ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ กระทบผู้บริโภควงกว้าง

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ กระทบผู้บริโภควงกว้าง

4 มี.ค. 2569 12:50 น.

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ กระทบผู้บริโภควงกว้าง

ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที 11 เซนต์ต่อแกลลอน ภายในคืนเดียว ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์สหรัฐฯ หรือ AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาในสหรัฐฯ ขายเฉลี่ยอยู่ที่ 3.11 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สร้างความแตกตื่นให้ผู้บริโภคจำนวนมาก

แม้ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากโรงกลั่นทยอยเปลี่ยนสูตรการผลิตเป็นน้ำมันสูตรฤดูร้อน แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงคราม

ที่เมืองแจ็กสัน รัฐมิสซิสซิปปี นางแอนน์ ดัลสกี เปิดเผยว่า เธอต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 15 ดอลลาร์จากปกติในการเติมน้ำมันเต็มถังเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเธอมองว่าจะส่งกระทบต่อทุกอย่างในชีวิต และเธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น 

ขณะที่เมืองเบอร์ลิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ราคาน้ำมันบางปั๊มขยับเข้าใกล้ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ด้านเอริน เคลลี ระบุว่า ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาก และเธอต้องจ่ายมากกว่า 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอนสำหรับน้ำมันพรีเมียม โดยเธอระบุว่า ตอนนี้ทุกคนต้องมีรายจ่ายค่าของชำสูงขึ้นอยู่แล้ว เมื่อต้องมาจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าเดิม ก็ถือว่าน่ากังวลไม่น้อย

สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้างต่อไป

ที่มา : AP

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569 12:40 น.

การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

การท่าเรือเผยความขัดแย้งตะวันออกกลาง ไม่กระทบส่งออก-นำเข้าสินค้า พร้อมให้บริการตามปกติ 24 ชม. ย้ำไม่ปรับค่าภาระหรือค่าบริการ เตรียมพร้อมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้ระบบติดตามเรือแบบเรียลไทม์

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลและอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้สร้างความผันผวนต่อตลาดพลังงานและต้นทุนการขนส่งทางทะเลในระดับสากล ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ กทท. ได้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกี่ยวข้องกับระบบขนส่งทางทะเลของประเทศ

ทั้งนี้ กทท. ขอยืนยันว่าการให้บริการท่าเรือภายใต้การกำกับดูแลทุกแห่งยังคงดำเนินงานตามปกติ ทั้งท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือระนอง โดยมีระบบบริหารจัดการท่าเรือและแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจน รองรับเรือเข้า–ออกและการขนถ่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ได้เฝ้าระวังได้ประสานงานกับสายเรือ ตัวแทนเรือ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ระบบติดตามข้อมูลการเดินเรือและตารางเรือแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินความเคลื่อนไหวของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ หากมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือรอบการเดินเรือ กทท. สามารถบริหารจัดการท่าเทียบและทรัพยากรภายในท่าเรือได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า

“ขณะนี้การให้บริการของ กทท. ยังคงเป็นไปตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง และยังไม่พบผลกระทบต่อภารกิจหลักด้านการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงอัตราค่าภาระและค่าบริการของ กทท. ยังคงเป็นไปตามอัตราปกติ ไม่มีการปรับเปลี่ยนจากสถานการณ์ดังกล่าว โดย กทท. ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ พร้อมประเมินปัจจัยความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบโลจิสติกส์ทางน้ำของประเทศยังคงมีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง”ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร  กล่าว

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการ และความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคการเดินเรือของไทยมีความพร้อมรองรับความผันผวนในระดับสากล โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย ความต่อเนื่องในการให้บริการ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน”

อย่างไรก็ตาม กทท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อยืนยันว่าการขนส่งทางทะเลของประเทศยังคงดำเนินไปอย่างมั่นคงและไม่กระทบต่อการให้บริการหลักในภาพรวม

ชาวอิหร่านแห่ไว้อาลัยให้นักเรียนที่เสียชีวิตหลังโรงเรียนโดนโจมตี

ชาวอิหร่านแห่ไว้อาลัยให้นักเรียนที่เสียชีวิตหลังโรงเรียนโดนโจมตี

4 มี.ค. 2569 12:10 น.

ชาวอิหร่านแห่ไว้อาลัยให้นักเรียนที่เสียชีวิตหลังโรงเรียนโดนโจมตี

ชาวอิหร่านนับ1,000คนลงถนนแห่ไว้อาลัยให้กับการสูญเสียจากเหตุการณ์ ที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีโรงเรียนในทางใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 160 ราย 

งานศพที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่นักเรียนเเละผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การยิงโจมตีของสหรัฐและอเมริกาที่ยิงโจมตีไปยังโรงเรียนล้วนในเมืองมีนาบ ทางต้อนใต้ถูกอิหร่าน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 160 ราย

นักข่าวรายงานว่ามีชาวอิหร่านนับ 1,000 คนลงถนนเพื่อแสดงถึงความไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อการสูญเสียในครั้งนี้ โดยร่างของผู้เสียชีวิตถูกใส่ไว้ในโลงลายธงชาติอิหร่าน เเละถูกแห่รอบเมืองผ่านฝูงชนที่กำลังสวดภาวนา 

โดยงานไว้อาลัยในครั้งนี้ถูกจัดเมื่อวัน 4 มีนาคม 2026 ที่จตุรัสใจกลางเมืองมีนาบ มีผู้เข้าร่วมงานไว้อาลัยให้สัมภาษณ์ว่า การสูญเสียผู้บริสุทธิ์กว่า 160 คน ในครั้งเดียวกันนั้น ไม่ใช่ การช่วยเหลือ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์ แต่นี่คือการก่ออาชญากรรมอย่างเลือดเย็น

ด้านประธานาธิบดีของอิหร่านแถลงว่า การโจมตีโรงดรียนที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อนอย่างมาก และนี่คืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นจากเหล่าผู้ใช้ความรุนแรง

ด้านสหรัฐโต้กลับว่า พวกเขาไม่มีเจตนามุ่งโจมตีไปยังพลเรือน เเละไม่มีเจตนาแฝงใดๆที่โจมตีไปยังโรงเรียน เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการปกป้องพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในประเทศ และพวกเขาจะตรวจเช็คเเละลดความอันตรายที่จะเกิดกับพลเรือนในอนาคต.

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ข่าวต่างประเทศ

ที่มา : Aljazeera

“ทรัมป์” ฉุน “สเปน” ขู่สั่งคว่ำบาตรการค้าเบ็ดเสร็จ หลังถูกปฏิเสธให้ใช้ฐานทัพเปิดศึกถล่มอิหร่าน

"ทรัมป์" ฉุน "สเปน" ขู่สั่งคว่ำบาตรการค้าเบ็ดเสร็จ หลังถูกปฏิเสธให้ใช้ฐานทัพเปิดศึกถล่มอิหร่าน

4 มี.ค. 2569 12:08 น.

“ทรัมป์” ฉุน “สเปน” ขู่สั่งคว่ำบาตรการค้าเบ็ดเสร็จ หลังถูกปฏิเสธให้ใช้ฐานทัพเปิดศึกถล่มอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผย “สเปนทำตัวแย่มาก” ขู่ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลสเปนไม่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในประเทศเพื่อภารกิจโจมตีอิหร่าน ด้าน “เยอรมนี” รุดเตือนสหรัฐฯ ไม่อาจเลือกปฏิบัติทางการค้ากับสมาชิกสหภาพยุโรปรายใดรายหนึ่งได้

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและสเปนทวีความรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อสเปนอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโต้ที่พันธมิตรนาโต้รายนี้ปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศโรตา และมอโรน ทางตอนใต้ของสเปน ในการดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนี ว่า  “สเปนทำตัวแย่มาก” พร้อมระบุว่าเขาได้สั่งการให้นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมพิจารณา “ตัดการติดต่อสื่อสารและธุรกิจทั้งหมด” กับสเปน โดยย้ำว่า “สเปนไม่มีอะไรที่เราต้องการเลย”

ชนวนเหตุสำคัญเกิดจากการที่สหรัฐฯ ต้องเคลื่อนย้ายเครื่องบินรบ 15 ลำ รวมถึงเครื่องบินเติมน้ำมันออกจากสเปน หลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้พื้นที่ของสเปนถูกใช้เป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจที่สเปนไม่ยอมเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึง 5% ของจีดีพีตามข้อเรียกร้องของเขา

ด้านนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ของเยอรมนี ได้ออกมากล่าวเตือนทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า สเปนเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และการเจรจาภาษีศุลกากรใดๆ จะต้องทำร่วมกับสหภาพยุโรปทั้งหมด “ไม่มีทางที่จะปฏิบัติอย่างเลวร้ายต่อสเปนเพียงประเทศเดียวได้” พร้อมเสริมว่าแม้กลุ่มประเทศยุโรปกำลังกดดันสเปนให้เพิ่มงบกลาโหมขึ้นเป็น 3-3.5% แต่นั่นไม่ควรนำมาปะปนกับข้อตกลงทางการค้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์และนิวยอร์ก ให้ความเห็นว่า ทรัมป์อาจใช้อำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการที่สเปนปฏิเสธไม่ให้ใช้ฐานทัพนั้นเป็น “ภัยคุกคามที่ร้ายแรงและไม่ธรรมดา” ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่สูงมากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งนี้ สเปนเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับสเปนติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยในปี 2025 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังสเปน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้าเพียง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้สเปนอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

รัฐบาลสเปนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรเคารพอำนาจหน้าที่ของภาคเอกชนและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าสเปนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากการคว่ำบาตร และจะยังคงยึดมั่นในหลักการการค้าเสรีต่อไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ถือเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายซ้ายที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนในยุโรป และมักมีจุดยืนขัดแย้งกับทรัมป์บ่อยครั้ง เช่น การปฏิเสธไม่ให้เรือขนส่งอาวุธไปยังอิสราเอลเข้าจอดเทียบท่าในสเปนก่อนหน้านี้.

ที่มา Reuters

ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก “เกาหลีใต้” ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว

ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก “เกาหลีใต้” ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว

4 มี.ค. 2569 12:04 น.

ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก “เกาหลีใต้” ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ดัชนีหุ้นตัวสำคัญหลายตัวในเอเชียดิ่งลงหนัก ทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมไปถึงเกาหลีใต้ที่ต้องสั่งใช้มาตรการระงับการซื้อขายชั่วคราว 

ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราวในวันนี้ (4 มี.ค.) หลังดัชนีสำคัญทั้งสองปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

โดยดัชนี Kospi ร่วงลงถึง 12% ในวันนี้ ซ้ำเติมสถานการณ์การเทขายอย่างหนักต่อเนื่องจากเมื่อวาน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้จึงตัดสินใจบังคับใช้มาตรการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว (Trading Halt) หลังจากดัชนี Kospi และ Kosdaq ต่างดิ่งลงมากกว่า 8% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย ก่อนที่ในเวลาต่อมาดัชนี Kospi จะปรับตัวลงไปมากกว่า 12%

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร (3 มี.ค)  ดัชนีดิ่งลงไป 7.2% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 โดยนักลงทุนต่างพากันถอนตัวออกจากตลาดที่เคยพุ่งสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ จากกระแสความตื่นตัวในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด และประมาณ 70% ของการนำเข้าน้ำมันนั้นมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทางด้านตลาดเงิน ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงจนทะลุระดับแนวต้านจิตวิทยาที่ 1,500 วอนต่อดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ส่งผลให้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ต้องออกแถลงการณ์ทันทีหลังเปิดตลาด โดยระบุว่าทางธนาคารกลางจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินวอนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีความผันผวนเบี่ยงเบนไปจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศมากเกินไปหรือไม่ แม้จะพิจารณาถึงปัจจัยภายนอกแล้วก็ตาม พร้อมยืนยันว่าจะเข้าดำเนินการตอบโต้ต่อพฤติกรรมแห่ตามกัน (Herd-like behaviour) ในตลาด

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปทั่วเอเชีย โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือนที่ 3.5% เนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ดัชนี Topix ลดลง 3.7% ส่วนทางด้านตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลง 3% และดัชนี Straits Times ของสิงคโปร์ปรับตัวลดลง 2.4% ในช่วงเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น โดยนักยุทธศาสตร์จาก IwaiCosmo Securities วิเคราะห์ว่านักลงทุนได้เปลี่ยนเป้าหมายมาเทขายดัชนีที่เคยทำผลงานได้ดีอย่าง Nikkei และ Kospi เพื่อเร่งเก็บกำไรในภาวะเสี่ยง

ในส่วนของภาคพลังงาน ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 12% สู่ระดับกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 13% ยืนเหนือระดับ 82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางคำเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะให้คำมั่นว่ากองทัพเรือจะช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบรรเทาความกังวล แต่การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านและการปิดบ่อน้ำมันบางแห่งยังคงเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก.

ที่มา: CNA

อ่านข่าว สงครามตะวันออกกลาง ได้ ที่นี่

“ทรัมป์-รูบิโอ” ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

"ทรัมป์-รูบิโอ" ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

4 มี.ค. 2569 11:15 น.

“ทรัมป์-รูบิโอ” ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยเหตุผลในการนำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิหร่านไปคนละทิศทาง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักจากทั้งฝ่ายเดโมแครตและกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนทรัมป์เอง ว่าเป็น “สงครามที่เลือกเอง” และอาจถูกอิสราเอลจูงจมูก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับแรงกดดันครั้งใหม่ในการชี้แจงเหตุผลที่เขาสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยคำแถลงล่าสุดของเขามีความขัดแย้งกับข้อมูลของนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้ไว้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า

เมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) นายมาร์โก รูบิโอ ระบุว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเปิดฉากโจมตีก่อนเพราะเกรงว่าอิหร่านจะทำการตอบโต้อิสราเอลที่มีแผนโจมตีอิหร่านอยู่แล้ว “เราทราบดีว่าอิสราเอลจะลงมือ และสิ่งนั้นจะกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีกองกำลังอเมริกัน หากเราไม่ชิงลงมือก่อน เราจะต้องสูญเสียกำลังพลมากกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ผ่านมา (3 มี.ค.) ระหว่างการเข้าพบกับนายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ณ ห้องรูปไข่ ประธานาธิบดีทรัมป์กลับปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายกดดันสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นความเชื่อส่วนตัวของเขาเองว่าอิหร่านกำลังจะโจมตีก่อน “ผมอาจจะเป็นฝ่ายกดดันพวกเขา (อิสราเอล) เองด้วยซ้ำ… ในความเห็นของผม พวกคนบ้าเหล่านั้น (อิหร่าน) กำลังจะเปิดฉากโจมตีเราก่อน ถ้าเราไม่ทำ พวกเขาก็ทำอยู่ดี ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น”

ความสับสนในข้อมูลของรัฐบาลทำให้กลุ่มสนับสนุนทรัมป์เริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจ อาทิ แมตต์ วอลช์ นักวิเคราะห์ชื่อดังที่ตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สงครามเพียงเพราะอิสราเอลบีบบังคับใช่หรือไม่ ขณะที่ เมจิน เคลลี่ ระบุว่าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการดูแลคนอเมริกัน ไม่ใช่ดูแลอิหร่านหรืออิสราเอล และสงครามครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็น “สงครามของอิสราเอล” อย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยว่า ก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้น นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนจากสหรัฐฯ ได้พยายามเจรจาให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นครเจนีวา แต่อิหร่านกลับเสนอแผนที่จะเพิ่มการเสริมสมรรถนะให้สูงขึ้นไปอีก ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าอิหร่านกำลังใช้เมคนิคการประวิงเวลาเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

แม้ตัวแทนจะรายงานทรัมป์ว่าอาจเป็นไปได้ที่จะทำข้อตกลงนิวเคลียร์ คล้ายกับสมัยรัฐบาลบารัก โอบามาในปี 2015 แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ทรัมป์จึงตัดสินใจสั่งการโจมตีในวันถัดมาทันที

ปัจจุบัน ทำเนียบขาวกำลังเร่งทำ “Damage Control” เพื่อควบคุมสถานการณ์ความเชื่อมั่น ท่ามกลางการสู้รบทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ดำเนินมาเป็นวันที่สี่แล้ว โดยอิหร่านยังคงยืนกรานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ปราศจากการยั่วยุ.

ที่มา Reuters

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกสมาชิกยากูซาญี่ปุ่น 20 ปี ฐานค้าวัตถุนิวเคลียร์

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกสมาชิกยากูซาญี่ปุ่น 20 ปี ฐานค้าวัตถุนิวเคลียร์

4 มี.ค. 2569 10:51 น.

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกสมาชิกยากูซาญี่ปุ่น 20 ปี ฐานค้าวัตถุนิวเคลียร์

สมาชิกแก๊งยากูซาญี่ปุ่น ถูกศาลนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 20 ปี หลังรับสารภาพพยายามขายพลูโตเนียมเกรดอาวุธ และลักลอบค้ายา-อาวุธ หวังจัดหาให้กลุ่มติดอาวุธในเมียนมา 

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กมีคำพิพากษาจำคุก 20 ปี นายทาเคชิ เอบิซาวะ สมาชิกวัย 61 ปีของกลุ่มอาชญากรรมยากูซาในญี่ปุ่น หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้าวัสดุนิวเคลียร์ รวมถึงยาเสพติดและอาวุธโดยนายเอบิซาวะถูกตำรวจควบคุมตัวมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 พร้อมกับนาย จำเลยร่วมชาวไทยนายสมภพ สิงหศิริ ในคดียาเสพติดและอาวุธ ภายหลังการสืบสวนยาวนานหลายปีของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ (Drug Enforcement Administration) หรือ DEA

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เขาถูกกล่าวหาว่าพยายามจำหน่ายวัตถุนิวเคลียร์ระดับที่ใช้ทางทหาร ควบคู่กับการลักลอบค้ายาเสพติด เช่น เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน เพื่อนำเงินไปจัดซื้ออาวุธ รวมถึงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ ให้กับกลุ่มติดอาวุธในเมียนมา

รายงานข่าวระบุว่า นายเอบิซาวะรับสารภาพรวม 6 กระทงเมื่อเดือนมกราคม ปีที่แล้ว หนึ่งในข้อกล่าวหาระบุว่า เขาพยายามขายพลูโตเนียมเกรดอาวุธให้อิหร่าน และวางแผนนำยาเสพติดปริมาณมากเข้าสู่นครนิวยอร์ก

ทางด้านผู้ช่วยอัยการสูงสุดฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า “ทาเคชิ เอบิซาวะ ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของเขาเอง รวมถึงความพยายามขายพลูโตเนียมเกรดอาวุธให้อิหร่าน และทำให้นครนิวยอร์กเต็มไปด้วยยาเสพติดอันตราย

คดีนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคดีข้ามชาติที่ร้ายแรง ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งเครือข่ายอาชญากรรมจัดตั้ง อาวุธสงคราม และการค้าวัสดุอันตรายระดับสูง.

ที่มา Japan Times

เครดิตภาพ U.S. Department of Justice

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

4 มี.ค. 2569 10:49 น.

อิหร่านถล่ม 3 ศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon ในตะวันออกกลาง ธุรกิจเสียหายรุนแรง

อิหร่านปล่อยโดรนถล่ม ศูนย์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของAmazon 3แห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทางด้านความเชื่อมั่นทางธุรกิจและตัวอาคารเก็บข้อมูล

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา อิหร่านปล่อยโดรนโจมตี ศูนย์เก็บข้อมูลที่สำคัญของ Amazon 3 แห่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นศูนย์เก็บข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจในภูมิภาค

โดยอิหร่านโจมตีไปยัง 2 ศูนย์สำคัญใจกลางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ 1 ศูนย์สำคัญในประเทศบาห์เรน สร้างความเสียหายอย่างมาก เจ้าหน้าที่ของAmazonให้ข้อมูลว่า ด้านตัวอาคารเสียหายรุนแรงและไฟฟ้าภายในอาคารไม่สามารถใช้งานได้ บางแห่งเกิดไฟไหม้หลังถูกโจมตี

ความเสียหายที่เกิดขึ้นสร้างความไม่เชื่อมั่นในธุรกิจศูนย์เก็บข้อมูลของ Amazon อย่างมาก เนื่องจากการโจมตีในครั้งนี้อาจนำไปสู่ความเสียหายทางข้อมูลได้ ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ที่ใช้บริการ Amazon มักจะเป็น รัฐบาล มหาวิทยาลัย เเละธุรกิจขนาดใหญ่

เจ้าหน้าที่ IT ของ Amazon บอกว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายด้านข้อมูลเนื่องจากทางAmazonมีศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงที่สามารถดูแลข้อมูลทุกอย่างได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีการโจมตีศูนย์เก็บข้อมูลหลายแห่งก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคตได้ 

ด้านAmazon ยังสร้างความเชื่อมั่นกลับมาโดยการบอกว่า ทุกศูนย์ข้อมูลของAmazon มีพลังงาน น้ำ เเละสัญญาณอินเตอร์เน็ตสำรองไว้สำหรับใช้ในเหตุการณ์ฉุกเฉินเสมอ เพราะฉนั้นพวกเขาสามารถเก็บข้อมูลที่สำคัญของลูกค้าทุกท่านไว้ได้อย่างปลอดภัยและทำการโอนย้ายข้อมูลไปยังศูนย์อื่นได้ทันเวลาอย่างแน่นอน

ยังบอกอีกว่า ความปลอดภัยด้านกายภาพก็มีความสำคัญในสถานการณ์ความวุ่นวายแบบนี้ ซึ่งทางAmazonก็มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเเละ พวกเขายังบอกว่าการทำงานของพวกเขาไม่มีอะไรต้องปิดบังเเละพร้อมสร้างความเชื่อมั่นกลับมา.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AP

ด.ญ.ออสเตรเลียวัย 8 ขวบ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสโนว์โมบิลพลิกคว่ำที่ญี่ปุ่น

ด.ญ.ออสเตรเลียวัย 8 ขวบ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสโนว์โมบิลพลิกคว่ำที่ญี่ปุ่น

4 มี.ค. 2569 10:46 น.

ด.ญ.ออสเตรเลียวัย 8 ขวบ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสโนว์โมบิลพลิกคว่ำที่ญี่ปุ่น

เกิดเหตุสลดที่รีสอร์ตสกีในเขตหุบเขาฮาคุบะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเด็กหญิงชาวออสเตรเลียวัย 8 ขวบจากรัฐควีนส์แลนด์ เสียชีวิตหลังประสบอุบัติเหตุสโนว์โมบิลที่เธอนั่งมากับแม่พลิกคว่ำและทับร่าง นับเป็นชาวออสเตรเลียรายที่ 4 ที่เสียชีวิตในลานสกีญี่ปุ่นในปีนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย เมื่อ เด็กหญิงโคลอี้ เจฟฟรีส์ วัย 8 ขวบ จากเมืองโกลด์โคสต์ รัฐควีนส์แลนด์ ประสบอุบัติเหตุขณะร่วมทัวร์สโนว์โมบิลกับมารดาที่เขตหุบเขาฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.)

ตามรายงานจากบริษัทผู้ให้บริการทัวร์ Hakuba Lion Adventure ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างที่ขบวนสโนว์โมบิลจำนวน 9 คัน พร้อมมัคคุเทศก์ 3 คน กำลังเดินทางผ่านเส้นทางในป่า สโนว์โมบิลคันที่เด็กหญิงนั่งซ้อนท้ายเกิดเสียหลักขณะเข้าโค้งทางขึ้นเขา รถได้ไถลขึ้นไปบนเนินดินข้างทางก่อนจะพลิกคว่ำกลับลงมาบนถนน ส่งผลให้ร่างของเด็กหญิงโคลอี้ถูกตัวรถทับอยู่ด้านล่าง แม้เจ้าหน้าที่หน้าที่จะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทางอากาศอย่างเร่งด่วน แต่เธอได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

นายชินจิ วาดะ ซีอีโอของบริษัททัวร์ได้แถลงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ พร้อมประกาศระงับการให้บริการทัวร์สโนว์โมบิลและการเดินหิมะทั้งหมดชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยและกระบวนการทำงานอย่างละเอียด ขณะที่ทางสโมสรเนตบอลต้นสังกัดของโคลอี้ได้ร่วมไว้อาลัย โดยจดจำเธอในฐานะเด็กหญิงที่มี “รอยยิ้มที่สดใสและน่ารัก”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นชาวออสเตรเลียรายที่ 4 ที่เสียชีวิตในรีสอร์ตสกีของญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีกรณีที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายไมเคิล ‘มิกกี้’ เฮิร์สต์ วัย 27 ปี เสียชีวิตหลังพลัดหลงกับกลุ่มเพื่อนในภูมิภาคฮอกไกโด และน.ส.บรู๊ค เดย์ วัย 22 ปี เสียชีวิตที่รีสอร์ตในจังหวัดนากาโนะ เนื่องจากสายเป้สะพายหลังไปเกี่ยวกับกระเช้าสกี จนทำให้เธอถูกแขวนลอยกลางอากาศและเกิดอาการหัวใจวาย

ส่วนเมื่อเดือนมกราคม ไรแลน เฮนรี่ ปริบาดี วัยรุ่นลูกครึ่งออสเตรเลีย-อินโดนีเซีย เสียชีวิตที่นิเซโกะ ฮอกไกโด หลังประสบอุบัติเหตุชนเสากั้นเขตเส้นทางสกี

ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย (DFAT) ยืนยันว่ากำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ครอบครัวของเด็กหญิงโคลอี้อย่างใกล้ชิด ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นกำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้.

ที่มา BBC

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

4 มี.ค. 2569 10:24 น.

ยุโรปเร่งอพยพพลเมืองออกจากตะวันออกกลาง หลังสงครามอิสราเอล-สหรัฐฯ ปะทะอิหร่านทวีความรุนแรง

หลายประเทศในยุโรปเร่งอพยพพลเมืองที่ติดค้างอยู่ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยกระดับความตึงเครียด ส่งผลให้น่านฟ้าหลายพื้นที่ปิดทำการ

สหราชอาณาจักร เพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำช่วยผู้เปราะบาง

รัฐบาลสหราชอาณาจักร กำลังประสานงานกับสายการบินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินอพยพ นางอีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เที่ยวบินพาณิชย์บางส่วนเริ่มกลับมาให้บริการจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว โดยรัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับทางการท้องถิ่นและสายการบิน พร้อมจัดเครื่องบินเช่าเหมาลำจากโอมาน โดยให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความเปราะบางก่อน

ฝรั่งเศส เตรียม 2 เที่ยวบินแรกอพยพประชาชน

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่า ฝรั่งเศสเตรียมเริ่มอพยพพลเมืองออกจากภูมิภาค โดยจะมีเที่ยวบินแรก 2 เที่ยวในช่วงเย็นวันอังคาร ทั้งนี้ มีชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในตะวันออกกลางราว 400,000 คน

อิตาลี จัดเที่ยวบินพิเศษจากโอมาน-อาบูดาบี

กระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี เปิดเผยว่า ได้จัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษ 2 เที่ยวจากโอมานมายังกรุงโรม รองรับผู้โดยสารประมาณ 300 คน นอกจากนี้ ยังเตรียมเที่ยวบินอีกหนึ่งเที่ยวจากอาบูดาบี รับผู้โดยสารราว 200 คน รวมถึงนักเรียนจากโครงการ World Students’ Connection ในดูไบ และมีกำหนดเพิ่มเที่ยวบินจากมัสกัตในวันพุธ

สาธารณรัฐเช็ก ส่งเครื่องบินทหารรับพลเมืองกลับประเทศ

ขณะที่เครื่องบินอพยพของรัฐบาลสาธารณรัฐเช็ก ลำแรกลงจอดที่กรุงปรากแล้วเมื่อวันอังคาร ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี เครื่องบินแอร์บัสของกองทัพเดินทางมาจากจอร์แดน รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 40 คน และคาดว่าจะมีอีก 2 เที่ยวบินในวันเดียวกัน

หนึ่งในผู้โดยสาร นายซเดเน็ก วิคโตริน ซึ่งเดินทางพร้อมครอบครัว เปิดเผยไม่คาดคิดว่าสงครามจะปะทุขึ้นระหว่างที่พำนักอยู่ในภูมิภาค โดยเขารู้สึกสับสนกับท่าทีที่วันหนึ่งนักการเมืองบอกว่าการเจรจาเป็นไปด้วยดี แต่อีกวันสงครามกลับเริ่มต้นขึ้น มันยากจะทำความเข้าใจ.

ที่มา : CNN

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