ด่วน รถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน อิตาลีดับ 1 ศพเจ็บกว่า 20 ราย เหตุเกิดช่วงจัดแฟชั่นวีค

ด่วน รถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน อิตาลีดับ 1 ศพเจ็บกว่า 20 ราย เหตุเกิดช่วงจัดแฟชั่นวีค

27 ก.พ. 2569 23:32 น.

ด่วน รถรางตกรางพุ่งชนอาคารกลางเมืองมิลาน อิตาลีดับ 1 ศพเจ็บกว่า 20 ราย เหตุเกิดช่วงจัดแฟชั่นวีค

เกิดเหตุรถรางตกรางกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก่อนพุ่งชนอาคารใกล้ใจกลางเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 20 ราย โดยเหตุเกิดขณะที่มิลานกำลังเป็นเจ้าภาพจัดงานแฟชั่นวีค  

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถรางตกรางและพุ่งชนอาคารแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน ทางตอนเหนือของอิตาลี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเหตุใดรถรางจึงตกราง บริเวณที่เกิดเหตุอยู่ใกล้ศูนย์กลางเมือง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจสำคัญ และในช่วงนี้กำลังมีการจัดงานแฟชั่นวีค ทำให้มีผู้คนจำนวนมากอยู่ในพื้นที่

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มีรถพยาบาลหลายคันจอดเรียงรายเพื่อเร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบเพื่อความปลอดภัย และเริ่มการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

ทั้งนี้ ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของผู้บาดเจ็บ หรือข้อมูลของผู้เสียชีวิต โดยคาดว่าจะมีการแถลงความคืบหน้าอีกครั้งหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเสร็จสิ้น.

ที่มา AFP

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางพุ่ง หลายประเทศสั่งอพยพด่วน

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางพุ่ง หลายประเทศสั่งอพยพด่วน

27 ก.พ. 2569 23:25 น.

อังกฤษสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตในอิหร่าน หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางพุ่ง หลายประเทศสั่งอพยพด่วน

กระทรวงต่างประเทศอังกฤษสั่งถอนจนท.จากสถานเอกอัครราชทูตในอิหร่านออกชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียดอย่างมาก ท่ามกลางความกังวลสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารในอิหร่าน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลอังกฤษประกาศคำสั่งถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษออกจากประเทศอิหร่านเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษระบุในคำแนะนำการเดินทางว่า มาตรการนี้เป็นการดำเนินการป้องกัน หลังจากสหรัฐฯ แสดงสัญญาณความเป็นไปได้ในการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และมีการสะสมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางในรอบหลายทศวรรษ 

การถอนเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ทำให้ความสามารถของสถานทูตอังกฤษในเตหะรานในการให้ความช่วยเหลือแก่พลเมืองอังกฤษในพื้นที่มีจำกัดอย่างมาก เนื่องจากการบริการให้ความช่วยเหลือด้วยตนเอง (in-person consular services) ยุติลง และสถานทูตจะดำเนินงานผ่านระบบจากระยะไกลแทน 

การเคลื่อนไหวของอังกฤษมาพร้อมกับประเทศอื่นที่ออกคำเตือนหรือมีมาตรการคล้ายกัน โดยสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวออกจากอิสราเอล เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น 

ทั้งนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ที่นครเจนีวาจบลงแบบไร้ข้อสรุป โดยทั้งสองฝ่ายยังคงแตกต่างในประเด็นสำคัญหลายด้าน แม้จะมีความพยายามการเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางความหวั่นเกรงว่าการปะทะทางทหารอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า.

ที่มา The Guardian

ด่วน จีนเตือนพลเมืองอพยพออกจากอิหร่านโดยเร็ว สั่งคนในอิสราเอลเพิ่มความระวังภัย

ด่วน จีนเตือนพลเมืองอพยพออกจากอิหร่านโดยเร็ว สั่งคนในอิสราเอลเพิ่มความระวังภัย

27 ก.พ. 2569 22:07 น.

ด่วน จีนเตือนพลเมืองอพยพออกจากอิหร่านโดยเร็ว สั่งคนในอิสราเอลเพิ่มความระวังภัย

สถานการณ์ตอ.กลางตึงเครียดหนัก จีนออกประกาศด่วนให้พลเมืองในอิหร่านรีบอพยพโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันเตือนพลเมืองจีนในอิสราเอลเพิ่มความพร้อมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ ขยับกำลังทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาค 

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ขอให้พลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในอิหร่านเพิ่มมาตรการความปลอดภัยและอพยพออกจากประเทศโดยเร็วที่สุด โดยให้เหตุผลว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ จีนยังแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเดินทางไปอิหร่านในช่วงเวลานี้ พร้อมยืนยันว่าสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในอิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านจะให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ผู้ที่ต้องการเดินทางออก ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินพาณิชย์หรือเส้นทางภาคพื้นดิน

ขณะเดียวกัน สถานทูตจีนในอิสราเอลได้ออกคำเตือนพลเมืองจีนให้เฝ้าระวังอย่างสูงสุด เพิ่มการเตรียมความพร้อมฉุกเฉิน และหลีกเลี่ยงการออกจากที่พักหากไม่จำเป็น พร้อมทั้งทำความคุ้นเคยกับที่หลบภัยจากการโจมตีทางอากาศและเส้นทางอพยพ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

โดยความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่สหรัฐฯ อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สถานทูตที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉินเดินทางออกจากอิสราเอล ท่ามกลางกระแสข่าวความเป็นไปได้ในการโจมตีอิหร่าน และการเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ.

ที่มา AFP

รมว.กลาโหมปากีสถานลั่น “เข้าสู่สงครามเปิด” กับอัฟกานิสถาน หลังเปิดฉากถล่มคาบูล

รมว.กลาโหมปากีสถานลั่น “เข้าสู่สงครามเปิด” กับอัฟกานิสถาน หลังเปิดฉากถล่มคาบูล

27 ก.พ. 2569 20:56 น.

รมว.กลาโหมปากีสถานลั่น “เข้าสู่สงครามเปิด” กับอัฟกานิสถาน หลังเปิดฉากถล่มคาบูล

สถานการณ์ชายแดนปากีฯ-อัฟกาฯ ปะทุหนัก ปากีสถานยืนยันอยู่ใน “ภาวะสงครามเปิด” กับอัฟกานิสถาน หลังตอบโต้การโจมตีของตาลีบันด้วยปฏิบัติการทางอากาศหลายระลอก 

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายคาวาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปากีสถาน ประกาศกร้าวว่าขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะ “สงครามแบบเปิด” กับอัฟกานิสถาน หลังปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงคาบูล ของอัฟกานิสถาน และหลายเมืองสำคัญ

นายอาซิฟกล่าวว่า ความอดทนของปากีสถานหมดลงแล้ว หลังเกิดการปะทะรุนแรงข้ามพรมแดนต่อเนื่องหลายเดือน แม้ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงหยุดยิงเปราะบางเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งอย่างถาวรได้  

ขณะเดียวกัน นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ย้ำว่ากองกำลังของประเทศมีศักยภาพเต็มที่ในการ บดขยี้ความทะเยอทะยานเชิงรุกรานทุกรูปแบบ และจะไม่ประนีประนอมในการปกป้องมาตุภูมิ

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายตาลีบันในอัฟกานิสถานอ้างว่าได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันพฤหัสบดี และสามารถยึดจุดตรวจทหารปากีสถานได้ 19 แห่ง พร้อมฐานทัพอีก 2 แห่ง รวมถึงสังหารทหารปากีสถาน 55 นาย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ 

จากนั้นกองทัพปากีสถานตอบโต้ทันควัน โดยระบุว่าตาลีบันคำนวณผิดพลาด และเปิดฉากยิงโดยไร้การยั่วยุในหลายพื้นที่ของจังหวัดไคเบอร์ปัคตูนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนที่ปากีสถานจะเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายในคาบูล กันดาฮาร์ และปักติกา ช่วงเช้ามืดวันศุกร์

พล.ต.อาห์เหม็ด ชารีฟ เชาดรี  โฆษกกองทัพปากีสถาน อ้างว่าปฏิบัติการทางหทารสามารถโจมตีเป้าหมายทางทหารอัฟกานิสถาน 22 แห่ง และสังหารนักรบตาลีบันกว่า 200 คน ขณะที่ทหารปากีสถานเสียชีวิตอย่างน้อย 12 นาย.

ที่มา BBC Aljazeera

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่าหมู่เกาะกานาเรียส ประเทศสเปน หลังสัญญาณเตือนภูเขาไฟปะทุ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่าหมู่เกาะกานาเรียส ประเทศสเปน หลังสัญญาณเตือนภูเขาไฟปะทุ

27 ก.พ. 2569 15:03 น.

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่าหมู่เกาะกานาเรียส ประเทศสเปน หลังสัญญาณเตือนภูเขาไฟปะทุ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่าพื้นที่บริเวณหมู่เกาะกานาเรียส ประเทศสเปน เมื่อช่วงเที่ยงวัน (26 ก.พ. 2026) ที่ผ่านมา หลังมีสัญญาณเตือนภูเขาไฟปะทุ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสเปนรายงานว่า มีแผ่นดินไหวขนาด 4.1 บริเวณหมู่เกาะกานาเรียส โดยเฉพาะเกาะเตเนรีเฟ เเละ เกาะกรันกานาเรีย โดยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลังจากมีสัญญาณเตือนถึงการปะทุของภูเขาไฟที่ตั้งอยู่บริเวณหมู่เกาะกานาเรียส ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : The sun

อ่านข่าวเกี่ยวกับ : แผ่นดินไหว

ไฟไหม้ฟาร์มเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ คลอกหมูดับกว่า 6,000 ตัว จนท.เร่งหาสาเหตุ

ไฟไหม้ฟาร์มเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ คลอกหมูดับกว่า 6,000 ตัว จนท.เร่งหาสาเหตุ

27 ก.พ. 2569 14:41 น.

ไฟไหม้ฟาร์มเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ คลอกหมูดับกว่า 6,000 ตัว จนท.เร่งหาสาเหตุ

ไฟไหม้ฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่ในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ คร่าชีวิตหมูกว่า 6,000 ตัว เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง เจ้าหน้าที่ยังไม่ชี้ชัดสาเหตุของเพลิงไหม้

ฟาร์มไฟน์โอ๊ค (Fine Oak Farms) ฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่ที่มีหมูจำนวน 7,500 ตัว ในรัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 ก.พ.) ตามเวลาในท้องถิ่น โดยไฟโหมกระหน่ำอย่างหนักที่ตัวอาคาร 2 หลังในบริเวณฟาร์ม ส่งผลให้หมูในฟาร์มตายไปกว่า 6,000 ตัว กลุ่มควันสีดำลอยปกคลุมไปทั่วพื้นที่จนสามารถมองเห็นได้จากรัศมีหลายกิโลเมตร

ไบรอัน เบนนิงตัน หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเขตดับเพลิงร่วม Central Townships รายงานว่า ทางการสั่งหน่วยดับเพลิงหลายหน่วยในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงให้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ แต่ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายหน่วยสนธิกำลังร่วมกัน แต่การควบคุมเพลิงกลับใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีลมพัดแรง โดยมีความแรงลมราว 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนขึ้นไปแตะถึงความแรงลมสูงสุดที่ 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ไฟที่กำลังลุกไหม้ยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรง อีกทั้งฟาร์มแห่งนี้ยังตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทซึ่งมีน้ำไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ดับไฟ เจ้าหน้าที่จึงต้องเปิดปฏิบัติการณ์ขนส่งน้ำเข้ามาจากนอกพื้นที่ไปด้วยระหว่างพยายามควบคุมเพลิง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ โดยมีหมู 1,500 ตัวที่รอดชีวิต ถูกนำออกจากบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว และไม่มีสิ่งปฏิกูลของหมูที่อยู่ใต้อาคารหลุดออกไปปนเปื้อนกับแหล่งน้ำโดยรอบ

