รัฐฟลอริดาประหารชีวิตคนร้ายยิง 14 นัดสังหารตร.เมื่อปี 2534 นับเป็นนักโทษถูกประหารรายที่ 3 ของปีนี้

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตคนร้ายยิง 14 นัดสังหารตร.เมื่อปี 2534 นับเป็นนักโทษถูกประหารรายที่ 3 ของปีนี้

4 มี.ค. 2569 10:05 น.

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตคนร้ายยิง 14 นัดสังหารตร.เมื่อปี 2534 นับเป็นนักโทษถูกประหารรายที่ 3 ของปีนี้

รัฐฟลอริดาประหารชีวิตนักโทษชายวัย 53 ปี จากคดียิง 14 นัดสังหารตำรวจเสียชีวิตระหว่างตรวจจราจรเมื่อปี 2534 นับเป็นการประหารชีวิตนักโทษรายที่ 3 ของปีนี้ 

วันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายบิลลี ลีออน เคียร์ส นักโทษประหารวัย 53 ปี มีกำหนดถูกประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยา 3 ชนิดที่เรือนจำรัฐฟลอริดา ใกล้เมืองสตาร์ก เวลา 18.00 น. ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น หลังศาลสูงปฏิเสธคำอุทธรณ์ครั้งสุดท้าย

โดยนายเคียร์สถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและปล้นทรัพย์ด้วยอาวุธปืน จากเหตุการณ์เมื่อเดือนมกราคม 2534 ระหว่างการตรวจจราจรในเมืองฟอร์ตเพียร์ซ รัฐฟลอริดา โดยเจ้าหน้าที่แดนนี่ เพอร์ริช สั่งหยุดรถของเขาเนื่องจากขับสวนทางบนถนนวันเวย์

บันทึกของศาลระบุว่า หลังเคียร์สไม่สามารถแสดงใบขับขี่ที่ถูกต้องและขัดขืนการใส่กุญแจมือ เกิดการต่อสู้กันขึ้น ก่อนที่เขาจะฉวยปืนของเจ้าหน้าที่และกระหน่ำยิงทั้งหมด 14 นัด กระสุนถูกตัวผู้เสียชีวิต 9 นัด และกระทบเสื้อเกราะอีก 4 นัด อัยการระบุว่า คนขับแท็กซี่ที่อยู่ใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนและใช้วิทยุสื่อสารของตำรวจเรียกกำลังเสริม

โดยการประหารชีวิตครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ของรัฐฟลอริดาในปี 2569 ต่อจากสถิติสูงถึง 19 ครั้งในปีที่แล้ว โดยนายรอน เดอซานติส ผู้ว่าการรัฐลงนามหมายประหารชีวิตมากกว่าผู้ว่าการรัฐคนใดนับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นโทษประหารในปี 2519  

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เรือนจำระบุว่า การประหารชีวิตจะดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐานของรัฐ ท่ามกลางการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ.

ที่มา AP

อิหร่านส่งโดรนถล่ม สถานกงสุลสหรัฐในดูไบ สหรัฐฯ ยืนยันทุกคนปลอดภัย

อิหร่านส่งโดรนถล่ม สถานกงสุลสหรัฐในดูไบ สหรัฐฯ ยืนยันทุกคนปลอดภัย

4 มี.ค. 2569 09:50 น.

อิหร่านส่งโดรนถล่ม สถานกงสุลสหรัฐในดูไบ สหรัฐฯ ยืนยันทุกคนปลอดภัย

สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ในนครดูไบ ถูกอิหร่านใช้โดรนโจมตี มีกลุ่มควันดำลอยคลุ้งในอากาศ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยัน เสียหายไม่มากและทุกคนปลอดภัย

สำนักข่าวเอพี ได้เผยคลิปภาพขณะที่สถานกงสุลสหรัฐฯ ในนครดูไบ ถูกโดรนโจมตีจนมีกลุ่มควันดำลอยคลุ้งในอากาศ  โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ เปิดเผยว่า โดรนอิหร่านพุ่งชนลานจอดรถนอกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดเล็ก แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่ทุกคนปลอดภัย

แม้จำนวนการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านจะชะลอลง แต่เหตุการณ์เฉียดเป้าครั้งนี้สะท้อนว่า อิหร่านยังสามารถส่งอาวุธฝ่าระบบสกัดกั้นของสหรัฐฯ ได้

ด้านรัฐบาล UAE ระบุว่า สามารถสกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านได้เกือบทั้งหมด จากมากกว่า 1,000 ครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นและครอบครัว ออกจากหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงคูเวต บาห์เรน อิรัก กาตาร์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมแนะนำให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากภูมิภาค แม้หลายคนยังติดค้างอยู่ เนื่องจากน่านฟ้าหลายพื้นที่ถูกปิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ.

