อนหน้า ชายวัย 39 ปี เสียชีวิตหลังถูกฉลามโจมตีระหว่างตกปลาบริเวณแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ในรัฐควีนส์แลนด์

และก่อนหน้านั้นราว 10 วัน ชายวัย 38 ปี ถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตบริเวณเกาะแห่งหนึ่งใกล้เมืองเพิร์ท ทางตะวันตกของประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ชายหาดหลายสิบแห่งตามชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย รวมถึงในซิดนีย์ ต้องปิดให้บริการ หลังเกิดเหตุฉลามโจมตี 4 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีฝนตกหนัก ทำให้น้ำทะเลขุ่น ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยดึงดูดฉลามเข้ามาใกล้ชายฝั่ง และทำให้การมองเห็นของฉลามลดลง

แม้สถิติการพบฉลามใกล้ชายฝั่งยังถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ข้อมูลจากฐานข้อมูลเหตุการณ์ฉลามของออสเตรเลียชี้ว่า จำนวนการเผชิญหน้ากับฉลามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียมีเหตุการณ์เฉลี่ยเกือบ 29 ครั้งต่อปี เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 16 ครั้งต่อปีในช่วงทศวรรษ 2000

ทารา โมริอาร์ตี รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรรัฐนิวเซาท์เวลส์กล่าวว่า ฤดูร้อนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พบกิจกรรมของฉลามมากเป็นพิเศษ และรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการด้านความปลอดภัยหลายรูปแบบ โดยจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี เช่น ระบบโดรนตรวจจับฉลาม โดยเหตุการณ์นี้ได้จุดกระแสเรียกร้องให้กลับมาพิจารณามาตรการกำจัดฉลามอีกครั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในออสเตรเลีย.

ที่มา : channelnewsasia

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

15 มิ.ย. 2569 11:39 น.

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

กลุ่มชินเซเกและสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ เตรียมจัดอบรมความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และประเด็นทางสังคมให้แก่พนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ประธานกลุ่มบริษัทไปจนถึงบาริสต้าหน้าร้าน พร้อมประกาศปิดสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศเร็วกว่ากำหนดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรม หลังเกิดกรณีอื้อฉาวจากการแคมเปญการตลาด “Tank Day” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้อเลียนและดูหมิ่นเหตุสังหารหมู่เมืองควังจู

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์เผด็จการทหารปราบปราบขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองควังจู สตาร์บัคส์ เกาหลี ได้ปล่อยแคมเปญโปรโมทแก้วที่ใช้ชื่อว่า “Tank Day”

ทั้งนี้ คำว่า “Tank” (รถถัง) เป็นคำแสลงที่กลุ่มชุมชนออนไลน์ฝ่ายขวาจัดในเกาหลีใต้ใช้เรียกอดีตประธานาธิบดี “ชอน ดูฮวาน” เผด็จการทหารผู้สั่งปราบปราบประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพ ยิ่งไปกว่านั้น ในสื่อประชาสัมพันธ์ยังมีการใช้ประโยคว่า “ตัก! บนโต๊ะ!” (Tak! on the desk!) ซึ่งคำว่า “ตัก” (เสียงดัง ปัง!) เป็นวลีอื้อฉาวที่ตำรวจยุคเผด็จการเคยใช้แถลงแก้ตัวหลังเกิดเหตุการณ์ทรมานนักศึกษา “พัค จงชอล” จนเสียชีวิตในปี 1987 โดยตำรวจอ้างว่า แค่มือตบโต๊ะดัง ‘ตัก’ เด็กก็หัวใจวายตายไปเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่สาธารณชนอย่างรุนแรง จนทำให้ นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่มชินเซเก ต้องแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยยอมรับว่าเป็น “ความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเป็นการลบลู่ความเจ็บปวดและการเสียสละของผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” พร้อมให้คำมั่นว่าจะรื้อระบบการตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมด

เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทางกลุ่มชินเซเกได้ประกาศมาตรการที่ระบุว่าเป็น “ก้าวประวัติศาสตร์” โดยในวันที่ 17 มิ.ย. นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่ม พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานส่วนสำนักงานใหญ่ของอีมาร์ต (E-MART) และสตาร์บัคส์ เกาหลี จะเข้ารับการอบรมด้านประวัติศาสตร์และความไวต่อประเด็นทางสังคม

ส่วนวันที่ 22 มิ.ย. สตาร์บัคส์ เกาหลี จะปิดให้บริการทุกสาขาทั่วประเทศพร้อมกันในเวลา 15.00 น. เพื่อให้บาริสต้าและพนักงานหน้าร้านทุกคนรับชมวิดีโอการอบรมพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปิดร้านก่อนเวลาทั่วประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สตาร์บัคส์เข้ามาทำธุรกิจในเกาหลีใต้เมื่อปี 1999 ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย ประธานจอง ยงจิน และบรรดาซีอีโอของบริษัทในเครืออีมาร์ตทั้งหมด จะแยกเข้ารับการอบรมพิเศษร่วมกันก่อนการประชุมผู้บริหารประจำเดือน เพื่อย้ำจุดยืนในการรับผิดชอบร่วมกันของฝ่ายบริหาร และวันที่ 1 ก.ค พนักงานในส่วนค้าปลีกอื่น ๆ ของอีมาร์ต จะเริ่มเข้าคอร์สอบรมในรูปแบบออนไลน์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์

การอบรมด้านประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์โอ เจยอน จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เกาหลีร่วมสมัย มาเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ส่วนการอบรมความไวต่อประเด็นทางสังคม จะบรรยายโดย ศาสตราจารย์คู จองอู จากภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ซึ่งจะเน้นย้ำถึงสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์, แรงงาน, เพศภาพ และสิทธิมนุษยชน

นอกเหนือจากการอบรมแล้ว สตาร์บัคส์ เกาหลี ยังได้ปฏิรูประบบการอนุมัติแคมเปญการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใหม่ทั้งหมด โดยได้รับการแต่งตั้งที่ปรึกษาจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้าง “แบบประเมินความไวต่อสังคม”

ระบบใหม่นี้จะกำหนดให้ทีมงานต้องประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นวางแผน จากเดิมที่ตรวจเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายและความเข้ากันได้ของแบรนด์ เปลี่ยนมาเป็นการกลั่นกรองประเด็นที่อ่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มงวด ได้แก่ “ประวัติศาสตร์, วันสำคัญ, การเมือง, ภัยพิบัติ, การทหาร, เพศสภาพ, ความรุนแรง และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง” เพื่อไม่ให้เนื้อหาไปกระทบกระเทือนความหมายของวันสำคัญ หรือดูหมิ่นกลุ่มบุคคลใด ๆ

นอกจากนี้ จะมีการขยายเวลาในการตรวจสอบให้ยาวนานขึ้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการเร่งรีบ ปรับปรุงรูปแบบการรายงานให้เข้าใจง่าย และกำหนดให้แคมเปญทุกชิ้นต้องได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายร่วมกันจากหลายฝ่าย รวมถึงฝ่ายกฎหมายและฝ่ายควบคุมคุณภาพก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ

ขณะเดียวกัน สตาร์บัคส์ยังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสังคม เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติต่อไป โดยกลุ่มชินเซเกทิ้งท้ายว่า จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเติบโตไปพร้อมกับชาวเกาหลีใต้อย่างแท้จริง.

ที่มา CHOSUNBIZ / JoongAng Ilbo

รัสเซียถล่มเดือดยูเครน อารามมรดกโลกอายุเกือบ 1,000 ปีไฟไหม้ ปชช.ดับรวม 9 ศพ

รัสเซียถล่มเดือดยูเครน อารามมรดกโลกอายุเกือบ 1,000 ปีไฟไหม้ ปชช.ดับรวม 9 ศพ

15 มิ.ย. 2569 10:42 น.

รัสเซียถล่มเดือดยูเครน อารามมรดกโลกอายุเกือบ 1,000 ปีไฟไหม้ ปชช.ดับรวม 9 ศพ

ยูเครนเผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่จากรัสเซีย คร่าชีวิตอย่างน้อย 9 คน และสร้างความเสียหายต่ออารามประวัติศาสตร์ “เคียฟ-เปเชอร์สก์ ลาฟรา” แหล่งมรดกโลกยูเนสโก ขณะที่ยูเครนตอบโต้ด้วยโดรนโจมตีพื้นที่ทางใต้ของกรุงมอสโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งรัสเซีย 3 ราย

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศครั้งล่าสุดของรัสเซียนับเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบสองสัปดาห์ ส่งผลให้ในกรุงเคียฟมีผู้เสียชีวิต 4 ศพ และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 23 ราย แรงระเบิดและเศษซากจากการสกัดขีปนาวุธสร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยหลายแห่ง และทำลายสายส่งไฟฟ้า ส่งผลให้ประชาชนกว่า 140,000 คนในพื้นที่ตอนเหนือของเมืองหลวงไม่มีไฟฟ้าใช้ ประชาชนจำนวนมากต้องพากันวิ่งหนีตายลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดิน

เป้าหมายสำคัญที่ถูกโจมตีโดยตรงในครั้งนี้คือ “อารามเคียฟ-เปเชอร์สค์ ลาฟรา” (Kyiv-Pechersk Lavra) ซึ่งเป็นอารามเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1051 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก โดยเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรงบริเวณหลังคาของอาสนวิหารดอร์มิชัน จนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ดับเบิลยูเครนต้องระดมรถดับเพลิงกว่าสิบคันเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

ทิมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของกรุงเคียฟ และนางยูเลีย สวิริเดนโก รองนายกรัฐมนตรียูเครน ได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและประวัติศาสตร์ ขณะที่ผู้นำคริสตจักรออร์โธด็อกซ์แห่งยูเครน ได้ประณามผู้นำรัสเซียอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้โลกตื่นตัวเพื่อยุติความป่าเถื่อนของรัสเซีย

ความตึงเครียดดังกล่าวยังส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปแลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโตต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นบินลาดตระเวนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกล้ำน่านฟ้า ก่อนจะยกเลิกการประกาศเตือนภัยในเวลาต่อมาหลังจากไม่พบสิ่งผิดปกติ

สถานการณ์ในภูมิภาคอื่น ๆ ของยูเครนก็วิกฤตไม่แพ้กัน นายอิฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของยูเครน เปิดเผยว่า ที่เมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ ได้ถูกรัสเซียโจมตีซ้ำเป็นระเบิดระลอกที่สองในจุดเดิม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ดับไฟเสียชีวิตทันที 5 นาย และมีผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 9 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ 1 ราย และในภูมิภาคซูมี อีก 3 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 1 คน

ทางด้านฝั่งรัสเซีย นายดมิทรี มิลยาเยฟ ผู้ว่าการภูมิภาคทูลา เมืองอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางใต้ประมาณ 200 กิโลเมตร เปิดเผยว่า ยูเครนได้ส่งโดรนเข้ามาโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย ซึ่งในจำนวนผู้บาดเจ็บมีเด็กทารกวัยเพียง 1 ขวบรวมอยู่ด้วย ขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นการโจมตีจากโดรนได้ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน รวมถึงคลังน้ำมันในดินแดนรัสเซีย เพื่อตัดช่องทางการสร้างรายได้ที่นำมาใช้สนับสนุนกองทัพของรัฐบาลมอสโก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธว่าไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีไปที่พลเรือน

ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ดุเดือด มีรายงานว่านายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทางฝั่งยูเครนระบุว่า ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่สันติภาพโดยเร็ว ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมกลุ่ม G7 ที่ประเทศฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ ขณะที่ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า ทรัมป์เน้นย้ำกับปูตินว่าการยุติความขัดแย้งในยูเครนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียระบุเพิ่มเติมว่า การหารือระหว่างปูตินและทรัมป์ยังคงมุ่งเน้นไปที่กรอบข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลางที่เพิ่งได้ข้อสรุป และคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ ซึ่งความคืบหน้าในตะวันออกกลางนี้ ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นว่า กระบวนการสันติภาพในยูเครนที่ดำเนินมากว่า 4 ปีและคร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนราย ยังคงมีความคืบหน้าที่ล่าช้ากว่ามาก.

ที่มา AFP / Reuters

ฮ. 2 ลำชนกันกลางอากาศในบราซิล ดับ 6 ราย มีศิลปินอเมริกันอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร

ฮ. 2 ลำชนกันกลางอากาศในบราซิล ดับ 6 ราย มีศิลปินอเมริกันอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร

15 มิ.ย. 2569 09:48 น.

ฮ. 2 ลำชนกันกลางอากาศในบราซิล ดับ 6 ราย มีศิลปินอเมริกันอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำชนกันกลางอากาศ ก่อนตกลงในพื้นที่ทางตะวันตกของนครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 6 คนเสียชีวิต อาจมีนักร้องอเมริกันอยู่บนเครื่อง

หน่วยดับเพลิงทหารนครริโอ เดอ จาเนโรเปิดเผยเหตุสลด เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ชนกันกลางอากาศ ให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 6 คนเสียชีวิต โดยมีรายงานว่าเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งตกลงบนลานจอดรถของบริษัทจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งมีรถยนต์ไฟฟ้าจอดอยู่หลายคัน ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ในภายหลัง

ด้านตำรวจบราซิลเปิดเผยว่า มีชื่อของ โอลิเวอร์ ทรี นักร้องและนักแสดงตลกชาวอเมริกัน อยู่ในรายชื่อผู้โดยสารที่ส่งให้กับหน่วยงานการบินด้วย แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันเอกลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตทั้งหมดได้

โดยก่อนเกิดเหตุ โอลิเวอร์ ทรี เพิ่งขึ้นแสดงที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา และเมื่อวันเสาร์ เขาได้โพสต์วิดีโอบนอินสตาแกรม ขณะเล่นฟุตบอลในย่านชุมชนแห่งหนึ่งของบราซิล

ด้าน เฟอร์นันเดส เดอ เฟรย์ตัส ช่างซ่อมยางรถยนต์ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เขาเห็นเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งเกิดไฟลุกหลังชนกันกลางอากาศ และเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งกระโดดออกมาจากอีกลำ ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะตกกระแทกพื้น

เขากล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภาพที่น่ากลัวและสะเทือนขวัญอย่างมาก ขณะที่ทางการยังคงตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ต่อไป.

ที่มา : AP

ทรัมป์ฉลองวันเกิด 80 ปี ประกาศดีลอิหร่าน พร้อมจัดศึก UFC กลางทำเนียบขาว

ทรัมป์ฉลองวันเกิด 80 ปี ประกาศดีลอิหร่าน พร้อมจัดศึก UFC กลางทำเนียบขาว

15 มิ.ย. 2569 09:17 น.

ทรัมป์ฉลองวันเกิด 80 ปี ประกาศดีลอิหร่าน พร้อมจัดศึก UFC กลางทำเนียบขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ฉลองวันเกิดครบ 80 ปี ด้วยการประกาศบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน พร้อมจัดการแข่งขัน UFC กลางสนามหญ้าทำเนียบขาว ท่ามกลางผู้ชมกว่า 4,000 คน

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฉลองวันเกิดครบรอบ 80 ปี ด้วยการประกาศความคืบหน้าของข้อตกลงยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ของศึก UFC บริเวณสนามหญ้าฝั่งทิศใต้ของทำเนียบขาว

ก่อนการแข่งขันเริ่มขึ้น ทรัมป์ประกาศว่า ข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว โดยสหรัฐฯ จะยุติการปิดล้อมอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้เดินเรืออีกครั้ง ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก แม้รายละเอียดสำคัญของข้อตกลงยังอยู่ระหว่างการเจรจา

หลังกล่าวถึงประเด็นอิหร่าน ผู้นำสหรัฐฯ หันความสนใจไปยังการแข่งขัน UFC ซึ่งจัดขึ้นภายในสนามชั่วคราวที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษบริเวณทำเนียบขาว โดยมีเวทีแปดเหลี่ยมเป็นจุดศูนย์กลางของงาน ขณะที่ภายในงานมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและแกนนำพรรครีพับลิกันเข้าร่วมจำนวนมาก รวมถึงนายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และนายคาโรล นาฟรอตสกี ประธานาธิบดีโปแลนด์

ทรัมป์และนายดานา ไวต์ ประธาน UFC ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดทางการเมือง เดินออกจากห้องทำงานรูปไข่ไปยังระเบียงบลูรูมเพื่อชมเวทีการแข่งขัน ก่อนร่วมยืนเคารพเพลงชาติสหรัฐฯ ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชม และเครื่องบินขับไล่ที่บินผ่านเหนือท้องฟ้า

ทั้งนี้ ผู้ชมกว่า 4,000 คนได้รับเชิญเข้าชมการแข่งขันภายในสนามชั่วคราวที่ติดตั้งระบบแสง สี เสียง และจอภาพขนาดใหญ่ ขณะที่ประชาชนอีกหลายพันคนรับชมการถ่ายทอดสดจากจอยักษ์บริเวณสนามเอลลิปส์ ใกล้ทำเนียบขาว.

ที่มา CNN