ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

ซีอีโอ "อินสตาแกรม" ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

12 ก.พ. 2569 11:22 น.

ซีอีโอ “อินสตาแกรม” ขึ้นให้การ ปฏิเสธข้อหาฟีเจอร์แอปฯ ทำลายสุขภาพจิตเยาวชน

อดัม มอสเซรี ซีอีโออินสตาแกรม ให้การต่อศาลลอสแอนเจลิส ยืนยันพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความรับผิดชอบ ท่ามกลางคดีที่กล่าวหาว่าแอปฯ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” และทำลายสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น

อดัม มอสเซอรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินสตาแกรม ภายใต้บริษัท Meta Platforms ได้ขึ้นให้การต่อศาลในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ เพื่อต่อสู้คดีที่ถูกโจทก์ฟ้องร้องว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิด “ภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย” และวิกฤตสุขภาพจิตในกลุ่มผู้เยาว์ โดยคาดว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา จะขึ้นให้การในลำดับถัดไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

คดีนี้เริ่มต้นจากหญิงชาวแคลิฟอร์เนียรายหนึ่งซึ่งเริ่มใช้อินสตาแกรม ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้ยื่นฟ้องทั้ง เมตา และยูทูบ โดยระบุว่าบริษัทแสวงหาผลกำไรจากการทำให้เด็กเสพติดบริการ ทั้งที่รู้ดีว่าอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต ซึ่งเธอกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเกิดอาการซึมเศร้าและโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder)

ในระหว่างการพิจารณาคดี มีการเปิดเผยอีเมลภายในปี 2019 ที่แสดงให้เห็นว่ามอสเซอรีและผู้บริหารคนอื่นๆ หารือกันว่าจะยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ “ฟิลเตอร์แต่งภาพที่เลียนแบบผลลัพธ์จากการศัลยกรรมพลาสติก” หรือไม่

ทีมงานด้านนโยบาย การสื่อสาร และความเป็นอยู่ที่ดีของอินสตาแกรม เสนอให้คงคำสั่งห้ามไว้เพื่อเก็บข้อมูลผลกระทบต่อวัยรุ่นหญิงเพิ่มเติม โดย นิก เคล็กก์ รองประธานฝ่ายกิจการระดับโลกในขณะนั้น เตือนว่า “เราจะถูกตราหน้าว่าให้ความสำคัญกับการเติบโตมากกว่าความรับผิดชอบ”

มอสเซอรีและซักเคอร์เบิร์กกลับเลือกแนวทางที่จะยกเลิกคำสั่งห้าม แต่ใช้วิธีนำฟิลเตอร์เหล่านั้นออกจากส่วนการแนะนำ (Recommendation) แทน แม้ในอีเมลจะระบุว่าทางเลือกนี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาวะของผู้ใช้อย่างเห็นได้ชัด แต่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของยอดผู้ใช้น้อยกว่า

มอสเซอรีแก้ต่างในศาลว่า “ผมพยายามรักษาสมดุลในทุกมิติ” และยืนยันว่านโยบายของบริษัทมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อมุ่งเน้นในประเด็นที่สำคัญที่สุด

บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อพ่อแม่หลายคนที่เชื่อว่าโซเชียลมีเดียเป็นต้นเหตุให้ลูกของพวกเขาเสียชีวิตมานั่งรับฟังในแถวหน้า เช่น วิกตอเรีย ฮิงค์ส มารดาที่เสียลูกสาววัย 16 ปีจากการฆ่าตัวตาย ให้สัมภาษณ์ว่าเด็กๆ กลายเป็น “ความเสียหายข้างเคียง” ของวัฒนธรรม “Move Fast and Break Things” (ทำอย่างรวดเร็วและทำลายกฎเดิมๆ) ของซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งมอสเซอรีได้ยอมรับในศาลว่าคำขวัญดั้งเดิมนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไปในปัจจุบัน

คดีนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายสหรัฐฯ ที่คุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์จากการรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ซึ่งหากเมตาและยูทูบแพ้คดี จะต้องถูกตัดสินว่ามีความประมาทเลินเล่อในการออกแบบแพลตฟอร์ม และผลิตภัณฑ์ของตนเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายสุขภาพจิตของโจทก์

ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มตื่นตัวในประเด็นนี้ เช่น ออสเตรเลีย ที่เป็นชาติแรกในการสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย รวมถึงสเปน กรีซ อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่กำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกัน

การพิจารณาคดีจะยังคงดำเนินต่อไปในวันศุกร์นี้ ซึ่งผลการตัดสินจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้กับคดีลักษณะเดียวกันอีกหลายร้อยคดีทั่วสหรัฐฯ

ที่มา Reuters

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

12 ก.พ. 2569 11:02 น.

ช็อก อินฟลูฯ สายกินของฟิลิปปินส์ดับ หลังชิม “ปูปีศาจ” ทำคอนเทนต์

หญิงฟิลิปปินส์ วัย 51 ปี อินฟลูฯ สายกินของแปลกของฟิลิปปินส์ เสียชีวิตหลังรับประทาน “ปูปิศาจ” สัตว์ทะเลมีพิษร้ายแรง เพื่อถ่ายคลิปลงโซเชียล 

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สื่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์รายงานว่า นางเอ็มมา อามิต (Emma Amit) อายุ 51 ปี อินฟลูเอนเซอร์สายอาหารในเมืองปวยร์โต ปรินเซซา จังหวัดปาลาวัน ของฟิลิปปินส์ เสียชีวิตหลังรับประทานสัตว์ทะเลมีพิษที่เรียกว่า “ปูปีศาจ” หรือ “เดวิลแครบ” (devil crab) เพื่อถ่ายทำคลิปลงโซเชียลมีเดีย

รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อามิตและเพื่อนได้ออกไปเก็บหอยและสัตว์ทะเลในป่าชายเลนใกล้บ้าน ก่อนนำมาปรุงอาหาร โดยในคลิปเห็นว่ามีการนำสัตว์ทะเลลงหม้อต้มแล้วปรุงรส ก่อนที่เธอจะหญิบหอยทะเล และปูมีพิษ ขึ้นมากัดกินโชว์ให้กับเหล่าผู้ติดตามใน TikTok และเฟซบุก  

จากนั้นวันรุ่งขึ้น เธอมีอาการป่วยรุนแรงจากพิษของปู ซึ่งเพื่อนบ้านเล่าว่า ขณะถูกนำตัวส่งคลินิกท้องถิ่นเธอมีอาการชักเกร็ง ก่อนอาการทรุดหนักและถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาล โดยมีรายงานว่าริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินคล้ำขณะหมดสติ โดยแพทย์ได้พยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ไม่เป็นผล เธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หรือสองวันหลังรับประทานสัตว์ทะเลมีพิษ

ทางด้านนายลัดดี เจอมัง ผู้ใหญ่บ้านลุซวิมินดา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านผู้เสียชีวิต และพบเปลือกปูสีสดใสของปูปีศาจถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ ซึ่งข้อมูลจากสถาบันสมิธโซเนียน ระบุว่า ปูปีศาจเป็นสัตว์ทะเลที่พบตามแนวปะการังในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และมีสารพิษต่อระบบประสาทรุนแรงหลายชนิด รวมถึงแซกซิทอกซิน และเตโตรโดทอกซิน ซึ่งเป็นพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ออกคำเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคสัตว์ทะเลจากธรรมชาติ โดยเฉพาะชนิดที่ไม่แน่ชัดว่าเหมาะสำหรับการรับประทานหรือไม่.

ที่มา The Sun

“เจมส์ แวน เดอร์ บีก” พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี หลังสู้มะเร็งลำไส้ใหญ่

"เจมส์ แวน เดอร์ บีก" พระเอก Dawson's Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี หลังสู้มะเร็งลำไส้ใหญ่

12 ก.พ. 2569 10:44 น.

“เจมส์ แวน เดอร์ บีก” พระเอก Dawson’s Creek เสียชีวิตในวัย 48 ปี หลังสู้มะเร็งลำไส้ใหญ่

“เจมส์ แวน เดอร์ บีก” ขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 ผู้โด่งดังจากบท “ดอว์สัน ลีรี” ในซีรีส์ฮิต Dawson’s Creek เสียชีวิตอย่างสงบด้วยวัย 48 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัวและเพื่อนนักแสดง หลังต่อสู้กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 โดยเจ้าตัวใช้ช่วงเวลาสุดท้ายสร้างความตระหนักรู้เรื่องการตรวจคัดกรองโรคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

ครอบครัวของ เจมส์ แวน เดอร์ บีก นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกัน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่า เจมส์ได้จากไปอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 11 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่า “เจมส์เผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยความกล้าหาญ ศรัทธา และสง่างาม”

เจมส์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่  ในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 แต่เขาเพิ่งตัดสินใจเปิดเผยข่าวนี้ต่อสาธารณะเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ที่ผ่านมา เขาเผยว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากการสังเกตเห็นความผิดปกติในการขับถ่าย จึงลองหยุดดื่มกาแฟเพื่อดูอาการก่อนจะตัดสินใจไปตรวจร่างกาย และพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ซึ่งลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว

เจมส์ แวน เดอร์ บีก คือหนึ่งในนักแสดงที่คุ้นตาที่สุดของโทรทัศน์ช่วงปลายยุค 1990 ถึงต้นยุค 2000 เขาโด่งดังเป็นพลุแตกจากบท “ดอว์สัน ลีรี่” ในซีรีส์วัยรุ่นสุดฮิต Dawson’s Creek (1998-2003) นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์แนว Coming-of-age เรื่องดังอย่าง Varsity Blues (1999) แม้ในช่วงที่ต้องรับการรักษา เจมส์ยังคงทำงานในวงการอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเพิ่งร่วมแสดงรับเชิญในซีรีส์ตลก Overcompensating ของ Prime Video และปรากฏตัวผ่านวิดีโอคอลในงานการกุศลรวมตัวนักแสดง Dawson’s Creek เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนให้องค์กรการกุศลด้านมะเร็ง F Cancer

ในช่วงที่ป่วย เจมส์เคยให้สัมภาษณ์ว่า “จุดที่ตกต่ำที่สุด” คือความรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียตัวตนในฐานะพ่อ พ่อบ้าน และสามี แต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าตนเองยังมีคุณค่าเสมอ นอกจากนี้เขายังทุ่มเทรณรงค์ให้ผู้คนไปตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยกล่าวว่า “ถ้าผมสามารถช่วยใครสักคนไม่ให้ต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ได้ นั่นคือสิ่งที่วิเศษที่สุด”

หลังทราบข่าวเศร้า เหล่าเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างออกมาโพสต์ข้อความไว้อาลัยอย่างคับคั่ง บีซี่ ฟิลลิปส์ เพื่อนนักแสดงจาก Dawson’s Creek โพสต์ภาพความทรงจำพร้อมระบุว่า “หัวใจของฉันแตกสลาย” และร่วมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเจมส์ ด้านซาราห์ มิเชลล์ เกลลาร์  ระบุว่านี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่ของโลก และมรดกของเจมส์จะคงอยู่ตลอดไป ส่วนเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ และ โอลิเวีย มันน์ ร่วมส่งกำลังใจให้ คิมเบอร์ลี ภรรยาของเขาและลูกๆ ทั้ง 6 คน

ทางด้านโซนี พิกเจอร์ส และบัญชีทางการของ Dawson’s Creek ได้โพสต์ไว้อาลัยโดยระบุว่า “การสวมบทบาทดอว์สัน ลีรี่ ของเขาได้ช่วยนิยามยุคสมัยของโทรทัศน์ และยังคงตราตรึงอยู่ในใจผู้ชมจนถึงทุกวันนี้”

เจมส์ แวน เดอร์ บีก เคยให้สัมภาษณ์ในปี 2020 ว่าตอนเด็กเขาเป็นคนขี้อายมาก และไม่เคยฝันอยากเป็นนักแสดงแต่ต้องการเป็นนักกีฬา อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้กลายเป็นไอคอนของวงการบันเทิงที่สร้างความสุขให้แฟนๆ ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน.

ที่มา BBC

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา

12 ก.พ. 2569 10:19 น.

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติสวนทรัมป์ คัดค้านมาตรการขึ้นภาษีแคนาดา

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อแคนาดา นับเป็นแรงสะเทือนต่อทำเนียบขาว แม้มติยังไม่อาจยกเลิกภาษีได้ทันที

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 219 ต่อ 211 ผ่านญัตติคัดค้านมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถือเป็นการท้าทายนโยบายของทำเนียบขาวที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวยังไม่ส่งผลให้มาตรการภาษีถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์เอง ซึ่งมีแนวโน้มต่ำมาก เนื่องจากเขายังคงเชื่อมั่นว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันคู่ค้าให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หลังผลลงมติปรากฏ ทรัมป์ออกมาตอบโต้ทันที พร้อมส่งสัญญาณเตือนทางการเมืองถึงสมาชิกสภาที่ลงคะแนนสวนแนวทางของเขา

ก่อนการลงมตินายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร พยายามขัดขวางไม่ให้มีการโหวต แต่แผนดังกล่าวล้มเหลว เมื่อสมาชิกพรรครีพับลิกัน 6 คนแตกแถว ไปร่วมกับพรรคเดโมแครตสนับสนุนญัตติ 

อย่างไรก็ตาม ั้ขนตอนต่อไป ญัตติจะถูกส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดจากนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์.

ที่มา CNN

“มิน อ่องหล่าย” ลั่น ชาวเมียนมาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 54.22% สูงกว่าหลายชาติประชาธิปไตย

"มิน อ่องหล่าย" ลั่น ชาวเมียนมาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 54.22% สูงกว่าหลายชาติประชาธิปไตย

12 ก.พ. 2569 09:08 น.

“มิน อ่องหล่าย” ลั่น ชาวเมียนมาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 54.22% สูงกว่าหลายชาติประชาธิปไตย

“มิน อ่องหล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา อ้างชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 54.22% สูงกว่าหลายชาติประชาธิปไตย แต่นักวิเคราะห์ชี้ตัวเลขไม่น่าเชื่อถือ หลังยกเลิกเลือกตั้งหลายพื้นที่ 

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา กล่าวอ้างว่าการเลือกตั้งทั่วไปทั้ง 3 เฟส ที่จัดขึ้นภายใต้รัฐบาลทหารประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากถึง 54.22% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงกว่าหลายชาติประชาธิปไตย พร้อมกล่าวว่า มีอย่างน้อย 50 ประเทศที่มีอัตราใช้สิทธิต่ำกว่าร้อยละ 54 อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ

โดยการเลือกตั้งเมรียนมาจัดขึ้น 3 ระยะ ได้แก่ วันที่ 28 ธันวาคม 2568 และวันที่ 11 กับ 25 มกราคม 2569 ครอบคลุม 263 เมืองทั่วประเทศ โดยผู้นำรัฐบาลทหารระบุว่ามีผู้ใช้สิทธิ 13.14 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 24 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านการเลือกตั้งตั้งข้อสงสัยว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีการยกเลิกการลงคะแนนในหลายพื้นที่จากปัญหาความมั่นคง ทำให้จำนวนผู้มีสิทธิลดลง และทำให้อัตราร้อยละดูสูงกว่าความเป็นจริง

ขณะที่ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการระบุว่า พรรคสหภาพสมานฉันท์และการพัฒนา หรือ USDP ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ ครอง 739 จาก 1,025 ที่นั่ง หรือ 72.09% ตามรัฐธรรมนูญปี 2551 กองทัพได้รับจัดสรรที่นั่ง 25% โดยล่าสุดมีการแต่งตั้งผู้แทนทหาร 166 คน เมื่อรวมกับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง 420 คน จะทำให้ทหารครองสัดส่วนร้อยละ 28 ของรัฐสภาชุดใหม่.

ดัชนี Nikkei ญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 58,000 จุดครั้งแรก รับแรงหนุนจากชัยชนะของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ”

ดัชนี Nikkei ญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 58,000 จุดครั้งแรก รับแรงหนุนจากชัยชนะของ "ซานาเอะ ทาคาอิจิ"

12 ก.พ. 2569 08:32 น.

ดัชนี Nikkei ญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 58,000 จุดครั้งแรก รับแรงหนุนจากชัยชนะของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ”

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นคึกคักต่อเนื่อง ดัชนี Nikkei 225 พุ่งทะลุระดับ 58,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงซื้อที่ยังคงไหลเข้าอย่างร้อนแรง จากชัยชนะของนายกรัฐมนตรีหญิง ซานาเอะ ทาคาอิจิ

ดัชนี Nikkei 225 พุ่งทะลุระดับ 58,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ หลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย พร้อมชูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

โดยในการซื้อขายช่วงเช้าวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ดัชนีอ้างอิง Nikkei 225 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.14% มาอยู่ที่ 57,739.20 จุด หลังจากระหว่างวันพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 58,004.72 จุด

ขณะที่ดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นญี่ปุ่นในวงกว้าง ปรับตัวขึ้น 0.3% มาอยู่ที่ 3,866.88 จุด

นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ดัชนี Nikkei ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วถึง 14.5% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลใหม่

ข้อมูลการซื้อขายระบุว่า มีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในดัชนี Nikkei จำนวน 145 ตัว เทียบกับหุ้นที่ปรับตัวลดลง 79 ตัว แสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่กระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่า รัฐบาลของทาคาอิจิจะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนและความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตลาดหุ้น

ชาวบังกลาเทศเข้าคูหาเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก หลังรัฐบาลชีค ฮาซินา ถูกโค่นจากการประท้วงใหญ่ปีที่แล้ว

ชาวบังกลาเทศเข้าคูหาเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก หลังรัฐบาลชีค ฮาซินา ถูกโค่นจากการประท้วงใหญ่ปีที่แล้ว

12 ก.พ. 2569 08:26 น.

ชาวบังกลาเทศเข้าคูหาเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก หลังรัฐบาลชีค ฮาซินา ถูกโค่นจากการประท้วงใหญ่ปีที่แล้ว

ชาวบังกลาเทศออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก หลังรัฐบาลอำนาจนิยมของชีค ฮาซินา ถูกโค่นจากการประท้วงใหญ่ปี 2567 โพลล่าสุดชี้พรรคบีเอ็นพี นำ 70% ขณะฝ่ายฮาซินาเรียกร้องคว่ำบาตร

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชาวบังกลาเทศทั่วประเทศกว่า 127 ล้านคน ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป นับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการประท้วงครั้งใหญ่ของกลุ่มนักศึกษา ที่นำไปสู่ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลอำนาจนิยมของชีค ฮาซินา นายกรัฐมนตรีที่ครองอำนาจยาวนานถึง 15 ปี จนต้องลี้ภัยไปยังประเทศอินเดียเพื่อนบ้านเมื่อปี 2567

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้รัฐบาลเฉพาะกาลของนายโมฮาหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์  โดยมีประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจคือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการสร้างงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดระบุว่า พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (Bangladesh Nationalist Party: BNP) ซึ่งเคยเป็นฝ่ายค้านหลัก มีคะแนนนิยมนำโด่งอยู่ที่ร้อยละ 70 ขณะที่พรรคเนชันแนล ซิติเซน ปาร์ตี (National Citizen Party: NCP) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษา ได้รับการสนับสนุนเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า พรรค NCP ยังไม่สามารถสร้างเครือข่ายทั่วประเทศได้อย่างเข้มแข็ง อีกทั้งเผชิญปัญหาความแตกแยกภายใน และเสียงวิจารณ์จากผู้สนับสนุนเอง ขณะที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเฉพาะกาลได้สั่งแบนพรรคอะวามีลีก ของชีค ฮาซินา ห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้.

ที่มา BBC

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

12 ก.พ. 2569 05:36 น.

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

รัฐบาลรัสเซียยืนยันว่า พวกเขาจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ New START ซึ่งหมดอายุเมื่อสัปดาห์ก่อนต่อไป ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ปฏิบัติตามด้วย

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียกล่าวว่า มอสโกจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของ สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ “นิว สตาร์ท” (New START) ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติตามด้วย แม้ว่าสัญญาฉบับนี้จะหมดอายุไปแล้วเมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา และยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่

สนธิสัญญา New START เคยเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ฉบับสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ การหมดอายุของสนธิสัญญานี้หมายความว่า คลังแสงนิวเคลียร์ของชาติมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศ จะไม่ถูกควบคุมโดยสนธิสัญญาใดๆ เลยเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการแข่งขันสะสมอาวุธรอบใหม่

เมื่อปีก่อน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ประกาศว่า พร้อมที่จะปฏิบัติตามขีดจำกัดของสนธิสัญญาต่อไปอีกหนึ่งปี หากวอชิงตันทำตาม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แย้งว่าเขาต้องการให้จีนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับใหม่ แต่ฝ่ายปักกิ่งปฏิเสธ

ทั้งนี้ สนธิสัญญา New START ซึ่งลงนามในปี 2553 จำกัดให้รัสเซียกับสหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์ประจำการได้ฝ่ายละไม่เกิน 1,550 หัวรบ นอกจากนั้นยังจำกัดจำนวนขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM), ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ (SLBM) และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์และประจำการอยู่ ไม่ให้เกิน 700 ลูก/ลำด้วย

นายลาฟรอฟกล่าวต่อสภาล่างของรัสเซียในวันพุธว่า แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเสนอของปูติน แต่รัสเซียจะเคารพข้อกำหนดของสนธิสัญญา New START ตราบเท่าที่เห็นว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน

“เราจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบและสมดุล บนพื้นฐานของการวิเคราะห์นโยบายทางการทหารของสหรัฐฯ” นายลาฟรอฟกล่าว และเสริมว่า “เรามีเหตุผลที่เชื่อว่าสหรัฐฯ ไม่รีบร้อนที่จะละทิ้งขีดจำกัดเหล่านี้ และจะปฏิบัติตามต่อไปในอนาคตอันใกล้”

“เราจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร” ลาฟรอฟกล่าว “หากมีการยืนยันว่า เพื่อนร่วมงานชาวอเมริกันของเราตั้งใจจะรักษาความร่วมมือเอาไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราจะทำงานอย่างแข็งขันเพื่อทำข้อตกลงฉบับใหม่ และพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่ยังคงอยู่นอกเหนือข้อตกลงด้านเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ”

คำพูดของนายลาฟรอฟเกิดขึ้นหลังจากเว็บไซต์ข่าว Axios รายงานอ้างว่า ในการพบปะกันที่กรุงอาบูดาบีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมเจรจาของรัสเซียกับสหรัฐฯ ได้หารือกันเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามสนธิสัญญา New START ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียยืนยันว่าทีมเจรจาของรัสเซียและสหรัฐฯ ได้หารือกันเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคตที่อาบูดาบี นอกรอบการประชุมไตรภาคีระหว่าง ยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับสงครามในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

BMW เรียกคืนรถกว่า 5 แสนคันทั่วโลก พบความเสี่ยงเกิดไฟไหม้

BMW เรียกคืนรถกว่า 5 แสนคันทั่วโลก พบความเสี่ยงเกิดไฟไหม้

12 ก.พ. 2569 04:43 น.

BMW เรียกคืนรถกว่า 5 แสนคันทั่วโลก พบความเสี่ยงเกิดไฟไหม้

BMW ผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังของเยอรมนี ประกาศเรียกคืนรถยนต์กว่า 5 แสนคันทั่วโลก หลังพบข้อบกพร่องในระบบสตาร์ทรถยนต์แบบแม่เหล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด

เมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ. 2569 โฆษกของ BMW ผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมของเยอรมนี ออกมายืนยันว่า พวกเขากำลังเรียกคืนรถยนต์หลายแสนคันเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดเพลิงไหม้ โดยระบุคร่าวๆ ว่า การเรียกคืนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อรถยนต์จำนวนกว่าครึ่งล้านคัน

ขณะที่ kfz-betrieb สื่อเฉพาะทางของเยอรมนี ระบุว่า มีรถยนต์จากซีรีส์ต่างๆ ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 575,000 คัน

BMW ระบุว่า การตรวจสอบผลิตภัณฑ์และข้อร้องเรียนของลูกค้าพบว่า รถยนต์ 16 รุ่นที่ติดตั้งมอเตอร์สตาร์ทที่ผลิตขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคม 2020 ถึงเดือนกรกฎาคม 2022 อาจได้รับผลกระทบเนื่องจากสวิตช์แม่เหล็กของมอเตอร์สตาร์ทแสดงอาการสึกหรอมากเกินไปเมื่อเวลาผ่านไป

“BMW AG แนะนำว่าหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์จากระยะไกล – ไม่ควรทิ้งรถยนต์เอาไว้โดยไม่ดูแลในขณะเครื่องยนต์ทำงานอยู่” ผู้ผลิตรถยนต์ระบุในแถลงการณ์

BMW บอกอีกว่า จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์และข้อร้องเรียนของลูกค้าพบว่า มอเตอร์สตาร์ทในรถยนต์กลุ่มดังกล่าวอาจชำรุด โดยไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ส่งผลให้มอเตอร์สตาร์ทเกิดความร้อนสูงเฉพาะจุด ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจนำไปสู่เพลิงไหม้รถยนต์ในขณะขับขี่

โฆษกระบุว่า ทางบริษัทจะทำจดหมายแจ้งเจ้าของรถเพื่อเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ทที่อาจมีข้อบกพร่อง

ทั้งนี้ ในปี 2567 BMW ต้องปรับลดแนวโน้มผลประกอบการลง หลังจากบริษัทได้รับความเสียหายมูลค่าหลายร้อยล้านยูโร เนื่องจากการเรียกคืนรถยนต์ 1.5 ล้านคันจากปัญหาเบรกที่จัดหาโดยบริษัท Continental ชำรุด

อย่างไรก็ตาม โฆษกยืนยันว่า การเรียกคืนครั้งล่าสุดนี้จะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยหรือไม่ส่งผลกระทบเลยต่อผลประกอบการของ BMW

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : france24

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

12 ก.พ. 2569 04:15 น.

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

ตำรวจแคนาดาอัปเดตข้อมูลเหตุกราดยิง 2 จุดที่โรงเรียนกับที่บ้านหลังหนึ่ง โดยลดจำนวนผู้เคราะห์ร้ายจาก 9 ศพเหลือ 8 ศพ และเปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศ

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 นายดเวย์น แมคโดนัลด์ รองผู้บัญชาการตำรวจแคนาดา จัดงานแถลงข่าว อัปเดตข้อมูลเหตุกราดยิง 2 จุด รวมถึงที่โรงเรียนในเมืองทัมเบลอร์ ริดจ์ ในรัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 ก.พ.) โดยเขาเปิดเผยว่า มือปืนรายนี้ชื่อ เจสซี แวน รูตเซลลาร์ อายุ 18 ปี เสียชีวิตโดยมีบาดแผลจากการทำร้ายตัวเอง

แมคโดนัลด์ระบุว่า รูตเซลลาร์ เป็นเพศชายโดยกำเนิด ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่เพศหญิงเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน และนิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้หญิง” แสดงตนว่าเป็นเพศหญิง ทั้งในทางสังคมและในที่สาธารณะ

รูตเซลลาร์ลาออกจากโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในที่เกิดเหตุเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และเมื่อนักข่าวถามว่า ผู้ต้องสงสัยเผชิญกับการกลั่นแกล้ง “เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านจากเพศชายเป็นเพศหญิง” หรือไม่ แมคโดนัลด์ตอบว่าไม่มีข้อบ่งชี้เรื่องนี้

แมคโดนัลด์ได้อัปเดตยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด โดยระบุว่า มีผู้เคราะห์ร้ายถูกยิงเสียชีวิตที่โรงเรียนมัธยม ทัมเบลอร์ ริดจ์ 6 ศพ เป็นบุคลากรทางการศึกษาหญิง 1 ราย, นักเรียนชาย 2 ราย และนักเรียนหญิง 3 ราย เกือบทั้งหมดถูกฆาตกรรมในห้องสมุดของโรงเรียน และมี 1 รายเสียชีวิตในพื้นที่บันไดหนีไฟ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิต 2 ศพในบ้านพักใกล้เคียงคือแม่และน้องชายต่างมารดาของผู้ต้องสงสัย และตำรวจถูกเรียกให้ไปที่บ้านหลังดังกล่าวหลังจากได้รับแจ้งเหตุที่โรงเรียน โดยผู้แจ้งความคือเยาวชนหญิงที่เป็นญาติกับผู้ต้องสงสัยและเหยื่อผู้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืน 2 กระบอกที่โรงเรียน ได้แก่ ปืนยาว 1 กระบอก และปืนพกที่ถูกดัดแปลง 1 กระบอก

ตำรวจเคยเดินทางไปที่บ้านของครอบครัวผู้ต้องสงสัยหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อจัดการกับปัญหาด้านสุขภาพจิตของผู้ต้องสงสัย และการติดต่อบางครั้งเกี่ยวข้องกับอาวุธ

แมคโดนัลด์ระบุว่า เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ตำรวจเคยเดินทางไปที่บ้านของผู้ต้องสงสัยรายนี้ และมีการยึดอาวุธปืนภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา แต่หลังจากนั้น เจ้าของอาวุธปืนเหล่านั้นตามกฎหมายได้ยื่นคำร้องขอคืน และปืนเหล่านั้นก็ถูกส่งกลับคืนไป

เมื่อถูกถามว่าผู้ต้องสงสัยมีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนหรือไม่ รองผู้บัญชาการตำรวจกล่าวว่า “ผมเชื่อว่าเธอมีใบอนุญาตซึ่งหมดอายุไปในปี 2567 เธอไม่มีอาวุธปืนใด ๆ ลงทะเบียนในชื่อของเธอแล้ว”

นายแมคโดนัลด์ยอมรับด้วยว่า ตำรวจ “ยังไม่มีเบาะแส” เกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้ต้องสงสัย และเป็นสิ่งที่พนักงานสอบสวนกำลังสืบสวนอย่างเต็มที่

นักข่าวขอให้แมคโดนัลด์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของบ้านครอบครัวผู้ต้องสงสัย แต่เขากล่าวว่าไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ในขณะนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc