ปลัด มท.สั่ง ด่วน ให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เร่งสำรวจปั๊ม-ปริมาณน้ำมันย้อนหลัง 7 วัน

ปลัด มท.สั่ง ด่วน ให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เร่งสำรวจปั๊ม-ปริมาณน้ำมันย้อนหลัง 7 วัน

ปลัด มท.สั่ง ด่วน ให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เร่งสำรวจปั๊ม-ปริมาณน้ำมันย้อนหลัง 7 วัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.51 น.

’มท.‘ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ’ ทั่วประเทศ เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วันถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ภาพรวม

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์พลังงานและแนวโน้มผลกระทบในพื้นที่ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ประสานงานกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจารณาอนุญาตให้รถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถเดินรถผ่านเส้นทางการจราจรในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมงไปแล้วนั้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารจัดการด้านสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในพื้นที่เกิดความชัดเจน และมีข้อมูลในการบริหารจัดการในภาพรวมของพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอสำรวจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในท้องที่ที่รับผิดชอบให้ครอบคลุมทุกแห่ง และรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 7 วันที่ผ่านมา โดยรวบรวมและรายงานกระทรวงมหาดไทยทราบโดยเร่งด่วนภายในวันนี้ เวลา 20.00 น. ครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงจำนวนเท่าใด และ 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และได้ดำเนินการแก้ไขอย่างไร 

“ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอกำกับติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ในภาพรวม อันเป็นการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ตลอดจนการดำเนินธุรกิจของห้างร้านในพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยยังคงติดตามการบริหารจัดการด้านพลังงานเชื้อเพลิงร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับผลกระทบด้านพลังงานเชื้อเพลิง สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม โทร. 1567 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

ท่านตลกแต่คนไทยไม่ขำ! ‘พี่คนดี’ร่ายกลอน สอนมวย ประธานสภา อย่าเม้นต์เยอะ เงียบไว้เถอะ

ท่านตลกแต่คนไทยไม่ขำ! 'พี่คนดี'ร่ายกลอน สอนมวย ประธานสภา อย่าเม้นต์เยอะ เงียบไว้เถอะ

ท่านตลกแต่คนไทยไม่ขำ! ‘พี่คนดี’ร่ายกลอน สอนมวย ประธานสภา อย่าเม้นต์เยอะ เงียบไว้เถอะ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 19 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊กเพจ ‘P.khondee(พี่คนดี กวีสมัครเล่น)’ ที่มีผู้ติดตามบนมากกว่า 1.4 แสนราย ได้ออกมาโพสต์บทกลอนว่า ตลก

เป็นผู้ใหญ่ แล้วอย่าเผลอ ทำเล่อล่า
ถ้าพูดได้ ถูกเวลา อาจพาผล
ถ้าพูดได้ ผิดเวลา อาจพาจน
ที่พูดเพื่อ ประโยชน์ตน หรือคนไทย

ท่าน “ตลก” แต่คนไทย ไม่ขำด้วย
เรื่องผู้ช่วย เรื่องบำนาญ ไม่ขานไข
เป็นประธาน ไม่วางตัว น่ากลัวใจ
พูดมากไป พาบรรลัย ได้เช่นกัน

ถึงตอนนี้ ใครหนอที่ มีแสงส่อง
เอาคันฉ่อง ส่องดูหนา ใครน่าขัน
แค่นิ่งนิ่ง ไม่ต้องขิง ทุกสิ่งอัน
คงไม่โดน คนกล่าวขวัญ เช่นวันนี้

ท่านประทาน อย่าพูดเล่น อย่าเม้นต์เยอะ
เงียบไว้เถอะ ให้เป็นหลัก เป็นศักดิ์ศรี
ออกหมัดชก กลาย “ตลก” ได้ทันที
ไม่อาจหนี คำของตน น่าจนใจ
พี่คนดี
18/3/2569

นานแค่ไหนก็รอ! ลุงป้อม การันตี ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสะพานเหล็ก อร่อยเด็ดจริง น้ำซุปหอมเข้ม เนื้อนุ่มชิ้นโต

นานแค่ไหนก็รอ! ลุงป้อม การันตี ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสะพานเหล็ก อร่อยเด็ดจริง น้ำซุปหอมเข้ม เนื้อนุ่มชิ้นโต

นานแค่ไหนก็รอ! ลุงป้อม การันตี ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสะพานเหล็ก อร่อยเด็ดจริง น้ำซุปหอมเข้ม เนื้อนุ่มชิ้นโต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

“ลุงป้อมชวนชิม” การันตี ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสะพานเหล็ก อร่อยเด็ดจริง น้ำซุปหอมเข้ม เนื้อนุ่มชิ้นโต เครื่องในไร้กลิ่น เผย “นานแค่ไหนก็รอ”

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 11.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังย่านสะพานเหล็ก เพื่อทดลองชิมเมนูขึ้นชื่อ “เซี้ยะเกาเหลาเนื้อไร้เทียมทาน”

ทันทีที่มาถึงพบว่าร้านมีลูกค้าแน่น พล.อ.ประวิตร นั่งรอคิวด้วยตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง

ภายหลังได้ลิ้มลอง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รสชาติสมคนเล่าลือโดยเฉพาะน้ำซุปที่ใส หอม ซอสเข้มข้น  เนื้อเปื่อยชิ้นโต นุ่มกำลังดี และเครื่องในไร้กลิ่นคาว ซดน้ำซุป คีบเนื้อตามมันเพลิน

“ของอร่อยต้องมากินที่ร้าน รสชาติถึงจะครบ” พล.อ.ประวิตรกล่าว พร้อมระบุว่า แม้จะต้องใช้เวลารอคิวนาน แต่ถือว่าคุ้มค่า และอยากแนะนำให้ผู้ที่ชื่นชอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อมาลองด้วยตนเอง

ระหว่างรอคิว มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพ โดยพล.อ.ประวิตรได้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังกล่าวติดตลกว่า ร้านนี้ไม่ควรมาขณะหิวจัด เพราะกลิ่นน้ำซุปที่หอมฟุ้งจะทำให้หิว แล้วลูกค้าก็เยอะทำให้ต้องอดใจรอ แต่ยืนยันว่า “รอแล้วไม่ผิดหวัง”

ณวัฒน์ โล่ง อนุทิน ถอนฟ้อง หลังยอมรับผิดไลฟ์หมิ่นนิรโทษตัวเอง

ณวัฒน์ โล่ง อนุทิน ถอนฟ้อง หลังยอมรับผิดไลฟ์หมิ่นนิรโทษตัวเอง

ณวัฒน์ โล่ง อนุทิน ถอนฟ้อง หลังยอมรับผิดไลฟ์หมิ่นนิรโทษตัวเอง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายณวัฒน์ อิศรไกรศีล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ตามที่ข้าพเจ้า live สดเมื่อ 9 สิงหาคม 2564 ผ่านทาง facebook ของข้าพเจ้า และได้มีการนำ live สด ดังกล่าวเผยแพร่กล่าวในทำนองทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจในสถานการณ์ในขณะนั้นว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นผู้เสนอพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ตนเองและพวก โดยอ้างบุคลากรทางการแพทย์มาบังหน้านั้น

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ฟ้องคดีข้าพเจ้าในความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อศาลอาญา เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2029/2564 หมายเลขแดงที่ อ.207/2566 ศาลได้ทำการไกล่เกลี่ย
และเป็นความผิดอันยอมความได้

ข้าพเจ้าขอยอมรับว่าได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่นายนายอนุทิน ชาญวีรกูล และจะทำการเผยแพร่ข้อความ ” ขออภัยในสิ่งที่พูดพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล” ใน facebook ของข้าพเจ้า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำ ข้าพเจ้าจะได้ดำเนินการโพสต์ใน facebook ตามข้อความนี้แล้ว และได้กรุณาถอนฟ้องข้าพเจ้าในวันนี้

ข้าพเจ้าในฐานะจำเลย ขอขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความกรุณาถอนฟ้องให้กับข้าพเจ้าในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กระทำ

วันวิชิต วิเคราะห์ 9 ข้อ สหรัฐ-อิสราเอล vs อิหร่าน ศึกคราวนี้จะจบลงอย่างไร?

วันวิชิต วิเคราะห์ 9 ข้อ สหรัฐ-อิสราเอล vs อิหร่าน ศึกคราวนี้จะจบลงอย่างไร?

วันวิชิต วิเคราะห์ 9 ข้อ สหรัฐ-อิสราเอล vs อิหร่าน ศึกคราวนี้จะจบลงอย่างไร?

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569  ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ผมติดตามบทวิเคราะห์สื่อระดับโลกหลายสำนัก ที่มองสงคราม สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล vs อิหร่าน เป็น “สงครามที่ไร้ยุทธศาสตร์” หรือไร้ทิศทางว่า ศึกคราวนี้จะจบลงอย่างไร มาไล่วิเคราะห์เป็นข้อๆ กันครับ

1. ในยุคความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในการเมืองการต่างประเทศร่วมสมัย ไม่ควรที่จะมีผู้นำของรัฐใดรัฐหนึ่ง จะประทานความตายผู้นำอีกชาติหนึ่ง ด้วยการโจมตีด้วยอาวุธหนัก ดังเช่นผู้นำสหรัฐประกาศด้วยความหน้าชื่นตาบานว่า ผู้นำสูงสุดเสียชีวิตแล้ว 

2. เมื่อผลลัพธ์ความตายของผู้นำอิหร่านลงเอยแบบนี้ ทำให้อิหร่านไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ ให้สำเร็จเหมือนเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของระบอบการปกครองของอิหร่าน , กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป ไม่มีใครมาคุกคาม โดยเฉพาะอิสราเอล 

3. ผู้นำสหรัฐ เชื่อมั่นตนเองมากเกินไป และประเมินขีดความสามารถทางการรบของอิหร่านต่ำเกินไป เห็นได้ชัดการปฏิเสธข้อเสนอของ นายโจเซฟ เคนต์ (Joseph Kent) ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นอดีตทหารเก่า ได้ทักท้วงให้ทรัมป์หาทางยุติสงคราม 

4. เพราะ หลังจากนี้ขบวนการก่อการร้ายต่างๆ  ที่อิหร่านให้ทุนอุปถัมภ์ จะกลายเป็น นักรบนิรนาม หรือ การก่อเหตุตามลำพังในแบบฉบับของพวก lone wolf จะระบาดและกระจายไปยังแหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐ-อิสราเอล (ไทยเองก็ต้องกวดขัด สอดส่องพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอย่าง เกาะสมุย, อ.ปาย, ภูเก็ต ที่มีคนยิวอยู่อาศัยเป็นชุมชน) โลกจะไม่ปกติอีกต่อไป

5. การที่อิหร่านเล่นเกมบีบในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งสินค้า-น้ำมัน กระทบไปทั่วโลก ราคาน้ำมันถีบตัวสูง  ถือเป็นการบีบสหรัฐไปในตัว เพราะตลาดในสหรัฐ ตลอดจนคะแนนสำรวจความนิยมของพรรครีพับลิกันจะดำดิ่ง หากยังดื้อดึงเดินหน้าจะพิชิตให้อิหร่านอย่างเด็ดขาด เพราะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน หรือเป็นปีๆ 

6. สหรัฐ ไม่คิดว่าอิหร่านตั้งรับและตอบโต้สร้างความเสียหายให้กองทัพสหรัฐ-อิสราเอล ตลอดจนชาติอาหรับที่สหรัฐมีฐานทัพ สถานทูต โรงกลั่นน้ำมัน-ถังเก็บน้ำมัน อย่างหนัก ขนาดระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ที่สหรัฐภูมิใจนักหนา ถูกถล่มย่อยยับ จนถึงขั้นขอยืม THAAD จากเกาหลีใต้ มาติดตั้งเพื่อคุ้มครองอิสราเอล ชี้ให้เห็นว่า ระบบการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ การดักจรวด, โดรนพิฆาต ไม่สามารถ intercept (สกัดกั้น) ได้ 100% 

7. การรบระยะยาวจะเข้าทางอิหร่าน สหรัฐจำเป็นต้องส่งกองกำลังทางพื้นราบพวกนาวิกโยธิน เข้าชายแดนอิหร่าน ซึ่งไม่ง่าย นั่นเข้าสู่ ”เขตสังหาร“ อย่างสมบูรณ์  การสูญเสียย่อมตามมา งบประมาณการสู้รบ ค่าใช้จ่ายกำลังพลจะมหาศาลเพียงใด อิหร่านถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาหลายสิบปี ชี้ให้เห็นจิตวิญญาณความอึดความอดทนของชาวเปอร์เซีย และเชื่อว่าอิหร่านยังมีอาวุธเด็ดที่ยังปล่อยออกมาไม่หมด 

8. ไม่ต้องแปลกใจหากหลายๆประเทศเลือกจะนิ่งเฉย ไม่ให้ความช่วยเหลือสหรัฐ ตามที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดพ้อ และลำเลิกบุญคุณ ใช่ครับ ชาติใดก็ตามที่ตัดสินใจเดินหน้าสนับสนุนสหรัฐ-อิสราเอล เต็มตัวเมื่อไหร่ จะกลายเป็นเป้า “หมายหัว” หรือ บัญชีดำ ของกลุ่มก่อการร้ายทันที ดังเช่น สเปน เคยถูกวางระเบิดสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์มากมายในสถานีรถไฟกลางกรุงมาดริดมาแล้ว ที่สำคัญอำนาจการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน มีขีดความสามารถรัศมีการยิงที่ไกลอย่างคาดไม่ถึง ดังเช่นอาเซอร์ไบจาน ถูกถล่มมาแล้ว ดังนั้นทุกชาติเลือกที่จะนิ่งเฉย

9. ความชอบธรรมตีบตัน?! เพราะการกำหนดชื่อ ยุทธการ Operation Epic Fury  หรือ “ปฏิบัติการแห่งความเดือดดาลสุดขีด” รึเปล่า ทำให้การยิงจรวดขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ไปยังโรงเรียนสตรีอิหร่าน จนทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตทันที 168 รายเน้นผลลัพธ์กะว่าให้อิหร่านพินาศราบพนาสูญ  โดยไม่สนใสใสใสใสอินังขังขอบใดๆ สะท้อนให้เห็นระบบข่าวกรองของสหรัฐ-อิสราเอล ล้มเหลว หรือ เป็นเจตนา?! แต่สังคมโลกวิจารณ์ว่า นี่คือ calamitous mistake (ความผิดพลาดที่ยากจะบรรยายได้) แถมปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ จากสหรัฐ 

ครับ ทรัมป์ยังมีทางลง และประกาศชัยชนะ โดยอ้างว่าได้ทำลายให้กองทัพอิหร่านอ่อนแอลง และโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย และยุติสงคราม น่าจะทำให้โลกใบนี้หายใจหายคอได้คล่องตัวขึ้นนะครับ

พิพัฒน์ เผยนายกฯ เรียกทุกฝ่ายคุยพรุ่งนี้ เตรียมจับแก้ผ้าดูทีละคน ใครโกหกกักตุนน้ำมัน

พิพัฒน์ เผยนายกฯ เรียกทุกฝ่ายคุยพรุ่งนี้ เตรียมจับแก้ผ้าดูทีละคน ใครโกหกกักตุนน้ำมัน

พิพัฒน์ เผยนายกฯ เรียกทุกฝ่ายคุยพรุ่งนี้ เตรียมจับแก้ผ้าดูทีละคน ใครโกหกกักตุนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“พิพัฒน์” เผย นายกฯ เรียกทุกฝ่ายเกี่ยวข้องค้าน้ำมัน ถกที่รัฐสภาพรุ่งนี้ จ่อแก้ผ้ารายคน หาตัวใครกักตุน บอก ทำธุรกิจไม่เสี่ยง ซื้อมาขายไป รับเข้าใจผู้ประกอบการ-โรงกลั่น  ข้องใจ ยังมีการส่งน้ำมันลงเรือขายต่างประเทศหรือไม่ วอน เห็นใจเด็กปั๊ม ใครจะด่า ให้มาด่าตน

เมื่อเวลา 16.08 น. วันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงภายหลังหารือร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการประมง ว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันดิบขึ้นสูง น้ำมันดิบที่กลั่นจากโรงกลั่นราคาสูงกว่าหน้าสถานีบริการ กลุ่มเรือประมงรับก็ตรงนี้ไม่ได้ เพราะเขาใช้น้ำมันมากกว่าบนฝั่ง จึงทำหนังสือมายังตน ซึ่งเราจะหาทางออกให้เขา เบื้องต้นเราจะเอาน้ำมัน B 20 มาให้เขาใช้ก่อน เพราะกลุ่มเรือประมงสามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ทุกลำ ต้นทุนถูกกว่าน้ำมัน B7 อยู่ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 19 มี.ค. เวลา13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุม ศบก.ที่รัฐสภา โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และทางกลุ่มสมาคมการประมงฯ จะเข้าร่วมประชุมด้วย คาดว่า น่าจะมีทางออกให้กับหลายฝ่าย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางสมาคมการประมงฯระบุว่า หากราคาน้ำมันยังไม่ลดจะมีการจอดเรือ ที่ขณะนี้เริ่มดําเนินการแล้ว มาตรการที่ออกมาจะสามารถทำให้พวกเขากลับไปทำงานได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาจอดเรือ เขาไม่ได้ประท้วง การจอดเรือของสมาคมประมงฯหมายความว่า เขาออกเรือไปแล้วเขาขาดทุน เขาก็ไม่สามารถที่จะออกได้ เวลานั้นเขาจึงยอมที่จะจอดเรือดีกว่า ตนจึงได้บอกกับพวกเขาว่า มีอะไรให้คุยกัน ดีกว่าจะมาประท้วง มันจะทําให้ชาวบ้านเดือดร้อน จนไม่อยากเห็นภาพการประท้วง มีอะไรก็ส่งตัวแทนมาหารือกับรัฐบาลเพื่อหาทางออกที่ดี แต่ถ้ามัวแต่ประท้วงปิดถนน ปิดแม่น้ำ ปิดปากอ่าว สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไม่รู้เรื่องรู้ราว 

เมื่อถามว่า ที่แหลมฉบัง สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย รวมตัวรถบรรทุกปิดถนน พร้อมเรียกร้องว่า มีการนำน้ำมันสต็อกเก่าออกมาขายในราคาแพง จะชี้แจงอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า น้ำมันสต็อกเก่าที่นำมาขายในราคาปัจจุบัน ตนไม่ได้ตอบแทนโรงกลั่น หรือผู้ประกอบการ แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วจะได้วันนี้ จะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เราพูดถึงแฟร์ทูแฟร์ เรามีกติกาของการค้าขาย กติกาการเทรดน้ำมัน ไม่ใช่เอาแต่ได้ ฉะนั้น ตนขอฝากผู้ประกอบการ วันที่เขารับซื้อน้ำมันถูก เขามีกำไร ณ วันนี้ แต่วันหน้าเมื่อสงครามยุติเขาขาดทุนหรือไม่ ฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมกับโรงกลั่น และผู้ประกอบการ พวกเราคิดบวกลบคูณหารกันได้ทุกคน 

“เป็นที่รู้กันว่าผมนั้นมีสถานีบริการน้ำมัน และผมค้าขายน้ำมัน ผมก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายวันนี้ อัตราเสี่ยงผมน้อย ไม่เหมือนโรงกลั่นน้ำมันที่ซื้อวันนี้ อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันดิบ กลั่นแล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ฉะนั้น ตัวผมเองในฐานะที่เป็นผู้ค้ากับโรงกลั่น อยู่คนละสถานะ ความเสี่ยงของโรงกลั่นมีมากกว่า เพราะของผมซื้อมาขายไปวันต่อวัน ผมไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด ฝากผู้ประกอบการและผู้ใช้น้ำมัน ขอให้เข้าใจ ไม่มีใครอยากจะมากลั่นแกล้งใคร” นายพิพัฒน์ กล่าว 

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีผู้ที่ขับรถเข้าไปเติมน้ํามันในปั๊ม แล้วน้ํามันในปั๊มหมด ทุกท่านก็ไปโวยวายใส่น้องๆ ที่ให้บริการ น้องๆเขาอยากขาย ให้กับทุกท่าน แต่เมื่อน้ํามัน ท่านไปด่าน้องๆ เขากฌไม่รู้จะทําอย่างไร ไม่รู้จะไปเอาน้ํามันที่ไหนมาขายให้ท่าน ก็ต้องเห็นใจน้องๆ ที่ให้บริการในสถานีด้วย ยังไงถ้าด่าให้มาด่าที่ตนดีกว่า ตนพร้อมจะรับฟังทุกข้อมูล ทุกคําถาม ทุกคำติชม

เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการออกมาโวยว่า ถูกตัดโควตาน้ำมันลงไป 50% นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกฯได้เชิญทุกฝ่ายมาประชุมในวันที่ 19 มี.ค. ซึ่งจะเป็นการประชุมซัพพลายเชนทั้งหมดที่เกี่ยวกับพลังงาน นายกฯเรียกมาทุกหน่วยงาน ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ขนส่ง รวมถึงจ็อบเบอร์ทั้งหลาย ทุกแผนก ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายน้ำมัน แล้วเราจะมาแก้ผ้าดูกันทีละคนว่า ใครที่ตุนน้ำมัน ใครที่โกหก ในวันที่ 19 มี.ค.จะเป็นการจับเท็จให้ได้ว่า สิ่งที่โรงกลั่นประกาศว่า น้ำมันมี น้ำมันไม่ได้ช็อต กระทรวงพลังงานบอกว่า ไม่ได้ช็อต ปตท.บอกว่า ไม่ได้ช็อต แล้วทำไมน้ำมันกลั่นออกมาแล้ว คลังน้ำมันหรือซัพพลายเออร์ถึงไม่ได้รับน้ำมันเหมือนปกติ ซ้ำร้ายขายส่งก็บอกไม่มีน้ำมันขาย เพราะฉะนั้น ใครเท็จก็เชื่อว่า ในวันที่ 19 มี.ค. พวกเราคงได้รู้

เมื่อถามอีกว่า ประเด็นนี้ตัวท่านเองก็คาใจใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนเองก็ไม่สบายใจ และคิดไม่ออก เพราะตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปรับน้ำมัน ตนไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว มีทั้งพีทีและยี่ห้ออื่น เราต้องการทำการเปรียบเทียบว่า ในแต่ละบริษัทดูแลซัพพลายเออร์หรือแฟรนไชส์ดีอย่างไร ตนจะมีปั๊มน้ำมันแต่ละยี่ห้อ ซึ่งในแต่ละยี่ห้อนี้ในอดีต ขอยกตัวอย่าง ปั๊ม ก. ได้รับน้ำมันและขายได้อาจจะวันละ 1-1.5 หมื่นลิตรต่อวัน แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มตนแค่ 4-5 พันลิตรต่อวัน ซึ่งหายไป 1 หมื่นลิตร ต้องถามว่า น้ำมันส่วนนี้หายไปไหน ในเมื่อบอกว่า โรงกลั่นมีน้ำมันให้ น้ำมันไม่ได้ขาด แล้วน้ำมันส่วนนี้มันล่องหนได้หรือ ฉะนั้น ต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1 คน ในวันที่ 19 มี.ค.เป็นสิ่งที่นายกฯเชิญผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนมาหารือกัน เพราะต้องการรู้ว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ตนเองก็อยากทราบ เพราะก็โดนนักข่าวถามทุกวันจนเริ่มที่จะตอบไม่ถูกแล้วเหมือนกันว่า จริงๆ แล้วข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ตนรู้อะไรมาก็บอกไปหมด

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะขนส่งหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขนส่งเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้ทั้งหมด ที่สำคัญคือ ณ หน้าคลังน้ำมัน ไม่มีน้ำมันกลั่นก็แสดงว่า มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าอย่างนั้นแสดงว่า โรงกลั่นโกหก เพราะไม่มีน้ำมัน หรือกระทรวงพลังงานโกหก เพราะไม่มีน้ำมันในสต็อก เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า วันนี้กระทรวงพลังงานประกาศเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า เรามีสต็อก 101 วัน แต่ขณะที่โรงกลั่นก็กลั่นมาเต็มกำลังการผลิต ไม่ได้ลดการกลั่นในแต่ละวัน เมื่อกลั่นเต็มทุกวันน้ำมันก็ต้องมีขาย ไม่มีขาดเลยสักวันเดียว เพราะวันนี้เรายังมีน้ำมันดิบพอที่จะเอามากลั่น ดังนั้น เมื่อมีน้ำมันพร้อม โรงกลั่นก็กลั่นออกมาพร้อม โรงกลั่นจ่ายน้ำมันให้กับผู้ซื้อตามปกติ ไม่มีการตัดบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แล้วพอออกจากโรงกลั่นน้ำมันไปแล้ว น้ำมันมันหายไปไหน

“ต้องถามว่า ส่วนนี้มีใครนำน้ำมันส่งออกทางเรือไปขายประเทศอื่นหรือไม่ นี่ผมตั้งคำถามหลายครั้งแล้ว และผมก็ได้ถามไปทางกรมธุรกิจพลังงานเรียบร้อยว่า คุณได้งดการส่งออกแล้วหรือยัง นี่คือ ปัจจัยหนึ่งที่ผมยังไม่สบายใจว่า สุดท้ายคุณได้ห้ามการส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง”นายพิพัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ม็อบเรียกร้องให้ยุติเรื่องการตัดโควตาน้ำมัน ไม่เช่นนั้นจะยกระดับหยุดเดินรถ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โควตาน้ำมันของใคร ที่ผ่านมาภาครัฐไม่เคยจำกัดโควตาขายน้ำมัน ต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า อดีตคุณเคยซื้อน้ำมันอย่างไร วันนี้เมื่อออกจากโรงกลั่นตามปกติ ขอถามว่า ถ้าจำกัดแล้วจะเอาแทงค์ที่ไหนไปเก็บ อย่างไรก็ไม่มีที่เก็บ ในเมื่อกลั่นน้ำมันออกมาทุกๆ วัน ที่เก็บไม่มีแน่นอน เพราะมันโปร่ง เพราะฉะนั้น มันต้องมีการกลั่น เมื่อขายออกมันต้องมีการใช้ ยืนยันรัฐบาลไม่เคยจำกัดโควตา ฉะนั้น คนที่จำกัดโควตาคือใคร คือผู้ค้าใช่หรือไม่ จากบริษัทแม่ลงไปสู่แฟรนไชส์ของตัวเอง จากโรงกลั่นไปสู่คลังน้ำมันในต่างจังหวัดใช่หรือไม่ สิ่งที่นายกฯอยากรู้ในวันที่ 19 มี.ค.คือ ใครคือผู้ที่ซ่อนความจริงเอาไว้

เมื่อถามย้ำว่า สงสัยหรือไม่ว่า โรงกลั่นอาจจะกักน้ำมันเอาไว้ รอให้ราคาขึ้นสูงกว่านี้ ทำให้มีราคาเพิ่มขึ้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก็ต้องถามว่า โรงกลั่นมีที่เก็บหรือไม่ กลั่นมาทุกวันมันไม่มีที่เก็บ เพราะฉะนั้น โรงกลั่นไม่มีสิทธิที่จะกักเหมือนกัน และเชื่อว่า ไม่มีใครที่สามารถกักได้ ยกเว้นคุณไม่ได้กลั่นเต็มกำลังผลิตเหมือนที่ประกาศออกมา ถ้าตนบอกว่า มีกำลังกลั่นวันหนึ่ง 3 แสนบาร์เรล แต่วันนี้แทงค์ตนยังมีพื้นที่ว่างสำหรับน้ำมันดิบ ตนก็อาจจะกลั่นแค่ 2 แสนบาร์เรล แต่ตนประกาศว่า 3 แสนบาร์เรล นั่นแสดงว่า เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า พรุ่งนี้ราคาน้ำมันดิบอาจจะร่วงลงมา วันหนึ่ง 20-30 ลิตรใครจะรู้ ดังนั้น ตนยังมีความมั่นใจว่า ไม่มีใครอยากเสี่ยงในการกักตุนที่มองไม่เห็นอนาคต ซึ่งอนาคตไม่มีใครรู้ มันจะสู้รบกันอีกกี่วัน หรือคืนนี้อาจจะประกาศยุติการรบแล้วก็ได้ 

เมื่อถามว่า มีไอ้โม่งที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังการปั่นราคาน้ำมันใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตลาดกลางเป็นผู้ประกาศ ไม่ใช่ประเทศไทย เราจะประกาศราคาน้ำมันตลาดโลกได้อย่างไร มันไม่ใช่ ต้องไปถามประเทศที่ทำสงครามว่า ใครได้ประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประเทศไทยแน่นอน เพราะประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 7 หมื่นบาร์เรลเท่านั้น 
เมื่อถามอีกว่า ที่ตั้งข้อสังเกตคือ การลักลอบทางเรือนำน้ำมันไปขายต่างประเทศใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อันนี้ตนสันนิษฐาน มันมีทางที่ออกไปได้ทางเดียวคือ ทางเรือ ไม่อย่างนั้นถึงอย่างไรประเทศไทยเราไม่มีที่เก็บแน่นอน 

เปิดโผ ครม. ‘เพื่อไทย’ 3 รมช. ยังไม่ลงตัว ‘อ.เชน’ ควบรองนายกฯ

เปิดโผ ครม. ‘เพื่อไทย’  3 รมช. ยังไม่ลงตัว ‘อ.เชน’ ควบรองนายกฯ

เปิดโผ ครม. ‘เพื่อไทย’ 3 รมช. ยังไม่ลงตัว ‘อ.เชน’ ควบรองนายกฯ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานการส่งรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคเพื่อไทย ว่า โควตาพรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทย จะได้ 5 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย ซึ่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ถือว่านิ่งแล้ว ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 3 ตำแหน่ง ที่วางให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 1 ตำแหน่ง ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมีเพียง 3 ตำแหน่ง น้อยกว่าทุกครั้งที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ทำให้การจัดสรรครั้งนี้มีคนแสดงความประสงค์ทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยมากกว่าตำแหน่งที่มี โดยชื่อที่ค่อนข้างชัดเจน ตอนนี้มีเพียง 1 ตำแหน่ง คือ นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สูง ขณะที่ 2 ตำแหน่งยังไม่ลงตัวว่าจะเป็นโควตาของภาคไหน หรือจะให้เป็นโควตาของภาคอีสานเพิ่ม เนื่องจากได้สส.มามากที่สุด ฉะนั้น จึงยังไม่ชัดเจนว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

บวรศักดิ์ รับ ยังไม่ถูกทาบทาม นั่งรองนายกฯเหมือนเดิม หยอกต้องเก็บของหรือเปล่า

บวรศักดิ์ รับ ยังไม่ถูกทาบทาม นั่งรองนายกฯเหมือนเดิม หยอกต้องเก็บของหรือเปล่า

บวรศักดิ์ รับ ยังไม่ถูกทาบทาม นั่งรองนายกฯเหมือนเดิม หยอกต้องเก็บของหรือเปล่า

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

‘บวรศักดิ์’รับ ยังไม่ถูกทาบทามนั่งรองนายกฯเหมือนเดิม หยอกต้องเก็บของหรือเปล่า 

วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่”อนุทิน2“ ได้ถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดิมหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้รับการทามทามอะไรทั้งสิ้น เตรียมอยู่ว่าจะต้องเก็บของหรือเปล่า 

เมื่อถามต่อว่าพร้อมที่จะรับตำแหน่งอยู่ต่อหรือไม่นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ

อภิสิทธิ์ แนะ 2 มาตรการลดภาระราคาน้ำมัน ยกเว้นภาษีสรรพสามิต-โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

อภิสิทธิ์ แนะ 2 มาตรการลดภาระราคาน้ำมัน ยกเว้นภาษีสรรพสามิต-โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

อภิสิทธิ์ แนะ 2 มาตรการลดภาระราคาน้ำมัน ยกเว้นภาษีสรรพสามิต-โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

“อภิสิทธิ์”​ ยื่น​ 2 ข้อเสนอ​“รัฐบาล”หาทางออกแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน​ ให้รัฐบาลงดเก็บภาษีสรรพสามิต​ -​ โรงกลั่นจ่ายสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน​ 3 บาทต่อลิตร​ เชื่อยื้อสถานการณ์​พ้นสงกรานต์​ ติงสื่อสารประชาชนวงกรอบสิ้นสิ้นสุดตรึงราคาดีเซลทำเกิดโกลาหล

วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​หัวหน้า​ พรร​คประชาธิ​ปัตย์​ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคถึงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมัน​ จากสถานการณ์​สู้รบในภูมิภาค​ตะวันออก​กลาง​ ว่า​ พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ว่าการบริหารจัดการในเรื่องนี้ ควรที่จะทำอย่างไร​ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาล​ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการไปพิจารณาดำเนินการ​ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่า​ ต้นทุนราคาน้ำมันได้รับผลกระทบจากสงครามเป็นสิ่งที่รัฐบาลนั้นควบคุมไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้อย่างชัดเจน​ ว่าแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร​ และสถานการณ์นั้นจะยืดเยื้อแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือเมื่อรัฐบาลตั้งเป้าในการที่จะลดภาระให้กับประชาชน​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรึงราคาน้ำมันดีเซล​ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคือทั้งประชาชน ผู้ค้า​ อุตสาหกรรม​ มีแนวทางที่จะสามารถปฏิบัติตนได้​ ไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา​ โดยปัญหาที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา​เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลมีการประกาศ​ตรึงราคาน้ำมัน​ และบอกว่ามาตรการนั้นสิ้นสุดภายในระยะเวลากี่วัน ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เติมน้ำมัน เมื่อใกล้เวลาก็จะมีความวิตกกังวลว่าน้ำมันกำลังจะแพงขึ้น​ จึงต้องเร่งเติม หรือใช้คำว่าเก็บหรือกับตุนน้ำมัน ขณะเดียวกันในแง่ของธุรกิจก็มีแรงจูงใจทันทีว่า ไม่ต้องรีบเอาของออกมาขาย​ เพราะรู้ว่าภายในระยะเวลาไม่นานนัก​ ก็จะมีการขึ้นราคา 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ จะเป็นการเก็บเกี่ยวบทเรียนที่สำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการ ที่จะต้องไม่ส่งสัญญาณทำให้เกิดภาวะ เกิดความโกลาหลหรือวุ่นวายในตลาด และอีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลจะต้องเก็บเกี่ยวไปทบทวน​ คือจากมาตรการ การตรึงราคาน้ำมัน​ ทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันที่ประชาชนเติมหน้าปั๊ม​ กับน้ำมันที่ภาคอุตสาหกรรมเคยซื้ออยู่ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรม มาแย่งซื้อน้ำมัน จากประชาชนผู้ใช้​ รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีมาตรการในการที่จะแก้ไขปัญหา

”สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้​ ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการนำเสนอ​ คือรัฐบาลได้แสดงความกังวลว่า​ การตรึงราคาน้ำมันในขณะนี้ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่อนข้างมาก​ ตัวเลขของการอุดหนุนในแต่ละวัน​ต่อลิตร​ สูงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และรัฐบาลก็แสดงความกังวลว่า​ เมื่อกองทุนน้ำมันติดลบก็จะต้องคิดถึงเรื่องของการกู้เงินเพิ่ม​ หรือในเรื่องที่จะค้ำประกัน​ พรรคประชาธิปัตย์อยากนำเสนอมาตรการที่คิดว่าเร่งด่วนที่สุด ขณะนี้​คนที่รับภาระจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดคือผู้ใช้​ นั่นคือประชาชน หรือพูดง่ายๆก็คือการตรึงราคาขณะนี้ เมื่อดึงเงินออกมาจากกองทุนน้ำมัน​ วันข้างหน้าการที่จะทำให้กองทุนน้ำมันกลับมาไม่เป็นหนี้​ ก็คือการที่ประชาชนก็จะต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าในวันที่ราคาเป็นขาลง“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่า​ในภาวะยากลำบากเช่นนี้มีอีก 2 ภาคส่วนที่ควรจะต้องมาช่วยกันแบ่งเบาภาระ​ ส่วนแรกคือรัฐบาลเอง ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ลิตรละ 6 บาทโดยประมาณ โดยในอดีตที่ผ่านมา​ รัฐบาลเคยมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพื่อลดต้นทุนในเรื่องราคาน้ำมัน หากทำเช่นนี้​ ภาระที่จะดูแลราคาน้ำมันจะไม่ตกอยู่กับกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลจะเข้ามาแบ่งเบาภาระด้วย ขณะที่ภาคเอกชน ค่าการกลั่นได้เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท​ มาเป็นประมาณ 6 บาท จริงอยู่ว่าค่าการกลั่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของกำไรทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และโรงกลั่นไม่ได้กำหนดตรงนี้​ เพราะเป็นส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงกับราคาสิงคโปร์ และราคาน้ำมันดิบ​ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา​ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้​ หลายๆประเทศก็จะมีการใช้มาตรการในการที่จะให้ภาคเอกชน​ ส่งเงินเข้ามาเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน ซึ่งในช่วงอดีตที่ผ่านมา 2-3 ปีอย่างสหราชอาณาจักร​ อิตาลี​ สเปน​ ก็ทำหมด

”​ประชาธิปัตย์ก็เสนอว่า​ ในขณะนี้รัฐบาลควรจะให้ทางโรงกลั่นส่งเงิน 3 บาทต่อลิตรจากค่าการกลั่น เข้ามาเพื่อสมทบกองทุนน้ำมัน​ ซึ่งการทำเช่นนี้ปลายทางหมายความว่า​ เรามีภาคส่วน​ ทั้งรัฐ ธุรกิจ​เอกชน​ และประชาชนที่ล้วนแล้วแต่แบ่งเบาภาระกันไป​ ในการที่จะช่วยกันทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันมีเงินเพียงพอ​ ที่จะบริหารจัดการได้​ และไม่เป็นอันตรายต่อสถานะของกองทุนในอนาคต​ ซึ่งเรามั่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดการทำเช่นนี้สถานการณ์ก็น่าจะดูแลกันไปได้จนถึงประมาณเลยช่วงสงกรานต์ไป​ ซึ่งขณะนั้นก็คงมีการ เปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อีก ดังนั้นพรรคฯเรียกร้องว่า​ รัฐบาลควรฉายภาพให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างของราคาน้ำมันเป็นอย่างไร และในวันนี้​ ไม่เพียงแต่จะต้องพยายามบริหารจัดการอาศัยกองทุนน้ำมันอย่างเดียว​ ซึ่งเป็นภาระของประชาชน​ หากไม่ใช่วันนี้จะเป็นวันข้างหน้า​ แต่หากเป็น 3 ฝ่ายเข้ามาช่วยกันดูแล​ จะทำให้การบริหารจัดการเหล่านี้ง่ายขึ้น รวมทั้งเอาปัญหา​ 2 ปัญหาข้างต้น ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาด​ และส่วนต่างราคาน้ำมัน​ ก็ควรจะเข้าไปแก้ไขปัญหาจัดการ​ จึงเป็นข้อเสนอในเบื้องต้น​”นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาล​ เตรียมล่วงหน้าสำหรับเรื่องเม็ดพลาสติก และปุ๋ย ซึ่งจะระทบกระเทือนกับภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต่อไป

เมื่อถามว่าจะมีการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลโดยตรงหรือไม่เพื่อเป็นการสื่อสาร​ นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​  โดยข้อเท็จจริงแล้ว​ กำลังรอดูอยู่ว่าหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร​ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 19 มี.ค. ประธานสภาผู้แทนราษฎร​จะเรียกประชุมสภาฯตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากมีการ เรียกประชุม พรรคฯก็สามารถใช้กลไกของสภา​ฯ​ เปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองอื่นๆและเพื่อน สส. ช่วยกันนำเสนอต่อรัฐบาลในแง่มุมของปัญหาต่างๆได้หลากหลายมากขึ้น​ จึงอยากให้ใช้กลไกทางสภาฯให้เป็นประโยชน์​ 

เมื่อถามว่าการให้ธุรกิจโรงกลั่นช่วยจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันจะมีความยากง่ายอย่างไร​ เพราะบางแห่งมีนักการเมืองถือหุ้นอยู่ด้วย นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า ว่า​ จริงๆโดยหลักที่ตนพูดมีลักษณะของภาษีลาภลอย​ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น​ เพียงแต่อาจจะมีความยุ่งยากในขั้นตอนต่างๆ หากจำได้เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้วเคยเกิดสถานการณ์แบบนี้​ และตอนนั้นรัฐบาลก็มีการเรียกผู้ประกอบการเข้าไป​ และตกลงว่าจะแบ่งเบาภาระด้วยการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติม​ ก็สามารถทำได้​ เพียงแต่ทำในระยะเวลาสั้นๆ และตนไม่เห็นเหตุผลเลยว่า เมื่อเคยทำได้แล้วจะไม่สามารถทำได้อีก ซึ่งตัวเลขต่างๆก็ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าความเหมาะสมน่าจะเป็นอย่างไร

ประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง อภิสิทธิ์ แจงเหตุผล

ประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง อภิสิทธิ์ แจงเหตุผล

ประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง อภิสิทธิ์ แจงเหตุผล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

“ประชาธิปัตย์” มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง“อภิสิทธิ์”ลุกแจงเหตุผล

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์มีการประชุมสส. เพื่อพิจารณาในการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. บัญชีรายชื่อ และประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานการ โดยมีสส. 20 คนเข้าร่วมประชุม ขาดเพียง นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์ ลาการประชุมไปพบแพทย์ 

จากนั้นเวลา 15.30 น.นายสาทิตย์ แถลงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะจากที่ผ่านมาพรรคจะลงมติงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ และหากที่ประชุม ให้สมาชิกอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีพรรคมีมติให้นายอภิสิทธิ์เป็นผู้อภิปรายและชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าเหตุใดพรรคจึงงดออกเสียง 

ทั้งนี้พรรคได้รับการประสานจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเชิญหัวหน้าพรรคหารือ ที่สภาฯ ในเวลา 09.00 น.วันที่ 19 มี.ค.ซึ่งทำให้ไม่แน่ใจว่าอาจจะไม่ให้มีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ก็ได้แต่หวังว่าเสียงข้างมากในสภาฯคือพรรคภูมิใจไทยจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน คุณสมบัติความโปร่งใส ก็ควรได้รับการตรวจสอบ จากสภาฯด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่า เป็นเพราะมีการส่งแข่งพรรคจึงได้มีมติงดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียวก็สามารถที่จะลงมติถึงได้งดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียว ก็ สามารถลงมติ เห็นด้วยหรือเห็นด้วยได้  นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราได้พิจารณาคุณสมบัติของทั้งสองคนที่จะลงแข่งขันเป็นนายก แต่เห็นว่าการงดออกเสียงจำเป็นและสำคัญส่วนเหตุผล และรายละเอียดนายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้ชี้แจง