น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า! ดร.อานนท์ เปิดเหตุผลทำไม ไทยงดส่งน้ำมันพม่า-ลาวไม่ได้

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า! ดร.อานนท์ เปิดเหตุผลทำไม ไทยงดส่งน้ำมันพม่า-ลาวไม่ได้

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า! ดร.อานนท์ เปิดเหตุผลทำไม ไทยงดส่งน้ำมันพม่า-ลาวไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

วันที่ 7 มีนาคม 2569  รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich เรื่องการส่งออกน้ำมัน ยกเว้นไปพม่ากับลาว นั้น มีความจำเป็นครับ

เรานำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่าแหล่งยาดานา ประมาณ 14% ของทั้งหมดที่ใช้ผลิตไฟฟ้า เข้าไปที่โรงงานไฟฟ้าราชบุรี 

สายไฟผ่านบางสะพานไปหล่อเลี้ยงภาคใต้ประมาณ 85% (ใต้มีโรงไฟฟ้าขนอมนิดหน่อย แล้วก็มีเขื่อนบางลางกับเขื่อนเชี่ยวหลานที่พอผลิตไฟฟ้าได้บ้าง) ที่เหลือภาคใต้ทั้งภาค อาศัยก๊าซธรรมชาติจากพม่า เพื่อหล่อเลี้ยงไฟฟ้าทั้งภาคใต้ครับ

รัฐบาลไหนไม่อยากพูด ปากไม่ดี ไปวิจารณ์รัฐบาลทหารพม่า จู่ ๆ เขาก็เทน้ำเปล่าลงล้างท่อก๊าซ ไม่มีก๊าซลงภาคใต้ โรคไฟฟ้าที่บางปะกงและที่อื่น ๆ ปั่นไฟฟ้ากันแทบระเบิด เพื่อไม่ให้ภาคใต้ไฟฟ้าดับครับ

เราซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวมหาศาลครับ ลาวเป็น water power house of southeast Asia ครับ ช การช่าง ไปลงทุนเยอะครับ มีญาติพี่น้องคุณอนุทินไปลงทุนเยอะเช่นกัน

ไฟฟ้าทางภาคอีสาน อาศัยลาวเช่นกันครับ ถ้าเราไปงดส่งออกน้ำมันไปลาวเลย ลาวเขาโกรธ เลิกส่งไฟฟ้าให้เรา ไทยเราจะเดือดร้อนครับ

ไม่ได้เกี่ยวกับ คนนามสกุลเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี มีโรงไฟฟ้าอะไรที่ลาวที่โจมตีกันหรอกครับ

แต่ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน โครงสร้างพลังงานมัน interdependence กันอยู่ครับ

ตัดบัวไม่เหลือใยทันทีเลยไม่ได้ เราเองต่างหากที่จะเดือดร้อน ถ้าทำเช่นนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มีผลทันที! อนุทิน เซ็นคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน-ก๊าซ ยกเว้นไปลาว-เมียนมา

ทำถูกต้องแล้ว! จตุพร ชมเปาะ กระทรวงการต่างประเทศ ปมสนามบินอู่ตะเภา

ทำถูกต้องแล้ว! จตุพร ชมเปาะ กระทรวงการต่างประเทศ ปมสนามบินอู่ตะเภา

ทำถูกต้องแล้ว! จตุพร ชมเปาะ กระทรวงการต่างประเทศ ปมสนามบินอู่ตะเภา

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมา  ซึ่งนายจตุพร กล่าวถึงสงครามยิว-ทรัมป์ถล่มอิหร่านว่า คงยุติลงยาก แม้ทรัมป์คำรามเสร็จศึกอิหร่านจะจัดการคิวบาต่อ ทั้งที่คิวบาเป็นหนามยอกอกสหรัฐมานานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น แต่สหรัฐไม่เคยยึดคิวบาได้เลย 

“ถ้าทรัมป์จะเป็นนักเลงโตแล้ว ทำไมไม่ขู่จะยึดเกาหลีเหนือเพื่อเปลี่ยนการปกครองด้วย เมื่ออยากจะบ้าอำนาจยิ่งใหญ่แล้วก็ลองดูได้ เกาหลีเหนือไม่นั่งรอให้ทรัมป์ไปถล่มหรอกมั้ง เขา (ประธานธิบดีคิม) ก็มีของเหมือนกัน”
อีกทั้งกล่าวว่า ความอยากในเรื่องทรัพยากรทำให้โลกวุ่นวาย โดยไม่ใช้วิธีการจัดสรรทรัพยากร และประเทศที่ถูกสหรัฐจัดการล้วนเป็นแหล่งน้ำมันทั้งสิ้น เช่น เวเนซูเอลา ทรัมป์อ้างปัญหายาเสพติด ส่วนลิเบียกล่าวหาเรื่องก่อการร้าย ซัดดัม อุสเซน แห่งอีรัคก็อ้างเรื่องสะสมอาวุธชีวภาพ และเข้าไปยึด แล้วท้ายที่สุดก็ต้องถอนตัวออกมา

กรณียิว-ทรัมป์ทำสงครามกับอิหร่านนั้น อิหร่านไม่กลัวเกรงมหาอำนาจ และยังทำสงครามแบบสมน้ำสมเนื้อด้วยขีปนาวุธเก่า ส่วนรุ่นใหม่กำลังทยอยออกมาทำศึกกับอิสราเอล ดังนั้นเชื่อว่า ทรัมป์จะไม่สามารถปิดฉากสงครามอิหร่านได้เร็วอย่างปากคุยโวไว้และจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ

ส่วนมีข่าวสหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานทัพหรือที่พักเครื่องบินรบนั้น กระทรวงต่างประเทศไทยแถลงย้ำ จะไม่ยอมให้สหรัฐมาใช้ ซึ่งจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน เพราะการโจมตีของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐในประเทศตะวันออกกลางล้วนรุนแรงด้วยหายนะ ดังนั้น การให้มหาอำนาจมาใช้เป็นฐานทัพ หรือรูปแบบใดก็ตาม สภาพตะวันออกกลางที่เจอถล่มย่อมเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้ว
“ถ้าทรัมป์ ไม่หยุดก่อสงคราม แม้คำรามไปจัดการคิวบาต่อนั้น แต่ต่อไปจีน-รัสเซีย คงหนีทรัมป์ไม่พ้น มหาอำนาจพวกนี้ย่อมรู้ว่า จะเป็นภัยต่อประเทศเขาขนาดไหน ดังนั้น ไทยไม่ยอมให้สหรัฐมาใช้สนามบินอู่ตะเภาจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า ใครมารับตำแหน่งนายกฯ ในช่วงสงครามแล้ว ล้วนเป็นทุกขลาภทั้งสิ้น ถ้าสงครามตะวันออกกลางจบไม่ลง ย่อมมีปัญหาเศรษฐกิจต่อไทย ดังนั้น ไทยต้องไม่ตกใจ ขอให้มีสติ เมื่อถึงเวลามีผลกระทบด้านพลังงานอย่าโกลาหล สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องเตรียมการกับรูปแบบพลังงานอย่างอื่นไว้ด้วย แม้น้ำมันมีสำรองถึง 95 วัน แต่มีเวลามากพอจะเตรียมการใช้พลังงานอื่นไว้

พปชร.ประชุมใหญ่สามัญ ตรีนุช นั่งหัวหน้า ลั่นพาพรรคเดินหน้าต่อ หลัง ลุงป้อม ให้โอกาสทำงาน

พปชร.ประชุมใหญ่สามัญ ตรีนุช นั่งหัวหน้า ลั่นพาพรรคเดินหน้าต่อ หลัง ลุงป้อม ให้โอกาสทำงาน

พปชร.ประชุมใหญ่สามัญ ตรีนุช นั่งหัวหน้า ลั่นพาพรรคเดินหน้าต่อ หลัง ลุงป้อม ให้โอกาสทำงาน

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

พปชร. ประชุมใหญ่สามัญ “ตรีนุช” นั่ง หน. ลั่น พาพรรคเดินหน้าต่อ หลัง “ลุงป้อม”ให้โอกาสทำงาน ปัดตอบโควต้า เก้าอี้ รมต. ขอรอเปิดสภา- เลือกนายกฯ ก่อน

วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดรักษาการ และสมาชิกพรรค 

โดยที่ประชุมมีติดังนี้ นางสาวตรีนุช เป็นหัวหน้าพรรค นายยุทธนา ศรีตะบุตร เป็นเลขาธิการ นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ เป็น เหรัญญิก และนายชาตรี ผดุงพงษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค ในส่วนรองหัวหน้าพรรค 5 คน ประกอบด้วย นายภัครธรณ์ เทียนไชย นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ พลเอก กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ พลตำรวจโท ปิยะ ต๊ะวิชัย หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี สำหรับกก.บห. 7 คน ประกอบด้วย นายบดี เทียนทอง นางสาวปภาสิริ ศรีตะบุตร นายกรทัพ ตระกูลพรพงศ์ นายพิษณุ คล้ายเจตน์ดี นายประจักร ประสงค์สุข นายอนันต์ แพทยานนท์ 
และนางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น

จากนั้นเมื่อเวลา 11.45 น.นางสาวตรีนุช ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม กก.บห. ว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อเลือก กก.บห. หลังจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปรึกษาพรรค ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นไปตามหลักการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีการแต่งตั้ง กก.บห ภายใน 60 วัน เพื่อให้โครงสร้างของพรรคถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานต่างๆได้ ซึ่งองค์ประกอบของ กก.บห. ชุดนี้มีทั้งคนใหม่ คนเก่าและสมาขิกพรรคที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนความตั้งใจของพรรคและการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคจะสามารถนำพาพรรคไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ นางสาวตรีนุช กล่าวว่า วันนี้พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งเราได้มีโอกาสได้รับคำเชิญไปร่วมรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน ทั้งนี้หากมีความชัดเจนมากกว่านี้เราจะมีการกำหนดทิศทางการทำงานของพรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรได้ฝากฝังงานอะไรไว้บ้างหรือไม่ นางสาวตรีนุช กล่าวว่า พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปกราบท่าน ซึ่งท่านให้โอกาสให้พวกเราทำงาน เพื่อให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้หากมีเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนหรือเรื่องใหญ่ๆ พวกเราก็อาจจะต้องเข้าไปขอคำปรึกษาจากพลเอกประวิตร เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะสามารถดำเนินกิจการของพรรคต่อไปได้หรือไม่ นางสาวตรีนุช กล่าวว่า แน่นอน วันนี้เรามี สส. 5 คน มีสมาชิกพรรค มีสาขาพรรค เพื่อที่จะดูแลและขับเคลื่อนพรรคต่อไปได้

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับแกนนำรัฐบาลเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีแล้วหรือยัง นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตอนนี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอน  เพราะยังต้องรอกลไกของการเปิดสภา และเลือกนายกรัฐมนตรีให้จบก่อน แล้วหลังจากนี้ก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึกความคุ้มกัน สส. กับคดีอาญา เมื่อกฎหมายปะทะสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึกความคุ้มกัน สส. กับคดีอาญา เมื่อกฎหมายปะทะสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

อดีตผู้พิพากษา เจาะลึกความคุ้มกัน สส. กับคดีอาญา เมื่อกฎหมายปะทะสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่าเจาะลึก! ความคุ้มกัน “สส.” กับคดีอาญา: เมื่อกฎหมายปะทะสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

จากกรณีข่าวร้อนแรงที่ DSI ออกหมายเรียก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา ในคดีเว็บพนัน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “สส. ท่านนี้จะได้รับความคุ้มกันหรือไม่?” ในขณะที่สภายังไม่เปิดและยังไม่มีประธานสภาฯ

1.  ช่วงปิดสมัยประชุม = “ไร้เกราะคุ้มกัน”

ตาม รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 125 ความคุ้มกัน (Immunity) ที่ห้ามจับ คุมขัง หรือหมายเรียก สส. (และ สว.) ไปสอบสวนนั้น จะมีผลเฉพาะ “ในระหว่างสมัยประชุม” เท่านั้นครับ
• สถานะปัจจุบัน: เมื่อยังไม่มีการเปิดสมัยประชุมสภาฯ นายชนนพัฒฐ์จึงมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาในทางคดีอาญา 
• ข้อสรุป: พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกและดำเนินคดีได้ตามปกติครับ!

2. เจตนารมณ์: “กันแกล้ง ไม่ใช่ กันผิด”

ทำไมต้องมีกฎหมายนี้? ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนไว้เพื่อ:

ป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง: ไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจจับกุม สส. เพื่อขัดขวางการโหวตหรือการทำงานในสภา

ยึดถือประโยชน์ปวงชน: เพื่อให้ สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติหรือความครอบงำใดๆ (ตามมาตรา 114)

3. เมื่อเปิดสภาฯ แล้ว… จะเกิดอะไรขึ้น?

หากคดีลากยาวไปจนถึงวันเปิดสมัยประชุม และนายชนนพัฒฐ์ถูกควบคุมตัวอยู่:
• สิทธิการปล่อยตัว: ประธานสภาฯ (เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว) มีอำนาจร้องขอให้ศาลหรือพนักงานสอบสวน “สั่งปล่อยตัวทันที” เพื่อให้ สส. มาทำหน้าที่ประชุมสภาได้ 
• อำนาจศาล: ศาลอาจสั่งให้มีประกันหรือหลักประกันหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดขวางการมาประชุมสภาของสมาชิกผู้นั้น

4. ส่วนเอกสิทธิ์ (Privilege) คือการได้รับยกเว้น ไม่ถูกฟ้องร้อง ทั้งทางแพ่งและทางอาญา จากการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภา (มาตรา 124 ของรัฐธรรมนูญ) กรณีตามข่าวไม่เกี่ยวกับเอกสิทธิ์ของ สส. (และ สว.)

บทสรุปสั้นๆ
หาก DSI ออกหมายเรียก สส. มาสอบสวนในช่วงนี้ “ความคุ้มกันยังไม่เริ่มทำงาน” เพราะยังไม่เข้าสมัยประชุมสภาฯ ดังนั้น การออกหมายเรียก จึงเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติครับ ส่วนเกราะคุ้มกันจะเริ่มกางกั้นก็ต่อเมื่อ “พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา” มีผลบังคับใช้เท่านั้น! 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

7/3/69

#กฎหมายน่ารู้ #สสสงขลา #ความคุ้มกันรัฐสภา #มาตรา125 #รัฐธรรมนูญ60 #DSI #ข่าวการเมือง #ชนนพัฒฐ์นาคสั้ว

รัฐ เตือน ฤดูร้อนระวังจมน้ำ ย้อนหลัง 10 ปี ดับพุ่งเกือบหมื่นราย

รัฐ เตือน ฤดูร้อนระวังจมน้ำ ย้อนหลัง 10 ปี ดับพุ่งเกือบหมื่นราย

รัฐ เตือน ฤดูร้อนระวังจมน้ำ ย้อนหลัง 10 ปี ดับพุ่งเกือบหมื่นราย

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

นางสาว อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ช่วงฤดูร้อนของทุกปี (เดือนมีนาคม – พฤษภาคม) มักมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ  ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2568 พบมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 964 ราย โดยกลุ่มอายุ 45 – 59 ปี มีสัดส่วนเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 27.9 รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21.7 และอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 20.3 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดเทอมการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำตลอดทั้งปี

สำหรับสาเหตุหลักของการจมน้ำ พบว่าเกิดจากการเล่นน้ำ ร้อยละ 51.6 และการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำ ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ คิดเป็นร้อยละ 73.1 ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ 12.00 – 17.59 น. คิดเป็นร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุมักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุ ร้อยละ 41.4 ทั้งนี้ ผู้ประสบเหตุจมน้ำส่วนใหญ่เสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5 สะท้อนให้เห็นว่าการจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นอันดับแรก

อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์

รัฐบาลย้ำเตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ขอให้สำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำลดการสูญเสียชีวิตของประชาชน

‘วิทยา’ จี้ รัฐแก้ราคาสินค้าเกษตรตก ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง วิกฤตหนัก

‘วิทยา’ จี้ รัฐแก้ราคาสินค้าเกษตรตก ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง วิกฤตหนัก

‘วิทยา’ จี้ รัฐแก้ราคาสินค้าเกษตรตก ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง วิกฤตหนัก

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

วันนี้ 7 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อพรรครวมไทยสร้างชาติโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กทางการ ถึงสถานการณ์ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำเข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะ ส้มโอทับทิมสยาม ของดีอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “นาย วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาผลผลิตเกษตรที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในขณะนี้ โดยระบุว่า พี่น้องเกษตรกรกำลังเผชิญภาวะ ‘เคราะหซ้ำกรรมซัด’ เพราะผลผลิตราคาดิ่งลงพร้อมกันหลายรายการ จากมะพร้าวน้ำหอมที่เหลือราคาลูกละ 2 บาท ลากยาวมาจนถึงส้มโอทับทิมสยาม โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรอย่างถ้วนหน้า

นายวิทยา กล่าวอีกว่า แม้ส้มโอทับทิมสยามปากพนังจะเป็นสินค้าที่ได้รับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) หนึ่งเดียวในโลกที่อำเภอปากพนัง แต่ขณะนี้ราคากลับตกต่ำถึงขีดสุดจนแทบหาผู้รับซื้อไม่ได้ อีกทั้งยังเกิดการสวมสิทธิ์และตัดราคา โดยพบว่ามีการนำส้มโอทับทิมสยามที่ปลูกนอกพื้นที่อำเภอปากพนัง มาเทขายถูกเพียงลูกละ 20 บาท จำนวนกว่า 200,000 ลูก ซึ่งพ่อค้าคนกลางบางกลุ่มก็ได้กว้านซื้อและนำไปเร่ขายในตลาดกรุงเทพฯ ราคาเพียง 3 ลูก 100 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงของส้มโอเกรด GI อย่างมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและชื่อเสียงของส้มโอทับทิมสยามที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช

วิทยา

นายวิทยา ยังได้เรียกร้องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรจังวัด และพาณิชย์จังหวัด ให้เร่งเปิดโต๊ะเจรจาหารือเป็นการเร่งด่วนเพื่อวางมาตรการแก้ไข อาทิ คุมเข้มการเคลื่อนย้ายผลผลิต เพื่อป้องกันการนำส้มโอนอกพื้นที่เข้ามาสวมสิทธิ์เป็นส้มโอทับทิมสยามปากพนัง รัฐต้องเข้าแทรกแซงราคาเพื่อหาช่องทางระบายสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ยุติธรรม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่นำส้มโอทับทิบสยามนอกพื้นที่ไปแอบอ้างจนทำลายกลไกตลาด”

หลังจากที่โพสต์ของพรรครวมไทยสร้างชาติเผยแพร่ลงมาบลนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ส้มโอทับทิมสยามที่อร่อยที่สุดก็ต้องที่ปากพนัง ส่วนใครที่ขายทับทิมสยามที่ปลูกที่อื่นก็ควรจะแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าไม่ใช่ของปากพนัง การค้าขายควรจะซื่อสัตย์ และจริงใจต่อผู้บริโภค”

“พ่อค้าหักหัวคิวมากกว่า ตามตลาดยังแพงอยู่เลย”

“ถ้าเลือกรทสชก็คงไม่เป็นแบบนี้”

“เลือกคนผิด เข้ามา ก็ต้อง ทน ลำบาก ทน ห้พวกมัน กดขี่ อยู่แบบนี้ จนกว่า พวกมัน จะหมดอำนาจ มันคุมกันหมด ทั้ง พลังงาน สินค้า เกษตร และ เศรษฐกิจ ทั้งหมด ของชาติ”

“ผักผลไม้ต่างๆเราต้องอุดหนุนของไทย ของจีนเข้ามามากเกินไป”

“ผลไม้เขมรแอบเข้ามาทางลาว”

วิทยา
วิทยา
วิทยา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party, เฟซบุ๊ก Witthaya Kaewparadai – วิทยา แก้วภราดัย

สมชัย เปิดวีรกรรม กกต. ใช้เงินหลวงจ่ายค่าปรับ PDPA แย้มพรุ่งนี้มีทีเด็ด 70 ล้าน รออยู่

สมชัย เปิดวีรกรรม กกต. ใช้เงินหลวงจ่ายค่าปรับ PDPA แย้มพรุ่งนี้มีทีเด็ด 70 ล้าน รออยู่

สมชัย เปิดวีรกรรม กกต. ใช้เงินหลวงจ่ายค่าปรับ PDPA แย้มพรุ่งนี้มีทีเด็ด 70 ล้าน รออยู่

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

วันนี้ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569 กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อ สมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเปิดโปงวีรกรรมการทำงานของหน่วยงานเก่าแบบจัดหนัก ในหัวข้อที่ทำเอาประชาชนคนเสียภาษีต้องสะดุ้ง กับกรณีการจ่ายค่าปรับหลักแสนด้วยเงินหลวง พร้อมทิ้งระเบิดลูกใหญ่ว่า พรุ่งนี้มีอีกเรื่อง 70 ล้าน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อประชาชนสู้กลับ กกต. ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ใช้ภาษีประชาชนจ่ายมีหลายเรื่องที่ กกต.ผิด และต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยเอาเงินหลวง ภาษีประชาชน มาชดใช้ แต่มักจะปิดเงียบ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการที่ดูแลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPC เคยให้ กกต. เสียค่าปรับ 335,000 บาท เนื่องจากทำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัคร สว. 23,645 ราย หลุดต่อสาธารณะ ด้วยวิธีการทำงานที่หละหลวม คือ ส่งข้อมูลผ่าน Application Line ที่ไม่มีมาตรการป้องกันข้อมูลได้ดีพอและ เมื่อเกิดเหตุแล้ว ยังรายงานต่อคณะกรรมการ PDPC ด้วยความล่าช้า กรณีดังกล่าว สำนักงาน กกต. ต้องใช้เงินหน่วยงานจ่ายค่าปรับ แต่สิ่งหนึ่งที่ปิดเงียบไม่ปรากฏเป็นข่าว คือ มีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิดที่ทำให้ราชการเสียหายหรือยัง ว่า การกระทำดังกล่าวใครบ้างเกี่ยวข้อง ผู้บังคับบัญชาคนไหน ต้องร่วมรับผิดชอบ เป็นการประมาทเลินเล่อ หรือ ประมาทเลินเล่อร้ายแรง มีการลงโทษอย่างไร มีการชดใช้เงินคืนราชการหรือไม่ และ กล่าวขอโทษต่อประชาชนหรือยัง เวลา กกต.จะฟ้องประชาชน ใช้เงินภาษี เวลาประชาชนสู้กลับ ต้องใช้เงินส่วนตัว เวลา กกต. แพ้จะใช้เงินภาษี เล่นแบบนี้ not fair game พรุ่งนี้ จะเล่าต่ออีกเรื่อง ที่กำลังจะต้องใช้ภาษีประชาชนอีกราว 70 ล้าน จ่ายให้กับความผิดของ กกต. รอฟังไหวไหม”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความยุติธรรมในการใช้เงินภาษี เช่น

“Part นี้ ก้ฟ้อง กกต ได้อีก … pdpa ได้รับเงินหรือยัง …”

“ไม่ fair อย่างแรงและไม่มีความละอายใจด้วยค่ะ ตังเองทำผิดแล้วเอาเงินภาษีประชาชนมาชดใช้ได้ยังไง”

“เหตุที่ กกต ต้องทำให้จบ เป็นตัวอย่างอุทาหรณ์ “การใช้ภาษี แผ่นดิน” ยินดีสนับสนุน กองทุน เอา กกต เข้าคุก และชดใช้เงินคืน แผ่นดิน”

“คดีให้ใบแดง สส. ภาคเหนือ แล้ว สส. ฟ้องกลับ กกต. ใช้เงินอะไร”

“กกต.ผิด #ก็เอาหลักฐานไปสู้กันสิ ไม่ใช่มาพูดกันลอยๆคะ #ชลบุรีเขต1 คะแนนห่างกันเป็นหมื่นคะแนน คิวอาร์ -บาร์โค้ดคิว ก็เอาหลักฐานไปสู้กัน ทำโชว์เดี๋ยวนั้นเลย ภูมิรัฐศาสตร์โลกร้อนแรง เขมรเหิมเกริม #ชายแดนไทยเขมร เลือกภูมิใจไทย #เพราะคนไทยรักชาติฟีเวอร์ ทั่วประเทศ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

แฉแผนตัดกำลังฝ่ายค้าน ‘วิโรจน์’ ไขปมเร่งคดีชนนพัฒฐ์

แฉแผนตัดกำลังฝ่ายค้าน 'วิโรจน์' ไขปมเร่งคดีชนนพัฒฐ์

แฉแผนตัดกำลังฝ่ายค้าน ‘วิโรจน์’ ไขปมเร่งคดีชนนพัฒฐ์

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

วันนี้ 7 มีนาคม 2569 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชน ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์เบื้องลึกเบื้องหลังกรณีที่ DSI และ ปปง. สั่งอายัดทรัพย์และออกหมายเรียก ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.พรรคกล้าธรรม โดยตั้งคำถามถึงความผิดปกติในมิติทางการเมืองที่อาจแฝงอยู่ “จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง?

กรณีที่ DSI และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียก ชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.จากพรรคกล้าธรรม นั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ

วิโรจน์

อย่างไรก็ตาม หากลองพิจารณาในมิติทางการเมือง ก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง DSI ซึ่งขึ้นตรงกับ รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ปปง. ซึ่งขึ้นตรงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและว่องไวถึงเพียงนี้ ก็น่าจะต้องได้รับไฟเขียวให้ปฏิบัติการอย่างแน่นอน และจึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการแฝงอยู่ด้วย

ประการแรก อย่างน้อยที่สุด การดำเนินการดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่และปราม สส. ทั้งในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ที่ต่างก็รู้ตัวดีว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ว่าไม่ควรแสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือ “เปรี้ยว” มากจนเกินไป เพราะรัฐบาลมีข้อมูลเส้นทางการเงินของทุกคนอยู่แล้ว หรือหากยังไม่ทราบ ก็สามารถขุดค้นตรวจสอบได้ในภายหลัง ดังนั้น หากผู้ใดมีแผลหรือมีร่องรอยเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินสีเทา และยังทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจถูกดำเนินการได้ในเวลาไม่นาน แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใดว่านอนสอนง่าย ก็อาจยังสามารถลอยชายใช้ชีวิตอย่างสบายใจต่อไปได้

ประการที่สอง หากพิจารณาจากศักยภาพทางการเมืองแล้ว พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เพียงลำพัง ไม่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะดีลกับขั้วอำนาจต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลได้ โดยเฉพาะหากต้องใช้วิธีการเชิงเล่ห์กล ลูกตุกติก หรือกลยุทธ์แบบ “วิชามาร” ที่เปรียบได้กับการชกใต้เข็มขัดหรือลอบวางยาพิษในนวนิยายกำลังภายในจีน พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คงยากที่จะดำเนินการในลักษณะนั้นได้

ในอดีต พรรคประชาธิปัตย์เคยถูกแซวว่าอาจไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจเป็นเพียงผู้เล่นในฉากหน้าเท่านั้น ขณะที่เบื้องหลังยังมีมือที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานที่เป็น “Dirty Jobs” อยู่ด้วย ดังนั้น หากสามารถสกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่หลายคนในยุทธจักรการเมืองยอมรับว่า “กล้าทำจริง” และ “ทำถึงจริง” ได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็แทบไม่ต้องกังวลว่าฝ่ายค้านจะมีลูกพลิกแพลงหรือกลยุทธ์พิสดารใดๆ ที่น่ากังวลอีก

วิโรจน์

ยิ่งไปกว่านั้น หากทุกอย่างดำเนินไปตามกติกาปกติของระบบรัฐสภา การลงมติในสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่ต้องหวาดกลัวเป็นพิเศษ เพราะต่อให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เมื่อถึงเวลายกมือโหวต กฎหมายต่างๆ ก็ยังสามารถผ่านได้อย่างฉลุย และในกรณีของนโยบายหรือแนวคิดที่ดี พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าพร้อมนำไปต่อยอดหรือ “ก๊อปแล้วพลัส” โดยไม่ได้ถือเรื่องภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรีมากนัก

ประการที่สาม ยิ่ง สส.พรรคกล้าธรรมถูกดำเนินคดีอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแง่หรือเกิดความระแวงในการทำงานร่วมกันมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากเกิดสถานการณ์ใดที่พรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์ต้องลงมติร่วมกับพรรคกล้าธรรม ก็อาจมีเสียงแซวหรือเสียงโห่ร้องจากฝ่ายตรงข้ามว่า “เดี๋ยวนี้พรรคส้มกับพรรคฟ้าหันไปปะแป้ง แล้วซื้อหวย 888 ด้วยกันแล้วหรือ”

ทั้งนี้ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็เป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และหน้าตาทางการเมืองเป็นอย่างมาก ดังนั้น การขยับตัวทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านย่อมมีความอึดอัดไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องกังวลเรื่องการถูกโจมตีจากทีม IO แล้ว ยังอาจมีความไม่ไว้วางใจกันอยู่ลึกๆ เนื่องจากหลายคนรับรู้กันดีว่า พรรคกล้าธรรมเองก็ไม่ได้อยากเป็นฝ่ายค้านอย่างแท้จริง และอาจเพียงแสดงบทบาทฝ่ายค้านเพื่อเปิดทางในการต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เช่นนี้ การทำงานของฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงในสภาเพียงประมาณ 200 เสียงอยู่แล้ว หากยังขาดเอกภาพภายใน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงไปอีก การผลักดันกฎหมายสำคัญอาจเป็นไปได้ยาก การอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลก็อาจเต็มไปด้วยความระแวงซึ่งกันและกัน และแม้แต่การควบคุมธีมหรือการจัดสรรเวลาในการอภิปรายก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า จะสามารถประสานกันได้มากเพียงใด

วิโรจน์

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากต้องการแก้เกมสถานการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การทำงานในฐานะฝ่ายค้านนั้น ในหลายกรณีจำเป็นต้องมีเอกภาพและต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งต้องกำหนดเส้นแบ่งในการทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ให้ชัดเจน

การทำงานในวิปฝ่ายค้านจึงควรเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เรื่องใดที่สามารถร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกันไป และจากนั้นจึงอธิบายกับประชาชนอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งกล้าที่จะใช้ต้นทุนทางสังคมในการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของการทำงานภายใต้กลไกของระบบรัฐสภา

ในทางกลับกัน หากมีประเด็นใดที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นเรื่องที่ล้ำเส้นมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ ก็ควรแจ้งให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมทราบอย่างตรงไปตรงมา แม้พวกเขาจะโกรธหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็ควรเป็นความโกรธที่เกิดจากการรับรู้ความจริงตรงๆ ไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากการที่เราเคยรับปากแล้วไม่ทำตาม หรือจากความเข้าใจผิดว่าเราไปเล่นสองหน้าหลอกลวงกัน

การอธิบายทั้งภายในวิปฝ่ายค้านและต่อสาธารณะถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสามารถสื่อสารได้ดีและทำให้ประชาชนเข้าใจ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ก็ยังสามารถมี “เข็มมุ่งร่วมกัน” ในประเด็นสำคัญบางประการได้ และนั่นย่อมจะทำให้ฝ่ายค้านยังคงมีน้ำหนักเพียงพอในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆ และผลักดันมาตรการเชิงนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพ รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเสมอภาคต่อไปได้

อีกเรื่องที่ต้องฝากไว้ ก็คือ ในเรื่องคดีความต่างๆ ของทั้งชนนพัฒน์ นาคสั้ว และเบน สมิธ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายเขาทั้งสองยังมีสิทธิที่จะสู้คดี แต่ผมต้องตั้งข้อสังเกตให้สังคมฉุกคิดร่วมกันว่า แค่การกล่าวหา 2 คนนี้ มันไม่ทำให้เรื่องสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน จบลงนะครับ การกระทำอาชญากรรมเหล่านี้ มันทำเป็นขบวนการ และมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก สังคมต้องตามให้ทันนะครับ ไม่ใช่ว่าพอกล่าวหาเพียงแค่ 2 คนนี้ แล้วก็จบกันไป ตัวละครตัวเบ้งๆ ที่ยังคงลอยนวลทำงานเป็นขบวนการ ก่อกรรมทำเข็ญ หลอกลวงเงินประชาชน ฟอกเงินทำร้ายผู้ประกอบกิจการที่ทำธุรกิจสุจริตต่อไป ถ้าจะจับต้องจับให้สิ้นสาวให้หมด ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ”

หลังโพสต์ของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดานักสืบโซเชียลและแฟนคลับต่างเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างหลากหลาย เช่น

“หรือแค่กลลวง”

“มาอีกทีก็ ผุดผ่อง”

“เป็นโพสต์ที่ดี แต่มีแบบเป็นหนังสือเสียงมั๊ยครับ? ผมคนไทยแท้ อ่านหนังสือได้แค่ไม่กี่บรรทัด”

“ใช่”

“อีกสี่ปีอาจมีกฏหมายใหม่ ยิ่งอ่านยิ่งเสียดายหัวหมู่ทะลวงฟันอย่างคุณวิโรจน์ค่ะ”

วิโรจน์
วิโรจน์
วิโรจน์
วิโรจน์
วิโรจน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

พิชัย หนุน อนุทิน ตรึงดีเซล 29.94 จี้พาณิชย์คุมเข้มสินค้าห้ามขาด-ห้ามแพง

พิชัย หนุน อนุทิน ตรึงดีเซล 29.94 จี้พาณิชย์คุมเข้มสินค้าห้ามขาด-ห้ามแพง

พิชัย หนุน อนุทิน ตรึงดีเซล 29.94 จี้พาณิชย์คุมเข้มสินค้าห้ามขาด-ห้ามแพง

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

“พิชัย“ เห็นด้วย ”อนุทิน“ คงราคาน้ำมันดีเซล ชี้ หากยืดเยื้อ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลได้ลิตรละ 6.92 บาท จี้ คุมเข้มราคาสินค้า ห้ามขาดห้ามแพง แนะ วิกฤตนี้ไทยได้ 3 โอกาส ความมั่นคงทางอาหาร – ขยายสร้าง Data Center รองรับตะวันออกกลาง – แลนด์บริดจ์ ที่เก็บน้ำมันขนาดใหญ่ 

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ และ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน และ สถานการณ์ยังคงรุนแรงและหนักหน่วง มีผลกระทบต่อทั้งโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชของประเทศอิหร่านเพื่อตอบโต้ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงไปถึงประมาณบาเรลละ 100 เหรียญสหร๊ฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะต้องติดตามและรับมือกับสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว 

ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศควบคุมราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 29.94 บาท เพราะจะช่วยเหลือ ประชาชนให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปได้  เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งของสินค้าแทบทุกชนิด หากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ราคาสินค้าต่างๆจะขึ้นราคาตาม ประชาชนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก และเมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลงแล้ว แต่ราคาสินค้าที่ราคาขึ้นแล้วมักจะไม่ยอมลดราคาลงตาม ดังนั้นหลังจากที่ประกาศควบคุมราคาดีเซลแล้ว รัฐบาลต้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบอย่าให้สินค้าขาดและอย่าได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือสินค้าต้องไม่ขาดและต้องไม่แพง เพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ รัฐบาลสามารถลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เก็บอยู่ถึงลิตรละ 6.92 บาท ให้ลดลงมาได้ แม้รัฐจะขาดรายได้บ้างแต่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติแล้ว รัฐค่อยกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์โลกผันผวน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลสมัยนั้นจะใช้วิธีการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้ในการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากให้ข้อมูลไว้เพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤตินี้ ประเทศไทยสามารถหาโอกาสที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากสถานการณ์ของโลกได้ 3 เรื่องใหญ่คือ

1. โครงการ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ตนได้คิดขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติในแบบนี้โดยเฉพาะ  เนื่องจากประทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก และสามารถผลิตอาหารสำรองให้เพียงพอและสามารถจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ ซึ่งตนได้ขายแนวคิดนี้ตั้งแต่ อดีต นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไปประชุมนานาชาติหลายแห่ง โดยเฉพาะการประชุมนานาชาติที่ประเทศ การ์ตาร์ปลายปี 2024 และแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี และการที่ประเทศสิงคโปร์ซื้อข้าว 100,000 ตัน จากประเทศไทย ก็เพราะมาจากแนวทางความมั่นคงทางอาหารนี้ที่อดีตนายกฯ แพทองธารได้พบกับนายลอเรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ที่ประเทศลาว อีกทั้งประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศเช่น UAE, ซาอุดิอาราเบีย, การ์ตาร์, โอมาน, บาร์เรน ฯลฯ แม้กระทั่งประเทศอิสราเอล ก็ได้ให้ความสนใจ ขนาด รัฐมนตรี Thani ของ UAE ได้บินมาเพื่อแสดงความจำนงที่จะขอร่วมทุนทำเรื่องนี้กับประเทศไทย และอยากให้ทำไปพร้อมกับการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-ยูเออี  ซึ่งการเจรจา FTA ยังคงติดในเรื่องสินค้าบางชนิดจึงยังสรุปกันไม่ได้ แต่ในสภานการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งให้โครงการ Food Security นี้สำเร็จโดยเร็ว และไทยควรเร่งดำเนินการโครงการนี้โดยด่วน โดยอธิบดีหลายท่านของกระทรวงพาณิชย์มีความสามารถและได้เตรียมพร้อมทำเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งไทยจะสามารถขายอาหารจำนวนมากและเก็บไว้ในประเทศไทยเพื่อพร้อมส่งมอบให้ประเทศเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก สร้างรายได้เข้าประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

2. โครงการ Data Center รองรับการเก็บข้อมูลของประเทศในตะวันออกกลาง ในภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ได้มีการโจมตีอาคารราชการและศูนย์กลางการเก็บข้อมูล (Data Center) หลายแห่ง ดังนั้นแนวคิดในการสร้าง Data Center ในประเทศไทย  ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศและมีทำเลที่เหมาะสม และมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อม เพื่อเก็บข้อมูลให้กับประเทศในตะวันออกกลางและประเทศที่มีความเสี่ยงกับสงคราม น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถพัฒนาธุรกิจในด้าน Ai ให้เกิดขึ้นได้ด้วย ทั้งนี้การลงทุนทางด้าน Data Center และ Ai นี้จะมีมูลค่าเป็นหมื่นๆล้านถึงหลายแสนล้านบาทได้

3. โครงการแลนด์บริดจ์พร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่  ในภาวะสงครามที่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุชนี้ จะทำให้เห็นชัดว่าความต้องการที่จะต้องมีการขนส่งน้ำมันพร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้น แนวคิดเรื่องแลนบริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศน่าจะเป็นประโยชน์และจะสร้างรายได้มหาศาล และเพิ่มการพัฒนาในพื้นภาคใต้ได้อย่างมาก

ในภาวะผันผวนของโลก จะมีทั้งวิกฤติและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และนี่จะเป็นโอกาสของประเทศไทย 3 เรื่องที่ได้เคยมีการคิดกันล่วงหน้าเพื่อรองรับไว้แล้ว ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาประเทศไทยในภาวะวิกฤติที่ผันผวนของโลก และอาจจะมีโอกาสในด้านอื่นๆอีกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งผู้บริหารของประเทศจะต้องช่วยกันคิดและช่วยกันทำเพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันกับประเทศต่างๆในภูมิภาคได้

เทพไท วิเคราะห์อนาคต ชนนพัฒฐ์ หลัง DSI ออกหมายเรียกพัวพันเว็บพนัน

เทพไท วิเคราะห์อนาคต ชนนพัฒฐ์ หลัง DSI ออกหมายเรียกพัวพันเว็บพนัน

เทพไท วิเคราะห์อนาคต ชนนพัฒฐ์ หลัง DSI ออกหมายเรียกพัวพันเว็บพนัน

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

วันนี้ 7 มีนาคม 2569 ทางด้านของ นาย เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้วยการลงคลิปวิดีโอวิเคราะห์ประเด็นร้อน กรณีดีเอสไอ (DSI) เตรียมเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 12 มีนาคมนี้ เกี่ยวพันเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ โดยระบุข้อความทั้งหมดไว้ว่า “อนาคต ชนนพัฒฐ์ ริบหรี่??? กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายค้นเป้าหมาย และขอหมายจับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม ในคดีที่เกี่ยวพันกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งล่าสุดได้มีการออกหมายเรียกนายชนนพัฒฐ์ ไปพบพนักงานสอบสวน ในวันที่ 12 มีนาคม 2569

ซึ่งไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะนายชนนพัฒฐ์เป็นบุคคลหนึ่ง ที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์มาก่อน รวมถึงก่อนหน้านี้ปปง.ก็ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์ของนายชนนพัฒฐ์ไปแล้ว การที่ศาลออกหมายเรียก ถือว่าเป็นการให้เกียรตินายชนนพัฒฐ์ ในฐานะที่เป็นส.ส. และได้รับการรับรองจากกกต.มาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่นายชนนพัฒฐ์ จะต้องสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

เทพไท

แต่ที่สังคมเกิดความสงสัย คือก่อนหน้านี้พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ได้ออกมาให้ข่าวว่า มีนักการเมือง มีอดีตส.ส.จำนวน 10 คน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และกำลังรวบรวมหลักฐานดำเนินคดี

แต่จนถึงบัดนี้การเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ยังไม่ปรากฏชื่อนักการเมือง ตามที่2รัฐมนตรีได้กล่าวถึงเลย ทำให้สังคมสงสัยว่า ยังมีนักการเมืองหรือส.ส.ในปัจจุบัน อยู่ในเครือข่ายของแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่ ถ้าหากมีอยู่จริง ทำไม2รัฐมนตรี จึงไม่ออกมายืนยันว่า มีใครบ้าง เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบ นอกเหนือจากนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า เป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินเกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์

เทพไท

การที่นายชนนพัฒฐ์ จะได้รับเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครองหรือไม่ ต้องพิจารณาดูว่าในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ดีเอสไอได้มีหมายเรียกเพื่อให้นายชนนพัฒฐ์ ไปพบพนักงานสอบสวน ถ้าหากวันนั้นยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุม นายชนนพัฒฐ์ก็ไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์ความเป็นส.ส.คุ้มครองได้ แต่ถ้าหากว่ามีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมแล้ว นายชนนพัฒฐ์ก็ถือว่าได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง

ถ้าหากพนักงานสอบสวนหรือดีเอสไอต้องการตัวไปดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม ก็สามารถทำหนังสือขออนุญาตต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ขออนุมัติจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ไปสู้คดี และถ้าหากการสู้คดีของนายชนนพัฒฐ์ มีเหตุให้สั่งฟ้องและขออนุญาตในการคุมขังต่อศาล ถ้าหากว่าศาลมีหมายศาลให้คุมขังระหว่างดำเนินคดี ก็จะทำให้สมาชิกภาพความเป็นส.ส.ของนายชนนพัฒฐ์สิ้นสุดลง

เทพไท

เพราะฉะนั้นการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีต่อนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จะเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาถึงสมาชิกภาพ และอนาคตทางการเมืองของนายชนนพัฒฐ์ด้วย”

หลังจากที่คลิปของ นาย เทพไท เสนพงศ์ นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลต่างแห่เข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเหมาะสมและเอกสิทธิ์ของ สส. เช่น

“คนสงขลาคิดอย่างไร รู้ทั้งรู้”

“คนสงขลาเขาเป็นอะไรนะ”

“ควรยกเลิกเอกสิทธิ สส.ได้แระ”

เทพไท
เทพไท

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง