สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

1 ก.พ. 2569 01:37 น.

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนอีกครั้ง แม้วุฒิสภาจะเห็นชอบข้อตกลงงบประมาณแล้ว เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรยังอยู่ระหว่างปิดสมัยประชุมสภา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนแล้ว ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 แม้ว่าบรรดาวุฒิสมาชิกจะเห็นพ้องในวินาทีสุดท้าย ที่จะอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณ ให้หน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีเงินใช้ไปจนถึงเดือนกันยายนก็ตาม

การขาดช่วงของงบประมาณเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันเสาร์ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำข้อตกลงดังกล่าวกับพรรคเดโมแครต หลังจากที่ทางพรรคปฏิเสธที่จะเพิ่มงบประมาณสำหรับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง สืบเนื่องจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงพลเมืองสหรัฐฯ ในเมืองมินนีแอโพลิสจนเสียชีวิต 2 ศพในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วน โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2568 และดำเนินต่อเนื่องนานถึง 43 วัน ซึ่งถือเป็นการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริการที่สำคัญของรัฐ รวมถึงการเดินทางทางอากาศ เจ้าหน้าที่รัฐนับแสนคนไม่ได้รับค่าจ้างนานหลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดนี้ไม่น่าจะยาวนานหรือขยายวงกว้างเท่าครั้งก่อน เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดจะกลับมาเปิดสมัยประชุมในวันจันทร์นี้ (2 ก.พ.)

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ทำเนียบขาวได้สั่งการให้หลายหน่วยงาน ซึ่งรวมถึงกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงกลาโหม ดำเนินการตามแผนรองรับการชัตดาวน์ไปก่อน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระตุ้นให้สมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบกับข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติวางแผนที่จะใช้เวลาช่วง 2 สัปดาห์ที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังมีงบประมาณสนับสนุนอยู่ ในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องข้อตกลง โดยพรรคเดโมแครตต้องการให้ข้อตกลงนั้นรวมไปถึงนโยบายใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองด้วย

“เราจำเป็นต้องควบคุม ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) และยุติความรุนแรง” นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภากล่าว โดยอ้างถึงหน่วยงาน ICE

“นั่นหมายถึงการยุติการลาดตระเวนแบบสุ่ม (Roving patrols) หมายถึงการกำหนดให้มีกฎระเบียบ การตรวจสอบ และหมายศาล… ต้องไม่มีการสวมหน้ากากอำพราง กล้องบันทึกภาพต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา และเจ้าหน้าที่ต้องมีสัญลักษณ์ระบุตัวตนที่ชัดเจน ต้องไม่มีตำรวจลับ”

ทั้งสมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนำมาใช้ ภายหลังเหตุการณ์ยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าต้องยิงเพื่อป้องกันตนเอง แต่ภาพจากคลิปแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้พยายามขัดขืน หรือมีอาวุธในมือแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

31 ม.ค. 2569 23:53 น.

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าทางตอนใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย โดยในเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุเกิดจากแก๊สรั่ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ทางตอนใต้ของอิหร่าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่อาคารสูง 8 ชั้นแห่งหนึ่ง ส่งผลให้อาคารเสียหายอย่างน้อย 2 ชั้น รถยนต์กับร้านค้าบริเวณถนนมูอัลเล็มได้รับความเสียหายไปด้วย โดยทีมกู้ภัยและนักดับเพลิงได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และเคลียร์เศษซากความเสียหายเพื่อช่วยผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ภาพจากโทรทัศน์รัฐบาลเผยให้เห็นด้านหน้าของอาคารที่ถูกแรงระเบิดจนพังทลาย ทำให้เห็นส่วนประกอบภายในอาคาร และมีเศษซากความเสียหายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ขณะที่สื่ออื่น ๆ ของอิหร่านก็ได้นำเสนอรายงานในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้ระบุถึงสาเหตุเช่นกัน

หลังจากที่มีข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่าเหตุระเบิดอาจเป็นผลจากการโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธผ่านสื่อว่า ไม่มีการโจมตีอาคารใด ๆ ของกองกำลังทางเรือในเมืองดังกล่าวตามที่เป็นข่าว

ในเวลาต่อมา นายโมฮัมหมัด อามิน ลียากัต หัวหน้าหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์รัฐบาลว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นผลมาจากแก๊สรั่ว “สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับอาคารในเมืองบันดาร์ อับบาส คือมีการรั่วไหลและการสะสมของแก๊ส จนนำไปสู่การระเบิด นี่คือข้อสันนิษฐานในขั้นต้น”

ในวันเดียวกันนี้ยังเกิดเหตุระเบิดอีก 1 จุด ที่ย่านเคียนชาห์ร (Kianshahr) ของเมืองอาห์วาซ (Ahvaz) ในจังหวัดคูเซสถานทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีผู้เสียชีวิต 4 ศพ เบื้องต้น สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากแก๊สระเบิด

ทั้งนี้ เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จากกรณีที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงทั่วประเทศอย่างหนัก รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งหน้าไปยังอิหร่านแล้ว

อนึ่ง เมืองท่าบันดาร์ อับบาส เคยเผชิญกับเหตุระเบิดครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน โดยในครั้งนั้น คณะกรรมการสอบสวนระบุว่า สาเหตุของระเบิดเกิดจากการละเมิดหลักการป้องกันพลเรือนและความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

31 ม.ค. 2569 23:00 น.

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

อิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ อ้างทำเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาสที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 28 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีเด็กและสตรีรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย พร้อมเสริมว่าในการโจมตีครั้งหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์จู่โจมได้ยิงถล่มเต็นท์ที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

กลุ่มฮามาสระบุเพิ่มเติมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 7 รายเป็นสมาชิกจากครอบครัวผู้พลัดถิ่นครอบครัวเดียวกันในข่านยูนิส ขณะที่โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนให้ข้อมูลเสริมว่า การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย เต็นท์ ศูนย์พักพิง และสถานีตำรวจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลอัล-ชิฟา (Shifa) ในเมืองกาซา ซิตี้ ระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลโดนอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เด็ก 3 ราย และสตรี 2 รายเสียชีวิต

อนึ่ง นับตั้งแต่การหยุดยิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 อิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ต่างๆ ในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง จนมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 504 ศพ ขณะที่มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นายในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับการโจมตีครั้งล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าพวกเขาได้ร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงอิสราเอล (ISA) ในการโจมตีเป้าหมายหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง “ผู้บัญชาการ 4 ราย และผู้ก่อการร้ายเพิ่มเติม” ตลอดจนคลังเก็บอาวุธ โรงงานผลิตอาวุธ และ “ฐานปล่อยจรวดของกลุ่มฮามาส 2 แห่งในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา”

IDF ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาตรวจพบผู้ก่อการร้าย 8 ราย ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา โดยตามข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่ดังกล่าวจะถูกใช้เป็นที่วางกำลังของกองทัพอิสราเอล

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาประณามการโจมตีล่าสุดของอิสราเอล และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการในทันที พร้อมเสริมว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลอิสราเอลยังคงดำเนินสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยมในฉนวนกาซาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

31 ม.ค. 2569 21:44 น.

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

ทางการจีนเผย กำลังสอบสวนรัฐมนตรีกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ในข้อหา ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนล่าสุดที่ถูกสอบสวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง (CCDI) ของจีนออกแถลงการณ์ว่า นายหวัง เสียงสี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังถูกสอบสวนในข้อหาต้องสงสัยว่า “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำเรียกโดยนัยสื่อถึงการคอร์รัปชัน

CCDI ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนายหวัง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่รัฐมนตรีจีนจะถูกสอบสวนในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่

รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เดินหน้ากวาดล้างการทุจริตอย่างเข้มข้นมานานหลายปี โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงกลาโหมได้ประกาศว่ากำลังสอบสวน นายจาง โหย่วเสีย นายพลระดับสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีอำนาจรองจากนายสีเพียงผู้เดียวในโครงสร้างผู้นำทางทหาร

นายสีกล่าวในเดือนนี้ว่า การต่อต้านการทุจริตคือสมรภูมิที่จีนจะแพ้ไม่ได้ หลังจากที่มีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 65 รายในปีที่ผ่านมา ในขณะที่การตรวจสอบได้ขยายวงกว้างไปยังอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ

ทั้งนี้ นายหวัง วัย 63 ปี เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 2565 หลังจากเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท National Energy Investment Corp ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานอย่างเป็นทางการจากกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน นายหวังปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) โดยร่วมการประชุมภายใน ซึ่งเป็นวาระที่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องทำการวิจารณ์ตนเอง

นอกจากนี้ สื่อของรัฐอย่าง China Daily รายงานว่า หน่วยงานตรวจสอบการทุจริตยังได้ประกาศสอบสวน นายซุน เส้าเฉิง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียในอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

31 ม.ค. 2569 09:06 น.

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

องค์การอนามัยโลกประเมิน “ไวรัสนิปาห์” ในอินเดียเสี่ยงแพร่ต่ำ ผู้สัมผัสกว่า 190 คนยังไม่พบติดเชื้อ หลายประเทศเอเชียรวมไทยเพิ่มคัดกรองสนามบิน แม้โรคอัตราเสียชีวิตสูงและยังไม่มียารักษาเฉพาะ

วันที่ 30 มกราคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินความเสี่ยงการแพร่ระบาดไวรัสนิปาห์ในอินเดียอยู่ในระดับต่ำ หลังตรวจผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อกว่า 190 คน ยังไม่พบผลบวกหรือแสดงอาการป่วย ขณะที่หลายประเทศเอเชียเข้มคัดกรองสนามบิน ป้องกันการลุกลามข้ามพรมแดน

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่โครงการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของ WHO เปิดเผยว่า ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 2 รายในอินเดีย เป็นจำนวนมากกว่า 190 คน ยังไม่พบว่าติดเชื้อหรือมีอาการของโรค ทำให้ประเมินว่าความเสี่ยงการแพร่กระจายในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก “ยังอยู่ในระดับต่ำ” 

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ติดเชื้อทั้งสองรายอยู่ระหว่างรักษาในโรงพยาบาล และยังมีชีวิตอยู่ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการดีขึ้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญรอข้อมูลลำดับพันธุกรรมไวรัสจากอินเดีย เพื่อตรวจสอบว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ แต่ย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานที่น่ากังวลในขณะนี้ 

ขณะที่ หลังจากอินเดียยืนยันพบผู้ติดเชื้อ หลายพื้นที่ในเอเชีย เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ได้เพิ่มมาตรการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศ ขณะที่แหล่งที่มาของการติดเชื้อครั้งล่าสุดยังไม่ชัดเจน โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำหวานปาล์มสด หรือการสัมผัสเชื้อในสถานพยาบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม.

ที่มา CNA

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน "ดยุคแห่งยอร์ก" พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

31 ม.ค. 2569 08:33 น.

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยเอกสารชุดล่าสุดในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ต้องโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศ พบอีเมลเชิญเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก นัดพบกับหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

อีเมลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผย โดยเอปสตีนส่งอีเมลถึงบัญชีที่ใช้ชื่อว่า “The Duke” เมื่อวันที่ 11–12 สิงหาคม 2010 โดยเสนอจะแนะนำหญิงสาวชาวรัสเซียวัย 26 ปี ซึ่งเขาระบุว่าอาจเหมาะจะรับประทานอาหารค่ำด้วย และแจ้งว่าหญิงคนดังกล่าวจะเดินทางมาลอนดอนในช่วงเดือนเดียวกัน

โดยบัญชี The Duke ตอบกลับว่า จะอยู่ที่นครเจนีวาจนถึงเช้าวันที่ 22 สิงหาคม แต่ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้พบเธอ พร้อมสอบถามว่า “เธอจะนำข้อความจากคุณมาด้วยหรือไม่” และขอให้เอปสตีนส่งข้อมูลติดต่อให้หญิงสาว รวมถึงถามว่ามีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับเธอที่อาจเป็นประโยชน์หรือไม่

เอปสตีนตอบกลับว่า หญิงสาวรายนี้ อายุ 26 ปี เป็นชาวรัสเซีย ฉลาด สวยงาม น่าเชื่อถือ และเธอมีอีเมลของคุณแล้ว

โดยยังมีอีเมลอีกฉบับเสนอให้พบกันที่พระราชวังบักกิงแฮม

นอกจากนี้ เอกสารยังเปิดเผยอีเมลอีกชุดหนึ่ง ลงวันที่ 27 กันยายน 2010 ระหว่างเอปสตีนกับบัญชี “The Duke” ซึ่งที่อยู่อีเมลถูกปิดบังเอปสตีนเขียนว่า เขาอยู่ในกรุงลอนดอน และสอบถามถึงเวลานัดหมาย พร้อมระบุว่าเราจะต้องมีเวลาส่วนตัวด้วย

ฝ่าย “The Duke” ตอบกลับว่า กำลังเดินทางออกจากสกอตแลนด์ และอาจถึงลอนดอนราว 18.00 น. พร้อมเสนอทางเลือกว่า “หรือเราอาจรับประทานอาหารค่ำที่พระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก”

เอปสตีนตอบกลับสั้น ๆ ว่า “bp please” 

รายงานของ BBC News ระบุว่า เนื้อหาในอีเมล ไม่ได้ชี้ชัดถึงการกระทำผิดทางกฎหมาย และทาง BBC ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลเหล่านี้ได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มแรงกดดันต่อเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเผชิญการตรวจสอบจากสาธารณชนมานานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตกับเอปสตีน

BBC ได้ติดต่อไปยัง แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ เพื่อขอความเห็น โดยพระองค์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกกรณีมาโดยตลอด และยืนยันว่าไม่เคยเห็น รับรู้ หรือสงสัยพฤติกรรมที่นำไปสู่การจับกุมและตัดสินโทษเอปสตีน

ทั้งนี้ เอปสตีนถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2008 จากคดีชักชวนเด็กหญิงอายุ 14 ปีเพื่อค้าประเวณีในรัฐฟลอริดา และพ้นโทษในเดือนกรกฎาคม 2010 เพียงหนึ่งเดือนก่อนการแลกเปลี่ยนอีเมลดังกล่าว

เจ้าชายแอนดรูว์เคยถูกกล่าวหาโดย เวอร์จิเนีย จิฟเฟร ว่าล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะยังเป็นเยาวชน หลังเธออ้างว่าถูกเอปสตีนค้ามนุษย์ทางเพศ ซึ่งพระองค์ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด ก่อนจะตกลงจ่ายเงินยุติคดีแพ่งในปี 2022 โดยยังยืนยันว่าไม่เคยพบเธอมาก่อน

อีเมลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารมากกว่า 3 ล้านหน้า ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงวิดีโอกว่า 2,000 รายการ และภาพกว่า 180,000 ภาพ ซึ่งถูกเปิดเผยหลังครบกำหนด 6 สัปดาห์ ตามกฎหมายที่ลงนามโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม เอกสารจำนวนมากถูกปิดบังข้อมูลอย่างหนัก โดยบางหน้าเป็นสีดำทั้งหมด ทำให้รายละเอียดสำคัญยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ครบถ้วน.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอปสตีน

ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน

ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน

31 ม.ค. 2569 07:02 น.

ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ยกฟ้องข้อหาฆาตกรรมและอาวุธปืนในระดับรัฐบาลกลาง จากคดีลอบสังหาร ไบรอัน ธอมป์สัน ซีอีโอบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ ทำให้ ลุยจิ มันจิโอนี ไม่ต้องเผชิญโทษประหารชีวิต

ผู้พิพากษา มาร์กาเร็ต การ์เน็ตต์ แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม ระบุว่า ศาลถูกจำกัดโดยแนวคำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐฯ ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าข้อหาฆาตกรรมรัฐบาลกลางต่อไปได้ เนื่องจากไม่สอดคล้องทางกฎหมายกับข้อหาสะกดรอยข้ามรัฐจำนวน 2 กระทง ซึ่งยังคงอยู่ในคดีนี้

อย่างไรก็ตาม มันจิโอนียังต้องเผชิญ ข้อหาฆาตกรรมในคดีแยกที่อัยการของรัฐนิวยอร์กเป็นผู้ฟ้อง ซึ่งยังอาจมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ผู้พิพากษาการ์เน็ตต์อธิบายว่า กฎหมายฆาตกรรมของรัฐบาลกลางกำหนดให้ข้อหาดังกล่าวต้องเชื่อมโยงกับ อาชญากรรมรุนแรงอื่น แต่ข้อหาสะกดรอยตาม ไม่เข้าข่ายอาชญากรรมรุนแรง และไม่จำเป็นต้องมีเจตนาใช้ความรุนแรงเสมอไป จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานรองรับข้อหาฆาตกรรมรัฐบาลกลางได้

เธอยอมรับว่า คำตัดสินนี้อาจทำให้ประชาชนทั่วไปสับสน และดูขัดกับสัญชาตญาณทางกฎหมาย เพราะพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา การข้ามรัฐเพื่อลอบสังหารผู้บริหารบริษัทประกันสุขภาพ พร้อมพกปืนติดท่อเก็บเสียง ย่อมถูกมองว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงอย่างชัดเจน

แต่เธอย้ำว่า ศาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแนวคำวินิจฉัยของศาลสูงอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม แม้จะรอดพ้นโทษประหารชีวิต แต่มันจิโอนี วัย 27 ปี ยังเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถขอทัณฑ์บนได้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาสะกดรอยข้ามรัฐ

โดมินิก เจนไทล์ อัยการรัฐบาลกลาง ระบุในที่พิจารณาคดีว่า ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่

ด้าน คาเรน อักนิฟิโล  ทนายความของมันจิโอนี กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการไต่สวนว่า ขอขอบคุณผู้พิพากษาสำหรับคำตัดสินที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง และลูกความขอเธอโล่งใจมาก

ทั้งนี้ ไบรอัน ธอมป์สัน ซีอีโอธุรกิจประกันสุขภาพของ UnitedHealth Group ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 บริเวณหน้าโรงแรมฮิลตัน ใจกลางแมนฮัตตัน มันจิโอนีถูกจับกุมที่รัฐเพนซิลเวเนีย 5 วันหลังเกิดเหตุ และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

แม้เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองจะออกมาประณามเหตุสังหารอย่างกว้างขวาง แต่ในโลกออนไลน์ มันจิโอนีกลับถูกยกให้เป็นฮีโร่ในสายตาของชาวอเมริกันบางส่วน ที่ไม่พอใจกับ ค่ารักษาพยาบาลที่แพงลิ่วและแนวปฏิบัติของบริษัทประกันสุขภาพ

ขณะนี้ มันจิโอนียังให้การปฏิเสธข้อหา ฆาตกรรม อาวุธปืน และปลอมแปลงเอกสาร ในคดีของศาลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งยังไม่กำหนดวันพิจารณาคดี โดยก่อนหน้านี้ อัยการรัฐเคยประสบความพ่ายแพ้เมื่อศาลสั่งยกฟ้องข้อหาก่อการร้าย 2 กระทงไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ศาลรัฐบาลกลางกำหนดให้ คัดเลือกคณะลูกขุนในเดือนกันยายน และเริ่มการพิจารณาคดีในวันที่ 12 ตุลาคม นี้.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ซีอีโอบริษัทประกัน

ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

31 ม.ค. 2569 05:44 น.

ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

ญี่ปุ่นเผยตัวเลขสุดช็อก ปี 2568 เด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 532 ราย สูงสุดตั้งแต่เก็บสถิติมา สาเหตุหลักตั้งแต่ความกังวลผลการเรียน อนาคต สุขภาพ นับเป็นการสะท้อนว่าวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชนยังน่าห่วง

วันที่ 30 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า ในปี 2568 มีเด็กนักเรียนระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายรวม 532 ราย ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2523 และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย 

รายงานระบุว่า ในจำนวนนี้แบ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลาย 352 ราย มัธยมต้น 170 ราย และประถมศึกษา 10 ราย โดยแนวโน้มการเสียชีวิตในกลุ่มนักเรียนหญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 และในปีล่าสุดมีจำนวนมากกว่านักเรียนชายในหลายช่วงอายุ ส่วนสาเหตุหลักที่พบในกลุ่มอายุต่ำกว่า 19 ปี ได้แก่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เช่น ผลการเรียน ความกังวลเรื่องอนาคต รองลงมาคือปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า รวมถึงปัญหาครอบครัว 

ขณะเดียวกัน ตัวเลขการฆ่าตัวตายรวมของญี่ปุ่นในปี 2568 อยู่ที่ 19,097 ราย ลดลง 1,223 รายจากปีก่อนหน้า และต่ำกว่า 20,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลเปรียบเทียบในปี 2521 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 13,117 ราย และผู้หญิง 5,980 ราย ในขณะที่สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายในภาพรวมยังคงเป็นปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาครอบครัว 

ทางด้านเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กและเยาวชน ถือเป็นความท้าทายใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเพิ่มมาตรการช่วยเหลือ เช่น การขยายบริการให้คำปรึกษาผ่านโซเชียลมีเดีย และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อป้องกันการสูญเสียในกลุ่มเยาวชนที่ยังเพิ่มขึ้น แม้ตัวเลขรวมทั้งประเทศจะลดลงต่อเนื่องก็ตาม.

ที่มา NHK 

วงการฮอลลีวูดสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

วงการฮอลลีวูดสูญเสีย "แคทเธอรีน โอฮารา" คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

31 ม.ค. 2569 04:35 น.

วงการฮอลลีวูดสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

วงการบันเทิงโลกสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” นักแสดงระดับตำนาน เสียชีวิตในวัย 71 ปี ที่นครลอสแอนเจลิส หลังป่วยช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทิ้งผลงานดัง Home Alone และ Schitt’s Creek

วันที่ 30 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “แคทเธอรีน โอฮารา” นักแสดงหญิงชาวแคนาดา เจ้าของบทบาทแม่ของหนูน้อยโดดเดี่ยวผู้น่ารัก ในภาพยนตร์ Home Alone และบทมอยร่า โรส ในซีรีส์ Schitt’s Creek เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 71 ปี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 หลังป่วยช่วงสั้น ที่บ้านพักในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ ตามการยืนยันจากผู้จัดการและต้นสังกัด 

โอฮาราเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากคณะละครตลก Second City ในแคนาดา ก่อนก้าวสู่รายการสเกตช์ชื่อดัง SCTV และต่อยอดสู่ภาพยนตร์ฮอลลีวูด จนกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงตลกหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค ส่วนผลงานสำคัญที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำทั่วโลก ได้แก่ภาพยนตร์ Home Alone ในปี 2533 และภาคต่อในปี 2535 ตามด้วยซีรีส์ดังอย่าง Schitt’s Creek ซึ่งทำให้เธอคว้ารางวัลเอ็มมี และลูกโลกทองคำกับบทบาท มอยรา โรส พร้อมเสียงชื่นชมอย่างมาก  

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางอาชีพนักแสดงเธอยังร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังมากมายและมีผลงานโด่งดังอีกหลายเรื่อง   รวมไปถึง The Studio และซีซัน 2 ของ The Last of Us ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอมมีอีกครั้ง 

หลังข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมากร่วมไว้อาลัย โดย แม็กคอเลย์ คัลกิน นักแสดงที่รับบทลูกชายใน Home Alone โพสต์ข้อความอาลัยถึงเธออย่างซาบซึ้ง.

ที่มา TMZ / CNN

ยูเอ็นเผยข้อมูล กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ

ยูเอ็นเผยข้อมูล กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ

30 ม.ค. 2569 23:44 น.

ยูเอ็นเผยข้อมูล กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ

ยูเอ็นเผยข้อมูลกองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เลือกตั้งไม่เสรี

วันที่ 30 มกราคม 2569 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  เปิดเผยว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 170 คนเสียชีวิต จากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมากว่า 400 ครั้ง ในช่วงการเลือกตั้งที่จัดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569

รายงานระบุว่า การโจมตีทางอากาศรวมอย่างน้อย 408 ครั้ง เกิดขึ้นตลอดช่วงหาเสียงและลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้งจัดขึ้น 3 ระยะ ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 

สหประชาชาติยังระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่ที่กองทัพควบคุมเป็นหลัก และมีประชากรจำนวนมากถูกกีดกันจากกระบวนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้พลัดถิ่นและชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวโรฮิงญา 

ด้านโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น ระบุว่า กองทัพกำลังใช้ความรุนแรงเพื่อยึดอำนาจต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มแรงกดดันเพื่อยุติความรุนแรงในเมียนมา 

ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพตั้งแต่รัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2564 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน.