เพื่อไทย มติเอกฉันท์ โหวต อนุทิน เป็นนายกฯ รับรายชื่อรัฐมนตรีใกล้ลงตัวนานแล้ว

เพื่อไทย มติเอกฉันท์ โหวต อนุทิน เป็นนายกฯ รับรายชื่อรัฐมนตรีใกล้ลงตัวนานแล้ว

เพื่อไทย มติเอกฉันท์ โหวต อนุทิน เป็นนายกฯ รับรายชื่อรัฐมนตรีใกล้ลงตัวนานแล้ว

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“เพื่อไทย” มติเอกฉันท์ โหวตอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เตรียมนัดหารือจัดสรรตำแหน่ง เผยพรรคใกล้ลงตัวนานแล้ว ”จุลพันธ์“ ย้ำจุยืนเพื่อไทยไม่เห็นต่าง เรื่องตัดงบอาหารกลางวัน ส.ส. ขอพูดในวาระที่ถูกต้อง

วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานในปัจจุบันด้วย

นายจุลพันธ์ แถลงหลังการประชุมว่า การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยวันนี้ เป็นวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวาระของการเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจากความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล พรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นมติที่สมาชิกได้มีร่วมกัน และพรุ่งนี้มีการนัดหมาย ก่อนการประชุมราว 09.00 น. เพื่อที่จะไปประชุมร่วมกัน และเตรียมความพร้อมสู่การลงมติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้มีการคุยเรื่องการส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีไปอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไปทีละขั้นตอน พรุ่งนี้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วก็คงได้มีการพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหารือนัดหมายในเรื่องของการพิจารณาเรื่องการจัดสรร และการทำงานร่วมกันต่อไป

ถามอีกว่า ภายในของเพื่อไทยมีการพูดคุยกันหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า มีการพูดคุยอยู่ตลอด เป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจยังไม่ได้ดำเนินการ อยู่ที่องค์คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายไป ถามย้ำว่า ใกล้ลงตัวหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า ใกล้นานแล้ว

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามเรื่องตัดงบอาหารกลางวันของ ส.ส. ถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยเรื่องนี้ว่า 

นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาต่อเนื่อง อดีต ส.ส. ของเราหลายคนก็พูดในสภามาหลายครั้ง เป็นเรื่องที่มีความพยายามแล้ว ในชั้นของกรรมาธิการมีการพูดในเรื่องของการปรับลดงบประมาณของสภาในส่วนที่เป็นไขมันส่วนเกินนี้ไปหลายครั้ง รวมถึงเรื่องของอาหาร เรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เคยดำเนินการมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยปรับลด ซึ่งตรงนี้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านมีจิตสำนึกและมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามนั้น เพียงแต่ว่าวันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวาระ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าสภาอยู่ในกรอบของข้อบังคับการประชุมเท่านั้นเอง จังหวะในการพูดจริง ๆ แล้วเรื่องจะต้องรอให้ถึงวาระของมัน เช่น เรื่องของการหารือ หรือจังหวะวาระของการประชุมกรรมาธิการ หรือประชุมวาระหนึ่งของ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งคงมีการเปิดให้มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่าง และคงมีการพูดคุยกันเมื่อถึงวาระที่ถูกต้อง

ปลัด มท. สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด เคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

ปลัด มท. สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด เคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

ปลัด มท. สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด เคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

ปลัด มท. เด้งรับข้อสั่งการ อนุทิน สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด ช่วยเคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. บรรเทาความเดือดร้อนจากความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชน

เมื่อวัน 18 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงาน ยกระดับมาตรการกำกับดูแลสถานการณ์พลังงานของประเทศ เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกำชับให้กระทรวงมหาดไทย เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนกระทรวงพลังงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านพลังงานเชื้อเพลิงให้มีความต่อเนื่องและทั่วถึงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากกระทรวงพลังงานถึงผลการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเมื่อวันที่ 16มี.ค.2569 เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการที่อาจมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งกลุ่มผู้ค้าน้ำมันมีความประสงค์จะเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังสู่สถานีบริการ แต่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านช่วงเวลาและเส้นทางตามข้อบังคับของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในแต่ละพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ซึ่งส่งผลต่อความรวดเร็วในการจัดส่งน้ำมันท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดของสถานการณ์โลก

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้การกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอพิจารณาผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันสามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 เดือน พร้อมทั้งขอความร่วมมือมายังกระทรวงมหาดไทยให้แจ้งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ดำเนินการหารือกับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตพื้นที่รับผิดชอบในการผ่อนผันเกณฑ์การเดินรถดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ที่กำลังเกิดขึ้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า เพื่อให้การดำเนินการในระดับพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึง กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือสั่งการขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้ความสำคัญกับการผ่อนผันเวลาเดินรถขนส่งน้ำมันเป็นกรณีพิเศษในช่วงสถานการณ์นี้ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากรพลังงานจากคลังน้ำมันไปสู่สถานีบริการน้ำมันในชุมชนเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

“การผ่อนผันมาตรการจราจรในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายการบูรณาการการทำงานเพื่อรับมือกับสภาวะปัจจุบันของนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากวิกฤตการณ์ด้านความขัดแย้งในต่างประเทศ” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

ประธานสภาฯ ตกม้าตั้งแต่เริ่ม นักเขียนดัง แนะ รูดซิปปาก-เลิกพฤติกรรมขุนนางนั่งเกี้ยว!

ประธานสภาฯ ตกม้าตั้งแต่เริ่ม นักเขียนดัง แนะ รูดซิปปาก-เลิกพฤติกรรมขุนนางนั่งเกี้ยว!

ประธานสภาฯ ตกม้าตั้งแต่เริ่ม นักเขียนดัง แนะ รูดซิปปาก-เลิกพฤติกรรมขุนนางนั่งเกี้ยว!

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า เริ่มต้นก็ไม่สวย .. ไม่มีเปลือกกล้วยให้เหยียบลื่น แต่ดันทะลึ่งเหยียบลมลื่นเอาเอง

นักข่าวถามถึงเรื่องแนวคิด “ยกเลิกอาหารของสส.” ที่คุณหมอวรงค์ นำเสนอขึ้นมา  สิ่งแรกที่ประธานสภาฯทำ . แทนที่จะตอบว่า ต้องให้สมาชิกสภาทั้งหมดปรึกษากัน , แต่กลับแสดงกิริยา
หัวเราะ 555 . แล้วพูดว่า “ตลก”

ย้อนดูคลิปการหัวเราะนี้ 4-5 ครั้ง จับความรู้สึกได้เลยว่า เป็นกิริยาหัวเราะแบบเสแสร้ง , ส่วนคำว่า ตลก คือการดูถูกอีกฝ่าย

การหัวเราะที่ต้องการด้อยค่าคนอื่นว่า ตลก . กลับกลายเป็นกิริยาที่ด้อยค่าตัวเอง

ตามด้วยลักษณะการคุยทับ ว่า ตนนั้นเป็นสส.มานาน สภาฯก็เลี้ยงอาหารกันแบบนี้ .. 

ซึ่งนั้นไม่ใช่เหตุผลที่จะรับฟังได้อย่างแท้จริง – ว่าเมื่อเลี้ยงอาหารกันมาแบบนี้ ใช้งบมากแบบนี้ หรือมีจำนวนผู้ช่วยสส.มากแบบนี้ จะถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องเสมอไป

(ทั้งที่ไม่รู้ผู้ช่วยแต่ละคน มีประสิทธิภาพแค่ไหน หรือเป็นเพียงแค่ตอบแทนผลประโยชน์ด้วยตำแหน่ง ให้พรรคพวกหัวคะแนนในพื้นที่) 

มันเป็นเพียงความเฉยชิน ที่ทำกันมา จนสบาย

สำนวนจีนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า 

○ เมื่อเป็นขุนนางได้นั่งเกี้ยว นั่งไปนาน ๆ ก็รู้สึกไม่อยากเดิน ลืมความเป็นราษฎร

เสียดายจุดเริ่มต้นของประธานสภาฯ หมาด ๆ – จริง ๆ

ดันตกม้าลงมา ตั้งแต่เริ่มขึ้นขี่ .. เพียงเพราะคะนองแสดงกิริยาหัวเราะตลก ไม่เข้าท่า 

ต้องฝึกหน้านิ่ง อย่าใช้การหัวเราะตอบคำถาม 

สถานะ “ประธานสภาฯ” ต่อไปต้องระวังวาจาไว้ให้มาก .. ถ้าไม่แน่ใจว่าจะระวังคำพูดได้ ก็ควรไปร้านปะกางเกงให้ทำซิบไว้ที่ริมปาก

เมื่อคิดดีแล้ว จึงค่อยรูดซิบเปิด เพื่อให้วาจาหลุดออกมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง ไม่เอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง ไม่เอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง ไม่เอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง พูดคุยเจรจา ดีกว่าเอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน ย้ำ นายกฯ ให้ความสำคัญความเดือดร้อนประชาชน

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำโดยนายไตรฤกษณ์ มือสันทัด นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำผู้ประกอบการ เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการประมง โดยมีกรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย 

ก่อนการหารือนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่เข้ามานั่งประชุม และหารือกับสมาคมประมงวันนี้ ซึ่งวันนี้ที่พวกเราได้มามานั่งคุยกัน ตนคิดว่าวิธีนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่อยู่ๆ นำเรือไปปิดปากอ่าวหมด แบบนี้ตนคิดว่ามันไม่ควร มีอะไรตนคิดว่ารัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะรับฟังปัญหาทุกเรื่อง โดยเฉพาะขณะนี้ปัญหาสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่รับความเดือดร้อน แต่หลายประเทศได้รับความเดือดร้อนเหมือนกับประเทศไทย พร้อมขอบคุณสมาคมประมงที่ได้ส่งจดหมาย เพื่อหารือกัน ซึ่งตนก็ไม่อยากไปตำหนิหน่วยงานอื่น ที่ไปปิดถนน เพื่อเรียกร้อง

สำหรับข้อเรียกร้องสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ขอให้รัฐบาลใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ในราคาเดียวกับหน้าปั๊ม พร้อมขอให้นำเงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาผ่านจ๊อบเบอร์  ที่ขายน้ำมันให้กับเรือประมงที่เติมน้ำมันบนฝั่ง และขอให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสำหรับชาวประมง ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ซึ่งที่ผ่านมามีมติ ครม. ไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2549 แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้เพราะยังไม่มีกฎ ระเบียบ รองรับ นอกจากนี้ยังขอลดค่ากลั่นน้ำมันเขียวของโรงกลั่นลงลิตรละ 5 บาท และขอให้ช่วยเหลือประมงพื้นบ้านให้สามารถเติมน้ำมันได้ในราคาที่ถูกลง เพราะประมงพื้นบ้านมีทางที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

“วิโรจน์” หวังดี กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน! บอกอย่าเพิ่งโทษรัฐบาลเพราะไม่ได้บริหารผิดพลาดอะไร แนะรัฐบาลเร่งบอกความจริงประชาชน ปมสงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันพุ่งลิตรละ 50 บาท จี้ปรับราคาขั้นบันไดคุมเงินเฟ้อแทนการฝืนอุ้มวันละ 1.7 พันล้าน ค้าน “พิพัฒน์” ตรึงราคา ทำลายกลไก-เปิดทางกักตุนเก็งกำไร ดักคอ “นายกฯ อนุทิน” อย่าประมาทซ้ำรอยบทเรียนโควิดกระจอก-วัคซีนเต็มแขน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤติน้ำมัน ว่า เราอย่าเพิ่งไปโทษรัฐบาล เพราะไม่ได้มาจากการบริหารผิดพลาดอะไร แต่เกิดจากภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เราเองก็ได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ การทำให้ประชาชนตระหนักและรับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ เพื่อให้ประชาชนปรับพฤติกรรมในการบริโภคน้ำมัน ซึ่งยอมรับว่าประชาชนก็ต้องต่อว่ารัฐบาลบ้าง เพราะประสบกับความเดือดร้อน แต่รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์และออกมาบอกความจริง แม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดโดยตรงของตนเอง

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หลังจากบอกความจริงแล้ว รัฐบาลสามารถใช้มาตรการฝ่าวิกฤต โดยปรับราคาน้ำมันดีเซลหรือเบนซินให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และใช้กองทุนน้ำมันคอยประคับประคองไม่ให้ราคาดีดตัวแบบกระชาก เพื่อคุมสภาวะเงินเฟ้อและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ซึ่งเรื่องนี้น่ากลัวมาก หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ไม่บอกความจริงและไม่รายงานสถานะของกองทุนน้ำมัน ประชาชนก็จะไม่ทราบว่าปัจจุบันกองทุนมีภาระสูงถึงวันละ 1,000 – 1,700 ล้านบาท ถ้าไม่ปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนความจริง ประชาชนจะรู้สึกว่าราคายังถูกอยู่และจะไม่มีกลไกไปกดอุปสงค์การใช้น้ำมันให้ลดลง 

นายวิโรจน์ ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันอุ้มราคาดีเซลอยู่ถึงลิตรละ 20 บาท ซึ่งไม่สามารถอุ้มทุกลิตรที่ออกจากหัวจ่ายได้ต่อไป จะปล่อยให้เป็น 50 บาทก็คงไม่ไหว  รัฐบาลอาจจะต้องทยอยปรับราคาขึ้นทีละสเต็ป เพื่อให้ประชาชนค่อยๆ ตระหนักถึงวิกฤต จากนั้รัฐบาลค่อยใช้วิธีอุดหนุนเฉพาะกลุ่มอย่างมียุทธศาสตร์ เช่น ธุรกิจขนส่ง รถไฟ รถเมล์ หรืออุดหนุนราคาปุ๋ยให้ภาคการเกษตร ซึ่งจะตรงจุดและใช้เงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่เช่นนั้น หากต้องแบกรับวันละ 1,700 ล้านบาท หรือเดือนละ 50,000 ล้านบาท กองทุนจะรับไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์สงครามมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ จากการที่สหรัฐอเมริกาพร้อมสู้รบ และอิหร่านพร้อมจะโจมตีคลังน้ำมัน และใช้ปริมาณน้ำมันเป็นตัวประกันหรือตัวเดิมพัน

ส่วนที่เมื่อวานนี้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาพูดเรื่องการคุมค่าใช้จ่าย เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐบาลกลัวผลกระทบจากการวิจารณ์ก็เลยต้องแบกไว้แบบนี้ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดจากสงคราม แต่ประเทศไทยต้องรับผลกระทบแน่นอน เพราะน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เราใช้ 57% มาจากช่องแคบฮอร์มุซ และอีก 42% มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายในภาวะสงครามทั้งสิ้น 

“การเอาเงินกองทุนไปอุดไว้เรื่อยๆ โดยไม่บอกความจริง จะคล้ายกับวิกฤตต้มยำกุ้งแล้วนะ ที่ตอนนั้นเราพยายามเอาเงินสำรองไปอุ้มค่าเงินให้อยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สุดท้ายพออุ้มไม่อยู่ ค่าเงินก็ถูกปล่อยลอยตัวตามยถากรรม ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หากอุ้มไม่ไหว ราคาดีเซลจะกระชากตัวขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเงินเฟ้อเฉียบพลัน ซึ่งจะลากยาวและสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ประกาศว่าจะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท เพราะทุกคนทราบดีว่าราคาที่แท้จริงคือประมาณ 50 บาท ถ้ากองทุนน้ำมันอุ้มไว้ถึง 20 บาทและประกาศชัดเจนว่าจะตรึงราคาตายตัว คนก็จะยิ่งกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างนี้ เพราะรู้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้น 

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรประกาศว่าจะตรึงราคาตายตัว แต่ควรบอกว่าจะใช้กองทุนน้ำมันประคับประคองให้การปรับขึ้นราคาเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อของแพงขึ้นสะท้อนความเป็นจริง คนก็จะปรับพฤติกรรมการใช้น้ำมันลดลง และรัฐบาลอาจจะเสริมด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ให้สิทธิหย่อนภาษีแก่บริษัทที่มีมาตรการ Work from home เพื่อจูงใจให้ช่วยกันลดปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศลง รัฐบาลต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตช่วงโควิด แล้วเราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

“ผมพูดตรงๆ นะ นี่ไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะออกมาบอกว่าเอาอยู่ ผมไม่ได้ตำหนิคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในยุคนี้ แต่คุณอนุทินต้องมีบทเรียน กรณีที่คุณอนุทินเคยบอกว่าโควิดกระจอกบ้าง หรือวัคซีนเต็มแขน แล้วสุดท้ายมันเกิดปัญหา” นายวิโรจน์ กล่าว

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

18 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” เริ่มลงตัวแล้ว ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อล่าสุด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มกระบวนการจัดส่งประวัติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบใน 18 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีรายชื่อกว่า 40 รายชื่อ รวมกับชื่อสำรอง หากมีบุคคลใดขาดคุณสมบัติ

โดยในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย รายชื่อสะเด็ดน้ำแล้ว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย 3 คน คือ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา

ส่วน นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ จะขยับไปนั่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลแก้ปัญหาน้ำทั่วประเทศ พร้อมกับปัญหายาเสพติด หลังจากที่นั่งเป็น มท.2 มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไล่มาจนถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาล “อนุทิน 1”

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง , นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ , นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ

ขณะที่กระทรวงกลาโหม ชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ , นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา

ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มี นายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็น นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงาน มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กระทรวงวัฒนธรรม มี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงสาธารณสุข มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงอุตสาหกรรม มี นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่โควตาเทคโนแครตของนายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่ และไม่มีการเมืองแทรก และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี

ส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่งควบรองนายกฯ และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ 1 ตำแหน่ง

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

รทสช.จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภท. พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

รวมไทยสร้างชาติ จ่อร่วมรัฐบาล เตรียมแถลงร่วม ภูมิใจไทย พรุ่งนี้ เฉลยเหตุ พีระพันธุ์ ไขก๊อก สส. เฟดตัวเอง เปิดทางร่วมรัฐบาล ส่งผลให้เสียงร่วมรบ.ดันโหวต อนุทิน ทะลุ 292 เสียง

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย เตรียมแถลงเปิดตัวร่วมรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่รัฐสภา ในเวลา 08.30 น. นำโดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้นายอรรถวิชช์ เข้ามาเป็น สส.แทน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การร่วมรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้านี้นายพีระพันธ์ุ ได้พูดชัดเจนว่าจะไม่โหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ แต่เริ่มมีความชัดเจนเมื่อนายอรรถวิชช์ ได้เข้ารายงานตัวสส. ต่อสภาฯ เช้าวันนี้ (18มี.ค.) พร้อมประกาศว่า 2 เสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเข้ามาร่วมรัฐบาลนายอนุทิน

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองสส. จึงทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ประกอบร่างกับพรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย  พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง 

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ขุดมันขึ้นมาฝัง

นายกฯ อนุทินแห่งภูมิใจไทยทำมาดีตลอดจนซื้อใจคนไทยให้เทคะแนนกวาด สส.มาได้เกือบ 200 แต่พอเปิดสภา ประธานสภาจากภูมิใจไทยก็ทำลายมันลงในพริบตา เรียกว่า “ขุดมันขึ้นมาฝั่ง” อย่างแท้จริง พรรคคุณมี สส.เกือบ 200 ออกมาตอบโต้ เรื่องตลกไม่ออก กับพรรคที่มี สส.คนเดียว คุณเสียเปรียบและแพ้แบบหมดรูปไปเลย คุณไปเพิ่งคะแนนหรือช่วยฉายแสงให้คุณหมอรงค์ไปโดยไม่รู้ตัว 

การที่พรรคใหญ่ลดตัวลงไปตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้กลไกประธานสภามาปิดกั้น มันทำให้พรรค 1 เสียงดูเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งรสนิยมคนไทยส่วนใหญ่พร้อมจะเทคะแนนสงสารและ “ฉายแสง” ให้ฝั่งที่ดูตัวเล็กกว่าแต่สู้ด้วยเหตุผลหรือความกล้า

ประธานสภาคือตัวแทนของ สส. ทั้งหมด ไม่ใช่ตัวแทนพรรค เมื่อไหร่ที่คนมองว่าประธานทำหน้าที่เพื่อ “ปกป้องพรรคพวก” มากกว่า “รักษากติกา” เมื่อนั้นบารมีของนายกฯ อนุทินที่สะสมมาจะถูกสั่นคลอนทันที เพราะถูกมองว่า “คุมคนของตัวเองไม่ได้” หรือ “ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม”

หมอวรงค์ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่เฉยๆ แล้วรอให้พรรคใหญ่ “พลาดเอง” การที่ภูมิใจไทยออกมาตอบโต้แบบ “ตลกไม่ออก” มันคือการประเคนพื้นที่สื่อให้หมอวรงค์ฟรีๆ ซึ่งในทางการเมือง “พื้นที่สื่อคือคะแนนเสียง”

การเมืองไม่ใช่เรื่องของจำนวน สส. เสมอไป แต่มันคือเรื่องของ ‘ความชอบธรรม’ พรรคที่มีเกือบ 200 เสียง แต่ออกมาดิ้นรนตอบโต้พรรค 1 เสียงด้วยวิธีที่ไร้ชั้นเชิง คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองแบบ ‘ขุดมันขึ้นมาฝัง’ จริงๆ

นายกฯ อนุทินเดินเกมกระดานใหญ่มาอย่างสวยงาม แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพราะ ‘บารมีบนบัลลังก์’ ของคนในพรรคตัวเองที่เปลี่ยนสภาให้กลายเป็นสนามเด็กเล่น ผลคือคุณไม่ได้แค่เสียหน้า แต่คุณกำลังปูพรมแดงให้คู่แข่งเดินเข้าสภาอย่างสง่างาม

ฮ่วย อิหยังวะ

พูดในฐานะที่เชียร์ให้ภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนะครับไม่ใช่ฝ่ายถล่ม เสียดายที่ไปขุดใครขึ้นมาฝั่งตัวเองทำไม

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 มีนาคม 2569) จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่ระบุในวรรคท้ายว่าผู้ที่ได้รับการโหวตเป็นต้องยกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 499 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งคือต้องมีเสียง 250 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียง สส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะยกมือสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้แล้ว 292 เสียง โดยประกอบด้วย

พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง

พรรคเพื่อไทย 74 เสียง

พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง

พรรคประชาชาติ 5 เสียง

พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง

พรรคเพื่อชาติไทย ,พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง

พรรคใหม่ ,พรรครวมใจไทย ,พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน ,พรรคมิติใหม่ ,พรรคประชาธิปไตยใหม่ ,พรรคทางเลือกใหม่ ,พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

รวม 292 เสียง

สำหรับวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้ง 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ประธานสภาฯ ได้นัดหมายประชุมในเวลา 10.00 น.วันที่ 19 มีนาคม โดยมีเรื่องด่วนคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

ผบ.ทร.เผยสร้างรั้วชายแดนจันทบุรีคืบหน้า ยันไร้ปมขัดแย้งกัมพูชา เหตุหลักหมุดชัดเจน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

ผบ.ทร.เผยคืบหน้าสร้างรั้วชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จันทบุรี ไทย-กัมพูชาอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียด แต่ไร้ข้อขัดแย้ง เหตุหลักหมุดชัดเจน เชื่อไม่เป็นเหตุปะทะรอบ 3

18 มีนาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต.ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ ว่า บริเวณพื้นที่ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ใน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ภูเขา ส่วน อ.โป่งน้ำร้อน เป็นพื้นที่ราบ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่นี้ก่อน

ส่วนพื้นที่ของภูเขานั้น ถือว่า การเดินไปมาหาสู่กัน หรือข้ามแดน ยังเป็นเรื่องที่ลำบาก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมไปถึง จ.ตราด ดังนั้น ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จะมีจุดผ่อนปรนที่ข้ามแดนอย่างถูกต้อง และข้ามชายแดนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งสภาพจริงเป็นสวนของชาวบ้าน ดังนั้น พื้นที่ตรงนี้จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างรั้วก่อน ซึ่งทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ได้เจรจากัน ซึ่งไม่มีประเด็นใดที่เกิดการโต้แย้งกัน เพราะมีหลักหมุดที่ชัดเจน แต่ก็มีข้อตกลงกันว่า หลักหมุดที่ 52-59 ได้มีการพูดคุยระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว ส่วนจะกำหนดเส้นตรง หรือสร้างรั้วปรับพื้นที่กันตรงจุดไหนก่อน อยู่ระหว่างพูดคุยเจรจา

ผบ.ทร.ยังยืนยันว่า การสร้างรั้วดังกล่าว ไม่น่าจะเป็นจุดที่จะไปสร้างความขัดแย้งในรอบที่ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะการสร้างรั้วถือเป็นความคิดเห็นที่ฝ่ายไทยได้ประโยชน์กับการป้องกันพื้นที่ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เช่น การป้องกันการลักลอบค้ายาเสพติด และข้ามแดนผิดกฎหมาย ดังนั้น การสร้างความขัดแย้งน่าจะเป็นประเด็นอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกันอย่างชัดเจน แต่ในพื้นที่ราบ และมีหลักหมุดที่ชัดเจน จึงไม่ใช่ประเด็น