หลังเกิดเหตุ 1 วัน สำนักข่าวต่างประเทศได้ลงพื้นที่ไปยังฟาร์มไฟน์โอ๊คเพื่อสำรวจความเสียหาย โดยพบว่าความเสียหายกระจุกตัวอยู่ในบริเวณเดียวของฟาร์ม โดยยังมีกลุ่มควันจาง ๆ ลอยขึ้นมาจากซากปรักหักพังของอาคารที่ไหม้เกรียม ข้างโรงนาหลายหลังที่มีร่องรอยถูกไฟเผา โดยอาคารในบริเวณอื่นของฟาร์มไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

สํานักงานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงแห่งรัฐโอไฮโอกำลังดำเนินการสืบสวนหาต้นเหตุของการเกิดเพลิง โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อสงสัยถึงการลอบวางเพลิง

ด้าน เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ส่งอีเมล ส่งข้อความทางโทรศัพท์ และข้อความทางโซเชียลมีเดียไปยัง นายเดฟ เฮย์สเลอร์ ผู้เป็นตัวแทนยื่นจดทะเบียนธุรกิจฟาร์มไฟน์โอ๊คต่อสำนักงานเลขาธิการรัฐโอไฮโอในปี 2017 แต่เขาปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ติดต่อโฆษกสภาสุกรแห่งโอไฮโอ เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติมไว้ใช้ประกอบการสืบสวนอีกด้วย

ทั้งนี้ จากสถิติที่รวบรวมโดยสถาบันสวัสดิภาพสัตว์พบว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เหตุไฟไหม้ในฟาร์มที่สหรัฐฯ ทำให้มีสัตว์ตายไปแล้วกว่า 99,000 ตัว โดยส่วนใหญ่เป็นไก่ที่ตายในเหตุเพลิงไหม้ที่ฟาร์มสองแห่งในรัฐนอร์ทแคโรไลนาและรัฐจอร์เจีย 

เฉพาะภายในปีนี้ ก่อนเกิดเหตุที่ฟาร์มไฟน์โอ๊ค มีไฟไหม้ฟาร์มไปแล้ว 12 ครั้งทั่วสหรัฐฯ โดย 3 ใน 12 ครั้ง เกิดขึ้นในฟาร์มที่รัฐโอไฮโอ

แอลลี่ เกรนเจอร์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายของสถาบันสวัสดิภาพสัตว์ เรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโอไฮโอครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าสยดสยอง และเรียกร้องให้มีการสืบสวนโดยละเอียด โดยเธอยังระบุว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียใจที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เล็งปรับแพลตฟอร์มหนัก เริ่มใช้ต้นปี 2027

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เล็งปรับแพลตฟอร์มหนัก เริ่มใช้ต้นปี 2027

27 ก.พ. 2569 13:56 น.

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เล็งปรับแพลตฟอร์มหนัก เริ่มใช้ต้นปี 2027

รัฐบาลโปแลนด์เตรียมออกกฎหมายใหม่ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบตรวจสอบอายุผู้ใช้อย่างเข้มงวด หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก

นางบาร์บารา โนวัตสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของโปแลนด์ ให้สัมภาษณ์กับ บูลมเบิร์ก นิวส์ว่า พรรคแนวร่วมพลเมืองซึ่งเป็นพรรครัฐบาล จะเสนอร่างกฎหมายเบื้องต้นในวันศุกร์นี้ โดยคาดว่ากฎหมายอาจมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2027

โนวัตสการะบุว่า รัฐบาลมีความกังวลต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน รวมถึงแนวโน้มความสามารถด้านสติปัญญาที่ลดลง พร้อมย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือเรื่องระดับโทษปรับที่บริษัทเทคโนโลยีจะต้องจ่าย หากปล่อยให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าถึงแพลตฟอร์มได้

โปแลนด์ไม่ใช่ประเทศแรกในยุโรปที่ผลักดันมาตรการลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้หลายประเทศ เช่น ทั้งเดนมาร์ก กรีซ ฝรั่งเศส สเปน และสหราชอาณาจักร ที่ต่างพิจารณาหรือออกมาตรการจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเยาวชน ท่ามกลางข้อถกเถียงว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติดในกลุ่มผู้เยาว์

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคมว่ากำลังพิจารณามาตรการคุ้มครองเด็กออนไลน์เพิ่มเติม ขณะที่ออสเตรเลีย ได้บังคับใช้กฎหมายลักษณะใกล้เคียงกันไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มาตรการของโปแลนด์อาจสร้างแรงเสียดทานกับบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ เช่น Meta และ X ซึ่งบางบริษัทเคยแสดงจุดยืนคัดค้านมาตรการจำกัดลักษณะนี้ หลังออสเตรเลียออกกฎหมายควบคุมเมื่อปีที่แล้ว

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มทั่วโลกที่รัฐบาลหลายประเทศเริ่มเข้มงวดกับ กฎหมายควบคุมโซเชียลมีเดียเด็ก มากขึ้น ท่ามกลางคำถามใหญ่เรื่องความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางดิจิทัลกับการคุ้มครองสุขภาพจิตของเยาวชนในยุคออนไลน์.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบนโซเชียล

ฟิลิปปินส์–ญี่ปุ่น–สหรัฐ ซ้อมรบร่วมทะเลจีนใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจีน

ฟิลิปปินส์–ญี่ปุ่น–สหรัฐ ซ้อมรบร่วมทะเลจีนใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจีน

27 ก.พ. 2569 11:37 น.

ฟิลิปปินส์–ญี่ปุ่น–สหรัฐ ซ้อมรบร่วมทะเลจีนใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจีน

สถานการณ์ทะเลจีนใต้ร้อนแรงอีก หลังกองทัพเรือฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จัดการซ้อมรบร่วม มุ่งยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล และเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม

กองทัพเรือฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จัดการซ้อมรบร่วมในทะเลจีนใต้ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น โดยกองทัพฟิลิปปินส์แถลงว่า การฝึกครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของประเทศหุ้นส่วน ในการเสริมสร้างการทำงานร่วมกัน เสริมความมั่นคงทางทะเล และเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้สถานการณ์ทางทะเล ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ฟิลิปปินส์ได้ทำงานร่วมกับหลายประเทศ เพื่อยืนยันสิทธิและสิทธิประโยชน์ทางทะเลของตัวเองในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมด้วยทรัพยากร และมีความสำคัญต่อเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ

ขณะที่จีนอ้างสิทธิครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ และปฏิเสธคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวรเมื่อปี 2016 ที่ชี้ว่า การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ของจีนไม่มีฐานทางกฎหมาย

ในการฝึกครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ส่งเรือฟริเกต BRP Antonio Luna พร้อมเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินขับไล่เข้าร่วม

ด้านญี่ปุ่นส่งเครื่องบินลาดตระเวน P-3 Orion ขณะที่สหรัฐส่งเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Dewey และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบ P-8 Poseidon ซึ่งกิจกรรมการฝึกประกอบด้วยการเติมเสบียงกลางทะเล, การลาดตระเวนทางอากาศร่วม, การบินผ่านแสดงกำลัง, การทดสอบระบบสื่อสารและประสานงาน

ก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์ยังได้จัดการฝึกในลักษณะใกล้เคียงกันร่วมกับออสเตรเลียและสหรัฐ เมื่อวันที่ 15–16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่า การฝึกซ้อมทางทหารร่วมในทะเลจีนใต้ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเสริมสร้างความพร้อมรบ แต่ยังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ถึงเสถียรภาพและเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคที่มีข้อพิพาท

ขณะที่จีนยังคงยืนยันอธิปไตยเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ ความเคลื่อนไหวของฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และสหรัฐ จึงถูกจับตามองว่าเป็นการถ่วงดุลอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ซ้อมรบร่วม

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

27 ก.พ. 2569 11:17 น.

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

ประชากรผู้สูงวัยในจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2035 จะสูงถึง 400 ล้านคน รัฐบาลเเละเอกชนต้องร่วมมือพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ตามทัน

จำนวนผู้สูงวัยในจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สถิติรายงานว่าประชากรจีนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีสูงถึง 23% และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2035 จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 30% หรือ ประมาณ 400 ล้านคน นี่จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลจีนที่จะต้องพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ตามทันจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น

นาง เจี่ยยี่ ซู ให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า พ่อวัย 67 ปีของเธอป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดหาได้ยาก ทำให้เธอต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อ ระหว่างนั้นเธอก็คิดได้ว่าการดูแลผู้ป่วยคนนึงนั้นไม่ได้ใช้แค่เวลาหรือการดูแลเอาใจใส่ เเต่ผู้ป่วยยังต้องการผู้ดูแลที่เข้าใจความเจ็บปวดของโรคที่เขาเป็น เเละสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดนั้นได้ เธอจึงมองหาศูนย์ดูแลผู้ป่วยที่มีผู้ช่วยดูแลมืออาชีพ เธอจึงพบว่าในปักกิ่ง ประเทศจีน มีศูนย์บริการด้านสุขภาพมืออาชีพมีน้อยมาก

จากการพูดคุยนี้ เจ้าหน้าที่จึงช่วย เจี่ยยี่หาที่ศูนย์บริการด้านสุขภาพให้พ่อของเธอ เเละมองเห็นถึงปัญหาใหญ่ในจีนที่กำลังจะมาถึง เพราะปัจจุบัน การเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพยังคงจำกัด โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยเพื่อบรรเทาอาการ ยิ่งในสังคมที่ธุรกิจภาคเอกชน เเละ รัฐบาล ยังไม่ให้ความสนใจในการพัฒนาระบบเเละแรงงานให้มีความเป็นมืออาชีพนั้น สังคมสูงวัยจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินเเก้

จากการคาดการณ์ถึงจำนวนผู้สูงวัยในปี 2035 ที่จะเพิ่มสูงถึง 400 ล้านคน ร่วมกับอัตราการเกิดใหม่ของประชากรจีนลดลง ทำให้ความต้องการทางสุขภาพของชาวจีนเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะความต้องการผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผู้สูงวัย

ทางด้านรัฐบาลจีนเร่งออกนโยบายรองรับปัญหาสังคมสูงวัย โดยการเตรียมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจลงทุนธุรกิจด้านสุขภาพในจีน, จัดเตรียมพื้นที่เพื่อสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัยโดยเฉพาะ, มุ่งเน้นการพัฒนาแรงงานด้านสาธารณสุขให้เชี่ยวชาญในการดูแลผู้สูงวัย เพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา CNA

กษัตริย์กัมพูชา-สมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯ ปักกิ่ง ตรวจพระวรกาย แต่งตั้ง ฮุน เซนรักษาการประมุขรัฐ

กษัตริย์กัมพูชา-สมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯ ปักกิ่ง ตรวจพระวรกาย แต่งตั้ง ฮุน เซนรักษาการประมุขรัฐ

27 ก.พ. 2569 10:58 น.

กษัตริย์กัมพูชา-สมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯ ปักกิ่ง ตรวจพระวรกาย แต่งตั้ง ฮุน เซนรักษาการประมุขรัฐ

สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี เสด็จพร้อมสมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง เพื่อตรวจพระวรกายตามกำหนด ระหว่างนี้ประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ทำหน้าที่รักษาการ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักพระราชวังกัมพูชาออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา และสมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ เสด็จออกจากกรุงพนมเปญ เมื่อเพื่อเสด็จฯ ไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับการตรวจพระวรกายตามกำหนด

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปต่างประเทศ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา จะดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชชนนีเสด็จฯ ไปตรวจพระวรกายที่ประเทศจีนปีละ 2 ครั้งเป็นประจำ และทุกครั้งได้รับการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากผู้นำระดับสูงของจีน โดยการเสด็จฯ ครั้งนี้เป็นภารกิจตามกำหนดการปกติ และไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดด้านพระอาการแต่อย่างใด.

ที่มา Facebook : Samdech Hun Sen of Cambodia