ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

24 ส.ค. 2569 02:05 น.

ดีอาร์คองโก-กบฏ M23 ตกลงโร้ดแมปไปสู่การเจรจาสันติภาพแล้ว

ดีอาร์คองโกบรรลุข้อตกลงโร้ดแมปกับกลุ่มกบฏ M23 ที่สู้รบกันมานานหลายสิบปีแล้ว เพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ ตามข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางซึ่งลงนามกันเมื่อปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) และกลุ่มกบฏ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา บรรลุข้อตกลงโร้ดแมปเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพร่วมกันแล้ว หลังจากขัดแย้งมานานหลายสิบปี

แถลงการณ์ร่วมหลังจากการเจรจาเป็นเวลา 5 วันในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นที่จะ “ดำเนินการเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างครอบคลุม” พร้อมทั้งจัดตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการหยุดยิง

ข้อตกลงโร้ดแมปดังกล่าวกำหนดกรอบเวลาสำหรับการเจรจาภายใต้ข้อตกลงสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ซึ่งลงนามไปเมื่อปี 2568 แต่หลังจากนั้นกลับเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทางตะวันออกของดีอาร์คองโก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำข้อตกลงโร้ดแมปและข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความคิดเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องมาตรการคว่ำบาตรต่อกลุ่ม M23, การปล่อยตัวสมาชิกที่ถูกควบคุมตัว และกรอบเวลาในการปฏิรูปทางการเมือง

อนึ่ง การเจรจาครั้งล่าสุดนี้มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย กลุ่ม M23, รัฐบาลดีอาร์คองโก, กาตาร์, สหรัฐอเมริกา, สาธารณรัฐโตโก, คณะกรรมาธิการสหภาพแอฟริกา และสวิตเซอร์แลนด์ในฐานะประเทศเจ้าภาพ

“คู่ขัดแย้งตกลงที่จะจัดตั้งกลไกทำหน้าที่ทบทวนความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาความท้าทายในการปฏิบัติตามพันธกรณีและคำมั่นสัญญาภายใต้ข้อตกลงกรอบการทำงานโดฮา (Doha Framework Agreement)” แถลงการณ์ระบุ โดยอ้างถึงข้อตกลงในปี 2025

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนด “ขั้นตอนและกรอบเวลาที่ต่อเนื่องกัน” พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะใช้ “ความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์” ในการทำงาน

นอกจากนั้น พวกเขายังเห็นชอบร่วมกันที่จะใช้กลไกติดตามการละเมิดการหยุดยิง โดยได้มีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการขึ้นแล้ว และภารกิจตรวจสอบครั้งแรกมีกำหนดจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้ ที่เขตมิเนมบเว (Minembwe) ในจังหวัดคิวูใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบอย่างหนัก

ทั้งนี้ ความขัดแย้งกับกลุ่ม M23 มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความตึงเครียดระหว่างดีอาร์คองโกและประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดา ซึ่งกล่าวหาดีอาร์คองโกว่า ล้มเหลวในการกวาดล้างกลุ่มกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อการปลดปล่อยรวันดา (FDLR) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่รวันดามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

ดีอาร์คองโกปฏิเสธว่าไม่ได้สนับสนุนกลุ่ม FDLR และกล่าวหารวันดาว่าให้การสนับสนุนกลุ่ม M23 ทั้งด้านกำลังทหารและอุตสาหกรรมอาวุธ อย่างไรก็ดี รวันดาปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้สนับสนุนกลุ่ม M23 แม้จะมีหลักฐานแน่นหนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

24 ส.ค. 2569 00:01 น.

เซเลนสกีอ้าง ปีนี้รัสเซียเสียทหาร 1.5 แสนนาย จ่อเกณฑ์เพิ่มอีก 3 แสนคน

ผู้นำยูเครนอ้างว่า ในปีนี้ รัสเซียเสียทหารจากสงครามไปแล้วกว่า 1.5 แสนนาย แต่มอสโกกำลังวางแผนเกณฑ์ทหารเพิ่มอีก 3 แสนนายหลังการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมาเปิดเผยและเตือนถึงสถานการณ์ทางทหารและทิศทางสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่างทั้งสองฝ่าย ขณะที่ยูเครนขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับสกัดกั้นอย่างหนัก

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียมีแผนเกณฑ์ทหารเพิ่มอีกอย่างน้อย 300,000 นาย หลังการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า เพื่อพยายามยึดพื้นที่ภูมิภาคดอนบาส ซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์ ทางตะวันออกของยูเครนให้ได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นเกณฑ์ทหารใหม่จากเมืองรอบนอกมากกว่าเมืองใหญ่

ยูเครนประเมินด้วยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา รัสเซียสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 267,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตราว 155,000 นาย และเซเลนสกีมั่นใจว่ากองทัพยูเครนจะสามารถทำลายกำลังพลใหม่ 300,000 นายนี้ได้เช่นกัน

ในส่วนของแนวรบ ปัจจุบันยูเครนยังคงตั้งรับและคุมพื้นที่ราว 20% ของแคว้นโดเนตสก์เอาไว้ รวมถึงเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอย่างสลาเวียนสก์และครามาตอร์สก์ นอกจากนี้ยังจับตาการสั่งสมยุทโธปกรณ์ตามแนวชายแดนทางตอนเหนือ บริเวณแคว้นคาร์คิฟกับแคว้นซูมี

เซเลนสกีเปิดเผยอีกว่า ยูเครนได้รับขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) จากสหรัฐฯ ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยลดลงจาก 675 ลูกในปี 2566 เหลือคาดการณ์เพียง 264 ลูกในปีนี้ โดยแพทริออตเป็นระบบป้องกันเดียวที่ยูเครนมีที่สามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียได้

ผู้นำยูเครนระบุว่า หากสหรัฐฯ ยอมแบ่งขีปนาวุธแพทริออตในคลังสำรองเพียง 10% ให้ ยูเครนก็พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อ เพราะมันจะสามารถช่วยชีวิตประชาชนและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อย่างมาก

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีของสงคราม ยูเครนพยายามพัฒนาโดรนระยะไกลและขีปนาวุธร่อนของตัวเอง เพื่อใช้ทำลายจุดปล่อยขีปนาวุธรวมถึงโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ภายในรัสเซีย

นอกจากนั้น ยูเครนยังพยายามขอใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Starlink ที่ลอยอยู่เหนือรัสเซีย แต่ อีลอน มัสก์ แสดงความกังวลว่าอาจเป็นการยกระดับความขัดแย้ง และต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วมากกว่า

เซเลนสกีมองว่า กรอบเวลาในการเจรจายุติสงครามจะมีไปจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนปีหน้า ก่อนที่การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น โดยผู้แทนสหรัฐฯ ทั้ง สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ กำลังพยายามสรุปทางเลือกที่เป็นไปได้จริงลงในเอกสารสรุป 1 หน้า เพื่อใช้หารือร่วมกันทุกฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

23 ส.ค. 2569 22:37 น.

อิหร่านลั่น จะตอบโต้ประเทศที่ช่วยสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจเตหะราน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ออกโรงขู่ประเทศต่างๆ ว่า อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของอิหร่าน มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญการตอบโต้ที่เขาอ้างว่า จะรุนแรงระดับ “แผ่นดินไหว”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกมาขู่ว่า พวกเขาจะตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการทำ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่าน ในขณะที่อียิปต์เรียกร้องให้เตหะรานและวอชิงตัน “กลับสู่เส้นทางทางการทูต” และยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานเกือบ 6 เดือนแล้ว

คำเตือนจากนายเรซาอีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 ส.ค. 2569) มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มีแผนจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ในวันจันทร์นี้ (24 ส.ค.) ซึ่งอาจสร้างความกดดันให้แก่เศรษฐกิจของเตหะรานหนักยิ่งขึ้น

ตามรายงานของ สถานีโทรทัศน์ IRIB ของอิหร่าน นายเรซาอีกล่าวว่า อิหร่านกำลังเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เข้าร่วมใน “สงครามเศรษฐกิจ” ของสหรัฐฯ

“ประเทศใดก็ตามที่มีส่วนร่วมในการบังคับใช้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจต่อเรา จะถือว่าเป็นศัตรู” เขากล่าว พร้อมเตือนถึงการตอบโต้ที่จะส่งผลสะเทือนระดับ “แผ่นดินไหว” ด้วย

“แน่นอนว่า ขั้นแรกเราจะเจรจากับพวกเขาก่อน เราจะพูดคุยและบอกให้ถอยออกมาและรักษาระยะห่างจากสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าพวกเขายังไม่ทำ เราจะโจมตี โดยจะมุ่งเป้าหมายไปที่ผลประโยชน์ของประเทศนั้นๆ”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินปฏิบัติการบดขยี้เศรษฐกิจของอิหร่านอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังรับปากว่าจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศใดก็ตามที่มอบความช่วยเหลือ “ทุกรูปแบบ” แก่อิหร่าน

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ย้ำคำขู่ดังกล่าวในวันถัดมา โดยส่งข้อความถึงชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่า “คุณจะอยู่ข้างเรา หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา” พร้อมทั้งเรียกร้องความร่วมมือจากจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันของอิหร่านประเภทขนส่งทางเรือมากกว่า 80%

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ช่องแคบเปิดแล้ว แต่อิหร่านซึ่งปิดเส้นทางน้ำสายนี้มาตลอดนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ยืนยันว่า จะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา ในขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้ามาหลายเดือนแล้ว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ได้ประกาศว่า บาดร์ อับเดลัตตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้หารือกันทางโทรศัพท์ เพื่อทบทวนภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อ “สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความตึงเครียด”

ทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับการ “กลับสู่เส้นทางทางการทูต ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาระหว่างโอมานกับอิหร่าน หรือการฟื้นฟูการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุข้อตกลงที่ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อยุติสงคราม, สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

23 ส.ค. 2569 21:35 น.

ญี่ปุ่นระทึกอีก แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าฮอกไกโด ไม่มีเตือนสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ใกล้จังหวัดฮอกไกโดของญี่ปุ่น เมื่อคืนวันอาทิตย์ หลังจากเพิ่งเกิดแผ่นดินไหว 5.9 ในภูมิภาคคันโต จนมีผู้บาดเจ็บหลายสิบรายเมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง โดยวัดขนาดเบื้องต้นได้ที่ 6.0 เมื่อเวลาประมาณ 22:45 น. ของวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่งเมืองอุราคาวะ ของจังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ที่ความลึก 40 กิโลเมตร

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา เจ้าหน้าที่วัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ที่ระดับ 4 ตามมาตรารับรู้แรงสั่นสะเทือนของญี่ปุ่น (ซึ่งมีระดับ 0 ถึง 7) ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดของฮอกไกโด อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในภูมิภาคคันโต ตอนกลางของประเทศ เมื่อเวลา 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยจุดศูนย์กลางอยู่ทางใต้ของจังหวัดอิบารากิ สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับ 5- ในจังหวัดอิบารากิ, ไซตามะ, ชิบะ และกรุงโตเกียว

แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว 5.9 ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 37 ราย และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : xinhua

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

23 ส.ค. 2569 19:11 น.

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน

เช็กกำลัง แกนนำรุ่นใหม่ “บีอาร์เอ็น” โหมไฟใต้ 51 จุด เบื้องลึกยุทธวิธี รัฐไทยตามไม่ทัน แหล่งข่าวความมั่นคง วิเคราะห์สัญญาณเตือนเปิดตัว แกนนำรุ่นใหม่ ผ่านปฏิบัติการแรก ถอดรหัสยุทธวิธีเลือกเจาะเป้าหมาย ชี้ทบทวนนโยบายลดกำลังพลไม่ให้เกิดช่องโหว่อนาคต

         เมื่อคืน 22 ส.ค.69 พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาส จำนวน 22 เหตุการณ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 11 เหตุการณ์ และจังหวัดยะลา จำนวน 18 เหตุการณ์ จนเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด โดยในเหตุการณ์มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีเหตุการณ์ผู้เสียชีวิต 

  ก่อนหน้านี้ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลงพื้นที่ไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้พูดคุยกับอดีตแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ก่อเหตุในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการยืนยันชัดเจนว่า ด้วยตัวแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นชุดใหม่ จะเริ่มมีการก่อเหตุความไม่สงบที่รุนแรง และเป้าประสงค์เพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดนที่ต่างจากเดิม ซึ่งเหตุการณ์ที่มีการก่อเหตุล่าสุด 51 จุด แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการก่อกวนทั่วไป แต่เป็น “ยุทธการเปิดตัวแกนนำชุดใหม่”ที่เข้ามาคุมโครงสร้างการต่อสู้ในปัจจุบัน

บีอาร์เอ็น รุ่นใหม่ สัญญาณเตือน การเปิดตัว แกนนำรุ่นใหม่ ผ่านปฏิบัติการแรก

แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ มองว่า ครั้งนี้ถือเป็นคำสั่งแรกของคณะแกนนำบีอาร์เอ็นชุดใหม่ เหตุการณ์ป่วนเมืองพร้อมกัน ถือเป็นคำสั่งปฏิบัติการแรก เพื่อประกาศตัวตนอย่างเป็นทางการของแกนนำชุดใหม่


              ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ปี 2547ลักษณะการก่อเหตุถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เปิดตัวครั้งใหญ่ในอดีต เช่น การเผาโรงเรียนพร้อมกัน 37 แห่ง ซึ่งเป็นการใช้ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์เพื่อประกาศการเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว


              บีอาร์เอ็น การเปลี่ยนผ่านสู่ คนรุ่นใหม่ แกนนำและผู้ปฏิบัติการในปัจจุบันไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นเก่าที่มีอายุมากหรือเจ็บป่วยตามวัยอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ช่วงอายุประมาณ 18–24 ปี ซึ่งมีความกล้า มีความคึกคะนอง และพร้อมลงมือทำตามเป้าหมาย


ถอดรหัสยุทธวิธี บีอาร์เอ็น ทำไมต้องมากกว่า 51 จุด และเลือกเจาะเป้าหมายอย่างไร

             แหล่งข่าวประเมินว่า เป็นการโชว์ศักยภาพว่า ทำได้ทุกอย่าง การลงมือพร้อมกันในหลายจุด เช่น เผาเสาไฟฟ้า, ระเบิดทางรถไฟ, บุกร้านสะดวกซื้อ , เผา อบต., และเผายางบนถนน มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐได้ทุกรูปแบบ


              บีอาร์เอ็น การเปลี่ยนผ่านเป้าหมาย  ข้อสังเกตสำคัญในปฏิบัติการรอบนี้คือ ไม่มีการโจมตี พระ วัด และโรงเรียน ซึ่งแตกต่างจากในอดีต และเป็นประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงต้องนำไปวิเคราะห์ต่อถึงทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ของกลุ่ม


              การก่อเหตุความไม่สงบยุทธวิธีเน้น ประชาสัมพันธ์ มากกว่าเอาชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่การสังหารบุคคล แต่เป็นการ ก่อกวนและประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขายังคงขับเคลื่อนการต่อสู้และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยุติหรือยอมรับกระบวนการของรัฐ


ช่องโหว่ฝ่ายความมั่นคงและความท้าทายของรัฐบาล

ประเด็นวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและทัศนคติจากพื้นที่
งานข่าวกรองฝ่ายรัฐยังคง “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มก่อความไม่สงบ แม้โครงสร้างองค์กรหลักจะเหมือนเดิม แต่ตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานได้เปลี่ยนเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมดแล้ว
นโยบายการลดกำลังการปรับลดกำลังทหาร แล้วส่งมอบพื้นที่ให้กองกำลังอาสาสมัคร (อส.) หรือการเตรียมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน/พ.ร.บ.ความมั่นคง ถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมกับสถานการณ์จริงหรือไม่
ช่องว่างการรักษาความปลอดภัยปฏิบัติการกะทันหันสะท้อนว่า หากฝ่ายรัฐถอนกำลังหรือลดการคุ้มกัน ณ จุดใด กลุ่มผู้ก่อเหตุพร้อมจะเข้าสวมรอยและก่อเหตุในจุดนั้นทันที

การส่งสัญญาณผ่านเหตุการณ์กว่า 51 จุดครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยหรือแนวคิดการยึดคืนความสงบของภาครัฐยังคงสวนทางกับความเป็นจริงในพื้นที่ ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบภายใต้การนำของ “แกนนำรุ่นใหม่”ยังคงต้องการเดินหน้าสร้างความขัดแย้งต่อไป สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำคือการปรับปรุงงานข่าวกรองให้เท่าทันเด็กและวัยรุ่นรุ่นใหม่ พร้อมทบทวนนโยบายการลดกำลังพลเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางยุทธการในอนาคต

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนทุบสถิติวิ่ง 100 เมตร “ยูเซน โบลต์” ในการแข่งขันหุ่นยนต์ที่ปักกิ่ง

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนทุบสถิติวิ่ง 100 เมตร "ยูเซน โบลต์" ในการแข่งขันหุ่นยนต์ที่ปักกิ่ง

23 ส.ค. 2569 12:44 น.

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนทุบสถิติวิ่ง 100 เมตร “ยูเซน โบลต์” ในการแข่งขันหุ่นยนต์ที่ปักกิ่ง

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนสร้างความฮือฮาในวันเปิดการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ที่กรุงปักกิ่ง หลังทำเวลา 100 เมตรได้ 9.39 วินาที เร็วกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ยูเซน โบลต์ ทำไว้ 9.58 วินาที ขณะที่หุ่นยนต์อีกรุ่นทำลายสถิติกระโดดสูงของมนุษย์ สะท้อนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีหุ่นยนต์จีน ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ

การแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เปิดฉากขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันเสาร์ (22 ส.ค.) โดยมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าร่วมมากกว่า 2,000 ตัว จาก 16 ประเทศ รวมถึงเยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ การแข่งขันจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน มี 51 รายการ และการแข่งขันย่อยกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุมทั้งกรีฑา ยกน้ำหนัก ชักเย่อ ปิงปอง และฟุตบอล

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การแข่งขันวิ่ง 100 เมตร เมื่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ “เทียนจั๋ว” จากบริษัท X-Humanoid ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ทำเวลาได้ 9.39 วินาที เร็วกว่าสถิติโลกของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกา ซึ่งทำไว้ 9.58 วินาที เมื่อปี 2009

หุ่นยนต์ของ X-Humanoid ยังทำผลงานโดดเด่นในการกระโดดสูงจากท่ายืน ด้วยความสูง 2.88 เมตร ทำลายสถิติของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ทำไว้เพียง 0.95 เมตรในการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และยังสูงกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ 2.45 เมตร ซึ่ง ฮาเวียร์ โซโตมาเยอร์ นักกีฬาชาวคิวบา ทำไว้ตั้งแต่ปี 1993

อย่างไรก็ตาม ก่อนการแข่งขันอย่างเป็นทางการ บริษัท Honor ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนของจีน เปิดเผยว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของบริษัททำเวลาในการวิ่ง 100 เมตรระหว่างการทดสอบได้ 9.32 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 14.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าสถิติที่ทำได้ในวันเปิดการแข่งขัน

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นที่ที่สนามสเก็ตแห่งชาติในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นสนามที่สร้างขึ้นสำหรับโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 และจัดขึ้นในสัปดาห์เดียวกับงานประชุมหุ่นยนต์โลก 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งบริษัทต่าง ๆ นำผลิตภัณฑ์ด้านหุ่นยนต์ประมาณ 3,000 รายการมาจัดแสดง รวมถึงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนกำลังได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ส่วนใหญ่ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มการตรวจสอบเทคโนโลยีจากจีน โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ หรือ FCC ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งถูกมองว่ามุ่งเป้าไปที่จีน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเพิ่มชื่อ Unitree หนึ่งในผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ของจีน เข้าไปในบัญชีบริษัทที่สหรัฐฯ ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

แม้ความสามารถของหุ่นยนต์จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัจจุบันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้เพื่อการสาธิต การแสดง และการวิจัยเป็นหลัก และยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะสามารถนำไปใช้งานจริงในวงกว้าง

ผู้ชมการแข่งขันหลายคนกล่าวว่ารู้สึกตื่นเต้นกับพัฒนาการของหุ่นยนต์ โดยหลี่ เหยียนเฟิง ชาวกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า ในช่วงแรกเธอไม่ค่อยยอมรับปัญญาประดิษฐ์ เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีอาจเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เมื่อเห็นว่าการพัฒนากำลังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้ง จึงตัดสินใจมาดูการแข่งขันด้วยตัวเอง

ขณะที่ผู้จัดงานระบุว่า การแข่งขันปีนี้เป็นเวทีแสดงศักยภาพของจีนในด้านหุ่นยนต์ขั้นสูง ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Associated Press

เด็กปาเลสไตน์สูญเสียอวัยวะจากสงครามในกาซา เรียนว่ายน้ำฟื้นความมั่นใจ

เด็กปาเลสไตน์สูญเสียอวัยวะจากสงครามในกาซา เรียนว่ายน้ำฟื้นความมั่นใจ

23 ส.ค. 2569 11:23 น.

เด็กปาเลสไตน์สูญเสียอวัยวะจากสงครามในกาซา เรียนว่ายน้ำฟื้นความมั่นใจ

เด็กชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่สูญเสียแขนขาจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส เข้าร่วมการเรียนว่ายน้ำในเมืองข่านยูนิส โดยมีโค้ชที่เป็นผู้พิการแขนขาเช่นเดียวกันคอยฝึกสอน หวังช่วยให้เด็ก ๆ ฟื้นความมั่นใจและเยียวยาสภาพจิตใจ หลังต้องเผชิญกับการบาดเจ็บและการพลัดถิ่นจากสงคราม

เด็กชาวปาเลสไตน์ที่สูญเสียแขนหรือขาจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 กำลังเข้าร่วมการเรียนว่ายน้ำในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ หลังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความสูญเสียและการพลัดถิ่น

มูลนิธิ Tanteesh ร่วมกับองค์กร Heal Palestine จัดการเรียนว่ายน้ำสำหรับเด็กที่สูญเสียแขนขา ไม่ว่าจะเป็นผลจากสงครามครั้งนี้หรือจากสาเหตุอื่น โดยมีโค้ชว่ายน้ำที่พิการแขนขาและผ่านประสบการณ์คล้ายกันเป็นผู้ฝึกสอน

นูร์ อัล-ดีน คัชคัส โค้ชว่ายน้ำซึ่งพลัดถิ่นจากเมืองเบต ลาฮิยา และสูญเสียขาข้างหนึ่งระหว่างสงคราม กล่าวว่า เด็ก ๆ หลายคนอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่เมื่อเริ่มเข้าร่วมกิจกรรม แต่ทันทีที่ได้ลงสระและสัมผัสน้ำ อารมณ์ของพวกเขาก็เปลี่ยนไป และเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น

เขากล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชุมชนต้องเผชิญความทุกข์ยาก เด็ก ๆ ควรได้รับอย่างน้อยที่สุดคือสถานที่สำหรับเล่นกีฬาและการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

ซาอาดี อัล-มาสรี โค้ชอีกคนซึ่งพลัดถิ่นจากเบต ลาฮิยาและเป็นผู้พิการแขนขาเช่นกัน กล่าวว่า การดูแลเด็ก ๆ หลังผ่านประสบการณ์เลวร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานจึงเริ่มจากการช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ พร้อมเล่าประสบการณ์ของตนเองให้เด็ก ๆ ฟังว่า พวกเขาเองก็สูญเสียแขนขาและเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นเดียวกัน แต่สามารถก้าวผ่านมันมาได้ด้วยความมุ่งมั่นและกำลังใจ

เมื่อวันศุกร์ มูลนิธิยังจัดกิจกรรมว่ายน้ำในทะเลบริเวณชายฝั่งเมืองข่านยูนิส ใกล้ท่าเรือ โดยคาดว่าจะมีเด็กเข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน ทั้งเด็กพิการแขนขาและเด็กทั่วไป เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เล่นน้ำ เล่นสนุก และมีช่วงเวลาแห่งความสุขท่ามกลางสงครามและการพลัดถิ่น

ชาอิมา ฮามูดา เด็กหญิงที่เข้าร่วมเรียนว่ายน้ำและพลัดถิ่นจากเบต ลาฮิยา กล่าวว่า การได้ลงสระช่วยให้เธอหลีกหนีจากชีวิตที่ต้องอยู่ในเต็นท์ได้ชั่วคราว

ด้านโค้ชว่ายน้ำ รอไกยา บาบับ กล่าวว่า เด็ก ๆ ในกาซาแทบไม่เหลือสถานที่สำหรับเล่นและปลดปล่อยพลังอีกแล้ว หลังสวนสนุกและสระว่ายน้ำจำนวนมากไม่สามารถใช้งานได้ พร้อมย้ำว่า เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา การเล่นกีฬา ความรัก และการดูแลจากครอบครัว แม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสงครามก็ตาม.

ที่มา Associated Press

TikTok ตกลงจ่ายค่าปรับ 400 ล้านดอลลาร์ ยุติคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวเด็กในสหรัฐฯ

TikTok ตกลงจ่ายค่าปรับ 400 ล้านดอลลาร์ ยุติคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวเด็กในสหรัฐฯ

23 ส.ค. 2569 10:47 น.

TikTok ตกลงจ่ายค่าปรับ 400 ล้านดอลลาร์ ยุติคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวเด็กในสหรัฐฯ

TikTok บรรลุข้อตกลงยินยอมจ่ายเงินค่าปรับมูลค่าสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13,000 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อยุติคดีความกรณีเก็บข้อมูลส่วนตัวของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ถือเป็นหนึ่งในการตั้งค่าปรับและไกล่เกลี่ยคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวเด็กที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

TikTok ตกลงจ่ายเงิน 400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 13,000 ล้านบาท ให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อยุติคดีที่รัฐบาลยื่นฟ้องในปี 2024 โดยกล่าวหาว่า TikTok และ ไบต์แดนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เก็บข้อมูลจำนวนมากจากผู้ใช้งานหลายล้านคนที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์ หรือ COPPA ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2000

ภายใต้ข้อตกลง TikTok และไบต์แดนซ์ จะจ่ายเงิน 300 ล้านดอลลาร์ให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ทันที ส่วนอีก 100 ล้านดอลลาร์จะจ่ายเมื่อรัฐบาลยกเลิกคำสั่งยอมความที่ทำไว้กับบริษัท Musical.ly ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ไบต์แดนซ์ เข้าซื้อกิจการและเป็นต้นกำเนิดของ TikTok โดยในปี 2019 Musical.ly เคยถูกสั่งปรับ 5.7 ล้านดอลลาร์จากการละเมิดกฎหมาย COPPA และต้องดำเนินมาตรการขอความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า คดีดังกล่าวกล่าวหา TikTok ว่าไม่สามารถตรวจสอบอายุของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ได้ขอความยินยอมจากผู้ปกครองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าไม่ดำเนินการลบบัญชีของเด็ก แม้ได้รับคำร้องจากผู้ปกครอง หรือแม้บริษัทจะทราบว่าบัญชีดังกล่าวเป็นของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงครั้งนี้ช่วยเพิ่มการคุ้มครองเด็กและผู้ปกครองบนโลกออนไลน์ พร้อมย้ำว่า บริษัทที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมไม่ได้เปิดเผยว่ามีมาตรการลงโทษอื่นต่อ TikTok นอกเหนือจากค่าปรับหรือไม่ โดยระบุว่า นับตั้งแต่มีการฟ้องร้อง TikTok ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งโครงสร้างการถือครองกิจการ แนวทางด้านความเป็นส่วนตัว และระบบควบคุมสำหรับผู้ใช้งานอายุน้อย

ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียหลายแห่งกำลังเผชิญการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของเด็ก โดยเมตา บริษัทแม่ของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก กำลังเผชิญการพิจารณาคดีในสหรัฐฯ จากข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมาย COPPA เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผลักดันให้ TikTok ถูกแบนในสหรัฐฯ หรือให้ไบต์แดนซ์ ขายกิจการในประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนแนวทางการขายกิจการ และการแยกธุรกิจในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การถือครองของกลุ่มนักลงทุนในสัดส่วน 81% ขณะที่ ไบต์แดนซ์ยังคงถือหุ้น 19% โดยไบต์แดนซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน มีมูลค่าล่าสุดจากการประเมินของนักลงทุนอยู่ที่ประมาณ 550,000 ล้านดอลลาร์

ข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้จึงถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญของ TikTok ท่ามกลางแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกที่เพิ่มความเข้มงวดต่อการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กบนแพลตฟอร์มออนไลน์.

ที่มา BBC / Associated Press

เหรียญ “ซิดนีย์ มาราธอน” โดนจับผิด สลักรูปสนามในเยอรมนี แทนสนามในออสเตรเลีย

เหรียญ "ซิดนีย์ มาราธอน" โดนจับผิด สลักรูปสนามในเยอรมนี แทนสนามในออสเตรเลีย

23 ส.ค. 2569 10:25 น.

เหรียญ “ซิดนีย์ มาราธอน” โดนจับผิด สลักรูปสนามในเยอรมนี แทนสนามในออสเตรเลีย

เกิดกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ หลังฝ่ายจัดงานวิ่งระดับโลก “ซิดนีย์ มาราธอน 2026” เปิดตัวเหรียญรางวัลประจำปี แต่เหล่านักวิ่งตาดีแอบจับผิดพบว่า ลายสลักรูปสนามแข่งขันบนเหรียญ กลับไปคล้ายกับสนาม “อัลลิอันซ์ อารีนา” ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี มากกว่าจะเป็นสนาม “อัลลิอันซ์ สเตเดียม” ในนครซิดนีย์ คาดผู้ออกแบบสับสนชื่อสนาม

เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน ซิดนีย์ มาราธอน 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม ผู้จัดงานกำลังเผชิญคำถามว่า การออกแบบเหรียญที่ระลึกเกิดความผิดพลาดจากการนำภาพสนามกีฬาผิดแห่งมาใช้หรือไม่

ประเด็นดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของซิดนีย์ มาราธอน เปิดเผยแบบเหรียญปี 2026 พร้อมข้อความเชิญชวนให้ผู้ติดตาม “ลองมองให้ใกล้ แล้วจะพบเรื่องราวของเส้นทางการแข่งขันในรายละเอียดต่าง ๆ”

เหรียญดังกล่าวเป็นแบบสองด้าน โดยด้านหนึ่งเป็นภาพเส้นขอบฟ้าของนครซิดนีย์ พร้อมสถานที่สำคัญตลอดเส้นทาง เช่น สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ และโรงอุปรากรซิดนีย์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นชัยของการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังมีภาพอาคารสนามกีฬาแห่งหนึ่งที่มีรูปลักษณ์คล้าย อัลลิอันซ์ อารีนา สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิกในเยอรมนี

อัลลิอันซ์ อารีนา มีลักษณะเด่นเป็นโครงสร้างหุ้มด้วยแผ่นวัสดุรูปทรงคล้ายเพชรจำนวนมาก ขณะที่ อัลลิอันซ์ สเตเดียม ในซิดนีย์ ซึ่งเส้นทางมาราธอนวิ่งผ่าน มีลักษณะภายนอกค่อนข้างเรียบและมีครีบสีบรอนซ์แนวยาว ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่าภาพบนเหรียญอาจเป็นสนามผิดแห่ง

สนามในมิวนิกยังเข้ามาร่วมแซวเหตุการณ์ด้วย โดยบัญชีอินสตาแกรมของอัลลิอันซ์ อารีนา โพสต์ข้อความในเชิงขบขันว่า “ว้าว เราไม่เคยคาดคิดว่าจะมีเรื่องนี้อยู่ในบิงโกของเรา” พร้อมแนะนำว่า ทั้งสองสถานที่อาจมีสิ่งที่เหมือนกันคือสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเป็นสถานที่ที่ควรไปเยือน

สื่อออสเตรเลียก็ร่วมล้อเลียนความผิดพลาดดังกล่าว โดยหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald พาดหัวในทำนองว่า เป็นเหรียญที่จะทำให้ซิดนีย์ “อยู่บนแผนที่ แต่เป็นแผนที่ผิด”

สำหรับอีกด้านหนึ่งของเหรียญ เป็นผลงานออกแบบสีน้ำเงินและทองของ แอมโบรส คิลเลียน ศิลปินชนพื้นเมืองออสเตรเลีย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก โดยคิลเลียนยืนยันว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบภาพเส้นขอบฟ้าซิดนีย์และสนามกีฬาที่ถูกตั้งข้อสังเกต

ผู้จัดงานยังไม่ได้ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ภาพสนามดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบหรือไม่ 

การแข่งขันปีนี้คาดว่าจะมีนักวิ่งเข้าร่วมมากกว่า 40,000 คน จากผู้สมัครผ่านระบบจับสลากมากกว่า 120,000 คน โดยนักวิ่งจะต้องพิชิตระยะทาง 42.2 กิโลเมตร และเหรียญดังกล่าวถูกระบุว่าเป็น “เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ” สำหรับผู้ที่สามารถเข้าเส้นชัยได้

เหตุการณ์นี้ยังคล้ายกับความผิดพลาดในการแข่งขัน Great North Run ที่เมืองนิวคาสเซิลของอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเหรียญรางวัลถูกออกแบบให้มีภาพเมืองซันเดอร์แลนด์และแม่น้ำเวียร์ ทั้งที่สถานที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่บนเส้นทางการแข่งขัน

ซิดนีย์ มาราธอน ได้รับเลือกให้เป็นเมืองที่ 7 ในซีรีส์การแข่งขัน Abbott World Marathon Majors เมื่อปี 2024 ต่อจากลอนดอน เบอร์ลิน บอสตัน ชิคาโก นิวยอร์ก และโตเกียว ขณะที่เคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ มีกำหนดเป็นเมืองที่ 8 เมื่อจัดการแข่งขันมาราธอนระดับเมเจอร์ครั้งแรกในปีหน้า.

ที่มา BBC / AFP

สวีเดนยืนยันเหยื่อเหตุคนร้ายวัย 18 ปี ใช้ดาบบุกโรงเรียน เป็น นร.หญิงวัย 17

สวีเดนยืนยันเหยื่อเหตุคนร้ายวัย 18 ปี ใช้ดาบบุกโรงเรียน เป็น นร.หญิงวัย 17

23 ส.ค. 2569 09:57 น.

สวีเดนยืนยันเหยื่อเหตุคนร้ายวัย 18 ปี ใช้ดาบบุกโรงเรียน เป็น นร.หญิงวัย 17

ตำรวจสวีเดนยืนยันนักเรียนหญิงวัย 17 ปีเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้ดาบบุกโรงเรียนมัธยมในเมืองฟาแกรสตา ขณะที่นักเรียนชายอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 1 คนบาดเจ็บเล็กน้อย ตำรวจจับกุมชายวัย 18 ปีในข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่า พร้อมเร่งสอบสวนแรงจูงใจและประวัติของผู้ต้องสงสัย

ตำรวจสวีเดนยืนยันว่า เหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุโจมตีด้วยดาบภายในโรงเรียนบริเนลล์ ในเมืองฟาแกรสตา ทางตอนกลางของประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 17 ปี ขณะที่เด็กชายวัย 12 และ 17 ปีอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 1 คนมีอาการไม่รุนแรงและออกจากโรงพยาบาลแล้ว

เหตุเกิดขึ้นหลังเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 21 ส.ค. โดยชายต้องสงสัยวัย 18 ปี ซึ่งตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อ เข้าไปภายในโรงเรียนพร้อมดาบและทำร้ายนักเรียนหลายคน ก่อนถูกตำรวจจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่ากำลังดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่า

ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 14.06 น. และประมาณ 10 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ภาคสนามรายงานว่าสามารถสกัดผู้ต้องสงสัยได้ด้วยการใช้อาวุธปืน ตำรวจยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีการยิงปืนในระหว่างปฏิบัติการ แต่ยังไม่เปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยถูกกระสุนปืนหรือไม่ก่อนถูกควบคุมตัว

โรงเรียนบริเนลล์มีนักเรียนเกือบ 500 คน และตั้งอยู่ห่างจากกรุงสตอกโฮล์มไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 170 กิโลเมตร เหตุเกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังนักเรียนกลับเข้าสู่ห้องเรียนหลังปิดภาคเรียนฤดูร้อน หลายโรงเรียนในพื้นที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย และมีการระดมตำรวจติดอาวุธหนักเข้าควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่ประกาศภาวะฉุกเฉินในภูมิภาคจะยุติลงในวันเสาร์

สื่อสวีเดนรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยสวมหมวกนิรภัย เสื้อผ้าสีดำ และมีผ้าปิดบังใบหน้า ขณะก่อเหตุ โดยข้อมูลจากสถานีโทรทัศน์ SVT ระบุว่า เขาเป็นอดีตนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ และเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนักเรียนอีกคนในโรงเรียนเดิม รวมถึงเคยอยู่ภายใต้การดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการดูแลเยาวชนของสวีเดน หรือ LVU

เอกสารของศาลปกครองยังระบุถึงวัยเด็กของผู้ต้องสงสัยว่าเต็มไปด้วยความรุนแรง การข่มขู่ และการละเลยดูแลอย่างรุนแรง รวมถึงถูกจำกัดการรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก และถูกบังคับให้ฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างหนัก โดยมีการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่

อดีตเพื่อนร่วมชมรมศิลปะการต่อสู้ของผู้ต้องสงสัยให้ข้อมูลกับ SVT ว่า เขาเป็นคนเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยพูดคุยกับสมาชิกคนอื่น และมักฝึกซ้อมอยู่คนเดียว ก่อนจะหายออกจากชมรมไปในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ตำรวจกำลังตรวจสอบบัญชี TikTok บัญชีหนึ่ง หลังมีการโพสต์ภาพวัตถุคล้ายดาบเมื่อเวลา 13.41 น. หรือประมาณ 25 นาทีก่อนตำรวจได้รับแจ้งเหตุ และบัญชีดังกล่าวเคยเผยแพร่ภาพที่อาจตีความได้ว่าเป็นการยกย่องความรุนแรง ก่อนถูกลบออกตามคำร้องขอของตำรวจ

นายกรัฐมนตรีอุล์ฟ คริสเตอร์สันของสวีเดนเดินทางไปยังโรงเรียนเมื่อวันเสาร์ พร้อมผู้นำฝ่ายค้าน แม็กดาเลนา อันเดอร์สสัน เพื่อแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจเบื้องหลังเหตุการณ์ แต่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่

ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ตรัสว่า ทรงรับทราบข่าวเหตุการณ์ด้วยความตกใจและโศกเศร้า ขณะที่ชุมชนและนักเรียนนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตบริเวณโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC / SVT