คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน  คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

27 ก.พ. 2569 08:34 น.

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ จัดพิธีสวนสนามทางทหารยามค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปิดฉากการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกินเวลาต่อเนื่อง 7 วันเต็ม โชว์ศักยภาพทางทหารต่อชาวโลก

กรุงเปียงยางตกอยู่ท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้าและเสียงดนตรีปลุกใจ เมื่อ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ จัดพิธีสวนสนามทางทหารยามค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปิดฉากการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกินเวลาต่อเนื่อง 7 วันเต็ม ท่ามกลางสายตาผู้แทนนับพันและการจับตามองจากทั่วโลก

ไฮไลต์ที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้แสนยานุภาพทางทหาร คือการปรากฏตัวเคียงข้างผู้นำของ คิม จู แอ บุตรสาววัยราว 13 ปี โดยทั้งคู่สวมเสื้อโค้ทหนังสีเข้มในลุคที่ดูสง่างามและทรงอำนาจ เดินเคียงกันกลางจัตุรัสขนาดใหญ่ ขณะชี้ชวนพูดคุยและโบกมือให้กองทหารที่เดินสวนสนามอย่างพร้อมเพรียงใน จัตุรัสคิม อิล ซุง สถานที่ซึ่งตั้งชื่อตาม คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและปู่ของคิม จอง อึน

การประชุมพรรคแรงงานครั้งนี้ถือเป็นมหกรรมการเมือง ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ภายใต้การควบคุมภาพลักษณ์อย่างพิถีพิถัน เพื่อย้ำความชอบธรรมและความแข็งแกร่งของผู้นำต่อหน้าชนชั้นนำและกองทัพ

ในสุนทรพจน์ปิดการประชุม คิม จอง อึน ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวว่า เกาหลีเหนือสามารถทำลายล้างเกาหลีใต้ได้อย่างสิ้นเชิง หากความมั่นคงถูกคุกคาม พร้อมตอกย้ำการปฏิเสธแนวทางการทูตระหว่างสองเกาหลีที่เคยพยายามผลักดันในอดีต

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเปียงยางยังเว้นช่องว่าง ทางการทูตไว้ให้สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า หากวอชิงตันยกเลิกนโยบายที่เขามองว่าเกาหลีเหนือเป็นปฏิปักษ์ ก็อาจมีความเป็นไปได้ในการฟื้นการเจรจาที่ชะงักงันมานานหลายปี

ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า คิมเรียกร้องให้เร่งพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็น ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงจากใต้น้ำ, การขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี, ระบบปืนใหญ่และขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่มุ่งเป้าไปยังเกาหลีใต้

ผู้นำเกาหลีเหนือยังย้ำว่า การเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำสถานะถาวรของประเทศในฐานะรัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

แม้พิธีสวนสนามจะจัดเต็มด้วยกองกำลังและอาวุธหลากหลายชนิด แต่ผู้สังเกตการณ์พบว่า ไม่มีการนำอาวุธขนาดใหญ่ที่สุดบางรุ่น โดยเฉพาะ ICBM ที่เชื่อว่าสามารถยิงถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาแสดง จึงเชื่อว่าเปียงยางอาจกำลังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุสหรัฐฯ มากเกินไป ในช่วงที่ยังเปิดช่องความเป็นไปได้ของการเจรจาในอนาคต

ขณะที่การปรากฏตัวของคิม จู แอ เคียงข้างบิดาในงานระดับชาติอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำคำถามในหมู่นักวิเคราะห์ว่า เธอกำลังถูกปูทางสู่บทบาททางการเมืองในระยะยาวหรือไม่ แม้ทางการเกาหลีเหนือจะไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานะของเธอก็ตาม.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

27 ก.พ. 2569 05:14 น.

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรปมเจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยพบกับชายคนนี้ และเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิดกับเอปสตีนมาก เข้าให้การด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

การไต่สวนของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลเป็นไปโดยลับ แต่มีรายงานออกมาว่า นางคลินตันยืนยันว่าเธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนมาก่อน และเรียกร้องให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขาเองกับอาชญากรทางเพศรายนี้ด้วย

รายงานข่าวระบุอีกว่า คลินตันให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ เธอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของเอปสตีนเลย และจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา รวมทั้งไม่เคยไปที่เกาะส่วนตัวหรือเดินทางด้วยเครื่องบินของอดีตนักการเงินรายนี้ เธอยังกล่าวหาคณะกรรมาธิการด้วยว่า พยายามทำหน้าที่เพื่อ “ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่ง” ซึ่งเธอสื่อถึงทรัมป์

ด้านนาย เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการซึ่งมีกำหนดจะซักฟอกอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ในวันศุกร์นี้ด้วย กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการสอบสวนทั้งหมดคือความพยายามทำความเข้าใจในหลายแง่มุมเกี่ยวกับเอปสตีน” อาชญากรทางเพศผู้ล่วงลับ

คลินตันกล่าวท้าทายคณะกรรมาธิการว่า “หากคณะกรรมาธิการชุดนี้จริงจังกับการเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ของเอปสตีน … ก็ควรจะไปถามทรัมป์โดยตรงภายใต้คำสาบาน เกี่ยวกับจำนวนนับหมื่นครั้งที่ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในแฟ้มข้อมูลของเอปสตีน”

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงสุดในคณะกรรมาธิการ ได้เรียกร้องให้ทรัมป์เข้าให้การเช่นกัน “เพื่อตอบคำถามที่ผู้รอดชีวิตจากทั่วประเทศกำลังเฝ้าถามอยู่” โดยเขากล่าวเสริมในภายหลังว่า “เรื่องนี้ควรเกิดขึ้นทันที”

ขณะที่นาย สุหัส สุพระมันยัม (suhas subramanyam) สมาชิกคณะกรรมาธิการจากพรรคเดโมแครตอีกคนอ้างว่า “แฟ้มข้อมูล FBI ที่หายไป” ซึ่งถูกคัดออกจากเอกสารคดีเอปสตีนที่กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ก่อนหน้านี้นั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ตัวทรัมป์

ทั้งนี้ ในตอนแรกสามีภรรยาคลินตันปฏิเสธหมายเรียกที่สั่งให้พวกเขาเข้าให้การในการสอบสวนของคณะกรรมาธิการกำกับดูแล แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ตอบตกลง หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันขู่ว่าจะดำเนินการฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นอำนาจรัฐสภา โดยมีสมาชิกฝ่ายเดโมแครตบางคนสนับสนุนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

27 ก.พ. 2569 04:03 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่นครเจนีวา เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยโอมานซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และพวกเขาจะกลับมาคุยกันอีกในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 26 ก.พ. 2569 เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ของโอมานระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีโอกาสในการบรรลุข้อตกลงมาเพียงใด

นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายวางแผนที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง “ในเร็วๆ นี้” หลังจากเสร็จสิ้นการปรึกษาหารือในเมืองหลวงของฝ่ายตนเองแล้ว และจะมีการหารือเชิงเทคนิคเกิดขึ้นที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หรืออิหร่าน

ทั้งนี้ การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถูกมองว่าเป็นความพยายามทางการทูต “เฮือกสุดท้าย” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่มีการบรรลุข้อตกลง

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์สั่งให้มีการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การบุกโจมตีอิรักเมื่อปี 2546 ในขณะที่อิหร่านได้ประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้การโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาในการเจรจาคืออะไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารในตอนนี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 8 เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในช่วงที่เตหะรานทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อปีก่อน

ในการเจรจาล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายส่งทีมเจรจาหน้าเดิมเข้าร่วมการประชุม โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนสหรัฐฯ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนาย จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ โดยมีนาย บาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานเป็นคนกลาง

สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า คณะผู้เจรจายืนกรานว่าอิหร่านมีสิทธิ์ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนอิหร่านโดยสิ้นเชิง รวมถึงข้อเรียกร้องให้ส่งต่อคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ได้เสนอข้อผ่อนปรนบางประการ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะก็ตาม โดยในทางกลับกัน อิหร่านคาดหวังให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศจนเป็นอัมพาต

ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะยอมรับเงื่อนไขใดเพื่อให้บรรลุข้อตกลง โดยทางอิหร่านได้ปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธนำวิถี และปฏิเสธที่จะยุติการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มฮามาสในกาซา, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มติดอาวุธในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

27 ก.พ. 2569 03:00 น.

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารบริเวณชายแดน มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพของฝ่ายปากีสถาน ตอบโต้การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐบาลตาลีบันว่า อัฟกานิสถานได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร “ขนาดใหญ่” ต่อฐานที่มั่นของกองทัพปากีสถานบริเวณรอยต่อชายแดน เพื่อตอบโต้ฝ่ายปากีสถานโจมตีเข้ามาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกของกลุ่มตาลีบันโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มทหารปากีสถาน ปฏิบัติการเพื่อชิงลงมือก่อนขนาดใหญ่จึงถูกเปิดฉากขึ้นต่อฐานบัญชาการและที่ตั้งทางทหารของกองทัพปากีสถาน”

นายมูจาฮิดบอกอีกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต “จำนวนมาก” และบางส่วนถูกจับกุมตัวได้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีตามแนวชายแดนซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันพฤหัสบดี โดยกองกำลังตาลีบันสามารถยึดฐานที่มั่นทางทหารได้ถึง 15 แห่ง

ทางด้านรัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า กลุ่มตาลีบันคำนวณผิดพลาดและเปิดฉากยิงโดยไม่มีการยั่วยุในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

“รายงานในเบื้องต้นยืนยันว่ามีความสูญเสียอย่างหนักในฝั่งอัฟกานิสถาน โดยฐานที่มั่นและยุทโธปกรณ์หลายแห่งถูกทำลาย” แถลงการณ์จากกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานที่แชร์ผ่าน X ระบุ “ปากีสถานจะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารของอัฟกานิสถานเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลปากีสถาน ส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศในอัฟกานิสถานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มตาลีบันระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ

อัฟกานิสถานกับปากีสถานเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติการปะทะเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะกันตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นประปราย

ปากีสถานเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มตาลีบันหลังจากที่กลุ่มถูกขับออกจากอำนาจในปี 2544 เพราะการบุกโจมตีของกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ จนกระทั่งกลุ่มตาลีบันชิงอำนาจในอัฟกานิสถานกลับมาได้สำเร็จในปี 2564

ทว่าความสัมพันธ์กลับเสื่อมถอยลงหลังจากรัฐบาลปากีสถานกล่าวหาว่า กลุ่มตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่ม “ตาลีบันปากีสถาน” (TTP) ซึ่งกำลังก่อการกบฏด้วยอาวุธต่อต้านกองกำลังรัฐบาลปากีสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

27 ก.พ. 2569 01:32 น.

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยย้ำว่าประเทศต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์สหรัฐฯ ให้ชัดเจน และว่า ช่วง 4 ปีข้างหน้าเป็นเวลาที่ตัดสินชะตาของเดนมาร์ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 ว่า นาง เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศแผนจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการใช้โอกาสจากคะแนนนิยมที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากที่เธอแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เฟรเดอริกเซนได้เดินหน้าผสานความร่วมมือกับเหล่าผู้นำยุโรปเพื่อต่อต้านความพยายามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยกอบกู้คะแนนนิยมของเธอให้ดีขึ้น หลังประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการของรัฐ

“นี่จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินอนาคต เพราะในช่วง 4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเราในฐานะชาวเดนมาร์กและชาวยุโรป จะต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง” เฟรเดอริกเซนกล่าว “เราต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และเราต้องเสริมสร้างกำลังรบเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้นในทวีปของเรา”

“การที่ดิฉันจะได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพวกท่านต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกท่านจะมอบฉันทามติให้กับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด” เฟรเดอริกเซนกล่าวถึงพรรคของเธอ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันของเดนมาร์ก

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ช่วยยกระดับบทบาทของเฟรเดอริกเซนบนเวทีโลกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นที่เธอเคยได้รับจากการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรวดเร็ว และการระดมการสนับสนุนจากยุโรปให้แก่ยูเครน

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมอบรางวัลให้แก่ความเป็นผู้นำในระดับสากลและการปกป้องอธิปไตยของเดนมาร์กของเฟรเดอริกเซน หรือจะลงโทษรัฐบาลของเธอตามข้อครหาของฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่า เธอละเลยต่อปัญหาภายในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

27 ก.พ. 2569 00:00 น.

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมเข้าให้การต่อคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ก่อนที่ บิล คลินตัน สามีของเธอจะให้การในวันศุกร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการสืบสวนคดีอาชญากรรมของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นางคลินตันเพิ่งตอบตกลงที่จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับ บิล คลินตัน สามีของเธอ และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ สามีภรรยาคลินตันปฏิเสธเสียงเรียกร้องที่ต้องการให้ทั้งคู่เข้าให้การในคดีของเอปสตีน โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง อย่างไรก็ตาม การยอมตกลงเข้าให้การในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาเตรียมลงมติ เพื่อเอาผิดทั้งคู่ในข้อหา “หมิ่นอำนาจรัฐสภา” โดยมีสมาชิกเดโมแครตหลายคนสนับสนุนด้วย

ฮิลลารี คลินตัน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเรียกตัวมาให้การครั้งนี้เป็นเพียง “กลอุบาย” ของพรรครีพับลิกัน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับนายเอปสตีน

“เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” เธอกล่าว “เราเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราเชื่อว่า “แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด”” นางคลินตันกล่าว และยืนยันด้วยว่า เธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนเลย แต่ยอมรับว่าเคยพบ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีนเป็นบางโอกาส รวมถึงในงานแต่งงานลูกสาวของเธอด้วย

ด้านบิล คลินตัน ยอมรับว่ารู้จักกับนายเอปสตีน แต่เขาปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ รวมถึงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับอาชญากรรมของอดีตนักการเงินผู้ล่วงลับในปี 2562 รายนี้ โดยเขาตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนไปแล้วตั้งแต่ 2 ทศวรรษก่อน และแสดงความเสียใจที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอปสตีนด้วย

คาดกันว่านายคลินตันจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ (27 ก.พ.)

ทั้งนี้ ในเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ ในคดีของนายเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับ ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมา ปรากฏทั้งชื่อและภาพของ บิล คลินตัน อยู่ด้วย ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

การไต่สวนนางฮิลลารี คลินตัน จะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองแชปปากวา รัฐนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักของพวกเขา โดยปกติแล้วการให้ปากคำในลักษณะนี้มักจะดำเนินไปแบบปิดลับ แต่ตระกูลคลินตันได้ต่อสู้เพื่อให้การให้ปากคำของพวกเขาเป็นแบบสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลเพียงบางส่วนไปรั่วไหลสู่สื่อมวลชนอย่างไม่เป็นธรรม

การปรากฏตัวของบิล คลินตัน ในวันศุกร์กำลังถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส นับตั้งแต่เจอรัลด์ ฟอร์ด เคยรับการไต่สวนในปี 2526

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

26 ก.พ. 2569 22:39 น.

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

จีนประกาศถอดถอน นายทหารระดับพลเอก 5 คน รวมถึงพลโทและพลตรีอีก 4 คน ออกจากการเป็นสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพียงสัปดาห์เดียวก่อนที่การประชุม 2 สภาจะเริ่มขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนได้สั่งถอนรายชื่อนายพลแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) จำนวน 5 นาย ออกจากการเป็นสมาชิกสภาฯ แล้ว

ทั้ง 5 คนรวมถึง พลเอก หลี่ เฉียวหมิง (Li Qiaoming) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบก และพลเอก เสิ่น จินหลง (Shen Jinlong) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ ถูกปลดจากการเป็นผู้แทนสภาประชาชนแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปลดกรรมาธิการการเมืองของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังสนับสนุนข้อมูลข่าวสารทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้แก่ พลเรือเอก ฉิง เซิงเซียง (Qing Shengxiang), พลอากาศเอก อวี๋ จงฝู (Yu Zhongfu) และ พลเอก หลี่ เว่ย (Li Wei)

แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า มีนายทหารระดับสูงรายอื่น ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงนาย ซุน เส้าเฉิง (Sun Shaocheng) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ที่ถูกสั่งปลดในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังการสอบสวนครั้งสำคัญที่พุ่งเป้าไปที่เหล่าผู้นำระดับสูงในกองทัพ รวมถึงนายพล จาง โย่วเซี่ย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งกำลังถูกสอบสวนในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำที่จีนมักใช้เรียกแทนการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนยังประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนพลเอก หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) เสนาธิการกรมเสนาธิการร่วมภายใต้คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการวางแผนการรบ

หนังสือพิมพ์ เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ (SCMP) รายงานว่า นอกจากนายพลทั้ง 5 นายแล้ว ยังมีนายทหารระดับพลโทอีก 1 นาย และพลตรีอีก 3 นาย ที่ถูกถอดถอนรายชื่อออกจากคณะผู้แทนในสภาประชาชนแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับ “การประชุมสองสภา” (Two Sessions) ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแดนมังกร ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 4 มีนาคมนี้ โดยจะมีการประกาศแผนนโยบายที่สำคัญของประเทศครอบคลุมทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ การค้า และการทูต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์ระทึก ภูเขาไฟปะทุช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า 2,500 ม.

ฟิลิปปินส์ระทึก ภูเขาไฟปะทุช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า 2,500 ม.

26 ก.พ. 2569 21:39 น.

ฟิลิปปินส์ระทึก ภูเขาไฟปะทุช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า 2,500 ม.

ภูเขาไฟในภาคกลางของฟิลิปปินส์ปะทุในช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้าสูงกว่า 2,500 ม. และเริ่มมีขี้เถ้าตกลงมาในย่านชุมชน ขณะที่ทางการกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟลูกนี้อย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟ “คันลาออน” (Kanlaon) ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์เกิดปะทุขึ้นในช่วงค่ำของวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนสูงถึงประมาณ 2,500 เมตร

นายเตเรซิโต บาโคลคอล ผู้อำนวยการสำนักงานภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การปะทุครั้งนี้กินเวลา 2 นาที โดยเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 19.04 น. พร้อมเตือนว่า “อาจเกิดการปะทุที่รุนแรงกว่านี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

อนึ่ง ภูเขาไฟคันลาออน เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่ 24 แห่งในฟิลิปปินส์ โดยมันเคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2539 ที่ส่งผลให้นักปีนเขา 3 ราย ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณยอดเขาเสียชีวิต

“นี่คือการปะทุระดับปานกลางครั้งที่สองในรอบสัปดาห์” นายบาโคลคอลกล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ พร้อมเสริมว่าทางหน่วยงานจะเฝ้าระวังภูเขาไฟอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะยกระดับการเตือนภัยจากระดับ 2 เป็นระดับ 3 (จากทั้งหมด 5 ระดับ) หรือไม่

ศูนย์ภูเขาไฟวิทยาแถลงในเวลาต่อมาว่า เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกลุ่มควันพุ่งสูง 2,500 เมตรเหนือปากปล่องภูเขาไฟก่อนจะถูกลมพัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และมีการตรวจพบหินร้อนแดงตกลงมาบริเวณรอบปากปล่องด้วย

ด้านนาย จอห์น เด อาซิส เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเมืองลาคาสเตลลานา ซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟคันลาออน บอกกับ AFP ว่า เริ่มมีเถ้าถ่านตกลงมาในย่านชุมชนแล้ว

“คืนนี้ จู่ๆ พวกเราก็ได้ยินเสียง ตูม ดังสนั่น จากนั้นไม่กี่นาที ผู้คนก็เริ่มรายงานว่า มีเถ้าถ่านตกลงมาในพื้นที่ของพวกเขา” นายเด อาซิส กล่าว และย้ำว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟคันลาออนตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดเนกรอสโอเรียนตัล (Negros Oriental) กับจังหวัดเนกรอสออกซิเดนทัล (Negros Occidental) ทำให้ทางการต้องประกาศเขตห้ามเข้าพื้นที่รอบภูเขาไฟในรัศมี 4 กม.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

26 ก.พ. 2569 15:53 น.

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขเด็กเกิดใหม่ปี 2025 ลดลงเหลือเพียง 7 แสนคนเศษ ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ขณะที่ประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 122.86 ล้านคน หรือหายไปกว่า 580,000 คน ภายใน 1 ปี สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัยและปัญหาบ้านร้างพุ่งสูงทั่วประเทศ

ข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ระบุว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นปี 2025 ลดลงสู่ระดับ 705,809 คน ซึ่งลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปี 2024 และนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 10 โดยสถิตินี้ครอบคลุมทั้งเด็กที่เกิดจากชาวญี่ปุ่นในประเทศ ชาวต่างชาติในญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ

ในขณะที่ตัวเลขการจดทะเบียนสมรสในปี 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.1 อยู่ที่ 505,656 คู่ ส่วนยอดการหย่าร้างลดลงร้อยละ 3.7 มาอยู่ที่ 182,969 ครั้ง สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในปี 2025 อยู่ที่ 1,605,654 ราย ลดลงจากปีก่อนหน้า 13,030 ราย หรือร้อยละ 0.8

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารประเมินว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 122.86 ล้านคน หรือหายไปกว่า 580,000 คน หรือลดลงร้อยละ 0.47 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลกควบคู่ไปกับสังคมสูงวัยขั้นสูงสุด

วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน ภาระงบประมาณสวัสดิการสังคมที่พุ่งสูงขึ้น และจำนวนผู้เสียภาษีที่น้อยลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอยู่แล้ว

จากแผนที่ข้อมูลปีที่ผ่านมาพบว่าญี่ปุ่นมีประชากรที่อายุมากกว่า 100 ปี เกือบ 100,000 คน โดยร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่ากว่าร้อยละ 40 ของเทศบาลทั่วประเทศเสี่ยงต่อการสูญสิ้น เนื่องจากประชากรที่หดตัวลงทำให้มีบ้านร้างพุ่งสูงถึงประมาณ 4 ล้านหลังทั่วประเทศ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กล่าวในรัฐสภาว่า “วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลงคือภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่กำลังกัดเซาะความมีชีวิตชีวาของประเทศอย่างเงียบๆ”

แม้ทางการกรุงโตเกียวจะพยายามแก้ปัญหาถึงขั้นพัฒนาแอปพลิเคชันหาคู่ของตัวเองที่ต้องยื่นเอกสารยืนยันสถานะโสดและเจตจำนงในการแต่งงาน แต่ความพยายามของผู้นำหลายสมัยกลับประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านนายมาซานาโอะ โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า แม้จะมีความพยายามบางส่วนที่เห็นผลบ้าง แต่รัฐบาลยังไม่สามารถย้อนคืนกระแสการลดลงของประชากรได้ โดยย้ำว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสำหรับครอบครัวที่ทำงาน

อย่างไรก็ตาม แม้การเพิ่มจำนวนผู้อพยพจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาแรงงาน แต่ภายใต้แรงกดดันจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาอย่าง “ซันเซโตะ”  ที่เน้นนโยบาย “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” ทำให้นายกฯ ทาคาอิจิยังคงให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ.

ที่มา AFP

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

26 ก.พ. 2569 15:52 น.

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

เหตุความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในซูดานใต้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก พลเรือนนับแสนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขณะที่วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรง ขาดแคลน ยา อาหาร และศูนย์พักพิง

นาง Nyayual Chuol ยายของเด็กชายวัย 18 เดือน อุ้มหลานชายของเธอมายังโรงพยาบาลในเมือง Akobo ของซูดานใต้ ที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านของเธอถึง 130 กิโลเมตร เพื่อนำตัวหลานชายมารักษาแผลถูกยิงบริเวณขา ซึ่งเธอระบุว่าหลานชายถูกยิงโดยกองทัพของรัฐบาล

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล นักกายภาพบำบัดที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลได้ทำการรักษาเด็กชาย ท่ามกลางสายตาของผู้พลัดถิ่นทั้งสองราย คือ นาง Kool Gatyen Pajock และ นาง Nyayual Chuol คุณยายของเด็กชาย

โดยเหตุปะทะครั้งใหม่ในรัฐ Jonglei ระหว่างกองกำลังทหารของรัฐบาลที่มีชื่อว่า “กองกําลังป้องกันประชาชนซูดานใต้” (South Sudan People’s Defense Forces) และ ขบวนการปลดปล่อยประชาชนซูดานฝ่ายค้าน (Sudan People’s Liberation Movement In Opposition) ทำให้มีผู้พลัดถิ่นจำนวน 280,000 ราย ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน

การปะทะครั้งนี้ทำให้สันติภาพอันเปราะบางที่เกิดขึ้นในปี 2018 หลังสงครามกลางเมืองในซูดานใต้ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 5 ปียุติลง กลับสั่นคลอนอีกครั้ง

ในปี 2020 ซูดานใต้ได้ผ่านข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อถ่วงดุลอำนาจ โดยได้แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน นาย Riek Machar เป็นรองประธานาธิบดีลำดับที่หนึ่ง และได้แต่งตั้ง นาย Salva Kiir เป็นประธานาธิบดี โดยต่อมา นาย Kiir ได้สั่งคุมขัง นาย Machar ในที่พักอาศัย ด้วยเหตุผลจากเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในเดือนมีนาคม 

จนกระทั่งในเดือนกันยายน นาย Machar พร้อมสมาชิกฝ่ายค้าน 7 ราย ถูกตั้งข้อหากบฎเนื่องจากถูกพบมีความพัวพันกับการโจมตีกองกำลังของรัฐบาล

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังฝ่ายค้านเข้ายึดด่านหน้าของรัฐบาลที่รัฐ Jonglei รัฐบาลจึงดำเนินการตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดและส่งกองกำลังเข้าโจมตีภาคพื้นดิน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้จะมีพันธสัญญาข้อตกลงสันติภาพก็ตาม การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้พลเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้คนบาดเจ็บและล้มตาย ประชาชนอีกหลายรายต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ทำให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น

Nyankhiay Gatluak Jock อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พลัดถิ่นจำนวน 42,00 ราย ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงในเมือง Akobo ภายใต้ความคุ้มครองของคณะภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในซูดานใต้ ได้หนีออกจากหมู่บ้าน Walgak ที่เธอเคยอาศัยอยู่ หลังมีการโจมตีจากกองกำลังรัฐบาลในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเธอเผยว่า สำหรับเธอ ข้อตกลงสันติภาพได้จบสิ้นลงแล้ว เพราะกองกำลังของรัฐบาลคงไม่สังหารประชาชน หากข้อตกลงสันติภาพนี้ยังคงมีผลอยู่

หลังกองกำลังของรัฐบาลทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นาง Nyaphan Nyang Lual พร้อมสามี ลูกสาว และหลานสาววัย 1 เดือน ได้มุ่งหน้าสู่เมือง Akobo แต่ในระหว่างทางสามีของเธอถูกยิง และกลุ่มเยาวชนติดอาวุธได้จับตัวลูกสาวของเธอไป

นาง Lual เดินทางมาถึงเมือง Akobo พร้อมกับ Bhan Tut Mut หลานสาววัย 1 เดือน แต่กลับไม่มีใครสามารถให้ความช่วยเหลือด้านอาหารได้กับเธอได้ ในขณะที่หลานสาววัยทารกก็กำลังมีอาการท้องร่วง ทำให้เธอเกิดอาการวิตกกังวลอย่างหนัก

แม้แต่หน่วยบริการด้านมนุษยธรรมก็ไม่ได้รับยกเว้นจากการโจมตี สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) รายงานว่า สถานพยาบาล 13 แห่งในรัฐ Jonglei ถูกปล้นสะดมพร้อมทั้งมีบางส่วนถูกทำลาย รวมถึงยังมีรายงานเหตุความรุนแรงทางเพศในหลายพื้นที่

การตัดงบประมาณและเพิ่มข้อจำกัดต่อองค์กรด้านมนุษยธรรมโดยรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากรซึ่งรวมไปถึงอาหารและเวชภัณฑ์ โดยเจ้าหน้าที่ขององค์กร Nile Hope ในซูดานใต้รายงานว่า พวกเขาไม่สามารถให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นกับผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ได้ ทั้งในด้านอาหารและยา หรือแม้แต่ที่พักอาศัย

Nyaphan Nyang Lual อายุ 36 ปี ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ พักพิงอยู่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo (ภาพ:AP/Florence Miettaux)
Nyaphan Nyang Lual อายุ 36 ปี ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ พักพิงอยู่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo (ภาพ:AP/Florence Miettaux)

ขณะที่ Tom Fletcher รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉิน ได้เดินทางเยือนเมือง Akobo เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ในระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบในซูดานใต้ โดยเขาได้เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคง และกลุ่มมหาอำนาจในภูมิภาค เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งและความรุนแรงนี้

ผู้หญิงและเด็กผู้พลัดถิ่นจำนวนหลายพันคนในศูนย์พักพิงออกมาให้การต้อนรับนาย Fletcher แม้พวกเขาจะยังคงไม่มั่นใจในความปลอดภัยและมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง 

บางคนชูป้ายที่เขียนด้วยลายมือ โดยมีข้อความว่า “พวกเขาสังหารทุกคน” เพื่อบอกเล่าถึงสถานการณ์อันเลวร้าย.

ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ตัวกันที่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo รัฐ Jonglei (ภาพ: AP/Florence Miettaux)
ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ตัวกันที่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo รัฐ Jonglei (ภาพ: AP/Florence Miettaux)

ที่มา: AP