เปิดข้อกฎหมาย! ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.

เปิดข้อกฎหมาย! ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.

เปิดข้อกฎหมาย! ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

จากกรณีวันนี้ (6 มีนาคม 2569) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นำแถลงข่าว ออกหมายเรียก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับเว็บพนัน เมื่อปี 2566 ให้มารายตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน หากไม่มาจะออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สอง ทั้งนี้ ก่อนหน้าได้ออกหมายจับ แต่เนื่องจากศาลเห็นว่า นายชนนพัฒฐ์เป็นบุคคลที่สามารถติดต่อได้ จึงให้ออกหมายเรียกก่อน

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า “เชื่อว่า ท่าน สส.ชนนพัฒฐ์ ยังอยู่ในไทย ถ้าท่านได้เป็น สส.ก็อาจจะได้รับเอกสิทธิ์ คือตอนนี้สำนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกไปยังท่าน สส.ชนนพัฒฐ์ แต่ระหว่างยังไม่อยู่ในสมัยประชุม เราก็มีอำนาจดำเนินการ แต่ถ้าเปิดสมัยประชุม ท่านก็ได้รับเอกสิทธิ์ที่ต้องถามในการจับกุมตัว หรือควบคุมตัว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากทางผู้แทนราษฎร

ขณะที่วันเดียวกันนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมทลายเครือข่ายเว็บพนันที่มีการเชื่อมโยงถึงนักการเมืองดัง จนบางคนมีการตั้งข้อสังเกตไปถึงว่าเป็น นายชนนพัฒฐ์ หรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เรื่องนี้ตนเองยังไม่รู้เลย ก็ต้องดูเขาแถลง นายชนนพัฒฐ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอะไรก็ต้องว่ากันไป ไม่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม เป็นความผิดเฉพาะบุคคล” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล)

จึงเกิดคำถามว่า ขณะนี้ยังไม่เปิดสมัยประชุมสภาฯ และยังไม่มีประธานสภาฯ นายชนนพัฒฐ์จะมีเอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ หากมีเอกสิทธิ์ สส.แล้ว เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ และหากถูกออกหมายเรียก หรือถูกควบคุมตัว จะสามารถมาประชุมสภาฯ ได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาเปิดสมัยประชุมสภาฯ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 บัญญัติในเรื่องเอกสิทธิ์ไว้ในมาตรา 124 และเรื่องความคุ้มกันไว้ในมาตรา 125 ดังนี้

มาตรา 124 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดๆ มิได้

เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใด หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฎนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไม่กระทบต่อสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล

เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใดซึ่งได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม

มาตรา 125 ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด

ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และเพื่อประโยชน์ในการประชุมสภาประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้

ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณีต้องสั่งปล่อยทันที ถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา

มันจบแล้วครับผู้กอง…ปฏิบัติการแหกกล้าธรรม สัญญาณจากครูใหญ่

มันจบแล้วครับผู้กอง...ปฏิบัติการแหกกล้าธรรม สัญญาณจากครูใหญ่

มันจบแล้วครับผู้กอง…ปฏิบัติการแหกกล้าธรรม สัญญาณจากครูใหญ่

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

หลัง “ชนนพันฐ์ นาคสั้ว” หรือ สส.กฤต สส.เขต4 สงขลาพรรคกล้าธรรม เข้ารายงานตัวที่รัฐสภา เป็นสส.สมัยที่ 2 ได้เพียง 1 วัน รุ่งขึ้นวันที่ 5 มีนาคม เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพัก ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในคดีเกี่ยวพันเว็บพนันออนไลน์

โดยก่อนหน้านี้ ปปง.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินมูลค่า 158 ล้านบาทของนายชนพัฒฐ์ และพวกตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากการยืนของถอนอายัดไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ถัดจากนั้นอีกเพียง 1 วัน (6 มีนาคม) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมด้วย ดีเอสไอ และปปง. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมแอดมินเว็บพนันออนไลน์ วงเงินกว่า 1 พันล้านบาท และมีหลักฐานชัดเจนโยงไปถึง สส.ชนนพัฒฐ์ จึงได้ขอหมายับต่อศาล แต่ศาลเห็นว่า ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงให้ออกหมายเรียกก่อน โดยทางดีเอสไอได้ออกหมายเรียกให้ สส.ชนนพัฒฐ์ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 12 มีนาคม

ก่อนหน้าการแถลงไม่ถึงชั่วโมง ผู้กองธรรมนัส ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานพรรคก้าวไกล ได้นำลูกพรรคที่ชนะเลือกตั้ง เข้ารายงานตัวที่สภาฯ แน่นอนว่านักข่าวต้องถามเรื่องนี้ โดยผู้กองธรรมนัส ปฏิเสธไม่ทราบเรื่องการค้นบ้านพักของ สส.ชนนพัฒฐ์ และไม่ได้พูดคุยกัน โดยถือว่าเป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม

และแน่นอนเช่นกันว่า การที่ พล.ต.ท.รุทธพล ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคือรัฐมนตรีสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ถึงกับมานั่งแถลงข่าวด้วยตนเองครั้งนี้ ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็นสัญญาณตรงจาก “ครูใหญ่” ว่า “มันจบแล้วครับผู้กอง” แปลง่ายๆว่า นี่คือการปิดประตูตายสำหรับพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ผบ.สส.เปิดหลักสูตรมินิวปอ.รุ่น3

ผบ.สส.เปิดหลักสูตรมินิวปอ.รุ่น3

ผบ.สส.เปิดหลักสูตรมินิวปอ.รุ่น3

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ผบ.สส. เปิดหลักสูตร ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปลุกผู้นำแห่งอนาคตเตรียมพร้อมรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

วันนี้ (6 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันก่อน พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พร้อมด้วยผู้แทนจากเหล่าทัพ อาทิ พล.อ.อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร คณะเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วม โดยมี พล.ท.ทักษิณ ศิริสิงห ผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวรายงาน

พล.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ.เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2569 ระยะเวลาการศึกษา 6 เดือน ประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 231 คน ได้แก่ ข้าราชการทหาร ตำรวจ 58 คน ข้าราชการพลเรือน 49 คน ข้าราชการการเมือง 5 คน เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 7 คน เจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ 5 คนและบุคลากรจากภาคเอกชน 107 คน โดยมีการเรียนรู้ในหลากหลายมิติและการถกแถลงเพื่อที่จะนำมาสู่การเสนอนโยบายสู่ภาครัฐต่อไปในก่อนการสำเร็จการศึกษา

ด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดหลักสูตร วปอ.บอ.มีใจความสำคัญว่า หลักสูตรนี้คือจุดเริ่มต้นพันธกิจร่วมกันในการออกแบบอนาคตด้านความมั่นคงของประเทศไทย ทุกคนเป็นผู้แทนหลากภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย ทำให้เห็นว่าเรามีทุนมนุษย์อันเข้มแข็งพร้อมที่จะพัฒนาชาติต่อไป

อย่างไรก็ตาม โลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญภัยคุกคามแบบเดิม แต่ได้แปรรูปและแผ่ขยายเข้าสู่มิติที่ซับซ้อน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล สงครามข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยิ่งยวด รวดเร็วและเงียบงั้น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องสร้างความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล ข้อความมูลข่าวสาร และความพร้อมของผู้นำ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนให้เป็นพลังร่วมที่แข็งแกร่ง

พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ.เป็นเวทีในการคิดเชิงระบบ ฝึกการตัดสินใจในมิติที่ซับซ้อน พร้อมเชื่อมโยงทุกมิติให้เป็นภาพเดียวกัน เพราะภัยคุกคามแบบใหม่ไม่แยกส่วน เราต้องหาวิธีการรับมือที่บูรณาการทุกภาคส่วนเช่นกัน

ทั้งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ยังกล่าวย้ำว่า หลักสูตรนี้จะสร้างทุน 3 ประการที่สำคัญ คือ ทุนทางปัญญา

ทุนทางเครือข่าย และทุนทางคุณธรรม ที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้สมดุล มั่นคงและยั่งยืน พร้อมกับยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างสถาบันที่เข้มแข็ง โปร่งใสและปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะความมั่นคงของชาติในศตวรรษที่ 21 คือความสามารถในการปรับตัวให้เร็วกว่าแรงกระแทกของโลก

“ผมเชื่อว่าทุกท่านจะไม่เป็นเพียงผู้บริหารที่เก่ง แต่เป็นผู้นำแห่งอนาคตที่กล้าคิดใหม่ ทำจริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทันสมัย แข่งขันได้ และยั่งยืน อนาคตของประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกคน” พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าว

015

แพทยสภาแจงยิบ! ปมสังคมเข้าใจ แพ้คดีจริยธรรม

แพทยสภาแจงยิบ! ปมสังคมเข้าใจ แพ้คดีจริยธรรม

แพทยสภาแจงยิบ! ปมสังคมเข้าใจ แพ้คดีจริยธรรม

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 แพทยสภา ออกหนังสือชี้แจง ระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกรณีศาลปกครองมีคำพิพากษาให้แพทยสภากลับไปพิจารณาคดีจริยธรรม ของแพทย์ท่านหนึ่ง จนนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าแพทยสภาถูกเพิกถอนคำสั่งเป็นฝ่าย “แพ้คดี” นั้น

สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน ดังนี้

1. กรณีนี้แพทยสภา “แพ้คดี” จริงหรือไม่ ?

ศาลให้แพทยสภาพิจารณาคดีใหม่ให้ครบขั้นตอน ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่แพทยสภาวินิจฉัย ภายหลังดำเนินการดังกล่าวแพทยสภาพิจารณาแล้วยืนยันคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต และแพทย์ยอมรับคำสั่งโดยไม่โต้แย้ง

2. กระบวนการของศาลปกครองตรวจสอบอะไร ?

ศาลปกครองตรวจสอบว่า การใช้อำนาจของหน่วยงานได้ดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนครบถ้วนหรือไม่ 

ศาลไม่ได้ทำหน้าที่พิจารณาแทนองค์กรวิชาชีพว่าแพทย์ผิดหรือไม่ผิดทางจริยธรรม

3. เหตุผลที่ศาลให้แพทยสภากลับไปพิจารณาใหม่คืออะไร ?

ศาลปกครองมีข้อสังเกตเรื่องกระบวนการพิจารณา 2 ประเด็น คือ

(1) แพทย์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ทำให้หนังสือบางฉบับที่ส่งไปตามที่อยู่เดิมอาจไม่ถึงมือแพทย์

(2) ไม่มีบันทึกที่ปรากฏชัดเจนว่าคณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาเหตุอันควรปราณี ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 

ดังนั้นศาลจึงให้แพทยสภากลับไปพิจารณาในเรื่องการส่งเอกสารและทบทวนเหตุอันควรปราณี และบันทึกให้ชัดเจน

4. หลังศาลมีคำพิพากษา แพทยสภาดำเนินการอย่างไร ?

 แพทยสภาได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของศาล โดยส่งหนังสือแจ้งตามที่อยู่ภูมิลำเนาที่ปรากฏจากหลักฐานทะเบียนราษฎรของแพทย์ท่านนั้น และพิจารณาเรื่องเหตุอันควรปราณีตามข้อบังคับฯ โดยคณะอนุกรรมการสอบสวนเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหม่ทั้งคณะ จากนั้นจึงได้ประชุมร่วมกันตามกระบวนการและขั้นตอนที่ครบถ้วนตามกฎหมาย

5. ผลการพิจารณาใหม่เป็นอย่างไร ?

คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหม่มีมติ “ลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นระยะเวลาเท่าเดิม” ด้วยเนื่องจากในช่วงก่อนหน้านั้น ศาลปกครองไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และได้มีการลงโทษไปแล้ว ดังนั้นคำสั่งใหม่จึงไม่ต้องกำหนดวันลงโทษพักใช้ฯ อีก

6. หลังมีคำสั่งใหม่ แพทย์ท่านเดิมได้ฟ้องศาลอีกหรือไม่ ?

 หลังจากได้รับคำสั่งใหม่ แพทย์ผู้ได้รับคำสั่งลงโทษสามารถฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้านคำสั่งใหม่ได้ แต่แพทย์ดังกล่าวไม่ได้ฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้านจนพ้นกำหนดระยะเวลาคัดค้านตามกฎหมาย

7. สถานะของคำสั่งแพทยสภาในปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

เมื่อไม่มีการฟ้องคดีเพื่อคัดค้านการดำเนินการของแพทยสภาภายในกำหนดเวลา คำสั่งของแพทยสภาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตฯ จึงถึงที่สุดและมีผลสมบูรณ์

บทสรุป

กรณีนี้ศาลปกครองไม่ได้วินิจฉัยว่าแพทย์ดังกล่าวไม่ผิดจริยธรรม เพียงแต่เห็นว่ากระบวนการพิจารณาของแพทยสภาต้องดำเนินการให้ครบถ้วน เมื่อแพทยสภาได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลแล้วและมีการพิจารณาใหม่ตามขั้นตอน ผลการพิจารณา ยังคงลงโทษพักใช้ใบอนุญาตเช่นเดิมและเมื่อไม่มีการฟ้องคดีคัดค้านเพิ่มเติม คำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

แพทยสภายืนยันในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษามาตรฐานทางจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยยึดถือความถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

นายกเบี้ยว หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย

นายกเบี้ยว หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย

นายกเบี้ยว หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“นายกเบี้ยว”หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย บอกไม่ถือฤกษ์ มารับวันสุดท้ายเหตุเพิ่งกลับจากต่างประเทศ

6 มีนาคม 2569 นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินทางเข้ารับหนังสือรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนสุดท้าย โดยเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ตนเองติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ จึงไม่ได้เดินทางมารับหนังสือ เมื่อเดินทางมาถึงก็มารับรับหนังสือรับรองทันที พร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ไม่ได้ถือฤกษ์อะไร เพราะฤกษ์ดีทุกฤกษ์ โดยจากนี้ก็จะเข้ารายตัวที่สภาผู้แทนราษฎร

– 006

ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล

ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล

ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

6 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมทลายเครือข่ายเว็บพนันที่มีการเชื่อมโยงถึงนักการเมืองดัง จนบางคนมีการตั้งข้อสังเกตไปถึงว่าเป็น นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเองยังไม่รู้เลย ก็ต้องดูเขาแถลง นายชนนพัฒฐ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอะไรก็ต้องว่ากันไป ไม่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม เป็นความผิดเฉพาะบุคคล เมื่อถามต่อว่า มีการพูดคุยกับทางด้านนายชนนพัฒฐ์ หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวทางในการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวคงรู้ เราก็ทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้แทนประชาชน

ธรรมนัส ลั่นต้องมีศักดิ์ศรี เมินเสียเก้าอี้ ก.เกษตรฯ-ยัน สส.ไม่แตกแถว

ธรรมนัส ลั่นต้องมีศักดิ์ศรี เมินเสียเก้าอี้ ก.เกษตรฯ-ยัน สส.ไม่แตกแถว

ธรรมนัส ลั่นต้องมีศักดิ์ศรี เมินเสียเก้าอี้ ก.เกษตรฯ-ยัน สส.ไม่แตกแถว

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

6 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ภายหลังรายงานตัวและรับบัตรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงกรณีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เรายังยืนยันว่าไม่ได้พูดคุยกับใคร ซึ่งเป็นคำยืนยันเดิมที่ตนเองเคยให้สัมภาษณ์ตั้งแต่กลับมาจากพักผ่อนต่างประเทศ

เมื่อถามว่า ตอนนี้สามารถพูดได้หรือไม่ว่าพรรคกล้าธรรม จะไปเป็นฝ่ายค้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ถ้าตนเองได้รับมอบหมายให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตนเองจะมีความชัดเจนว่าพรรคไหนจะร่วมรัฐบาล ดังนั้น ในตอนนี้เราไม่ใช่พรรคแกนนำที่จะจัดตั้งรัฐบาล เราก็ให้เกียรติพรรคแกนนำให้ถึงที่สุด นี่คือมารยาททางการเมือง

สำหรับความรู้สึกที่พรรคกล้าธรรม ไม่มีชื่ออยู่ในโผพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล ใน ณ เวลานี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราเล่นการเมืองและเป็นนักการเมืองมาปีที่ 7 แล้ว ตั้งแต่ปี 2562 และปี 2562 เราก็เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และก็มีช่วงชีวิตหนึ่งไปเป็นฝ่ายค้านกับพี่น้องที่ออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งถ้าหากถามว่ารู้สึกอะไรหรือไม่ ก็ไม่รู้สึกอะไรเลย เราได้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ในฐานะที่เป็นผู้แทนของพี่น้องปวงชนชาวไทย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เสียดายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยิ้มพร้อมกล่าวว่า ทำไมต้องเสียดาย เราอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ หัวโขนที่เขาสวมพร้อมหลุดได้ทุกเมื่อ แล้วก็พร้อมส่งต่อทุกคนทุกเมื่อเหมือนกัน ซึ่งถ้าเราเป็นนักการเมืองแล้วไปเสียดาย ก็ต้องถือว่าเป็นนักการเมืองที่แย่มาก

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าพรรคกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้าน จะมี สส.ภายในพรรคเป็นงูเห่า ที่โหวตให้ทางพรรคภูมิใจไทย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เราเป็นนักจับงูนะ เราคงไม่ปล่อยงูเราไปไหน มีแต่งูเขียวหางไหม้ เอาไหม มีแต่พิษ”

ในส่วนของกระแสข่าวว่าจะมีการซื้องูเห่า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเองได้ยินเรื่องนี้ก่อนพี่น้องสื่อมวลชน แล้วก็ข่าวนี้เป็นการสร้างข่าวให้เกิดความสับสนทางการเมือง ดังนั้น สส.เขต ทั้ง 56 ที่นั่ง กว่าจะได้แต่ละคนมาเป็น สส.ตรงนี้ตนเองเหนื่อยมากพอสมควร ถ้าใครจะไปจากตนเอง ก็ถือว่าเป็นนักการเมืองที่เลวที่สุด

เมื่อถามความรู้สึกของท่าทีนายอนุทิน ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม ก็จะมีท่าทีนิ่งเฉย จะไม่ตอบอะไรมาก นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ รู้สึกเลย” จะสังเกตว่าตนเองยิ้มได้ทุกเวทีทุกสถานที่ เพราะเราอยู่ตรงนี้มานาน เราเป็นนักการเมืองมานาน

เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับทางด้านนายอนุทิน ในตอนนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เราไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียดกัน เราไม่ได้ทะเลาะกัน”

เมื่อถามว่า ในตอนนี้มีการพูดคุยกับทางด้านนายอนุทิน หรือยัง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่หรอก ตนเองเป็นคนอย่างนี้ จะไม่ติดต่อใครไปก่อน และมองว่าการเป็นนักการเมืองเราต้องมีความเป็นตัวของตนเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องมีศักดิ์ศรี”

ส่วนกรณีที่เว็บไซต์ของวิกิพีเดียมีการเปลี่ยนชื่อรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบคำถามสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบครับ”

นายกฯ ตั้งศูนย์แก้ปัญหาผลกระทบจากการสู้รบตะวันออกกลาง มอบ พิพัฒน์ คุม

นายกฯ ตั้งศูนย์แก้ปัญหาผลกระทบจากการสู้รบตะวันออกกลาง มอบ พิพัฒน์ คุม

นายกฯ ตั้งศูนย์แก้ปัญหาผลกระทบจากการสู้รบตะวันออกกลาง มอบ พิพัฒน์ คุม

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

นายกฯลงนามตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) มอบ พิพัฒน์ นั่งผอ.ศบก.

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยนายกฯ เป็นที่ปรึกษาศูนย์ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และรองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์

โดยมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย อำนวยการบริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งเสนอแนะแนวทางและมาตรการเพื่อแก้ปัญหา และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสู้รบในภาคตะวันออกกลาง และสั่ง ให้ส่วนราชการของรัฐและรัฐวิสาหกิจบูรณาการบูรณาการและปฎิบัติงานภายในขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามกฏหมาย รวมถึงประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐบาลและประชาชน และเรียกให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเจ้าร่วมประชุม ชี้แจง ให้ข้อมูลข่าวสาร จัดส่งเอกสารหรือดำเนิมการอื่นใดตามที่เห็มสมควร

หมอวรงค์ กับ 12 ปีที่รอคอย มือกระบี่ปราบโกง หวนคืนยุทธจักร

หมอวรงค์ กับ 12 ปีที่รอคอย มือกระบี่ปราบโกง หวนคืนยุทธจักร

หมอวรงค์ กับ 12 ปีที่รอคอย มือกระบี่ปราบโกง หวนคืนยุทธจักร

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

บนถนนการเมืองที่เต็มไปด้วยนักการเมืองหน้าเก่าหน้าใหม่ กันเข้ามา ชื่อของ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” คือชื่อที่ถูกจารึกไว้ในฐานะ “นักสู้” ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง จากอดีตนายแพทย์ผู้รับราชการในถิ่นทุรกันดาร สู่บทบาทนักการเมืองฝีปากกล้าที่เขย่าบัลลังก์อำนาจมาแล้วหลายสมัย วันนี้เขากำลังก้าวเท้ากลับเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติอีกครั้งในรอบ 12 ปี ท่ามกลางสายตาของมิตรรักและคู่แข่งที่ต่างเฝ้ารอคอยดู “ฝีมือ” ของมือปราบผู้นี้

ย้อนกลับไปในวันวาน เส้นทางของหมอวรงค์เริ่มต้นอย่างสง่างามในพรรคประชาธิปัตย์ เขาคือดาวสภาผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเป็น “ฝ่ายค้านคุณภาพ” ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือการยืนหยัดกลางสภา พร้อมปึกเอกสารและข้อมูลเชิงลึกที่หนักแน่นประดุจขุนเขา ในการกระชากหน้ากากทุจริตโครงการจำนำข้าว จนได้รับฉายา “มือปราบจำนำข้าว” ซึ่งกลายเป็นตราบาปทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ทว่าชีวิตการเมืองไม่ได้มีเพียงชัยชนะ เมื่อเขาตัดสินใจท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคบ้านหลังเก่าแล้วพ่ายแพ้ หมอวรงค์เลือกที่จะเดินออกมาสู่โลกกว้างเพียงลำพัง เพื่อพิสูจน์ว่าอุดมการณ์ของเขานั้น “กินความ” ไปไกลกว่าชื่อสังกัดพรรค

ตลอด 12 ปีที่หายไปจากเก้าอี้ สส. หมอวรงค์ไม่ได้หายไปจากหัวใจของประชาชนผู้รักความยุติธรรม เขาเปลี่ยนสถานะจากผู้อภิปรายในสภา มาเป็น “นักตรวจสอบภาคประชาชน” ที่กัดไม่ปล่อย เราได้เห็นเขาเดินขึ้นลงโรงพักและศาลเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติอย่างสุดตัว เห็นเขาออกมาตั้งคำถามเสียงดังฟังชัดถึงความผิดปกติของ “ชั้น 14 รพ.ตำรวจ” ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม และในอีกมุมหนึ่ง เรายังได้เห็นภาพของ “พ่อค้าวรงค์” ผู้นั่งตักข้าวแกงจานละ 10 บาทในร้าน ไทยรักดี เพื่อส่งต่อความปรารถนาดีถึงปากท้องคนตัวเล็กตัวน้อย เป็นการเมืองแบบลงมือทำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

การกลับมาครั้งนี้ในนามหัวหน้าพรรคไทยภักดี แม้จะเป็นเพียง “หนึ่งเสียง” ในสภาที่กว้างใหญ่ แต่นี่คือหนึ่งเสียงที่มีเบื้องหลังเป็นประสบการณ์อันโชกโชนและความเก๋าเกมที่ไม่เคยจางหาย คำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของเขาที่ว่า “จะไปสภาถูกหรือเปล่า” อาจฟังดูถ่อมตัวและแฝงอารมณ์ขัน แต่นัยที่ซ่อนอยู่คือความพร้อมที่จะทำหน้าที่ทันทีที่เท้าแตะพื้นสภา เพราะสำหรับหมอวรงค์แล้ว สภาไม่ใช่ที่สำหรับนั่งประดับบารมี แต่คือสนามรบที่เขาคุ้นเคยที่สุด

บทสรุปของการรีเทิร์นครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การกลับมาทวงคืนตำแหน่งที่ว่างเว้นไปนาน แต่มันคือการกลับมาเพื่อพิสูจน์ว่า ในวันที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำถามและข้อสงสัย สังคมยังคงต้องการ “ดาบที่คมกริบ” เพื่อทำหน้าที่กรีดแผลร้ายและผ่าตัดเนื้อร้ายออกจากร่างกายของประเทศ และเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นในสภาครั้งถัดไป เชื่อได้เลยว่าหัวใจของฝ่ายกุมอำนาจย่อมต้องสั่นสะท้าน เพราะ “มือปราบ” คนเดิมกลับมาแล้ว และครั้งนี้เขาพกเอาความแค้นเคืองต่อความอยุติธรรมมาเต็มกระเป๋า พร้อมจะเปลี่ยนสภาให้เป็นลานประหารทางการเมืองอีกครั้ง!

อภิสิทธิ์กั๊กร่วมรัฐบาล เผย ภท.ยังไม่เชิญ-ย้ำเงื่อนไขเดิม

อภิสิทธิ์กั๊กร่วมรัฐบาล เผย ภท.ยังไม่เชิญ-ย้ำเงื่อนไขเดิม

อภิสิทธิ์กั๊กร่วมรัฐบาล เผย ภท.ยังไม่เชิญ-ย้ำเงื่อนไขเดิม

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.48 น.

“อภิสิทธิ์”เผยห่างหายงานการเมืองไปนาน ไม่นึกว่าจะได้กลับมาบรรยากาศสภาฯแบบนี้ ยังไม่ชัด”ร่วมรัฐบาล”หรือ”ฝ่ายค้าน” ขอยึดมารยาทการเมือง ถ้าจะลงเรือลำเดียวกันกับ”ภท.”ต้องเป็นตามเงื่อนไขที่เคยบอกกับประชาชน เดินหน้าลุยเตรียมงานนิติบัญญัติ ดันกฎหมายตามที่หาเสียงไว้ แนะตั้งรัฐบาลอำนาจเต็มโดยเร็ว กระชับรับมือสถานการณ์โลก แก้สารพัดปัญหาประเทศ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน หนุนท่าที”นายกฯ-รมว.ต่างประเทศ”เหมาะสม ไม่ประสงค์ถูกลากเข้าไปขยายวงขัดแย้งลามสถานการณ์ต่างประเทศ

6 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 10.15 น.ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำ สส.ของพรรคเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเดินชมสภาฯ รวมถึงสำรวจห้องทำงาน ว่า การเดินทัวร์สภาฯ เพราะพาเด็กใหม่ รวมถึงตนที่ไม่เคยทำงานที่นี่ ไปดูสถานที่ทำงาน ซึ่งความรู้สึกที่ได้กลับมาสภาฯ หลังจากห่างหายไป ก็ต้องสารภาพตามตรง ปีที่แล้วไม่นึกว่าจะได้กลับมาบรรยากาศแบบนี้ แต่วันนี้ตั้งใจเต็มที่ เพราะเป็นงานที่ตนทำมาตลอดชีวิต เป็นงานที่ชอบที่สุด ในแง่มุมการเมือง ส่วนสัญญาณการเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ยังไม่มีอะไร เราฟังจากนายกรัฐมนตรี ว่าจะรอกระบวนการต่างๆ ให้เสร็จเรียบร้อย ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็เดินหน้าเตรียมงานฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หน้าที่สำคัญคือการผลักดันกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญตามนโยบายของพรรคที่หาเสียงไว้ ก็เตรียมงานเต็มที่

“กระบวนการทั้งหลายอยากให้กระชับด้วยสถานการณ์ของโลก สถานการณ์ของบ้านเมือง อยากให้การจัดตั้งรัฐบาล แถลงนโยบาย และเข้าบริหารราชการแผ่นดินเกิดขึ้นได้โดยเร็ว เพราะขณะนี้มีเรื่องที่ประเทศต้องรับมือกับภาวะของโลกที่เกิดขึ้น แม้ว่ารัฐบาลรักษาการจะทำได้ แต่ในเรื่องของความเชื่อมั่น ให้ประชาชนได้เห็นทิศทางเศรษฐกิจ การบริหารพลังงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตร ถ้าเรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ก็จะสามารถคลี่คลายปัญหา และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีอำนาจเต็ม จุดยืนของไทยมีความเหมาะสมต่อสถานการณ์โลกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ในเรื่องของการต่างประเทศไม่มีปัญหาอะไร สิ่งที่นายกฯ หรือ รมว.การต่างประเทศ เคยพูดไป เป็นท่าทีที่เหมาะสม พรรคประชาธิปัตย์ก็สนับสนุนว่าเราไม่อยากเห็นความขัดแย้ง อยากให้ทุกฝ่ายหากระบวนการในการกลับเข้าสู่สันติภาพ เรา หรือภูมิภาคอื่นๆ ไม่ประสงค์ที่จะถูกลากเข้าไปเพื่อขยายวงความขัดแย้ง เพราะไม่เป็นผลดีกับใคร แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำมากกว่าคือการสร้างความชัดเจนให้ประชาชนสบายใจ เช่น เรื่องพลังงาน การรับมือทางเศรษฐกิจจะมีแนวทางอย่างไร แม้ว่าจะยังไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่นายกฯพูดชัดอยู่แล้วว่ามีรัฐมนตรีหลักๆ 3 ท่าน ที่ต้องทำงานต่อเนื่อง ท่านก็อยู่ในฐานะที่ช่วยทำให้สังคมเกิดความมั่นใจ

เมื่อถามว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ประกาศเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของมารยาททางการเมือง เราไม่ได้ถึงขั้นจะต้องปฏิเสธหรืออะไร เพียงแต่ว่า ทางพรรคภูมิใจไทยทราบอยู่แล้วถึงจุดยืนของเรา ถ้าจะเข้าไปร่วม เรายึดถือสิ่งที่พูดกับประชาชนไว้ ว่ามีเงื่อนไขต่างๆ อย่างไร

เมื่อถามว่า กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งอยากให้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล กับฝ่ายค้าน แต่หากรอบนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน การเลือกตั้งรอบหน้าอาจจะได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าสมาชิก ผู้สนับสนุน หรือไม่กองเชียร์ไม่หลากหลาย ก็ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ดังนั้น เป็นธรรมดา เราที่เป็น สส.รับฟังเหตุผลของทุกฝ่าย เราก็เป็นพรรคที่มีกระบวนการชัดเจนที่สุด เมื่อมีกรณีที่ต้องพิจารณาก็ต้องเป็นมติของกรรมการบริหารพรรค

เมื่อถามถึงการเมืองหลังจากนี้จะมีความราบรื่นมากน้อยแค่ไหน เพราะขณะนี้มีกระบวนการยื่นเรื่องให้ตรวจสอบกระบวนการการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรียนตรงๆ ว่าตนอยากเห็นการเดินหน้าของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ขณะเดียวกันต้องบอกว่า การจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา ความไม่เรียบร้อยมีเยอะมาก ตนคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องสะสาง วางบรรทัดฐานที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในวันข้างหน้าอีก 2 เรื่องนี้ต้องทำควบคู่กันไปตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการวางตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการโหวตสนับสนุน นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถือว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ หรือมีคนอื่นเหมาะสมกว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยมารยาทพรรคที่เขาไปจัดตั้งรัฐบาลส่วนใหญ่จะเป็นผู้พิจารณา เมื่อเขาเสนอชื่อมา เราก็ทำหน้าที่ของเราในการลงคะแนน

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาธิปัตย์โหวตสนับสนุนนายโสภณ เป็นประธานสภาฯ จะรวมไปถึงการโหวตสนับสนุนนายกฯ ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เรื่องการตัดสินใจลงมติในสภาฯ แต่ละครั้ง เป็นเรื่องของ สส.จะที่ประชุมกัน