ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซีย จุดประสงค์ไม่แน่ชัด

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซีย จุดประสงค์ไม่แน่ชัด

26 ส.ค. 2569 01:52 น.

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซีย จุดประสงค์ไม่แน่ชัด

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซียโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า โดยยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่าเขาเดินทางไปทำอะไร ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวในยุโรป จากกรณีการพบโดรนปริศนา

สำนักข่าว ซีบีเอส (CBS) ของสหรัฐฯ รายงานว่า นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซียโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า ในวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 โดยทั้งฝ่ายวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ออกมายืนยันถึงวัตถุประสงค์ของการเยือนในครั้งนี้

ข้อมูลการติดตามเที่ยวบิน FlightRadar24 ยืนยันว่า เครื่องบินขนส่งทางการทหารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้เดินทางจากสหรัฐฯ ไปยังรัสเซียโดยผ่านลัตเวียในวันอังคาร ก่อนที่จะเดินทางกลับในวันเดียวกัน

ขณะที่ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นเครื่องบินขนส่ง C-17 กำลังร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติ วนูโคโว (Vnukovo) ในกรุงมอสโก

ข้อมูลจาก FlightRadar24 ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเดินทางออกจากสนามบิน “ริกา” (Riga) ของลัตเวีย ในเวลา 05:50 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) และลงจอดที่เมืองหลวงของรัสเซียในเวลาประมาณ 07:04 น. GMT ก่อนจะบินกลับถึงกรุงริกาก่อนเวลา 17:00 น. GMT เล็กน้อย

นอกจากนี้ คลิปบนโซเชียลมีเดียยังแสดงให้เห็นภาพที่อ้างว่า เป็นขบวนรถการทูตที่กำลังเดินทางผ่านกรุงมอสโกด้วย

การเดินทางครั้งนี้คาดว่าเป็นการเยือนรัสเซียครั้งแรกของแรตคลิฟฟ์ในฐานะผู้อำนวยการ CIA แม้ว่าเขาจะรักษาความสัมพันธ์ และติดต่อกับเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองในมอสโกมาโดยตลอดก็ตาม

จอห์น โฟร์แมน อดีตผู้ช่วยอัครราชทูตฝ่ายทหารของอังกฤษประจำกรุงมอสโก ระหว่างปี 2562-2565 ให้สัมภาษณ์กับรายการ PM ของ Radio 4 ว่า การเยือนครั้งนี้อาจเน้นไปที่ “การบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย” หลังมีการพบเห็นโดรนติดระเบิดหลายครั้งในเยอรมนี และเชื่อกันว่าเป็นฝีมือรัสเซีย

“ปกติแล้วสหรัฐฯ จะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงขนาดนี้ไปยังมอสโกโดยไม่ประกาศล่วงหน้าในระยะเวลาอันสั้น เว้นแต่ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น” โฟร์แมนกล่าวเสริมว่า ทริปนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปล่อยตัวชาวอเมริกันที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในรัสเซียด้วย

ทั้งนี้ แรตคลิฟฟ์เคยมีบทบาทในการเจรจาปล่อยตัว เซเนีย คาเรลินา พลเมืองสองสัญชาติรัสเซีย-อเมริกัน ซึ่งถูกจำคุกในรัสเซียเป็นเวลากว่าหนึ่งปีหลังถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครน

นอกจากนี้ CIA ยังมีส่วนร่วมในข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษกับรัสเซียในปี 2567 ซึ่งส่งผลให้มีการปล่อยตัว อิวาน เกิร์ชโควิช ผู้สื่อข่าวจาก Wall Street Journal รวมถึง พอล วีแลน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ และ อัลซู เคอร์มาเชวา นักข่าวชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง กู้ทุ่นระเบิดในฮอร์มุซหมดแล้ว ขู่จมเรืออิหร่านหากกลับมาวางใหม่

ทรัมป์อ้าง กู้ทุ่นระเบิดในฮอร์มุซหมดแล้ว ขู่จมเรืออิหร่านหากกลับมาวางใหม่

25 ส.ค. 2569 23:35 น.

ทรัมป์อ้าง กู้ทุ่นระเบิดในฮอร์มุซหมดแล้ว ขู่จมเรืออิหร่านหากกลับมาวางใหม่

ทรัมป์อ้าง สหรัฐฯ เก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซหมดแล้ว และเตือนว่าจะทำลายเรือของอิหร่านที่จะนำทุ่นระเบิดมาวางใหม่ ในขณะที่เตหะรานยังคงพยายามยกระดับการควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้

เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social อ้างว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการเก็บกู้หรือจุดชนวนทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องสถานะของช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งถูกอิหร่านปิดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม

“อิหร่านได้รับแจ้งแล้วว่า เรือลำใดก็ตามที่นำทุ่นระเบิดใหม่มาวาง จะถูกทำลายในทันทีและอย่างเป็นระบบ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข้อความนี้

อนึ่ง การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างรุนแรง ทรัมป์มักจะกล่าวอยู่เสมอว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมพื้นที่ดังกล่าว แต่ทางอิหร่านยืนยันว่า ช่องแคบจะถูกปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะยอมทำตามเงื่อนไขของพวกเขา และยิงโจมตีเรือที่พยายามเดินทางผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเตหะราน

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลกเคยขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนที่จะเกิดสงคราม ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน สังหารผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงหลายคน

นอกเหนือจากการปิดช่องแคบแล้ว อิหร่านยังตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียด้วย แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุบันทึกความเข้าใจร่วมกันในเวลาต่อมา แต่การหยุดยิงก็พังทลายลงในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และมีการยิงปะทะกันเป็นระยะ

ล่าสุดในสัปดาห์นี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจชุดใหญ่เพื่อโดดเดี่ยวเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่ให้ความร่วมมือทางการเงินกับอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยวไปด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนโวยสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนโวยสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

25 ส.ค. 2569 22:25 น.

จีนโวยสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ทางการจีนออกมาประณามสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านรอบใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่ผิดกฎหมาย

เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 ทางการจีนออกมาประณามและแสดงความต่อต้านอย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ในชื่อ “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) เพื่อโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่านและประเทศที่ทำธุรกิจกับเตหะราน โดยจีนย้ำว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเต็มที่

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่าจีนคัดค้าน “การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือระหว่างจีนและอิหร่านอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย ทั้งนี้ จีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระดับทุติยภูมิ โดยเตือนว่า สถาบันการเงินและธุรกิจต่างชาติที่ยังติดต่อกับอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยว โดยครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่บุคคล เครือข่าย และเรือเกือบ 60 รายการ และเน้นย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ด้านนาย อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน เผยว่าเตหะรานเตรียมแผนรับมือการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ไว้ล่วงหน้าแล้วถึง 2 ปี และเชื่อว่ามาตรการนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลวของสหรัฐฯ

อนึ่ง การประกาศมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ของสหรัฐฯ เกิดขึ้นก่อนการเจรจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งสหรัฐฯ อาจต้องระวังการเอาคืนจากจีน โดยเฉพาะการคุมเข้มการส่งออก “แร่หายาก” (Rare Earths) ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านได้อย่างจำกัด เนื่องจากจีนมักไม่ทำตามการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน เช่น ปากีสถาน ตุรกี และอิรัก ก็ยากที่จะตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านได้จริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบ ภูเขาไฟปะทุรุนแรงที่วานูอาตู หวั่นเกิดคลื่นสึนามิ

ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบ ภูเขาไฟปะทุรุนแรงที่วานูอาตู หวั่นเกิดคลื่นสึนามิ

25 ส.ค. 2569 21:56 น.

ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบ ภูเขาไฟปะทุรุนแรงที่วานูอาตู หวั่นเกิดคลื่นสึนามิ

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นกำลังเร่งตรวจสอบว่า การปะทุอย่างรุนแรงของภูเขาไฟที่ประเทศวานูอาตู จะส่งผลกระทบถึงประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ โดยเฉพาะคลื่นสึนามิที่อาจเดินทางมาถึง

สำนักข่าว เอ็นเอชเค (NHK) ของญี่ปุ่น รายงาน ว่า ภูเขาไฟบนเกาะของประเทศวานูอาตู ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เกิดการปะทุอย่างรุนแรงในวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นกำลังเร่งตรวจสอบว่าการระเบิดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศหรือไม่ ซึ่งรวมถึงโอกาสที่คลื่นสึนามิจะพัดมาถึง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกิดการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟบนเกาะแอมเบ (Ambae) ของวานูอาตู เมื่อเวลาประมาณ 18:40 น. วันอังคาร ตามเวลาในญี่ปุ่น

ความกดอากาศที่เกิดจากการปะทุขนาดใหญ่ระดับนี้ อาจส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิได้ โดยทางสำนักงานระบุว่า คลื่นสึนามิอาจเดินทางมาถึงหมู่เกาะอิซุและหมู่เกาะโองาซาวาระในมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างเร็วที่สุดในเวลาประมาณ 22:30 น. ของวันอังคาร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอให้ประชาชนท้องถิ่นติดตามข้อมูลข่าวสารล่าสุดอย่างใกล้ชิดแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

สั่งแบนเพลง AI พ้นชาร์ตเพลงออสเตรเลีย “ARIA” ลั่นปกป้องคุณค่าศิลปินมนุษย์

สั่งแบนเพลง AI พ้นชาร์ตเพลงออสเตรเลีย "ARIA" ลั่นปกป้องคุณค่าศิลปินมนุษย์

25 ส.ค. 2569 15:27 น.

สั่งแบนเพลง AI พ้นชาร์ตเพลงออสเตรเลีย “ARIA” ลั่นปกป้องคุณค่าศิลปินมนุษย์

สมาคมอุตสาหกรรมการบันทึกเสียงแห่งออสเตรเลีย (ARIA) ประกาศปรับเปลี่ยนกฎระเบียบชาร์ตเพลงใหม่ โดยสั่งห้ามเพลงที่สร้างขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่เข้าสู่การจัดอันดับอย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้ทันทีในสัปดาห์นี้ เพื่อปกป้องคุณค่าของศิลปินมนุษย์ ขณะที่การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยผลิตเพลงยังสามารถทำได้

สมาคมอุตสาหกรรมการบันทึกเสียงออสเตรเลีย หรือ ARIA ประกาศปรับปรุงกฎการจัดอันดับชาร์ตเพลง โดยเพลงที่สร้างขึ้นโดย AI เกือบทั้งหมดหรือทั้งหมดจะไม่มีสิทธิ์ติดชาร์ตเพลงอย่างเป็นทางการของออสเตรเลีย เริ่มใช้กับชาร์ตที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

ภายใต้กฎใหม่ เพลงที่จะมีสิทธิ์ติดชาร์ตต้องเป็นผลงานที่ “สร้างโดยมนุษย์เป็นหลัก” และต้องไม่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการปั่นยอดสตรีมหรือการบิดเบือนอันดับชาร์ต อย่างไรก็ตาม ศิลปินยังสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยสร้างผลงานได้ เช่น การมาสเตอร์เสียง การใช้เครื่องตีกลองอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบปรับแก้เสียงร้องอัตโนมัติ หรือ Auto-Tune

แต่ ARIA กำหนดว่า มนุษย์ต้องเป็นผู้แต่งเพลง รวมถึงเป็นผู้ขับร้องนำและเล่นเครื่องดนตรีหลัก หากเสียงร้องนำหรือเครื่องดนตรีสำคัญถูกสร้างโดย AI ผลงานดังกล่าวอาจไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่

ARIA ระบุว่า กฎดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ “ส่งเสริมธรรมชาติของศิลปะที่เกิดจากมนุษย์” ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเพลงกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI

แอนนาเบลล์ เฮิร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ARIA กล่าวว่า ศิลปินใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานอยู่แล้ว และชาร์ตเพลงควรปรับตัวเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่การผลิตเพลงโดย AI ทั้งหมดจากบริการที่สร้างขึ้นโดยอาศัยผลงานบันทึกเสียงของศิลปินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เธอกล่าวว่า การปล่อยให้ผลงานที่สร้างโดย AI โดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถขึ้นชาร์ตและได้รับรางวัล จะบั่นทอนพื้นฐานของอุตสาหกรรมเพลงที่ ARIA มีหน้าที่เป็นตัวแทน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพลงคัฟเวอร์ Like a Prayer ของมาดอนนา โดยดีเจและโปรดิวเซอร์ชาวออสเตรเลีย จอช ฟาวาซ ซึ่งพุ่งขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของชาร์ตเพลงแดนซ์ของ ARIA และเคยขึ้นถึงอันดับ 2 ในชาร์ตเพลงโดยรวมของประเทศ

เพลงดังกล่าวถูกนำไปเปิดตามสถานีวิทยุเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย และมียอดสตรีมบน Spotify มากกว่า 48 ล้านครั้ง ก่อนที่ฟาวาซจะเพิ่มเติมข้อมูลว่าใช้ AI ในการผลิตเพลง หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนัก

ในอีกข้อมูลหนึ่ง ระบุว่าเพลงดังกล่าวขึ้นถึงอันดับ 4 ในชาร์ต ARIA สองรายการในเดือนกรกฎาคม และกลายเป็นเพลงที่ถูกเปิดทางวิทยุมากที่สุดในออสเตรเลียในช่วงเวลาหนึ่ง โดยฟาวาซยืนยันว่าเขาใช้ AI “เป็นเครื่องมือ” ก่อนปรับข้อมูลเพลงบน Spotify เพื่อระบุว่าเสียงร้องและเสียงกลองถูกสร้างโดย AI

กฎใหม่ของ ARIA ให้อำนาจสมาคมในการถอดเพลงที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออกจากชาร์ต ปรับเปลี่ยนอันดับย้อนหลัง และเพิกถอนรางวัลที่มอบให้กับเพลงที่ขึ้นถึงอันดับ 1 หากตรวจพบภายหลังว่าเพลงดังกล่าวใช้ AI ในระดับที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ขณะที่ศิลปินและตัวแทนยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์การตัดสิทธิ์ได้

ศิลปินจะต้องเปิดเผยการใช้ AI เมื่อส่งผลงานเพื่อพิจารณาเข้าสู่ชาร์ต และหากเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 ถูกตรวจพบภายหลังว่าเป็นผลงานที่สร้างโดย AI เป็นส่วนใหญ่ ARIA อาจเรียกคืนรางวัลที่มอบให้จากการขึ้นสู่อันดับสูงสุด

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของสหพันธ์อุตสาหกรรมเครื่องบันทึกเสียงนานาชาติ หรือ IFPI ซึ่งประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเพลงที่สร้างโดย AI และระบุว่าโปรแกรมจัดอันดับเพลงอย่างเป็นทางการมากกว่า 20 แห่งทั่วโลกกำลังนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ เพื่อแยกแยะระหว่างผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นกับเพลงที่สร้างโดย AI ทั้งหมด

IFPI ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำผลงานเพลงของศิลปินไปใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ขณะที่แนวทางดังกล่าวกำลังถูกนำไปใช้ในหลายภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ชาวออสเตรเลีย Peking Duk เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่สนับสนุนแนวทางนี้ เมื่อเดือนที่แล้ววงเผยแพร่เวอร์ชันที่ใช้ AI ช่วยผลิตของเพลง High ซึ่งออกในปี 2014 พร้อมข้อความเชิงประชดว่า “เมื่อคุณอัดเพลงของตัวเองใหม่ด้วย AI เพื่อให้สถานีวิทยุออสเตรเลียเปิดเพลง”

อดัม ไฮด์ สมาชิกวง Peking Duk กล่าวว่า เพลงที่สร้างโดย AI กำลัง “นำประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ออกไปจากชีวิต”

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ให้คำมั่นเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า รัฐบาลจะมอบ “การคุ้มครองที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แก่กลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานของออสเตรเลียจากผลกระทบของ AI

อัลบาเนซียังระบุว่า นักเขียนและนักดนตรีควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่า ผลงานของตนจะถูกนำไปใช้ฝึกระบบ AI หรือไม่ และใช้ในรูปแบบใด พร้อมเตือนว่าการนำผลงานไปใช้โดยที่เจ้าของผลงานไม่สามารถควบคุมหรือไม่ได้รับค่าตอบแทน อาจถือเป็นการ “ขโมย” ผลงานสร้างสรรค์

มาตรการของ ARIA จึงถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของอุตสาหกรรมเพลงในการรักษาพื้นที่สำหรับ “ศิลปินมนุษย์” ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเพลงที่สร้างด้วย AI และข้อถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์ การให้เครดิต และความเป็นธรรมต่อเจ้าของผลงานต้นฉบับ.

ที่มา ABC / ARIA

ฝรั่งเศสจับมือซาอุฯ ทุ่ม 6 พันล้านยูโร ผุดอาณาจักรสวนสนุก Dragon Ball Z ใกล้กรุงปารีส

ฝรั่งเศสจับมือซาอุฯ ทุ่ม 6 พันล้านยูโร ผุดอาณาจักรสวนสนุก Dragon Ball Z ใกล้กรุงปารีส

25 ส.ค. 2569 14:47 น.

ฝรั่งเศสจับมือซาอุฯ ทุ่ม 6 พันล้านยูโร ผุดอาณาจักรสวนสนุก Dragon Ball Z ใกล้กรุงปารีส

ฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงร่วมลงทุน 6,000 ล้านยูโร หรือราว 2.3 แสนล้านบาท ก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจ็กต์สวนสนุก 3 แห่ง ใกล้กรุงปารีส โดยหนึ่งในนั้นจะเน้นธีมมังงะและอนิเมะระดับโลกอย่าง “Dragon Ball Z” คาดว่าจะช่วยสร้างงานมากกว่า 22,000 ตำแหน่ง

ฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบียเห็นชอบโครงการพัฒนาสวนสนุกขนาดใหญ่ 3 แห่ง ใกล้เมืองแซร์จี-ปงตัวส์ (Cergy-Pontoise) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปารีส มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 6,000 ล้านยูโร หรือราว 2.3 แสนล้านบาท โดยหนึ่งในสวนสนุกจะสร้างขึ้นจากโลกของ “ดราก้อนบอล” (Dragon Ball) มังงะและแอนิเมชันชื่อดังของญี่ปุ่น

ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปิดเผยข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ระหว่างการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย โดยโครงการนี้คาดว่าจะสร้างงานได้ประมาณ 22,000 ตำแหน่ง

โครงการจะได้รับเงินทุนจาก Qiddiya Investment Company กลุ่มทุนด้านความบันเทิงและการลงทุนของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียในการกระจายเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และขยายธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงไปสู่ตลาดต่างประเทศ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสเป็นผู้ประกาศโครงการ โดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมาครงและมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ค้นพบว่าทั้งสองมีความชื่นชอบ ดราก้อนบอล ร่วมกัน ระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียของผู้นำฝรั่งเศสเมื่อปี 2025

สวนสนุกทั้ง 3 แห่งจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้แซร์จี-ปงตัวส์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าอีก 2 แห่งจะใช้ธีมใด โดยโครงการทั้งหมดคาดว่าจะเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านสวนสนุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองคือบริเวณอดีตสวนสนุก Mirapolis ในเมืองกูร์ดีม็องช์ ใกล้แซร์จี ซึ่งเคยเปิดให้บริการในปี 1987 และมีชื่อเสียงจากรูปปั้น “การ์กันตูอา” ขนาดมหึมา แต่ประสบปัญหาด้านการเงินและจำนวนผู้เข้าชม ก่อนปิดตัวลงในปี 1991

อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้ยืนยันว่าอดีตพื้นที่ Mirapolis จะถูกใช้เป็นที่ตั้งของสวนสนุกทั้ง 3 แห่งหรือไม่ โดยยังต้องกำหนดพื้นที่อย่างเป็นทางการ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ ที่จอดรถ โรงแรม ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

สำหรับสวนสนุกดราก้อนบอล ซาอุดีอาระเบียมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการลักษณะนี้อยู่แล้ว เนื่องจาก Qiddiya กำลังสร้างสวนสนุกดราก้อนบอลในเมือง Qiddiya ใกล้กรุงริยาด ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 500,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น 7 โซนตามลูกแก้วมังกรทั้ง 7 ลูก

โครงการในซาอุดีอาระเบียมีแผนสร้างเครื่องเล่นมากกว่า 30 รายการ รวมถึงเครื่องเล่นขนาดใหญ่ 5 รายการ และมี “เทพเจ้ามังกรเชนรอน” สูงถึง 70 เมตร เป็นจุดเด่น พร้อมโรงแรมและร้านอาหารที่ตกแต่งในธีมดราก้อนบอล

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของสวนสนุกดราก้อนบอลในฝรั่งเศสยังไม่ชัดเจน และยังไม่มีการเปิดเผยผังโครงการ รายชื่อเครื่องเล่น หรือพื้นที่ก่อสร้าง จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะนำรูปแบบเดียวกับโครงการในซาอุดีอาระเบียมาใช้ทั้งหมดหรือไม่

การเลือกดราก้อนบอลถือว่ามีเหตุผลด้านตลาด เนื่องจากผลงานของอากิระ โทริยามะ ได้รับความนิยมอย่างมากในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของมังงะและแอนิเมชันญี่ปุ่นในยุโรป

เบื้องต้นมีรายงานว่า สวนสนุกแห่งแรกอาจเปิดให้บริการในปี 2032 ส่วนสวนสนุกอีก 2 แห่งจะทยอยเปิดตามมา แต่กำหนดการดังกล่าวยังเป็นเพียงเป้าหมายเบื้องต้น เนื่องจากโครงการยังต้องผ่านขั้นตอนด้านผังพื้นที่ การอนุมัติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้างอีกหลายปี

ทางการฝรั่งเศสมองว่าโครงการนี้เป็นหลักฐานว่าฝรั่งเศสยังคงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียใช้โครงการขนาดใหญ่ด้านความบันเทิงและการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ไม่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก.

ที่มา Sortir à Paris / Reuters / BBC

ชาวอินโดนีเซียฝ่าควันพิษสวดขอฝน ขณะไฟป่าเผาผลาญพื้นที่หลายจังหวัด

ชาวอินโดนีเซียฝ่าควันพิษสวดขอฝน ขณะไฟป่าเผาผลาญพื้นที่หลายจังหวัด

25 ส.ค. 2569 14:14 น.

ชาวอินโดนีเซียฝ่าควันพิษสวดขอฝน ขณะไฟป่าเผาผลาญพื้นที่หลายจังหวัด

ชาวอินโดนีเซียราว 3,000 คนในเมืองปาเลมบัง เมืองเอกของจังหวัดสุมาตราใต้ รวมตัวกันประกอบพิธีละหมาดขอฝน หรือ “ซอลาต อิสติสกา” ท่ามกลางหมอกควันจากไฟป่าที่ปกคลุมพื้นที่ จนทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก โดยพบจุดความร้อนเกือบ 3,500 จุด และเฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่ถูกไฟเผาผลาญทั่วประเทศเกือบ 940 ตารางกิโลเมตร 

ชาวอินโดนีเซียราว 3,000 คนในเมืองปาเลมบัง เมืองเอกของจังหวัดสุมาตราใต้ รวมตัวกันประกอบพิธีละหมาดขอฝน หรือ “ซอลาต อิสติสกา” ท่ามกลางหมอกควันจากไฟป่าที่ปกคลุมพื้นที่ จนทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก ผู้เข้าร่วมพิธีนั่งและยืนเรียงแถวกันในบริเวณลานด้านหน้าสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะที่ควันไฟปกคลุมถนน อาคาร และสถานที่สาธารณะ จนผู้ขับขี่รถยนต์ต้องเปิดไฟหน้ารถแม้เป็นช่วงกลางวัน

นายเฮอร์มัน เดรู ผู้ว่าราชการจังหวัดสุมาตราใต้ กล่าวว่า ทางการได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างเต็มที่และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ในฐานะประชาชนที่มีศรัทธา จึงร่วมกันสวดภาวนาเพื่อขอให้พระเจ้าประทานฝน เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

จังหวัดสุมาตราใต้เผชิญสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นเวลานาน ส่งผลให้ความเสี่ยงเกิดไฟป่าและไฟในพื้นที่พรุเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลดาวเทียมของกระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียพบว่า สุมาตราใต้มีจุดความร้อนมากที่สุดในประเทศถึง 1,429 จุด ตามด้วยกาลิมันตันตะวันตก 1,226 จุด และกาลิมันตันกลาง 811 จุด

ข้อมูลกระทรวงป่าไม้ระบุว่า เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่ถูกไฟเผาผลาญทั่วประเทศเกือบ 940 ตารางกิโลเมตร ในจำนวนนี้อยู่ในจังหวัดสุมาตราใต้มากกว่า 20 ตารางกิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไฟป่าที่รุนแรงขึ้นเป็นผลจากสภาพอากาศแห้งแล้งที่เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทำให้เกิดหมอกควันหนาทึบปกคลุมหลายพื้นที่ และลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซียและบรูไน

ทางการอินโดนีเซียจึงเพิ่มความพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้ ปฏิบัติการดัดแปลงสภาพอากาศ หรือทำฝนเทียม โดยโปรยอนุภาคเกลือลงในกลุ่มเมฆที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้เกิดฝนช่วยดับไฟ ขณะนี้มีเครื่องบิน 30 ลำสนับสนุนภารกิจทำฝนเทียมและทิ้งน้ำทางอากาศในกาลิมันตัน และเฮลิคอปเตอร์อีก 22 ลำปฏิบัติการในเกาะสุมาตรา

ด้านตำรวจอินโดนีเซียจับกุมผู้ต้องสงสัย 72 คน ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการจุดไฟเผาป่าและพื้นที่พรุ ขณะที่บริษัทอีก 4 แห่งอยู่ระหว่างการสอบสวน หลังถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีเผาเพื่อแผ้วถางพื้นที่ในต้นทุนต่ำ

ปัญหาไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำในอินโดนีเซียในช่วงฤดูแล้ง โดยเกษตรกรและเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนยังคงใช้การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลให้เกิดหมอกควันพิษที่กระทบต่อสุขภาพ การเดินทางทางบกและทางอากาศ และมักสร้างความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน มาเลเซียได้ขอและได้รับอนุญาตจากอินโดนีเซียให้หน่วยงานของมาเลเซียสามารถบินเข้าไปในน่านฟ้าอินโดนีเซีย เพื่อปฏิบัติการทำฝนเทียมตามแนวชายแดน โดยทั้งสองประเทศเตรียมประสานงานร่วมกันเพื่อรับมือหมอกควัน

รัฐบาลมาเลเซียยังเตรียมเสนอความช่วยเหลือด้านการดับไฟให้แก่อินโดนีเซีย และเตรียมเพิ่มมาตรการป้องกันและดับไฟก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดและเทศกาลสำคัญในเดือนหน้า

จังหวัดซาราวักของมาเลเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับกาลิมันตันบนเกาะบอร์เนียว เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยล่าสุดมีอย่างน้อย 6 เขตที่ตรวจพบค่าดัชนีมลพิษทางอากาศอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ และอีก 8 เขตใน 4 รัฐบนคาบสมุทรมาเลเซียก็มีค่ามลพิษอยู่ในระดับเดียวกัน.

ที่มา Associated Press / Reuters

ร้านสะดวกซื้อ-ร้านอาหารในญี่ปุ่น ปรับลดราคาข้าวปั้นและซูชิ หลังต้นทุนข้าวปรับลดลง

ร้านสะดวกซื้อ-ร้านอาหารในญี่ปุ่น ปรับลดราคาข้าวปั้นและซูชิ หลังต้นทุนข้าวปรับลดลง

25 ส.ค. 2569 12:49 น.

ร้านสะดวกซื้อ-ร้านอาหารในญี่ปุ่น ปรับลดราคาข้าวปั้นและซูชิ หลังต้นทุนข้าวปรับลดลง

ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารในญี่ปุ่น พร้อมใจลดราคาข้าวปั้นและซูชิ หลังต้นทุนข้าวปรับลดลง หวังดึงดูดลูกค้า ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคา

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว NHK รายงานว่า ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารในญี่ปุ่นทยอยปรับลดราคาสินค้าที่ทำจากข้าว หลังต้นทุนข้าวลดลง โดยหวังช่วยดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการมากขึ้น โดยร้านสะดวกซื้อหลายรายงจะลดราคาข้าวปั้นโอนิกิริ 20 ชนิด ลงประมาณชิ้นละ 10 เยน หรือราว 2 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กันยายนนี้ โดยข้าวปั้นไส้ทูน่ามายองเนสจะลดจาก 181 เยน เหลือ 171 เยน หรือประมาณ 37 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนข้าวที่ลดลง

ขณะที่ร้านอาหารประเภทซูชิ เตรียมลดราคาซูชิในระดับราคาต่ำสุดจากจานละ 115 เยน เหลือ 110 เยน หรือประมาณ 24 บาท เริ่มวันที่ 4 กันยายน โดยบริษัทเครือร้านอาหารหลายแห่งระบุว่า ต้องการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มาเป็นครอบครัวให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น 

ทั้งนี้ การปรับลดราคาสินค้าจากข้าวของทั้งร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารเกิดขึ้นในช่วงที่ต้นทุนข้าวในญี่ปุ่นเริ่มลดลง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปยังผู้บริโภค พร้อมใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย  

ที่มา NHK

แก๊งติดอาวุธบุกถล่มชุมชนในเฮติ เสียชีวิตอย่างน้อย 47 คน ชาวบ้านจี้รัฐเร่งคุ้มครองประชาชน

แก๊งติดอาวุธบุกถล่มชุมชนในเฮติ เสียชีวิตอย่างน้อย 47 คน ชาวบ้านจี้รัฐเร่งคุ้มครองประชาชน

25 ส.ค. 2569 12:44 น.

แก๊งติดอาวุธบุกถล่มชุมชนในเฮติ เสียชีวิตอย่างน้อย 47 คน ชาวบ้านจี้รัฐเร่งคุ้มครองประชาชน

เกิดเหตุแก๊งอิทธิพลเถื่อนบุกกราดยิงและเผาบ้านเรือนประชาชนในชุมชนเคนส์คอฟฟ์ บนพื้นที่สูงใกล้กรุงปอร์โตแปรงซ์ของเฮติ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 47 คน บาดเจ็บ 22 คน ขณะที่ชาวบ้านกล่าวหารัฐและตำรวจว่าล้มเหลวในการปกป้องประชาชน หลังพื้นที่แห่งนี้เผชิญการโจมตีจากแก๊งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 47 คน และบาดเจ็บอีก 22 คน จากเหตุแก๊งติดอาวุธบุกโจมตีชุมชนเคนส์คอฟฟ์ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นเส้นทางเข้าสู่กรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (23 ส.ค.) โดยสหประชาชาติระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงพื้นที่และการสื่อสาร

เหตุโจมตีเริ่มขึ้นราว 22.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยกลุ่มคนร้ายบุกเข้าไปในชุมชน จุดไฟเผาบ้านเรือน และสังหารประชาชน รวมถึงบ้านพักของ นพ.ฌอง วิลเลียม ปาป ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชื่อดังผู้ก่อตั้ง NGO ช่วยเหลือผู้ป่วย HIV และวัณโรค ขณะที่ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นชาวบ้านออกตามหาร่างของสมาชิกครอบครัวและผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่ตามท้องถนน บางรายถูกห่อด้วยผ้าที่เปื้อนเลือด

กลุ่มสิทธิมนุษยชนเฮติระบุว่า อาจมีผู้เสียชีวิตระหว่าง 30 ถึง 40 คน และบาดเจ็บ 15 ถึง 20 คน ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองเคนส์คอฟฟ์ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันยอดผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้

ชาวบ้านจำนวนมากกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถปกป้องประชาชนได้ ทั้งที่สถานีตำรวจอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที และเรียกร้องให้หัวหน้าตำรวจท้องถิ่นลาออก บางคนระบุว่า หากตำรวจมีศักยภาพและมีรถหุ้มเกราะประจำพื้นที่ เหตุสังหารหมู่อาจป้องกันได้

ทางการเฮติประณามเหตุการณ์ว่าเป็น “การโจมตีที่โหดเหี้ยม” พร้อมประกาศส่งกำลังเสริมเข้าไปในพื้นที่ และยืนยันว่า “เคนส์คอฟฟ์จะไม่ถูกทอดทิ้ง” ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเฮติยืนยันว่า ตำรวจยังคงต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธและไม่ได้ละทิ้งหน้าที่

เคนส์คอฟฟ์เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ เนื่องจากอยู่เหนือเส้นทางเข้าสู่ย่านเปอตีอง-วิลล์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูต โรงแรมหรู และที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว รวมถึงเส้นทางสำคัญที่เชื่อมกรุงปอร์โตแปรงซ์กับพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ

พื้นที่แห่งนี้เผชิญการโจมตีจากแก๊งมาแล้วเกือบสิบครั้งนับตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนแรกของปี 2568 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 260 คน บ้านเรือนถูกทำลายหรือเผามากกว่า 200 หลัง และประชาชนราว 3,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีรายงานการข่มขืน ลักพาตัว วางเพลิง และขโมยปศุสัตว์

นายกเทศมนตรีเคนส์คอฟฟ์กล่าวโทษกลุ่ม Viv Ansanm ซึ่งเป็นพันธมิตรของแก๊งติดอาวุธหลายกลุ่ม ว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีกลุ่มดังกล่าวเป็น องค์การก่อการร้ายต่างชาติ เมื่อปีที่แล้ว

ความรุนแรงครั้งล่าสุดยิ่งเพิ่มความกังวลต่อแผนการจัดการเลือกตั้งของเฮติ ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ และจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ หลังการเลือกตั้งถูกเลื่อนซ้ำหลายครั้งจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและอิทธิพลของแก๊งติดอาวุธ

ข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า ความรุนแรงจากแก๊งทำให้ชาวเฮติต้องพลัดถิ่นแล้วราว 1.5 ล้านคน และระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,100 คน และบาดเจ็บอีก 1,189 คนทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน กองกำลังปราบปรามแก๊งที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ มีเป้าหมายเพิ่มกำลังเป็นมากกว่า 5,500 นายภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เพื่อช่วยตำรวจเฮติรับมือกับกลุ่มติดอาวุธ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ากองกำลังดังกล่าวจะเข้ามาเสริมการรักษาความปลอดภัยในเคนส์คอฟฟ์โดยตรงหรือไม่.

ที่มา Reuters / Associated Press

นายกฯ ญี่ปุ่น โพสต์ระบายชีวิตในบ้านพักรัฐบาล ไม่เจอผีแต่เจอ “แมลงสาบ” กลายเป็นเพื่อนยามเหงา

นายกฯ ญี่ปุ่น โพสต์ระบายชีวิตในบ้านพักรัฐบาล ไม่เจอผีแต่เจอ "แมลงสาบ" กลายเป็นเพื่อนยามเหงา

25 ส.ค. 2569 12:07 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น โพสต์ระบายชีวิตในบ้านพักรัฐบาล ไม่เจอผีแต่เจอ “แมลงสาบ” กลายเป็นเพื่อนยามเหงา

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวผ่านโซเชียลมีเดีย โพสต์เล่าชีวิตการทำงานในบ้านพักนายกรัฐมนตรี ยอมรับไม่เคยเจอผีตามตำนาน แต่เจอแมลงสาบวิ่งตัดหน้า แต่ด้วยความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจึงไม่กล้าฆ่า ปล่อยให้อยู่ร่วมกันอยู่นาน จนทีมเลขาฯ ทนไม่ไหวสั่งจัดตั้งปฏิบัติการกำจัด ยอมรับกำจัดสำเร็จแล้วแอบรู้สึก “เหงาและเศร้า” แปลกๆ

ทาคาอิจิ วัย 65 ปี เล่าเรื่องนี้ผ่านบัญชี X เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ขณะตอบคำถามที่มักได้รับเกี่ยวกับบ้านพักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอายุเกือบ 100 ปี และมีตำนานว่าเป็นสถานที่ที่มีผีปรากฏ เนื่องจากเคยเป็นสถานที่เกิดเหตุความพยายามก่อรัฐประหารนองเลือด 2 ครั้งในช่วงทศวรรษ 1930

เธอบอกว่าไม่เคยเห็นผี แต่เคยต้องกรีดร้องเมื่อพบแมลงสาบ โดยหลังจากย้ายเข้ามาอยู่บ้านพัก เธอพยายามรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ทั้งเช็ดพื้นบริเวณใต้โต๊ะอาหาร เก็บเศษอาหารในถังขยะที่มีฝาปิดแน่น รวมถึงล้างและแยกภาชนะพลาสติก แต่วันหนึ่งกลับมีแมลงสาบวิ่งผ่านเท้าของเธอ ทำให้ตกใจอย่างมาก

ทาคาอิจิยอมรับว่าเธอไม่สามารถฆ่าแมลงสาบตัวดังกล่าวได้ โดยอ้างถึงความชื่นชอบการ์ตูนเรื่อง “ฟีนิกซ์” (Phoenix) ของโอซามุ เทะซึกะ ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด เธอบอกว่าแนวคิดดังกล่าวทำให้เธอคิดว่า แมลงสาบตัวนั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฏจักรอันยาวนานของการเวียนว่ายตายเกิด” จึงปล่อยให้มันอาศัยอยู่ในบ้านพักไปช่วงหนึ่ง โดยหวังว่ามันจะออกไปเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเลขานุการของเธอทราบเรื่อง กลับตกใจและบอกว่า “มันไม่สะอาด เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ก่อนดำเนินการกำจัดแมลงสาบที่ทาคาอิจิเรียกติดตลกว่า “ปฏิบัติการรบ”

หลังจากนั้น เธอไม่พบแมลงสาบอีก แต่ทาคาอิจิระบุว่า แม้จะรู้สึกโล่งใจ เธอกลับรู้สึก “เหงา หรืออาจจะเศร้านิด ๆ” ซึ่งกลายเป็นประโยคที่ได้รับความสนใจจากผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย

การเปิดเผยเรื่องแมลงสาบเกิดขึ้นพร้อมกับการที่ทาคาอิจิชี้แจงถึงเหตุผลที่เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในบ้านพักนายกรัฐมนตรี หลังมีรายงานว่าเธอใช้เวลาช่วงกลางคืน วันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดราชการอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก แทนที่จะทำงานที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี

ทาคาอิจิกล่าวว่า เธอตั้งใจใช้บ้านพักแห่งนี้เป็นสถานที่ทำงานมากขึ้น เพราะอยู่ติดกับสำนักงาน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และสามารถเริ่มทำงานได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

เธอยังปรับปรุงระบบการทำงานภายในบ้านพัก เพื่อให้สามารถประชุมทั้งแบบพบหน้าและทางไกลกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงนำเอกสารกลับมาอ่านหลังเวลาราชการ โดยระบุว่า สำหรับเธอแล้ว บ้านพักนายกรัฐมนตรี “เป็นสถานที่ทำงานด้วย”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานจากบ้านพักช่วยลดจำนวนเจ้าหน้าที่และตำรวจรักษาความปลอดภัยพิเศษ หรือ SP ที่จำเป็นต้องเข้ามาปฏิบัติงาน และช่วยลดภาระของบุคลากรในช่วงวันทำงาน

ทาคาอิจิขึ้นชื่อเรื่องการทำงานหนัก โดยก่อนหน้านี้เธอเคยเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ในช่วงหนึ่งหลังเข้ารับตำแหน่ง เธอนอนเพียงคืนละไม่ถึง 3 ชั่วโมง ก่อนจะดีใจที่สามารถนอนได้ 5 ชั่วโมงในคืนหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำงานดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า การทำงานหนักและการพักผ่อนน้อยอาจส่งสารที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน รวมถึงประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลและตัวทาคาอิจิลดลง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ รวมถึงแนวทางเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ของญี่ปุ่น และมาตรการรับมือค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

บ้านพักนายกรัฐมนตรีซึ่งทาคาอิจิเลือกใช้เป็นทั้งบ้านและสถานที่ทำงาน จึงยังคงเป็นจุดสนใจทางการเมือง ขณะที่เรื่องเล็ก ๆ อย่าง “แมลงสาบหนึ่งตัว” กลับทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของผู้นำญี่ปุ่นที่มักปรากฏภาพลักษณ์จริงจังและทำงานหนักตลอดเวลา.

ที่มา The Telegraph / PEOPLE