ที่มา : AP

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

จีนอพยพพลเมืองกว่า 3,000 คนออกจากอิหร่าน หลังเหตุระเบิดใกล้สถานทูต พร้อมเรียกร้องยุติโจมตีทันที

จีนอพยพพลเมืองกว่า 3,000 คนออกจากอิหร่าน หลังเหตุระเบิดใกล้สถานทูต พร้อมเรียกร้องยุติโจมตีทันที

4 มี.ค. 2569 08:54 น.

จีนอพยพพลเมืองกว่า 3,000 คนออกจากอิหร่าน หลังเหตุระเบิดใกล้สถานทูต พร้อมเรียกร้องยุติโจมตีทันที

สถานทูตจีนในอิหร่านเผยพลเมืองส่วนใหญ่ได้รับการอพยพแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงเลวร้ายลง ขณะที่จีนประณามการโจมตีอิหร่านของอิสราเอลและสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องหยุดยิงโดยทันที

วันที่ 3 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเตหะราน ของอิหร่าน เปิดเผยว่า พลเมืองจีนส่วนใหญ่ได้อพยพออกจากอิหร่านแล้ว หลังเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งใกล้สถานทูตและสมาคมชุมชนชาวจีนในพื้นที่ โดยกลุ่มสุดท้ายที่จัดการโดยสมาคมมีกำหนดเดินทางออกในวันที่ 3 มีนาคม และจะมีการจัดอพยพเพิ่มเติมหากจำเป็น

ทางด้าน เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า มีพลเมืองจีนมากกว่า 3,000 คนอพยพออกจากอิหร่านแล้ว โดยตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงที่ร้ายแรงในอิหร่านและมาตรการของรัฐบาลจีน

ขณะเดียวกันนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล โดยระบุว่าจีนคัดค้านการโจมตีทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในทันที

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนอ้างคำกล่าวของหวัง อี้ว่า กำลังทหารไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง กลับมักสร้างปัญหาใหม่และทิ้งผลกระทบระยะยาวอย่างร้ายแรง คุณค่าที่แท้จริงของอำนาจทางทหารไม่ได้อยู่ในสนามรบ แต่อยู่ที่การป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม.

ที่มา Shanghai Daily

ทรัมป์เล็งส่งกองทัพเรือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์เล็งส่งกองทัพเรือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

4 มี.ค. 2569 05:53 น.

ทรัมป์เล็งส่งกองทัพเรือ คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งหน่วยงานรัฐ ทำประกันภัยให้กับเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิด พร้อมประกาศว่า จะส่งกองทัพเรือคุ้มกันด้วยหากจำเป็น

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของสหรัฐฯ (DFC) จัดทำ “การประกันภัยและการค้ำประกัน” สำหรับเรือที่เดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะทำการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “หากจำเป็น”

“ผมได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของสหรัฐฯ (DFC) จัดทำประกันภัยความเสี่ยงทางการเมืองและการค้ำประกันความมั่นคงทางการเงินสำหรับการค้าทางทะเลทั้งหมด โดยเฉพาะด้านพลังงานที่เดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย ในราคาที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ซึ่งบริการนี้จะเปิดให้สายการเดินเรือทุกแห่งสามารถใช้ได้ โดยจะมีผลในทันที” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า “หากจำเป็น กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มทำการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐฯ จะรับรองว่าพลังงานจะไหลเวียนสู่โลกได้อย่างเสรี แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจและทางการทหารของสหรัฐฯ นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก — และจะมีการดำเนินการอื่นๆ ตามมาอีก”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์มีขึ้นหลังจาก อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และขู่จะโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งถูกโจมตีไปบ้างแล้ว ส่งผลให้บริษัทประกันภัยทางทะเลหลายแห่ง รวมถึง Skuld, Steamship Mutual และ North Standard ได้แจ้งแก่ลูกค้าว่าพวกเขาได้ยุติการคุ้มครองความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสงครามในน่านน้ำใกล้เคียง

“ผมไม่คิดว่าอิหร่านจะสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่บริษัทประกันภัยและผู้ประกอบการเดินเรือทำได้” ทอม โคลซา นักวิเคราะห์น้ำมันอิสระซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับ Gulf Oil เคยให้สัมภาษณ์กับ CNN ไว้ก่อนหน้านี้

อนึ่ง โครงการของทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองเรือที่สูญเสียการประกันภัยไป ซึ่งหากไม่มีการประกันภัยนี้ พวกเขาจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของน้ำมันทั้งหมดที่สูญเสียไปหากเกิดการโจมตี

ผลที่ตามมาคือช่องแคบดังกล่าวจะถูกปิดลงโดยปริยาย โดยข้อมูลจาก S&P Global Commodities at Sea ที่แบ่งปันกับ CNN ระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีเพียง 2 ลำเท่านั้นที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ตามปกติจะมีเรือแล่นผ่านประมาณ 60 ลำต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

4 มี.ค. 2569 05:23 น.

ลือหึ่ง “มอจตาบา คาเมเนอี” ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่

สื่อหลายสำนักรายงานว่า มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่าน ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันใดๆ จากทางการอิหร่าน

สำนักข่าว นิวยอร์กโพสต์ รายงานอ้างการเปิดเผยของ Iran International สื่อฝ่ายค้านของอิหร่านว่า นาย มอจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี บุตรชายคนรองของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ได้รับเลือกจาก “สภาผู้เชี่ยวชาญ” ให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่แล้ว

รายงานดังกล่าวได้รับการหยิบยกไปนำเสนออย่างกว้างขวางโดยสื่อของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่านยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มอจตาบาเป็นหนึ่งในกลุ่มนายทหารและคนสนิทระดับสูง 40 ราย ที่เสียชีวิตจากการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโจมตีที่ปลิดชีพผู้นำทางศาสนาสูงสุดของอิหร่าน แต่ในเวลาต่อมา สื่อของอิหร่านก็ออกมายืนยันว่า นายมอจตาบายังมีชีวิตอยู่

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามที่วนเวียนมานานหลายวันว่าใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่ อาลี คาเมเนอี ผู้นำที่สร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลและปกครองอิหร่านด้วยกำปั้นเหล็ก พร้อมด้วยนโยบายต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรงมานานหลายทศวรรษ

สำนักข่าว CNN รายงานว่า มอจตาบา เป็นที่รู้จักจากการยึดมั่นในแนวทางอนุรักษนิยมสุดโต่งตามรอยบิดาอย่างเหนียวแน่น และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม

แม้ว่าเขาจะไม่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในรัฐบาลของบิดา แต่เขาก็ยังถูกสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรในปี 2562

การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากอิหร่านมักจะแสดงท่าทีคัดค้านการสืบทอดอำนาจผ่านทางสายเลือดในระดับผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ระบอบการปกครองปัจจุบันก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในการปฏิวัติปี 2522

ทั้งนี้ หลังจากการเสียชีวิตของ อาลี คาเมเนอี อิหร่านก็อยู่ภายใต้การบริหารของ “สภาผู้นำ” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ อยาตอลเลาะห์ อาลีเรซา อาราฟี รองประธานสภาผู้เชี่ยวชาญ, มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ โกลัม-ฮอสเซน โมห์เซนี-เอเจอี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nypost

นอนโลงทองคำ ครอบครัวจัดพิธีศพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก

นอนโลงทองคำ ครอบครัวจัดพิธีศพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก

4 มี.ค. 2569 04:44 น.

นอนโลงทองคำ ครอบครัวจัดพิธีศพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก

ครอบครัวของ “เอล เมนโช” จัดพิธีศพให้กับราชายาเสพติดเม็กซิโกรายนี้แล้ว โดยให้ร่างของเขานอนในโลงทองคำ และฝังร่างของเขาท่ามกลางผู้มาร่วมงานมากมายและการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ครอบครัวของ “เอล เมนโช” หรือชื่อจริงคือ เนเมซิโอ โอเซเกรา เซอร์บันเตส ราชายาเสพติดชื่อฉาวผู้ถูกกองทัพเม็กซิโกสังหารเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จัดพิธีศพให้แก่เขาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค. 2569) โดยบรรจุร่างของ เอล เมนโช ไว้ในโลงศพทองคำ

ทั้งนี้ เอล เมนโช ซึ่งมีอายุ 59 ปีในตอนที่เขาเสียชีวิต คือผู้ก่อตั้งแก๊ง “ฮาลิสโกเจเนอเรชั่นใหม่” (CJNG) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่มีอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโก โดยที่ตัวเขาเองเป็นบุคคลที่ทางการเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเคยตั้งเงินรางวัลนำจับสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเสียชีวิตของ เอล เมนโช จุดชนวนให้สมาชิกแก๊งของเขาออกมาก่อเหตุความไม่สงบเป็นวงกว้าง โดยสมาชิกแก๊งค้ายาได้ก่อเหตุเผายานพาหนะและปิดล้อมถนนใน 20 รัฐทั่วเม็กซิโก

เจ้าหน้าที่จากกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ได้สนธิกำลังกันอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงระลอกใหม่ในระหว่างพิธีศพของเอล เมนโช ซึ่งจัดขึ้นใกล้กับเมืองกัวดาลาฮารา ในรัฐฮาลิสโก อันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของแก๊ง CJNG

ข่าวระบุว่า ก่อนเริ่มพิธีศพ มีการลำเลียงพวงหรีดและดอกไม้ไว้อาลัยขนาดใหญ่จำนวนมากเข้าไปยังสถานที่จัดงาน โดยหนึ่งในนั้นมีรูปร่างเหมือน “ไก่ชน” ซึ่งสื่อถึงความชื่นชอบส่วนตัวของเขาในการตีไก่

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ต้องใช้รถบรรทุกถึง 5 คันในการขนส่งดอกไม้ไว้อาลัยทั้งหมดไปยังสุสาน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งมาโดยไม่ระบุชื่อผู้ส่ง ขณะที่ขบวนแห่ศพดำเนินไปพร้อมกับการบรรเลงของวงดนตรีในแนว “รันเชโร” (Ranchero) และ “นาร์โคคอร์ริโดส” (Narcocorridos) ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาเชิดชูเหล่าเจ้าพ่อค้ายา

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เพลงพื้นเมืองชื่อ “El Muchacho Alegre” (เด็กหนุ่มผู้ร่าเริง) ถูกบรรเลงขึ้นในขณะที่โลงศพสีทองของ เอล เมนโช ถูกเคลื่อนมาถึงโบสถ์ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณสุสาน และหลังเสร็จสิ้นการประกอบพิธี ผู้มารวมงานจำนวนมากที่สวมหน้ากากปกปิดตัวตน ก็เดินตามโลงศพที่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังหลุมฝังศพ

สื่อเม็กซิโกตั้งข้อสังเกตว่า หลุมศพของ เอล เมนโช นั้นดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับหลุมศพของเจ้าพ่อค้ายารายอื่นๆ ซึ่งมักจะสร้างเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่หรูหราอลังการ

อนึ่ง ภายใต้การนำของ เอล เมนโช แก๊ง CJNG ได้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ทรงอิทธิพล ซึ่งขยายอำนาจจากฐานที่มั่นในรัฐฮาลิสโกไปยังรัฐอื่นๆ อีกหลายแห่งในเม็กซิโก โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและลักลอบค้ายาเสพติด

การที่หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกสามารถสังหารโอเซเกราได้นั้น ถูกมองว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบอม ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เม็กซิโกเพิ่มความจริงจังในปฏิบัติการต่อต้านการค้ายาเสพติด

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าสุญญากาศทางอำนาจที่เกิดขึ้นจากการตายของ เอล เมนโช อาจจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากกลุ่มย่อยต่างๆ ภายในองค์กรอาชญากรรมแห่งนี้ ซึ่งคาดว่ามีสมาชิกหลายหมื่นคน อาจเปิดศึกแย่งชิงอำนาจเพื่อขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิรักระงับผลิตน้ำมัน ที่แหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบ “รูไมลา” หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

อิรักระงับผลิตน้ำมัน ที่แหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบ “รูไมลา” หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

4 มี.ค. 2569 03:35 น.

อิรักระงับผลิตน้ำมัน ที่แหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบ “รูไมลา” หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

อิรักสั่งระงับการผลิตน้ำมันดิบที่แหล่งขุดเจาะ “รูไมลา” หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้เรือสินค้าผ่านไม่ได้ ส่งผลให้น้ำมันดิบสะสมจนใกล้เต็มคลังเก็บแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 มี.ค. 2569 อ้างข้อมูลจากเอกสารทางการและแหล่งข่าวในกระทรวงน้ำมันของประเทศอิรัก ระบุว่า รัฐบาลอิหร่านสั่งปิดแท่นและหลุมขุดเจาะน้ำมันดิบ “รูไมลา” (Rumaila) แล้ว เนื่องจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อิรักไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ จนปริมาณน้ำมันสำรองสะสมจนแตะระดับวิกฤต

ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของแหล่งน้ำมันรูไมลา สั่งการในวันอังคาร ให้ลดการผลิตและการสูบน้ำมันจากพื้นที่ตอนใต้ของแหล่งขุดเจาะลง 100% โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงบ่ายวันเดียวกันเป็นต้นไป

ทั้งนี้ แหล่งน้ำมันรูไมลา บริหารงานโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท BP และบริษัท Basra Oil Company ของรัฐบาลอิรัก โดยมีกำลังผลิตน้ำมันคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของผลผลิตทั้งหมดในอิรัก

เมื่อวันจันทร์ กองทัพของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านเรือขนส่งน้ำมันจำนวนกว่า 1 ใน 5 ของโลก และขู่จะเผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพวกเขาตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนทำให้ผู้นำสูงสุดที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน กับผู้นำระดับสูงอีกหลายคนเสียชีวิต

การผลิตน้ำมันในภูมิภาคเคอร์ดิสถานทางตอนเหนือของอิรักก็ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน โดยแหล่งข่าวจากบริษัทน้ำมันท้องถิ่นระบุว่า บริษัทต่างชาติส่วนใหญ่ได้ “ระงับการผลิตชั่วคราว” เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน

อนึ่ง ภูมิภาคเคอร์ดิสถานเป็นที่ตั้งของกองกำลังผสมภายใต้การนำของสหรัฐฯ และเมืองเอกอย่าง “เออร์บิล” (Erbil) ยังเป็นที่ตั้งของอาคารสถานกงสุลใหญ่ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ อีกด้วย

นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เคอร์ดิสถานก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านหลายครั้ง โดยการโจมตีส่วนใหญ่ถูกสกัดเอาไว้ได้ด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ

นอกจากนี้ แหล่งน้ำมันในเคอร์ดิสถานยังถูกโจมตีมาแล้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ndtv

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ

4 มี.ค. 2569 02:05 น.

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายแล้ว 1,700 จุดใน 3 วัน อิหร่านดับพุ่ง 787 ศพ

กองทัพสหรัฐฯ เผยว่า พวกเขาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 1,700 จุด ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 787 ศพแล้ว โดยรวมถึงนักเรียนหญิง 176 คนด้วย

เมื่อ 3 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) เผยแพร่เอกสารสรุปข้อมูลสำคัญเพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อต่อต้านอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านเพิ่มเติมอีกประมาณ 700 แห่งนับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เป้าหมายที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,700 แห่งแล้ว พร้อมทั้งมีการนำเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วย ฐานยิงขีปนาวุธ, เรือรบ, เรือดำน้ำ และศูนย์บัญชาการต่างๆ ซึ่งเซนต์คอม ระบุว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับ “เป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามอย่างปัจจุบันทันด่วนที่สุด” เป็นอันดับแรก

ก่อนหน้านี้ สมาคมสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 787 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงนักเรียนหญิง 176 ราย ที่เสียชีวิตหลังจากโรงเรียนของพวกเธอในเมืองมินาบ ถูกโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นายฟาเตเมห์ โมฮัมหมัดเบกี สมาชิกคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีโรงพยาบาล 9 แห่งในอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตี พร้อมกล่าวหาว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ จงใจมุ่งเป้าไปที่สถานพยาบาลเหล่านั้น

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีโรงพยาบาลคานธี (Gandhi Hospital) ในกรุงเตหะราน โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าว “ไม่ได้มีเป้าหมายที่โรงพยาบาล” ขณะที่เซนต์คอมยังไม่ได้ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมากล่าวหาทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ว่า ร่วมกันพุ่งเป้าโจมตีไปที่โรงพยาบาลแห่งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประหลาดใจ อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ชี้แสดงให้เห็นความชั่วร้าย

ทรัมป์ประหลาดใจ อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ชี้แสดงให้เห็นความชั่วร้าย

4 มี.ค. 2569 01:18 น.

ทรัมป์ประหลาดใจ อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ชี้แสดงให้เห็นความชั่วร้าย

ทรัมป์บอกประหลาดใจ ที่อิหร่านโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลังถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตี ชี้แสดงให้เห็นถึงระดับความชั่วร้ายที่เรากำลังเผชิญอยู่

เมื่อ 3 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างพบปะกับนาย ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ทำเนียบขาวว่า เขาคิดว่าประเทศต่าง ๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายของอิหร่านต่างพากันประหลาดใจกับการตอบโต้ครั้งนี้ และตัวเขาเองก็ประหลาดใจเช่นกันที่ได้เห็นรัฐบาลเตหะรานหันไปเปิดฉากโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

“เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่พวกเขาโจมตีประเทศที่… คุณก็รู้ เราเรียกพวกเขาว่าเป็นกลางก็ได้ใช่ไหม? พวกเขาอยู่ร่วมกันมานานมาก… ผมคิดว่าพวกเขาประหลาดใจ ผมเองก็ประหลาดใจ และตอนนี้ประเทศเหล่านั้นทั้งหมดต่างพากันหันมาต่อสู้กับอิหร่าน และเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงมากด้วย”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านแสดงให้เห็นถึง “ระดับความชั่วร้ายที่เรากำลังเผชิญอยู่ พวกเขาโจมตีแม้กระทั่งคนที่อย่างน้อยก็เคยเป็นมิตรต่อกันในระดับหนึ่งและไม่มีปัญหาอะไรกันมาก่อน อีกทั้งยังโจมตีเฉพาะพื้นที่พลเรือน โรงแรม และอาคารที่พักอาศัย ในขณะที่ฝั่งเราเลือกโจมตีในจุดที่เหมาะสมกว่ามาก และเรากำลังเล่นงานพวกเขาอย่างหนักหน่วง”

คำกล่าวของทรัมป์สอดคล้องกับที่เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ เจค แทปเปอร์ ของ CNN เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาระบุว่า “ความประหลาดใจครั้งใหญ่ที่สุด” คือการที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน

ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน

4 มี.ค. 2569 00:36 น.

ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ชื่นชมกองทัพ ทำลายอิหร่านราบคาบ พร้อมยืนยันด้วยว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน และว่าอาจเป็นตัวเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายบีบอิสราเอลให้โจมตี

เมื่อวันอังคารที่ 3 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบปะหารือกับนาย ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ทำเนียบขาว โดยนายทรัมป์พูดถึงประเด็นอิหร่าน และเปิดโอกาสให้สื่อถามคำถาม

นายทรัมป์เริ่มจากกล่าวชื่นชมปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน โดยระบุว่า “แทบทุกอย่างถูกทำลายลงแล้ว” รวมถึงฐานทัพและสิ่งติดตั้งทางทหารของรัฐบาลเตหะราน

“ตอนนี้พวกเขาไม่มีกองทัพเรือ เพราะมันถูกทำลายไปหมดแล้ว พวกเขาไม่มีกองทัพอากาศ เพราะมันถูกทำลายไปแล้ว พวกเขาไม่มีระบบตรวจจับทางอากาศ เพราะนั่นก็ถูกทำลายไปแล้วเช่นกัน เรดาร์ของพวกเขาถูกกำจัด และแทบจะทุกสิ่งทุกอย่างได้พังพินาศลงแล้ว” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “เรากำลังทำได้ดีมาก เรามีกองทัพที่ยอดเยี่ยม และพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์” และเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ มีการโจมตีระลอกใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้นำชุดใหม่ของอิหร่าน โดยยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น “รุนแรงมาก”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าใครในคณะผู้นำของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมาย หรือมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้จำนวนเท่าใด

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า สหรัฐฯ ถูกอิสราเอลดึงเข้าร่วมสงครามในตะวันออกกลางหรือไม่ นายทรัมป์โต้แย้งว่า ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน แต่ตัวเขาต่างหากที่อาจเป็นฝ่ายบีบอิสราเอลให้โจมตี

“พวกเขากำลังจะโจมตีถ้าเราไม่ทำก่อน พวกเขาตั้งใจจะโจมตีเป็นฝ่ายแรก” ทรัมป์กล่าวถึงอิหร่าน “ผมรู้สึกเชื่อมั่นอย่างรุนแรงในเรื่องนั้น”

“ถ้าจะพูดให้ถูก ผมอาจจะเป็นคนบีบให้อิสราเอลต้องลงมือด้วยซ้ำ แต่อิสราเอลน่ะพร้อมอยู่แล้ว และเราเองก็พร้อม และเราก็ได้สร้างผลกระทบที่รุนแรงมาก เพราะแทบทุกอย่างที่พวกเขามีถูกทำลายพินาศไปหมดแล้ว ตอนนี้จำนวนขีปนาวุธของพวกเขากำลังลดฮวบลงอย่างมาก” นายทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn