นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

3 เม.ย. 2569 14:56 น.

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์เตือนประชาชนเตรียมรับมือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบรุนแรงทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน สถานการณ์คาดเดาได้ยาก เรียกประชุมหาแนวทางรับมือ เตรียมแผนรับมือ 3 ข้อ พร้อมเน้นย้ำความสามัคคีของคนในชาติในการประหยัดพลังงานเพื่อร่วมกันฟันฝ่าความไม่แน่นอนครั้งนี้

นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกฯ สิงคโปร์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแถลงการณ์ถึงประชาชนชาวสิงคโปร์ โดยอธิบายถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเตือนถึง “ผลกระทบที่รุนแรง” จากวิกฤตพลังงาน และเรียกประชุมเพื่อวางแผนการรับมือ โดยมีใจความดังนี้

“พี่น้องชาวสิงคโปร์ที่เคารพ

เราทุกคนต่างมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงมาก ไม่ใช่เพียงแต่ต่อภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก

ความขัดแย้งนี้กำลังขยายตัวในหลายมิติ ด้านหนึ่งคือตัวสงครามเอง ซึ่งเป็นการสู้รบทางทหารที่รุนแรงขึ้น มีการโจมตีและโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง อีกด้านหนึ่งคือการแย่งชิงการควบคุมเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

ในปัจจุบัน อิหร่านได้ขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือโดยรวมลดลงอย่างรวดเร็ว การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบนี้ลดน้อยลงอย่างมาก สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงปุ๋ยและฮีเลียม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งส่งผลเสียเป็นวงกว้าง รวมถึงความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารทั่วโลก

เราเริ่มสัมผัสถึงผลกระทบเหล่านี้แล้ว ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ห่วงโซ่อุปทานกำลังเผชิญกับความตึงเครียด และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเอเชียที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง เนื่องจากพลังงานส่วนใหญ่ที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีจุดหมายปลายทางมายังภูมิภาคของเรา รวมถึงสิงคโปร์ด้วย

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีความพยายามทางการทูต แต่ความแตกต่างระหว่างคู่ขัดแย้งยังคงมีอยู่มาก สหรัฐอเมริการะบุว่ามีแผนจะยุติสงครามในเร็ว ๆ นี้ แม้จะยังไม่มีข้อตกลงที่มาจากการเจรจาก็ตาม และหากไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้น สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะยกระดับการโจมตีทางทหารอย่างรุนแรงก่อนที่จะถอนตัวออกไป

เราหวังว่าการเจรจาเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ แต่ถึงแม้จะสำเร็จและมีการประกาศหยุดยิงในวันพรุ่งนี้ เราก็ต้องคาดการณ์ไว้ว่าผลกระทบจากความขัดแย้งจะยังคงอยู่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและการกระจายพลังงานได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ดังนั้น คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการยกระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า ยังคงมีความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน จะเข้าร่วมในการสู้รบ ซึ่งจะทำให้เกิดแนวรบใหม่และขยายขอบเขตของความขัดแย้งให้กว้างขึ้น

ในระยะยาว แม้ว่าท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะยุติภารกิจทางทหาร แต่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบในทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความมั่นคงในภูมิภาคและการไหลเวียนของพลังงานโลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักจะมีสูงขึ้นมาก และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเส้นทางเดินเรือหลักอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ทะเลแดง จะถูกปิดเป็นเวลานาน

อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกได้เริ่มนำเชื้อเพลิงสำรองออกมาใช้และหันไปหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ แล้ว แต่นี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการขาดแคลนที่ยืดเยื้อได้ทั้งหมด

หากแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งที่สำคัญในตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัดเป็นเวลานาน ผลที่ตามมาจะรุนแรงมหาศาล มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งจะขัดขวางการดำเนินชีวิตประจำวันและกิจกรรมการผลิต และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่ราคายังคงพุ่งสูงขึ้น หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า สภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งหากสภาวะนี้เกิดขึ้นแล้ว จะสร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้งและยากที่จะควบคุมได้

เพื่อประสานงานการตอบโต้ในระดับชาติ ผมได้จัดตั้ง คณะกรรมการรัฐมนตรีเพื่อวิกฤตการณ์ภายในประเทศ (Homefront Crisis Ministerial Committee) โดยมีนายเค ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน และมีนายกัน กิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา ทีมงานได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้ว โดยกำลังปรับปรุงแผนเผชิญเหตุเดิมและพัฒนาแผนการใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

ประการแรก เรากำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ในขณะนี้เรายังสามารถจัดการกับการหยุดชะงักในเบื้องต้นได้ โรงกลั่นและบริษัทเคมีภัณฑ์ของเรากำลังปรับตัวด้วยการลดกำลังการผลิต และจัดหาน้ำมันดิบรวมถึงวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง ผู้นำเข้าก๊าซ LNG ของเรากำลังจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากผู้ผลิตทั่วโลก

เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ โดยเฉพาะออสเตรเลียซึ่งเป็นผู้จัดส่งก๊าซ LNG รายใหญ่ (คิดเป็นกว่าหนึ่งในสามของปริมาณที่เราใช้) และเราจะกระชับความร่วมมือนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่วนนิวซีแลนด์ เรากำลังร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางการขนส่งสินค้าจำเป็นและอาหารจะยังคงเปิดอยู่แม้ในช่วงวิกฤต พันธมิตรเหล่านี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงในระยะยาวของเรา ผมเพิ่งได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเพื่อเสริมสร้างการประสานงานและรับประกันว่าข้อตกลงเหล่านี้จะยังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคง

ประการที่สอง เราจะบรรเทาผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนและธุรกิจ มาตรการช่วยเหลือที่ประกาศในงบประมาณปีนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรวมถึงเงินคืนค่าสาธารณูปโภค (U-Save rebates) เพิ่มเติมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

เมื่อพิจารณาจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลจะดำเนินการเพิ่มเติม เราจะเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเดิมและเลื่อนการช่วยเหลือบางส่วนให้เร็วขึ้นเพื่อบรรเทาทุกข์โดยเร่งด่วน นอกจากนี้ เราจะให้การสนับสนุนเฉพาะจุดสำหรับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า ซึ่งบรรดารัฐมนตรีจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในรัฐสภาสัปดาห์หน้า

ประการที่สามและสำคัญที่สุด เราต้องยืนหยัดร่วมกัน ในเวลาเช่นนี้ ความเข้มแข็งของเราอยู่ที่ความสามัคคี การสนับสนุนจากภาครัฐนั้นสำคัญ แต่ความเด็ดเดี่ยวของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งในการดูแลซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ และการร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในสังคม

ความเข้มแข็งของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเราทุกคน ผมจึงขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนช่วยกันดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อประหยัดพลังงาน ลดการบริโภคและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น สำหรับธุรกิจ หมายถึงการทบทวนกระบวนการทำงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สำหรับครัวเรือน หมายถึงการตระหนักถึงการใช้พลังงานในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากทำร่วมกันจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลจะสนับสนุนท่าน แต่พลังในการตอบโต้ของเราจะแข็งแกร่งกว่ามากหากพวกเราทุกคนต่างทำหน้าที่ในส่วนของตนเอง

พี่น้องชาวสิงคโปร์ครับ ที่ผมแจ้งข้อมูลทั้งหมดนี้แก่ท่าน ก็เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สถานการณ์ในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูงและเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไร แต่ความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง และช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอาจจะยังมาไม่ถึง

สิงคโปร์ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของโลกได้ ไม่มีประเทศใดทำได้ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กอย่างเรา แต่ผมขอให้ท่านมั่นใจว่า เรามีแผนการ มีขีดความสามารถ และมีความเข้มแข็งที่จะฟันฝ่าเรื่องนี้ไปด้วยกัน

เราเคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย โรคซาร์ส วิกฤตการณ์การเงินโลก และล่าสุดคือการระบาดของโควิด-19 ในทุก ๆ ครั้ง เราผ่านมาได้เพราะเรายืนหยัดร่วมกันอย่างมั่นคง เด็ดเดี่ยว และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

และในครั้งนี้ เราจะทำเช่นนั้นได้อีกครั้ง

เราได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งไว้แล้ว ทั้งสถานะทางการเงินที่มั่นคง ห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย ความสัมพันธ์ไตรภาคีที่เข้มแข็ง และสังคมที่กลมเกลียว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มันคือสิ่งที่จะพาเราให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ดังนั้น ขอให้เรามีระเบียบวินัย มีสมาธิ และรักษาความไว้วางใจซึ่งกันและกันเอาไว้

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เราจะเผชิญหน้ากับมันในฐานะประชาชนหนึ่งเดียว ชาติหนึ่งเดียว และเราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้… ด้วยกัน”

ที่มา  Prime Minister’s Office Singapore

“มิน อ่อง หล่าย” ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

"มิน อ่อง หล่าย" ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

3 เม.ย. 2569 13:27 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

“พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาอย่างเป็นทางการ หลังชนะคะแนนโหวตในรัฐสภา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากตะวันตกว่าเป็นเพียงการสืบทอดอำนาจเผด็จการในคราบประชาธิปไตย

 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการทำรัฐประหารเมียนมา ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเขาได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 293 เสียง จากทั้งหมด 584 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนด

ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นในสภาที่ถูกครอบงำโดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยกองทัพ ร่วมกับโควตาที่นั่งของทหารเดิม โดยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้เป็นการสานต่ออำนาจอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เขาเป็นหัวหอกในการยึดอำนาจจากรัฐบาลของนางออง ซาน ซูจี เมื่อปี 2021

นักวิเคราะห์มองว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีคือเป้าหมายที่ มิน อ่อง หล่าย ปรารถนามาโดยตลอด เพื่อสร้างความชอบธรรมในระดับสากล โดยก่อนหน้านี้เขาได้วางหมากตัวสำคัญด้วยการแต่งตั้งพลเอก “เย วิน อู” อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน เพื่อคุมบังเหียนกองทัพและปกป้องผลประโยชน์ของทหารที่ปกครองประเทศมานานกว่า 5 ทศวรรษ

ออง จอ โซ นักวิเคราะห์อิสระ ระบุว่า “เขาเก็บงำความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนยศจากผู้บัญชาการทหารมาเป็นประธานาธิบดีมานาน และดูเหมือนว่าความฝันของเขาได้กลายเป็นความจริงแล้วในวันนี้”

แม้การเมืองในสภาจะดูราบรื่น แต่สถานการณ์ในสนามรบกลับตรงกันข้าม โดยในสัปดาห์นี้ กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกพรรคของนางซูจีและกองกำลังชาติพันธุ์ ได้ประกาศจัดตั้งแนวร่วมใหม่ในนาม “สภาอำนวยการเพื่อการอุบัติของสหพันธรัฐประชาธิปไตย”

ฝ่ายต่อต้านยืนยันเจตนารมณ์ว่า “วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของเรา คือการถอนรากถอนโคนเผด็จการทุกรูปแบบ รวมถึงเผด็จการทหาร เพื่อสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ร่วมกัน”

นักวิเคราะห์เตือนว่า กลุ่มต่อต้านอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้น ทั้งจากการปราบปรามทางทหารที่รุนแรง และการที่ประเทศเพื่อนบ้านอาจหันไปกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดใหม่ของมิน อ่อง หล่าย เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ไซ จี ซิน โซ นักวิเคราะห์อีกรายมองว่า ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานและน้ำมันทั่วโลก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การรักษาเอกภาพและความเชื่อมั่นระหว่างกลุ่มต่อต้านอาจทำได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในการสู้รบระยะยาว.

ที่มา Reuters / AFP

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

3 เม.ย. 2569 13:23 น.

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

ทางการเกาหลีเหนือเตรียมจัดพิธีฝังศพเหล่าทหารผู้เสียชีวิตระหว่างสู้รบกับยูเครนเคียงข้างรัสเซีย พร้อมเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหาร ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ โดยมีนาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเป็นผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้วยตนเอง

รายงานจากสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือ เคซีเอ็นเอ (KCNA) ในวันนี้ (3 เม.ย.) ระบุว่า เกาหลีเหนือมีกำหนดการจัดพิธีฝังศพของของเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดนเคียงข้างกองทัพของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน ภายในเดือนนี้

โดยที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารหลายพันนาย พร้อมด้วยขีปนาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ไปช่วยสนับสนุนกองทัพของรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยทางการเกาหลีใต้ได้ประมาณการว่ามีนายทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ไปแล้วกว่า 2,000 นาย

เหล่านักวิเคราะห์คาดว่าสิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากการให้ความช่วยเหลือแก่กองกำลังของรัสเซียในครั้งนี้ คือ ความช่วยเหลือจากรัสเซียในด้านการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร อาหาร และพลังงาน เช่นก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน โดยความช่วยเหลือเหล่านี้ทำให้เกาหลีเหนือสามารถหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาประเทศได้ ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยขณะนี้เกาหลีเหนือกำลังเร่งก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้ล่วงลับซึ่งโครงการดังกล่าวคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 97

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า พิธีฝังร่างของเหล่าวีรชนจะจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมด้วยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการเสร็จสิ้นปฏิบัติการปลดปล่อยเมือง Kursk

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์และตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายของโครงการด้วยตนเอง ทั้งการจัดวางประติมากรรม และอนุสรณ์เชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ และยังกล่าวชื่นชมที่โครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก

เขายกย่องว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น “อนุสรณ์สถานแห่งยุคสมัย” ที่สะท้อนถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหาร และเป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านสำนึกในความรักชาติที่สำคัญ โดยทางการเกาหลีเหนือได้ออกมายืนยันเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาว่าได้มีการส่งทหารไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน และมีทหารเสียชีวิตระหว่างการรบจริง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายคิม จองอึน ก็ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติทหารผู้ล่วงลับมาแล้วหลายครั้ง

ในพิธีครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ภาพจาก KCNA แสดงให้เห็นวินาทีขณะ นายคิม จองอึน สวมกอดทหารที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเกาหลีเหนือด้วยท่าทีเศร้าโศก ขณะที่ทหารนายนั้นแสดงท่าทีตื้นตันด้วยการซบหน้าลงบนอกของผู้นำ  

นอกจากนี้ ยังมีภาพขณะ นายคิม จองอึน คุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมวางเหรียญเชิดชูเกียรติและดอกไม้ไว้ข้างรูปถ่ายของทหารผู้ล่วงลับ 

และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมายังมีการเผยแพร่ภาพขณะ นายคิม จองอึน ประกอบพิธีเคารพโลงศพของเหล่าทหารที่ถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดด้วยท่าทีสุดสะเทือนใจ.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

"ทรัมป์" ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

3 เม.ย. 2569 12:25 น.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวว่าการทำลายล้างเพิ่งเริ่มต้น ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ทั้งโรงไฟฟ้าและสะพานเพิ่มอีก หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซนานนับเดือนทำน้ำมันโลกพุ่ง ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเตือนระวัง “อาชญากรรมสงคราม” ขณะที่ยูเอ็นเตรียมลงมติคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า กองทัพสหรัฐฯ “ยังไม่ได้เริ่มทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ในอิหร่านด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าเป้าหมายถัดไปคือสะพานและโรงไฟฟ้า พร้อมกดดันให้ผู้นำอิหร่านเร่งตัดสินใจยุติความขัดแย้งโดยเร็ว

คำขู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบถล่มสะพาน B1 ซึ่งเป็นสะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลางและกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บเกือบ 100 คน ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โต้กลับทันทีว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านยอมจำนนได้

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศกว่า 100 ราย ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า พฤติกรรมของกองทัพสหรัฐฯ และคำสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงคำพูดของทรัมป์ที่ระบุว่าโจมตี “เพื่อความสนุก” อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและเป็นอาชญากรรมสงคราม

สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 5 สัปดาห์ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนเปิดช่องแคบที่ชัดเจน ขณะที่เอเชียและยุโรปเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนสหประชาชาติเตือนว่าแอฟริกาอาจเกิดวิกฤตค่าครองชีพครั้งใหญ่จากภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก

ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติตามข้อเสนอของบาห์เรนเพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม “จีน” ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการอนุญาตให้ใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าจะทำให้สถานการณ์บานปลายจนคุมไม่อยู่

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้เสนอแผนเก็บ “ค่าธรรมเนียม” ผ่านทาง ซึ่งทางสหภาพยุโรป นำโดย คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศ ออกมาปฏิเสธทันทีว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่ยอมรับระบบการเรียกเก็บเงินเพื่อขอทางผ่านเช่นนี้

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ หรือ ไอเอฟอาร์ซี รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันรายและบาดเจ็บอีกนับหมื่นทั่วตะวันออกกลาง ขณะนี้เวชภัณฑ์กำลังขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เกิดขึ้นรายวันในประเทศรอบข้างอย่างคูเวต.

ที่มา Reuters

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ได้คืนแล้ว "หมวกทองคำ" อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

3 เม.ย. 2569 11:46 น.

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ทางการเนเธอร์แลนด์และโรมาเนีย แถลงยืนยันการได้คืนหมวกทองคำโบราณ “โคโตเฟเนชตี” อายุราว 2,500 ปี หนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของโรมาเนียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ หลังจากถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน

พิพิธภัณฑ์เดรนท์ส (Drents Museum) ในเมืองอัสเซิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้จัดแสดงหมวกทองคำ “โคโตเฟเนชตี” (Coțofenești) อายุ 2,500 ปี และกำไลทองคำอีก 2 วง ซึ่งเป็นโบราณวัตถุยุค 450 ปีก่อนคริสตกาล ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและมีตำรวจติดอาวุธเฝ้าระวัง ภายหลังโบราณวัตถุที่ประเมินค่าไม่ได้ดังกล่าวถูกโจรกรรมเมื่อปีที่แล้ว ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์

หมวกเกราะทองคำชิ้นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางการเมืองและสังคมของอารยธรรม “ดาเชีย” (Dacia) ซึ่งรุ่งเรืองก่อนการรุกรานของโรมัน โดยมันถูกขโมยไปในระหว่างการยืมมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Dacia – อาณาจักรทองคำและเงิน”

คอเรียน ฟาห์เนอร์ อัยการเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า โบราณวัตถุเหล่านี้ถูกส่งมอบคืนให้กับทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาระหว่างอัยการและทนายความของกลุ่มผู้ต้องหา 3 ราย เป็นชายอายุประมาณ 30 ปี 2 ราย และอายุ 21 ปี 1 ราย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงก่อนเริ่มการพิจารณาคดีที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้

กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ถูกจับกุมได้เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุใช้ระเบิดบุกพังพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่กลับไม่พบร่องรอยของสมบัติที่ถูกขโมยไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเชื่อว่าเป็นการโจรกรรมตามใบสั่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

โรเบิร์ต ฟาน ลังห์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เดรนท์ส ระบุว่าตัวหมวกเกราะมีรอยบุบเล็กน้อยแต่สามารถบูรณะได้ ส่วนกำไลทั้ง 2 วงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีกำไลทองคำอีก 1 วงที่ยังสูญหายและอยู่ระหว่างการสืบสวนตามหา

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์จนฝ่ายเนเธอร์แลนด์ต้องจ่ายเงินชดเชยประกันภัยสูงถึง 5.7 ล้านยูโร (ประมาณ 200 ล้านบาท) แต่ยังส่งผลให้อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติในกรุงบูคาเรสต์ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่อนุญาตให้ส่งโบราณวัตถุไปจัดแสดงในต่างประเทศ

คดีนี้ตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเนเธอร์แลนด์ที่มักตกเป็นเป้าหมายของหัวขโมย เนื่องจากระบบป้องกันไม่แน่นหนาพอสำหรับวัตถุประเมินค่าไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีงานศิลปะของ แอนดี วอร์ฮอล และ ฟรานส์ ฮาลส์ ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดานิเอลา บูรูยานา อัยการโรมาเนีย กล่าวปิดท้ายด้วยความยินดีว่า “นี่คือผลลัพธ์ที่เรารอคอยมานาน เราดีใจที่ได้เห็นการกู้คืนสมบัติชาติเพื่อนำกลับไปมอบคืนให้แก่ประชาชนชาวโรมาเนียอีกครั้ง”.

ที่มา BBC

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

3 เม.ย. 2569 11:04 น.

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

ทางการฝรั่งเศสออกคำสั่งระงับงานรวมตัวประจำปีของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีสด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังผลกระทบสงครามอิหร่านทำให้ “แบงก์ออฟอเมริกา” ในกรุงปารีสเกือบถูกระเบิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นายปาทริซ ฟอร์ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) ว่าตนได้ออกคำสั่งระงับการจัดงานรวมตัวประจำปีของกลุ่มชาวมุสลิมในประเทศฝรั่งเศส ครั้งที่ 40 ที่มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 ถึง 6 เมษายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการปารีส-เลอ บูร์เกต์ โดยการสั่งระงับครั้งนี้เป็นไปตามตามคำสั่งของ นาย ลอร็องต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส 

นายปาทริซ ฟอร์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นตามบริบทของสถานการณ์ที่ตึงเครียดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการยกระดับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายและความเสี่ยงในการก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะที่เข้มงวดมากขึ้น 

อีกทั้งการจัดงานครั้งนี้ยังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย แต่ในขณะนี้เจ้าหน้าที่หลายรายกำลังถูกส่งไปประจำการตามพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ทั่วกรุงปารีส หลังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ตำรวจสามารถสกัดแผนวางระเบิดสำนักงาน “แบงก์ออฟอเมริกา” ในเขต 8 ใกล้กับถนนฌ็องเซลีเซไว้ได้ โดยคาดว่าการลงมือครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

ทางด้าน นายมะห์ลูฟ มาเมซ หัวหน้าองค์กรผู้จัดงานรวมตัวของชาวมุสลิม ได้ออกมายืนยันว่าคำสั่งระงับการรวมตัวนั้นเป็นเรื่องจริง พร้อมระบุว่าขณะนี้ทางองค์กรกำลังเตรียมเดินหน้าคัดค้านคำสั่งดังกล่าวด้วยวิธีการทางกฎหมายต่อไป.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

"คิม จองอึน" ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

3 เม.ย. 2569 10:43 น.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพสุดอบอุ่น “คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุด พร้อมด้วยลูกสาว “คิม จูแอ” เยี่ยมชมโครงการบ้านจัดสรรและร้านค้าสวัสดิการในเขตฮวาซอง กรุงเปียงยาง พร้อมป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ และสั่งเร่งขยายการผลิตสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงขานรับเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ในเมืองหลวงที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ พร้อมด้วย “คิม จูแอ” บุตรสาว ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมย่านที่พักอาศัย “ฮวาซอง”  ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเดิมที่ถูกเปลี่ยนเป็นเขตที่อยู่อาศัยใหม่ขนาด 40,000 ยูนิต ตามคำสั่งของนายคิมตั้งแต่ปี 2022 เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเยี่ยมชมร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งใหม่ โดยนายคิมระบุว่าปัจจุบันจำนวนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เขาจึงมีคำสั่งให้สร้างร้านค้าเฉพาะทางที่จำหน่ายทั้งสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์เสริม อาหารสัตว์ รวมถึงยารักษาโรค

ภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็น “คิม จูแอ” กำลังลูบคลำแมวอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่นายคิมนั่งยิ้มอยู่ด้านหลัง และยังมีภาพที่เขากำลังอุ้มลูกสุนัขสีขาวอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่คอยดูอยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้ นายคิมยังกำชับให้มีการวางมาตรการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

นอกเหนือจากร้านสัตว์เลี้ยง ทั้งสองยังได้เข้าชมร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีที่เน้นไปที่กีตาร์และแซกโซโฟน รวมถึงร้านทำผม โดยนายคิมเน้นย้ำว่าสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสวัสดิการเหล่านี้ “มีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและศิวิไลซ์สำหรับการสร้างเมือง

นายคิมกล่าวว่า “เราต้องปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการตอบสนองรสนิยมทางสุนทรียะของประชาชน และสร้างวัฒนธรรมการบริการแบบเกาหลีแนวใหม่” 

การปรากฏตัวของ “คิม จูแอ” เคียงข้างผู้เป็นพ่อในภารกิจด้านพลเรือนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์และฝึกซ้อมรบภาคสนาม ซึ่งหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า นี่คือสัญญาณชัดเจนที่บ่งบอกว่าเธอกำลังถูกวางตัวเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนถัดไป

ทั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้สั่งการให้ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลอง “วันแห่งพระอาทิตย์” หรือวันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิลซุง ปู่ของเขาและผู้ก่อตั้งประเทศ ในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ "ช่องแคบฮอร์มุซ"

3 เม.ย. 2569 10:09 น.

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงคะแนนเสียงรับรองร่างมติปกป้องเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซวันนี้ หลังวิกฤตความขัดแย้งทำราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ “จีน” ประกาศชัดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ชี้อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การโจมตีที่ผิดกฎหมาย

คณะทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติภายใต้การนำของบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียน ได้เตรียมนำร่างมติเข้าสู่การลงคะแนนเสียงในวันนี้ (3 เม.ย.) แม้จะเป็นวันหยุดของยูเอ็น เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพยายามเข้าควบคุมการเดินเรือสากลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เนื้อหาในร่างมติล่าสุดระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ” เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับถ้อยคำเพื่อลดแรงเสียดทานจากรัสเซียและจีน โดยตัดการอ้างอิงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปออก

ทางด้าน นายฟู่ คง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ได้แถลงคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ขณะที่มีรายงานว่า จีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันระงับกระบวนการพิจารณาแบบไม่คัดค้านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ร่างมติดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์

การผ่านร่างมตินี้จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการใช้อำนาจ “วีโต้” จากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และฝรั่งเศส

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าโจมตีต่อไปแต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้แสดงบทบาทหลักในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้าในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด กลุ่มสันนิบาตอาหรับที่มีสมาชิก 22 ประเทศ รวมถึงอังกฤษที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับอีกกว่า 40 ประเทศ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของบาห์เรนในการจัดระเบียบและคืนความปลอดภัยให้แก่การเดินเรือสากล โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของคนทั้งโลกที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.

ที่มา Reuters

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

3 เม.ย. 2569 09:15 น.

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานแคปซูลโอไรออนทะยานออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์อย่างเต็มตัวแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางไกลเกินขอบเขตโลก 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ฮิวสตันยืนยันว่า ยานแคปซูล “โอไรออน” (Orion) ได้ทำการจุดระเบิดเครื่องยนต์นานเกือบ 6 นาที เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ด้วยแรงขับมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการเร่งเครื่องรถยนต์จากจุดหยุดนิ่งให้ถึงความเร็วขับขี่บนทางหลวงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ในวงโคจรโลกนาน 25 ชั่วโมง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และแคนาดา 1 คน บนแคปซูลโอไรออน  ได้รับสัญญาณเดินเครื่องครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า Translunar Injection เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ระยะทางเกือบ 4 แสนกิโลเมตร

การจุดระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ภารกิจ อพอลโล 17 ในปี 1972 ซึ่งทาง นาซายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายถัดไป ยานโอไรออนจะพานักบินอวกาศอ้อมไปทางด้านหลังของดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพพื้นผิวในมุมที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนด้วยตาตัวเอง ก่อนจะวนกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือบทเริ่มต้นของการสร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ในอนาคต

เจเรมี แฮนเซน หนึ่งในนักบินอวกาศในภารกิจนี้ กล่าวรายงานด้วยความตื่นเต้นว่า “มนุษยชาติได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราทำอะไรได้บ้าง” โดยขณะนี้เหล่านักบินอยู่บนเส้นทางแบบ “Free-return trajectory” ซึ่งจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวยานกลับสู่โลกโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงขับดันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนการจุดระเบิดเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ นักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ได้ใช้เวลาในช่วงแรกบนอวกาศตรวจสอบระบบและแก้ไขปัญหาขัดข้องเล็กน้อยของยาน เช่น ระบบสื่อสารและระบบสุขาที่ทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกในสภาวะไร้น้ำหนัก

อาร์เทมิส 2 ไม่ใช่แค่ภารกิจบินวนรอบดวงจันทร์ในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ๆ เช่นมีการส่งนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิง (คริสตินา โคช), คนผิวสี (วิกเตอร์ โกลเวอร์) และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอเมริกัน (เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา) ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ซึ่งหากสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่นับเป็นการปูทางสู่การลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 และการสร้างฐานที่มั่นถาวรเพื่อเป็นสถานีส่งมนุษย์ไปสำรวจอวกาศที่ไกลกว่าเดิม

ภารกิจนี้ยังถูกจับตามองในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับ “จีน” ที่มีเป้าหมายส่งคนลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 รวมถึงแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นความสำเร็จก่อนปี 2029 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงจับตาดูความท้าทายด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ เนื่องจากนาซาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากในภารกิจถัดไป.

ที่มา AP

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 06:29 น.

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกโรงเตือนว่า การใช้กำลังเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่สามารถทำได้จริง ต้องพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสสำเร็จ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเพื่อบังคับให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ท้าทายให้บรรดาพันธมิตรหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวด้วยตัวเอง

การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงตอนนี้ คือชนวนเหตุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

“มีบางคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังผ่านปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยแสดงออกมาในบางครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม” มาครงกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนเกาหลีใต้

“นี่ไม่เคยเป็นทางเลือกที่เราสนับสนุน เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” เขากล่าว “มันจะกินเวลานานไม่จบสิ้น และจะทำให้ใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านช่องแคบต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีด้วย”

มาครงย้ำว่า เรื่องนี้จะสำเร็จได้ด้วยการพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้น “สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นคือ ช่องแคบนี้จะต้องถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการไหลเวียนของพลังงาน ปุ๋ย และการค้าระหว่างประเทศ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหารือร่วมกับอิหร่านเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร NATO และคำขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร มาครงกล่าวว่า “ผมไม่อยากจะมาคอยวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการที่ชาวอเมริกันตัดสินใจทำร่วมกับอิสราเอลด้วยตัวเอง พวกเขาอาจจะตัดพ้อที่ไม่มีใครช่วย แต่นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการของเรา เราต้องการให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“นี่ไม่ใช่การแสดง” มาครงกล่าวเสริม “เรากำลังพูดถึงเรื่องสงครามและสันติภาพ… จริงจังกันหน่อย และอย่าพูดอย่างหนึ่งในวันนี้ แล้วกลับไปพูดอีกอย่างในวันรุ่งขึ้น” เขากล่าวโดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงทรัมป์หรือไม่

ส่วนประเด็นคำขู่ของทรัมป์ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร NATO มาครงให้ความเห็นว่า “กลุ่มพันธมิตรอย่าง NATO ดำรงความแข็งแกร่งอยู่ได้จากสิ่งที่ไม่ต้องพูดออกมา นั่นคือความไว้วางใจที่อยู่เบื้องหลัง หากคุณสร้างความสงสัยในข้อตกลงพันธสัญญาของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณก็กำลังทำลายแก่นแท้ของมันให้ว่างเปล่า”

นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ที่ล้อเลียนตัวเขาและภริยานั้น “ไม่มีความสง่างาม และไม่เหมาะสม” กับสถานการณ์ในขณะนี้เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna