แรงแค้นเกาหลี “ฮันบกของข้า ที่จีนขโมยไป”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675349

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 15:42 น.แรงแค้นเกาหลี "ฮันบกของข้า ที่จีนขโมยไป"

ชุดฮันบกที่เป็นส่วนเล็กจนคนแทบไม่สังเกตเห็นในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง กำลังเป็นประเด็นร้อนระหว่างจีนกับเกาหลีใต้

ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง มีตอนหนึ่งที่จีนอวดให้โลกเห็นถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติที่มีชนกลุ่มน้อยต่างๆ ถึง 56 ชนชาติอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวและมีสิทธิเท่าเทียมกันในจีน

หนึ่งในชนกลุ่มน้อยของจีนคือชาวเกาหลี หรือที่เรียกว่า “เฉาเสี่ยนจู๋” หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “โชซอนจก” คำๆ นี้เป็นชื่อเดิมของประเทศเกาหลีก่อนที่จะแยกเป็นฝ่ายใต้ที่ตอนนี้เรียกตัวเองว่าฮันกุก หรือประเทศฮัน และฝ่ายเหนือยังใช้ชื่อเดิมโดยเรียกตัวเองว่าโชซอนกุก หรือประเทศโชซอน

“ชาวโชซอน” ในจีนมีทั้งคนเกาหลีที่อพยพมาตอนที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น แรวมถึงชนชาติเกาหลีดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณ เพราะดินแดนของเกาหลีและจีนคาสบเกี่ยวกันมาหลายพันปี ปัจจุบันโบราณสถานสำคัญของชนชาติเกาหลีโบราณก็ยังอยู่ในดินแดนของจีน เช่น โบราณสถานของอาณาจักโคกูรยอ

ดังนั้นจีนมีคนเกาหลีอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว พวกเขายังพูดภาษาเกาหลีพร้อมๆ กับภาษาจีน ยังกินแบบคนเกาหลี มีกิมจิ สวมชุดตามประเพณีเกาหลีคือชุดฮันบก และยังมีเขตปกคครองตนเอง เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของตนเองสืบต่อไป

ในระยะหลังมีชาวเกาหลีในจีนอพยพไปอยู่เกาหลีใต้เป็นจำนวนไม่น้อย แต่คนเกาหลีใต้กลับรู้เรื่องของ “ญาติ” ตัวเองในจีนน้อยมาก จนเมื่องานปักกิ่งเกมส์มีการโชว์ “ชาวเฉาเสี่ยนจู๋” ในชุดฮันบก คนเกาหลีใต้ก็โวยวายใหญ่ว่าจีนขโมยวัฒนธรรมพวกเขาอีกแล้ว

ที่บอกว่าอีกแล้วก็เพราะเกาหลีใต้กับจีนมีเรื่องวิวาทกันหลายครั้งในช่วง 2 – 3 ปีนี้ ทั้งข้ออ้างว่าจีนขโมยความเป็นเจ้าของกิมจิและอ้างว่าเครื่องแต่งกายโบราณของจีนหรือชุดฮั่นฝูขโมยแบบชุดฮันบกของเกาหลีไป

ล่าสุด “ชาวเฉาเสี่ยนจู๋” ในชุดฮันบกที่ปักกิ่งเกมส์ ทำให้คนเกาหลีใต้โวยวายไม่เลิกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่เขียนบทความนี้

ที่น่าแปลกคือสื่อภาษาอังกฤษในเกาหลีใต้เป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ “เอามากๆ” อาทิเช่น The Korea Times ราวกับว่าต้องการให้โลกเข้าข้างเกาหลีใต้

แต่เมื่ออ่านคอมเมนต์ ซึ่งเดาจากชื่อว่าน่าจะเป็น “ฝรั่ง” หรือบางคนมีชื่อจีนที่สะกดคนละแบบกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นคนจีนโพ้นทะเล เช่น ในสิงคโปร์หรือมาเลเซีย คนเหล่านี้ตำหนิเกาหลีใต้เสียอย่างนั้น

“ฝรั่ง” เหล่านี้ยังมีความรู้มากกว่าสื่อเกาหลีและคนเกาหลีใต้บางคนที่รู้ว่าผู้ที่สวมฮันบกไม่ใช่ “คนจีน” ที่ “ขโมย” อัตลักษณ์เกาหลีผ่านชุดฮันบก แต่เป็น “คนเกาหลี” ที่แต่งแบบนี้เป็นปกติ เพียงแค่พวกเขาเป็นคนของสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น

บางคนยังช่วยเลกเชอร์ให้สื่อเกาหลีใต้ได้ “ตาสว่าง” ด้วยว่า รู้หรือเปล่าว่านั่นคือ “โชซอนจก” คือชนกลุ่มน้อยชาวเกาหลีในภาคอีสานของจีน และคนเกาหลีไม่ว่าที่ไหนก็มีสิทธิที่จะแสดงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะมีสัญชาติอื่นก็ตาม

เพื่อให้รู้ว่าบทความนี้ไม่ได้เหมารวมตำหนิคนเกาหลี แเพราะจะบอกว่ามีคนกาหลีใจต้มาอธิบายด้วยว่านั่นมันคน “โชซอนจก” ในจีน คือ “พี่น้อง” ของพวกเราที่กระจัดกระจายไปทั่วโลก

ทำไมเกาหลีใต้ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงเข้าไม่ถึงความรู้เรื่อง “โชซอนจก”?

เพราะปัญหามันไม่ใช่เพราะการเข้าไม่ถึงข้อมูล ปัญหาอยู่ที่กระแสเกลียดชังจีนเป็นทุนเดิมและแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่า จีนและเกาหลีใต้ทะเลาะกันเรื่องฮันบกมาก่อนหน้านี้แล้ว พอคนเกาหลีเห็นเข้าในงานปักกิ่งเกมส์เลยเกิดอาการเหวี่ยงขึ้นมาโดยไม่ตรวจทานอะไรให้ดีเสียก่อน

แต่มันเป็นการเหวี่ยงแบบย้ำคิดย้ำทำจนเกินไป พิจารณาเอาจากการที่สื่อภาษาอังกฤษในเกาหลีย้ำเรื่องนี้หลายวันติดต่อกัน นักการเมืองก็หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาปั่นเพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีพอดี

นักการเมืองโหนกระแสเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่การย้ำๆ ของสื่อเกาหลีใต้ที่ถือว่าสะท้อนความคิดและการกระทำของประชาชน มันตอกย้ำว่าเกาหลีใต้มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตนเอง

ประเทศที่เชื่อมั่นในตนเอง จะไม่หวั่นไหวถ้าวัฒนธรรมของตัวเองไปโผล่ที่ประเทศอื่น แทนที่จะตีโพยตีพาย ประเทศที่มั่นใจตัวเองจะรู้สึกภูมิใจหรือเฉยๆ เพราะความมั่นใจทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือเข้าของวัฒนธรรมนั้น และมั่นใจว่าทั่วโลกรู้เหมือนพวกเขา และมั่นใจว่าคนทั่วโลกรู้ว่านั่นคือการหยิบยืมไป ดังนั้น พวกเขาจะไม่เสียเวลาโวยวายเรื่อง “ถูกขโมย”

เรามักจะไม่เห็นญี่ปุ่นโวยวายเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปโผล่ที่โน่นที่นี่ แม้แต่ถูกดัดแปลงไปจนเละเทะ คนญี่ปุ่นจะรู้สึกเฉยๆ หรืออาจะแปลกใจระคนชื่นชมที่วัฒนธรรมพวกเขาไปปรากฎอยู่ที่มุมอื่นของโลก

เว้นแต่บางเรื่องที่เปราะบางมากๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีคนญี่ปุ่นติงเรื่อง “ชุดประจำชาติญี่ปุ่น” ในการประกวดมิสยูนิเวอร์ส พวกเขาไม่ได้ติดใจมากนักเรื่องที่คนต่างชาติดัดแปลงกิโมโนจนดูหวือหวา แต่ติดใจที่มันมีดีไซน์รูปดอกเบญจมาศซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวงศ์ญี่ปุ่น ที่เลวไปใหญ่คือมันเป็นดีไซน์กิโมโนสำหรับคนตาย!

ความไม่โวยวายของญี่ปุ่นก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในใตัวเองของพวกเขา

ผิดกับคนเกาหลีที่มีปมเรื่องการถูกขนาบด้วยมหาอำนาจ 2 ประเทศที่ “ข่ม” เกาหลีมาตลอดนับพันปีจีนและญี่ปุ่น

พอเกาหลีใต้สร้างตัวขึ้นมาอยู่ในประชาชาติแถวหน้า ส่งออก K-pop ไปทั่วโลกแม้แต่ในจีนและญี่ปุ่น แทนที่จะมีความมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พวกเขากลับรู้สึก “Insecure” คือหวั่นไหว ไม่มั่นใจ เปราะบางกับตัวตนตัวเอง

เมื่อเห็นชุดฮั่นฝูของจีนก็โวยวายจีนลอก ทั้งๆ ที่ชุดฮับกนั้นรับแบบมาจากจีนด้วยซ้ำ รวมถึงวัฒนธรรมระดับรากเหง้าของเกาหลีก็มาจากจีน แต่เกาหลี “บางคน” พยายามปฏิเสธถึงระดับที่ว่าลอกตัวเองด้วยข้อมูลเท็จ

คงเพราะไม่อยากยอมรับว่า “เกาหลีที่ยิ่งใหญ่” เคยรับวัฒนธรรมมาจากจีน ที่ตอนนี้เกาหลีมองว่าเป็นประเทศที่ตามหลังตน

Insecure เสียจนกระทั่งประโคมข่าวเรื่องชุดฮับกในปักกิ่งเกมส์ไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่เสิร์ชข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเอาก็รู้แล้วว่าคนในชุดนั้นคือชนชาติเดียวกับพวกเขา แต่เลือกที่จะ “หลอกตัวเอง” ว่าจีนขโมยของๆ เราไป

ตอนแรกคนนอกที่ไรู้ก็อาจจะเข้าข้างเกาหลีใต้ แต่ตอนนี้หลังจากเรื่องมันยืดเยื้อเข้า ผู้คนที่รู้จักเปิดใจและเปิดตาหาความรู้ จึงทราบว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากจีน แต่เกิดจากเกาหลีใต้แท้ๆ

หากเกาหลีใต้แก้ปัญหาเรื่องปมด้อยในใจไม่ได้ ก็จะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ แบบนี้เรื่อยไปไม่จบสิ้น และจะกระทบกระทั่งกับคนจีนไปเรื่อยๆ

นี่เป็น “เวรกรรม” ของเอเชียตะวันออกโดยแท้ เราจะเห็นว่า เกาหลีใต้ทะเลาะกับจีนเรื่องวัฒนธรรม จีนทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นทะเลาะกับจีนเรื่องแย่งชิงเกาะเซนกากุ/เตียวหยู เกาหลีทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องเกาะทกโด/ทาเกะชิมะ และเกาหลีกับจีนรวมพลังทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2

และเกาหลีเหนือที่พร้อมจะซัดกับทุกฝ่ายไม่เว้นแม้แต่จีน

เป็นภูมิภาคของเอเชียที่เหมือนจะสงบ แต่มันมีกับระเบิดวางเอาไว้อยู่เพียบ

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Antonin THUILLIER / AFP

ชายตุรกีตรวจโควิด 78 ครั้งผลบวกทุกครั้ง ต้องกักตัว 14 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675407

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 14:17 น.ชายตุรกีตรวจโควิด 78 ครั้งผลบวกทุกครั้ง ต้องกักตัว 14 เดือน

ชาวชายตุรกีโอดหลังต้องกักตัวมา 14 เดือนแล้ว เพราะผลตรวจโควิดเป็นบวกถึง 78 ครั้ง

สำนักข่าว The National News รายงานโดยอ้างเว็บไซต์ Covid-19 อย่างเป็นทางการของตุรกีว่า ชายชาวตุรกีต้องกักตัวทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้านมา 14 เดือนแล้วหลังจากผลการตรวจหา Covid-19 ออกมาเป็นบวกทั้ง 78 ครั้ง

มุซซาเฟอร์ คายาซาน ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคลูคีเมีย ติด Covid-19 ครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2020 และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล จากนั้นออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านที่เมืองอิสตันบูลในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

ทว่า การติด Covid-19 ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตและเป็นจุดเริ่มต้นของการกักตัวกว่า 1 ปีในครั้งนี้

ตามมาตรการของตุรกีคือ ผู้ป่วย Covid-19 ต้องกลับไปกักตัวที่บ้านต่ออีก 2 สัปดาห์และต้องมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบจึงจะสิ้นสุดการกักตัว

สำนักข่าวท้องถิ่น Ihlas รายงานว่า กรณีของคายาซาน การตรวจหาเชื้อทั้ง 78 ครั้งออกมาเป็นบวกทุกครั้ง จนเขาต้องถูกกักตัวอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาลถึง 9 เดือน และที่บ้านอีก 5 เดือน โดยทำได้เพียงมองเห็นหน้าลูกหลานผ่านหน้าต่างเท่านั้น เจ้าตัวจึงวอนขอให้ทางการหาทางช่วยเหลือให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

คายาซานเผยว่า “ผมหายแล้ว แต่ยังมีเชื้อหลงเหลือในร่างกาย นี่เป็นคำอธิบายเดียวที่ผมได้รับหลังผลตรวจเป็นบวก ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกนอกจากจะไม่สามารถจับต้องคนที่ผมรักได้ มันยากมาก ผมฉีดวัคซีนไม่ได้เพราะอาการป่วยของผม”

แพทย์ที่รักษาคายาซานแจ้งว่า ที่ผลตรวจหาเชื้อออกมาเป็นบวกทุกครั้งเป็นเพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากอาการป่วยลูคีเมีย และต้องอาศัยยาที่แพทย์สั่งเพื่อให้ภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขึ้น

ขณะที่ภรรยาของคายาซานซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันช่วงที่สามีกักตัวมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบทั้งสองครั้ง เช่นเดียวกับลูกชายที่อยู่ใกล้ชิดกับคายาซาน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

ออสเตรเลียเตือน ‘โคอาลา’ ใกล้สูญพันธุ์ สัญลักษณ์ของชาติอาจเหลือเพียงภาพถ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675392

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 13:40 น.ออสเตรเลียเตือน 'โคอาลา' ใกล้สูญพันธุ์ สัญลักษณ์ของชาติอาจเหลือเพียงภาพถ่าย

ออสเตรเลียประกาศภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ คุ้มครองประชากรโคอาลาที่ใกล้สูญพันธุ์

วันนี้ (11 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประชากรโคอาลาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียลดลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดออสเตรเลียจัดให้โคอาลาเป็นสัตว์ ‘ใกล้สูญพันธุ์’ อย่างเป็นทางการ หลังเผชิญกับผลกระทบจากไฟป่า ภัยแล้ง การถางป่า และโรคระบาด

โคอาลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของออสเตรเลียในสายตาคนทั่วโลก ถูกจัดให้เป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์มาราว 10 ปีแล้ว โดยออสเตรเลียมีการประมาณการว่าประชากรโคอาลาลดลงอย่างรวดเร็วจาก 185,000 ตัวปี 2001 เหลือเพียง 92,000 ตัวในปี 2021

ตอนนี้สัญลักษณ์ประจำชาติออสเตรเลียใกล้จะเหลือแต่เพียงภาพถ่ายเข้าไปทุกที

อเล็กเซีย เวลล์บีเลิฟ จากแผนกระหว่างประเทศของสมาคมมนุษยธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า โอาลาในแถบชายฝั่งตะวันออกอาจสูญพันธุ์ภายในปี 2050 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ

ซัสซัน เลย์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย ระบุว่า การกำหนดให้โคอาลาเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เพื่อที่จะยกระดับการคุ้มครองโคอาลา โดยเฉพาะในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี และควีนส์แลนด์

เลย์กล่าวว่า “เรากำลังดำเนินการอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงการทุ่มงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (กว่า 1.1 พันล้านบาท) เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของโคอาลา”

นักสิ่งแวดล้อมเห็นด้วยกับการยกระดับการคุ้มครองโคอาลา แต่ประณามความล้มเหลวของรัฐบาลออสเตรเลียในการปกป้องสัตว์ดังกล่าว ที่ปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าในรัฐควีนส์แลนด์และรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง จนโคอาลาต้องตกอยู่ในสถานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้หากไม่มีกฎหมายที่เข้มงวด และสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของที่ดินในการอนุรักษ์บ้านของพวกมัน” สจ๊วต บลานช์ จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ออสเตรเลีย

โจเซย์ ชาร์ราด จากกองทุนระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า การทำลายป่า ภัยแล้ง โรคระบาด ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประชากรโคอาลาลดลงอย่างรวดเร็ว “เราต้องไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ทำให้ออสเตรเลียสูญเสียสัญลักษณ์ประจำชาติ”

AFP PHOTO / GUILLAUME SOUVANT

แบงก์ชาติอินเดียเตือนคริปโตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบหัวทิวลิป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675390

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 12:34 น.แบงก์ชาติอินเดียเตือนคริปโตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบหัวทิวลิป

ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอินเดียออกโรงเตือนให้ระวังการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ศากติกันตา ดาส ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดียแถลงข่าวหลังการประชุมนโยบายการเงินโดยเตือนนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลว่า สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ไม่มีค่าในตัวเองเลย ไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับหัวทิวลิปที่เป็นกระแสการเก็งกำไรครั้งใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า “กระแสคลั่งทิวลิป” จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกเมื่อราคาที่ซื้อขายกันสูงผิดปกติลดลงฮวบฮาบในพริบตา

“นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีพึงระลึกไว้เสมอว่าพวกเขากำลังลงทุนด้วยความเสี่ยงของตัวเอง พวกเขาควรระมัดระวังไว้ว่าคริปโตเคอร์เรนซีไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง (underlying value) รองรับมูลค่าของมัน ไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับหัวทิวลิป”

ดาสกล่าวอีกว่า “คริปโตเคอร์เรนซีของเอกชน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะเรียก เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของเศรษฐศาสตร์มหภาคและเสถียรภาพทางการเงินของเรา”

คำเตือนจากผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอินเดียมีขึ้นหลังจากรัฐบาลอินเดียประกาศโครงสร้างการเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซีเมื่อเร็วๆ นี้

ประกาศดังกล่าวทำให้บรรดานักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้การยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ว่าธนาคารแห่งชาติจะยังสงวนท่าที เนื่องจากการซื้อขายอย่างเสรีและไม่ต้องระบุตัวตนทำให้แบงก์ชาติกังวลว่าจะไม่สามารถควบคุมและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดการฟอกเงิน

ธนาคารกลางของอินเดียเตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางในปีหน้า

อินเดียมีนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีราว 15-20 ล้านคน รวมมูลค่าถือครองอยู่ที่ราว 5,340 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

‘อพยพเดี๋ยวนี้’ สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครน รัสเซียระดมพลพร้อมบุกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675371

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 11:00 น.'อพยพเดี๋ยวนี้' สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครน รัสเซียระดมพลพร้อมบุกแล้ว

สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครนอพยพด่วน อังกฤษชี้รัสเซียระดมพลเพียงพอต่อการบุกรุกแล้ว

วันนี้ (11 ก.พ.) AFP รายงานว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเรียกร้องให้ชาวอเมริกันอพยพออกจากยูเครนโดยด่วน พร้อมเตือนถึงความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากกองกำลังรัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหาร

“พลเมืองอเมริกันควรหนี หนีเดี๋ยวนี้” ไบเดนกล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์กับ NBC News โดยระบุว่าสถานการณ์ขณะนี้น่าเป็นห่วงเนื่องจากสหรัฐกำลังรับมือกับหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างมาก และอาจมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องต้นไบเดนกล่าวว่าสหรัฐจะไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

“มันคือสงครามโลก หากสหรัฐและรัสเซียเริ่มรบกัน” ไบเดนกล่าว “ผมหวังว่าถ้าเขา (ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย) โง่พอที่จะบุก เขาคงฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อชาวอเมริกัน”

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและรัสเซียอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น โดยสหรัฐประมาณการว่าขณะนี้มีทหารรัสเซียราว 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

ขณะที่มีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียเปิดฉากซ้อมรบกระสุนจริงที่เบลารุส และยังคงระดมกำลังพลตามแนวชายแดน ซึ่งประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างแรงกดดันและเพิ่มความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม วลาดิเมียร์ ชิซฮอฟ ทูตสหภาพยุโรปของรัสเซียยืนยันว่ารัฐบาลรัสเซียเชื่อมั่นในวิธีทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด และไม่มีเจตนาที่จะบุกรุก หากไม่มีการยั่วยุ ขณะที่รัสเซียเรียกร้องให้ NATO ถอนกำลังทหารออกจากยุโรปตะวันออก

The Guardian รายงานว่าบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษแสดงความกังวลว่ายุโรปกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่าขณะนี้รัสเซียได้ระดมกำลังทหารเข้าประชิดชายแดนยูเครนในจำนวนที่เพียงพอต่อการบุกรุกแล้ว

Photo by Marco LONGARI / AFP

เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับราชวงศ์นอร์เวย์ ที่ได้ชื่อว่า ‘จนที่สุด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675351

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 19:29 น.เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับราชวงศ์นอร์เวย์ ที่ได้ชื่อว่า 'จนที่สุด'

บอดี้การ์ด 4 ล้านคน-แชมป์โอลิมปิก-ชีวิตสุดเรียบง่าย เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในราชวงศ์นอร์เวย์

ขณะที่ราชวงศ์อังกฤษได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก หลายครั้งที่เรื่องราวของควีนเอลิซาเบธ เจ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแฮร์รี และสมาชิกราชวงศ์คนอื่นๆ กลายเป็นข่าวพาดหัวของบรรดาสื่อต่างประเทศ แต่เว็บไซต์ Bright Side ได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าประทับใจของราชวงศ์นอร์เวย์ โดยระบุว่าเป็นนี่เป็นอีกหนึ่งราชวงศ์ที่น่าสนใจเช่นกัน

ราชวงศ์ที่จนที่สุด

รายงานระบุว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยากจนที่สุดในโลก และสมาชิกราชวงศ์ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงที่สุดเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป พวกเขาแต่งกายอย่างเรียบง่ายแม้ในงานเลี้ยงที่เป็นทางการ และพยายามหาเงินด้วยตนเองโดยไม่พึ่งภาษีของประชาชน

เจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ร่วมแจมกับวงดนตรี Katzenjammer เพื่อทำเพลงรับเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดี โดยเงินทั้งหมดที่ได้เจ้าชายนำไปบริจาคเพื่อการกุศล

ตามรายงานของ South China Morning Post เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้วระบุว่าราชวงศ์นอร์เวย์มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ (200 ล้านเหรียญสหรัฐ) อังกฤษ (500 ล้านเหรียญสหรัฐ) โมนาโก (1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และสเปน (2 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

บอดี้การ์ด 4 ล้านคน

ในปี 1973 นอร์เวย์เผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ ทำให้ต้องออกมาตรการจำกัดการขับขี่รถยนต์ แต่กษัตริย์สามารถขับรถได้ตามปกติ ทว่า สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 กษัตริย์ยอร์เวย์ในขณะนั้น ต้องการที่จะเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน โดยเลือกที่จะนั่งรถไฟใต้ดินร่วมกับประชาชน

สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ซื้อตั๋วรถไฟตามปกติ และเดินทางเฉกเช่นประชาชนธรรมดาทั่วไป เมื่อถูกถามว่าทำไมพระองค์จึงกล้าเดินทางคนเดียวโดยไม่มีบอดี้การ์ดก็ได้คำตอบว่า “เรามีบอดี้การ์ด 4 ล้านคนอยู่แล้ว” ซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งประเทศในขณะนั้น

ใช้ชีวิตสุดเรียบง่าย

สมาชิกราชวงศ์เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องปกติ ชาวนอร์เวย์ไม่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเจ้าชายนั่งรถไฟขบวนเดียวกันกับพวกเขา พวกเขาเที่ยวพักผ่อนบนเกาะส่วนตัว ไม่ซ่อนตัวหลังรั้วสูง ไม่จ้างบอดี้การ์ดที่โหดเหี้ยม ตัวอย่างเช่น ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางไปยังอิบิซาและอาบแดดร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

พ่อแม่มักหวังให้ลูกๆ ใช้ชีวิตวัยเด็กตามปกติเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ได้ออกเล่นนอกบ้าน และเข้าโรงเรียนรัฐบาลตามปกติ

ก่อกบฏ (ในทางดี)

เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซอแห่งนอร์เวย์ ใช้ชีวิตนอกกรอบ เธอเลือกสวมกางเกงยีนส์ขาดสบายๆ แทนที่จะเป็นชุดราตรี เธอชอบปีนต้นไม้ และฝันถึงชีวิตธรรมดา เธอปฏิเสธตำแหน่งและเงินของรัฐ และตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านธรรมดา ขับรถบรรทุก และจ่ายภาษี

เธอดูแลลูกๆ ของเธอเอง โดยขอความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงเด็กหรือบริษัททำความสะอาดเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับที่ชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่ทำ เธอยังเริ่มมูลนิธิการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ คนป่วย นักกีฬา และเยาวชนที่มีความสามารถ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิงมาร์ธามีเรื่องอื้อฉาวจากการหย่าร้าง และเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับบุคคลที่เรียกตัวเองว่าหมอผี ซึ่งตอนนี้เจ้าหญิงถือว่าตนเองมีญาณทิพย์อย่างจริงจัง

แฮร์รี-เมแกน เวอร์ชันนอร์เวย์

เจ้าชายมาริอุส บอร์ก เฮออิบี บุตรของเจ้าหญิงเจ้าหญิงมาร์ธา และแฟนสาวของเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการ และตอนนี้เขาก็หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเขาเอง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเริ่มเดทกับ จูเลียน นางแบบสาวซึ่งโด่งดังจากการถ่ายภาพหวือหวาลงนิตยสารผู้ชาย

สื่อเริ่มนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ปกป้องทั้งคู่โดยกล่าวว่ามาริอุสมีสิทธิและอิสรภาพในชีวิตส่วนตัวของเขา

พระราชาเสียสละทุกอย่างเพื่อความรัก

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยาฝ่าฝันหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อชีวิตคู่ของทั้งสอง พวกเขาพบกันในงานปาร์ตี้ ซึ่งขณะนั้นซอนยาเป็นสามัญชน ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ลูกชายจะรักกับสามัญชน เรื่องราวความรักของทั้งคู่ต้องถูกปิดเป็นความลับนานถึง 9 ปี

อุปสรรคความรักเกิดขึ้นมากมายแต่ท้ายที่สุดทั้งสองก็ฝ่าฝันมาได้ งานแต่งงานของกษัตริย์ฮารัลด์และราชินีซอนยากลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นอร์เวย์

เจ้าชายแต่งงานกับแม่หม้ายลูกติด

เช่นเดียวกับบิดา เจ้าชายโฮกุนพบรักกับหญิงสามัญชน ซึ่งขณะนี้คือเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต ความรักของทั้งคู่ถูกคัดค้านจากชาวนอร์เวย์ เนื่องจากเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตมีลูกติด 1 คน และยังมีข่าวว่าเธอเคยใช้สารผิดกฎหมาย

ท้ายที่สุดความจริงใจของทั้งสองทำให้ชาวนอร์เวย์เชื่อมั่นในความรักของพวกเขา แม้แต่คนที่เคยพูดถากถางดูถูกยังต้องถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อได้ฟังการแถลงข่าวของเจ้าชายและเจ้าหญิงที่พูดถึงความรักครั้งนี้

ครอบครัวนักสิ่งแวดล้อม

เจ้าชายโฮกุนขับรถยนต์ไฟฟ้ามา 15 ปีแล้ว วังของพวกเขามีแผงโซลาร์เซลล์ และแทบไม่มีพลาสติกในที่พำนัก นอกจากนี้เจ้าชายยังรณรงค์ให้ผู้อื่นใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำและไฟฟ้า

นอกจากนี้สมาชิกราชวงศ์พยายามไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์ ขณะที่นอร์เวย์วางแผนที่จะหยุดการผลิตขนสัตว์โดยสมบูรณ์ภายในปี 2025

พวกเขายังชอบเดินป่าและตั้งแคมป์ โดยกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 และราชินีซอนยาเยือนทวีปแอนตาร์กติกาในปี 2015 ทั้งคู่ต่างก็ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เช่นกัน

ตัวแทนโอลิมปิก

ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกราชวงศ์นอร์เวย์ชื่นชอบที่จะเล่นกีฬามากกว่าออกงานสังสรรค์ พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 เป็นตัวแทนประเทศลงแข่งขันโอลิมปิกในปี 1964 1968 และ 1972 ส่วนบิดาของเขา พระเจ้าโอลาฟที่ 5 เคยเป็นแชมป์โอลิมปิกด้วย

แน่นอนว่าลูกหลานของพวกเขาก็มีพวกเขาเป็นแบบอย่าง เช่น ขี่ม้า ล่องเรือใบ เล่นสกี และกระดานโต้คลื่น

พระอารมณ์ขัน

อีกสิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์รักคือความอารมณ์ขันและเข้าถึงง่ายของพวกเขา เจ้าชายโฮกุนมักเล่นตลกให้ผู้อื่นหัวเราะ ในระหว่างการปรากฏตัวที่ระเบียงตามประเพณีของครอบครัวพวกเขามักทำหน้าตลกๆ ร้องเพลง และเต้นอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาสื่อ

พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 ยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแม้ว่าสื่อจะซุบซิบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา เนื่องจากขณะนี้เขาอายุ 84 ปีแล้ว

น่าจับตาว่าที่ราชินี

เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ธิดาของเจ้าชายโฮกุน อยู่ลำดับที่สองของการสืบการบัลลังก์ต่อจากบิดา ซึ่งเธอจะกลายเป็นราชินีองค์แรกของนอร์เวย์ในรอบ 6 ศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหญิงได้รับความสนใจอย่างมาก ประกอบกับความสุภาพเรียบร้อย ฉลาด และจิตใจดี ทำให้เป็นที่รักของชาวนอร์เวย์

Photo by Lise Aserud/NTB/The Royal House of Norway

สร้างตำนานบทใหม่ให้กับมื้ออาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675261

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 09:01 น.สร้างตำนานบทใหม่ให้กับมื้ออาหาร

สัมผัสสุนทรีย์แห่งรสนิยม ครั้งแรกในไทย “Ginori 1735” แบรนด์ลักซ์ชัวรีเครื่องเคลือบพอร์ซเลนเก่าแก่จากอิตาลี

อีกหนึ่งตำนานแห่งลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ที่รังสรรค์สุนทรีย์แห่งรสนิยม Ginori 1735 แบรนด์ลักซ์ชัวรีเครื่องเคลือบพอร์ซเลนเก่าแก่กว่า 287 ปี จากประเทศอิตาลี ได้เดินทางมาสร้างตำนานบทใหม่ให้กับมื้ออาหารถึงเมืองไทย เมื่อ ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหาร เอลิส (ALIST) ถูกเทียบเชิญจากบริษัทแม่ของจิโนรี ประเทศอิตาลี ให้เป็นตัวแทนเพียงผู้เดียวในประเทศไทยนำเข้าเครื่องเคลือบพอร์ซเลนสุดหรู โดยร่วมกับ อัครรัฐ วรรณรัตน์ ผู้บริหาร MOTIF โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์นำเข้าลักซ์ชัวรีจากอิตาลี จัดงาน “Ginori 1735 present Oriente Italiano Collection” เปิดตัวแบรนด์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเผยโฉมคอลเลกชั่นคลาสสิกตลอดกาล Oriente Italiano ให้ชมกันครั้งแรก

ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหาร เอลิส ผู้นำเข้า Ginori 1735 เผยว่า Ginori 1735 คือเครื่องเคลือบพอร์ซเลนเก่าแก่ ของประเทศอิตาลี ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกและมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบสามศตวรรษ ก่อตั้งโดย Marquis Carlo Andrea Ginori ในปี 1735 เมือง Doccia ใน Sesto Fiorentino ใกล้เมือง Florence และได้อยู่ภายใต้การบริหารของ Kering Group ในปีค.ศ. 2013 จนถึงปัจจุบัน ด้วยคุณภาพของวัสดุชั้นเลิศ การพัฒนานวัตกรรมการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงเทคนิคงานฝีมือแบบดั้งเดิมของอิตาลีหลอมรวมกับดีไซน์โมเดิร์นและลวดลายที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากปลายพู่กันจากฝีมือช่างศิลป์ชั้นสูง สะท้อนมุมมองศิลปะที่แสดงถึงความรุ่งเรืองในแต่ละยุคสมัย สู่เครื่องเคลือบพอร์ซเลนแฮนด์เมด บนโต๊ะอาหารและของแต่งบ้าน อาทิ จาน ชาม แก้วกาแฟ แก้วชา และ แจกัน ฯลฯ โดยลวดลายที่ปรากฏอยู่บนชิ้นงานจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกว่าเป็นแบรนด์ที่รวมคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับรสนิยมชั้นสูงและงานดีไซน์ได้อย่างลงตัว และเป็นอีกหนึ่งมิติของลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์บนโต๊ะอาหารที่ใช้งานได้จริง

สำหรับคอลเลกชั่นแรกที่นำเข้ามา คือ Oriente Italiano คอลเลกชั่นคลาสสิกตลอดกาล ของแบรนด์ ที่นำเสน่ห์วัฒนธรรมตะวันออกมาผสานกับความสง่างามและอัตลักษณ์เครื่องลายครามจากอิตาลี รังสรรค์เป็น ลายแมลงในช่อดอกไม้ได้อย่างงดงาม คอลเลกชั่นนี้ยังโดดเด่นด้วยโทนสีพาสเทลมีให้เลือก 10 เฉดสี ได้แก่ สีฟ้า, สีเขียว, สีเหลือง, สีชมพู, สีส้ม, สีแดง, สีม่วง, สีดำ, สีเทา และสีขาว ในหลากหลาย ดีไซน์ อาทิ ถ้วย, จานข้าว, จานบัว, จานเปล, ถ้วยซุป, ชามสลัด, เซตแก้วชา-กาแฟ ฯลฯ

ด้านเซเลบริตี้ต่างแชร์ไอเดียการจัดโต๊ะอาหารที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว เริ่มจาก พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล เจ้าของคลินิกความงาม “ลลลนา” บอกว่า แม้จะไม่ใช่แม่บ้านแม่เรือนชอบเข้าครัวปรุงอาหาร แต่ก็ใส่ใจอาหารและภาชนะบนโต๊ะอาหารไม่น้อย เวลาไปรับประทานอาหารบ้านเพื่อนหรือร้านอาหารมักจะสังเกตการจัดโต๊ะอาหาร ถ้ามีจานชามที่มีสีสันและลวดลายสวยๆ ก็จะรู้สึกว่ามื้อนั้นๆ มีความอร่อยขึ้น เกิดความประทับใจ จนต้องขอเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งการเลือกใช้จานชามที่ดีและมีตำนานความเป็นมาก็บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ

ด้าน สุชาวดี ธีระกานต์อนันท์ นักธุรกิจสาวผู้นำเข้าและจำหน่ายเวชภัณฑ์ ซึ่งใส่ใจอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารเป็นพิเศษ กล่าวว่า ชอบสะสมภาชนะใส่อาหารเพราะมีความสวยงามสะดุดตา อย่างแบรนด์จิโนรีเคยไปเจอที่อิตาลีแล้วรู้สึกชอบมาก แต่ไม่มีโอกาสได้เลือกซื้อกลับมาเมืองไทย วันนี้มีการนำเข้ามารู้สึกดีใจมากเพราะเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการเขียนลวดลายด้วยมือ เมื่อนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ จะเป็นสีโทนร้อน โทนเย็น หรือสีตัดกันก็ดูดีทำให้การรับประทานอาหารมีสีสันและรู้สึกอร่อยขึ้น

ปิดท้ายที่ กรณ์ ณรงค์เดช นักธุรกิจอสังหาสังหาริมทรัพย์ที่มีคอลเลกชั่นของจิโนรีไว้ใช้สอยอยู่แล้ว เผยว่า บนโต๊ะอาหารนอกจากอาหารหน้าตาน่ารับประทานแล้วสิ่งประกอบไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม ช้อน ส้อม ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย ยิ่งเวลามีแขกแวะมาเยี่ยมเยือน การได้ต้อนรับด้วยอาหารมื้อพิเศษพร้อมจานชามที่มีความพิเศษก็ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรส ให้มื้ออาหารได้ ส่วนตัวเคยมีโอกาสได้สั่งทำคอลเลกชั่นของจิโนรี โดยการสลักชื่อของคุณพ่อและคุณแม่ “พ-ก” เก็บไว้เป็นที่ระลึก ทุกครั้งที่มีโอกาสนำออกมาใช้ก็เหมือนเป็นการระลึกถึงความทรงจำดีๆ ในห้วงเวลาแห่งความสุข

รังสรรค์สุนทรีย์แห่งรสนิยมกับ Ginori 1735 แบรนด์ลักซ์ชัวรีเครื่องเคลือบ พอร์ซเลนเก่าแก่กว่า 287 ปี จากประเทศอิตาลี ได้ที่ โชว์รูม โมทีฟ ชั้น 4 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

คุยเรื่องไต ไขความจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675257

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 07:50 น.คุยเรื่องไต ไขความจริง

โครงการ “คุยเรื่องไต ไขความจริง” โดยสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ชวน น.อ.หญิง พญ. วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี อายุรแพทย์โรคไต ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง มาให้ความรู้เรื่อง ‘ภาษีความเค็ม’ ภาษีเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังสงสัย และให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

ทำไมต้องเก็บภาษีความเค็ม ที่มาจาก ‘โซเดียม หรือ เกลือ’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการประกอบอาหาร

น.อ.หญิง พญ. วรวรรณ อธิบายว่า ในปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ คือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งโซเดียมหรือความเค็มเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ เช่น โรคไต โรคความดันสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต มะเร็งกระเพาะ และ โรคกระดูกพรุน เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงมากและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ดังนั้น ภาครัฐจึงเริ่มมีการวางแผนเก็บภาษีความเค็มเพื่อเป็นหนึ่งเครื่องมือที่มุ่งหวังให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียม

ภาษีความเค็มนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในต่างประเทศเองก็มีการเก็บภาษีความเค็มมานานแล้วและก็ได้ผลดี เช่น ประเทศฮังการี ที่มีประชากรกว่า 9.75 ล้านคน หรือแม้แต่ ประเทศโปรตุเกส ที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ประเทศเหล่านี้ก็มีการเก็บภาษีความเค็ม เพื่อลดการบริโภคโซเดียมของประชากรในประเทศ

ภาษีความเค็มจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนหรือไม่

อีกหนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นกับประชาชนหลังจากทราบข่าวภาครัฐเตรียมเก็บภาษีความเค็ม คือภาระค่าใช้จ่ายจะตกอยู่ที่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งการเก็บภาษีความเค็มนั้นไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนแต่อย่างใด แต่จะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนี้ โดยจะคิดตามสัดส่วนปริมาณโซเดียมที่เกินกว่ากำหนด ซึ่งจะขึ้นเพียงหลักสตางค์เท่านั้น โดยภาครัฐวางแผนจะเริ่มเก็บภาษีความเค็มกลุ่มสินค้าอาหารกึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มแรก เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมสูงและไม่ใช่อาหารหลักที่จำเป็น โดยจะประกาศแนวทางปฏิบัติในปี 2565 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริโภคและให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการผลิต ก่อนจะกำหนดวันเริ่มบังคับใช้ในระยะต่อไป ซึ่งน่าจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ปี

แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารลดโซเดียม

การปรุงอาหารรับประทานเองจะช่วยให้เราสามารถควบคุมปริมาณโซเดียมได้มากกว่าการรับประทานอาหารนอกบ้าน เนื่องจากเราสามารถเลือกวัตถุดิบและกรรมวิธีในการปรุงอาหารได้เอง อาหารทุกชนิดมีโซเดียมประกอบมากน้อยต่างกัน เช่น อาหารง่ายๆ อย่าง ไข่ต้ม จะมีค่าโซเดียมจากสารอาหารธรรมชาติที่แม่ไก่กินอยู่ที่ 30 มิลลิกรัม หากเปลี่ยนมาเป็นไข่เจียว จะมีโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 900-1000 มิลลิกรัม หรือกะเพราหมูสับ มีปริมาณโซเดียม 1200-1500 มิลลิกรัม ต่อจาน เนื่องจากมีการปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่างๆ ที่มีโซเดียม ดังนั้น วิธีการลดปริมาณโซเดียมที่ง่ายที่สุด คือ การปรุงอาหารรับประทานเองเพื่อควบคุมปริมาณเครื่องปรุงและกรรมวิธีประกอบอาหาร ติดตามชมคลิปเต็ม ตอน ภาษีความเค็ม

โครงการ “คุยเรื่องไต ไขความจริง” อัพเดทข่าวสาร สาระและความรู้เกี่ยวกับโรคไต โดยทีมแพทย์ เภสัชกร และนักกำหนดอาหาร ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ที่ผลัดเปลี่ยนกันมามอบสาระความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกัน ดูแล และรักษาโรคไต

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ผ่านทางทางเพจ Facebook สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย – The Nephrology Society of Thailand #คุยเรื่องไตไขความจริง #สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย

แค่เปลี่ยนอาหารก็อายุยืนขึ้นอีก 13 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675335

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 17:11 น.แค่เปลี่ยนอาหารก็อายุยืนขึ้นอีก 13 ปี

การเปลี่ยนอาหารการกินสามารถยืดอายุได้ถึง 13 ปี

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Medicine ระบุว่า การเปลี่ยนอาหารการกินช่วยยืดอายุได้มากถึง 13 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่อายุยังน้อย

การศึกษานี้ได้สร้างแบบจำลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอายุขัยของผู้ชายหรือผู้หญิงหากพวกเขาเปลี่ยนจาก “อาหารแบบตะวันตก” ซึ่งจะเน้นที่เนื้อแดงและอาหารแปรรูป เป็น “อาหารที่เหมาะสม” ซึ่งทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูปน้อยลง แต่เน้นผลไม้และผัก พืชตระกูลถั่ว (legumes) ธัญพืชเต็มเมล็ด (whole grains) และถั่วเปลือกแข็ง (nuts)

งานวิจัยพบว่า หากผู้หญิงเริ่มทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่อายุ 20 ปี จะอายุยืนขึ้นกว่า 10 ปี และหากผู้ชายเริ่มทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุ 20 ปี จะอายุยืนขึ้น 13 ปี

การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพยังช่วยยืดอายุของผู้สูงอายุด้วย หากเริ่มทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุ 60 ปีจะช่วยยืดอายุของผู้หญิงได้ 8 ปี และในผู้ชายจะอายุยืนขึ้นเกือบ 9 ปี

การทานอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก (plant-based) ยังมีประโยชน์กับคนในวัย 80 ปีขึ้นไปด้วย โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายในวัยนี้อาจอายุยืนขึ้นอีก 3.5 ปีหากปรับเปลี่ยนอาหาร

ทีมนักวิจัยจากนอร์เวย์สร้างแบบจำลองผลกระทบในอนาคตจากการปรับเปลี่ยนอาหารโดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่ทำการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยต่างๆ หลายการวิจัยรวมกัน และข้อมูลจากรายงานภาระโรคในระดับโลก (GBD) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ติดตามสาเหตุการเสียชีวิต 286 สาเหตุ โรคและอุบัติเหตุ 369 โรค/อุบัติเหตุ และปัจจัยเสี่ยง 87 ปัจจัย ใน 204 ประเทศและดินแดนทั่วโลก

ผลปรากฏว่า การทานพืชตะกูลถั่ว (legumes) ซึ่งรวมถึงถั่วที่มีลักษณะเป็นฝัก (beans) ถั่วเมล็ดกลมอยู่ในฝัก (peas) และถั่วเลนทิล ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่วเปลือกแข็ง (nuts) เช่น วอลนัท อัลมอนด์ พีแคน และพิสตาชิโอ มากขึ้น ทำให้มีอายุยืนยาวมากที่สุด นอกจากโปรตีนแล้ว พืชตระกูลถั่วและธัญพืชเต็มเมล็ดยังอุดมไปด้วยไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

เดวิด แคตซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและไลฟ์สไตล์และโภชนาการซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนี้เผยว่า “แนวคิดที่ว่าการปรับคุณภาพของอาหารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมีมานานแล้ว และมีเหตุผลเพียงว่าโรคเรื้อรังที่น้อยลงและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหมายถึงอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อโรคเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยลงก็จะมีอายุยืนขึ้น”

นอกจากนี้ การทานเนื้อแดงและอาหารแปรรูป อาทิ เบคอน ไส้กรอก ก็เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืน เนื่องจากอาหารทั้งสองชนิดนี้มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่สำคัญ รวมทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งลำไส้

“มีหลักฐานชัดเจนว่าเนื้อสัตว์แปรรูปก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้จนองค์การอนามัยโลกถึงขั้นประกาศให้อยู่ในประเภทสารก่อมะเร็งเมื่อปี 2015” ทิม คีย์ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเผยกับ CNN

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การเปลี่ยนจากเนื้อแดงและอาหารแปรรูปมาเป็น “เนื้อขาว” ที่มีไขมันน้อย อาทิ ไก่ ปลา และโปรตีนจากพืชเป็นวิธีหนึ่งในการปรับเปลี่ยนอาหารอย่างรวดเร็ว

โปรตีนจากพืช ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วชิกพี ถั่วเลนทิล เต้าหู้ เทมเป้ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และธัญพืชเต็มเมล็ดอย่างควินัว และผักบางชนิด เช่น บรอคโคลี มีโปรตีนสูง

การวิจัยเมื่อปี 2020 ซึ่งติดตามชาวอเมริกันวัยกลางคนกว่า 37,000 คนพบว่า ผู้ที่ทานโปรตีนจากพืชมีโอกาสเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ น้อยลง 27% และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 29% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทานโปรตีนจากพืชน้อย

“ประโยชน์จะเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปถูกแทนที่ด้วยแหล่งโปรตีนจากพืช” แฟรงค์ หู จาก Harvard University’s T.H. Chan School of Public Health เผยกับ CNN

แล้วจะปรับเปลี่ยนอย่างไร

หนึ่งในวิธีที่จะเพิ่มพืชผักผลไม้ลงไปในอาหารเพื่อจะได้ลดเนื้อแดงคือ ทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนซึ่งได้รับรางวัลอาหารที่ดีที่สุด 5 ปีซ้อนจาก U.S. News & World Report

และอีกหลากหลายวิธี อาทิ DASH diet หรือการบริโภคอาหารเพื่อยับยั้งโรคความดังโลหิตสูง และ Flexitarian diet หรือการทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น ทั้งสองวิธีนี้เน้นอาหารที่เต็มไปด้วยผลไม้ ผัก ถั่วชนิดต่างๆ ธัญพืชเต็มเมล็ด และเมล็ดพืช

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคือ ทำอาหารที่ทำจากถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ด และผัก โดยการใช้สมันไพรและเครื่องเทศ 1 มื้อต่อสัปดาห์ เมื่อเริ่มอยู่ตัวแล้วให้เพิ่มเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐเตือน NFT อาจกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675328

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 16:30 น.กระทรวงการคลังสหรัฐเตือน NFT อาจกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐออกคำเตือน NFT เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินมากขึ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐเผยแพร่รายงานความยาว 40 หน้า โดยระบุว่าพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่างานศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ NFT (Non-fungible token) มีความเสี่ยงที่จะใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมายมากขึ้นในตลาดศิลปะ รวมถึงการฟอกเงิน

รายงานระบุว่า NFT และศิลปะดิจิทัลที่เติบโตขึ้นในวงกว้าง ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และสามารถกำหนดราคาตามที่ต้องการ ขณะที่แพลตฟอร์มซื้อขายผลงานไม่สามารถติดตามธุรกรรมเหล่านี้หรือตรวจสอบตัวตนของผู้ซื้อได้ ทำให้งานศิลปะที่มีมูลค่าสูงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและแรงจูงใจของตลาด

กระทรวงการคลังหวังว่าการศึกษาครั้งนี้จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมต่างๆ ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันให้การฟอกเงินผ่านตลาดศิลปะทำได้ยากขึ้น และจะออกประกาศในภายหลังว่าจำเป็นต้องมีขั้นตอนด้านกฎระเบียบเพิ่มเติมในตลาดนี้หรือไม่

ทั้งนี้ NFT เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทตั้งแต่งานศิลปะ วิดีโอ หรือแม้แต่ทวีต ก็สามารถซื้อและขายเป็น NFT ได้ ซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวบนโลกเท่านั้น โดยสิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับคือสถานะความเป็นเจ้าของ NFT นั้นๆ หรือที่เรียกว่า “digital bragging rights” ที่ได้รับการรับรองบนบล็อกเชน

ในไตรมาสแรกของปี 2021 การซื้อขายในตลาด NFT มีมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโตขึ้นถึง 2,627% จากไตรมาสก่อนหน้า ยกตัวอย่างงานผลงาน Everydays: the First 5000 Days จาก Beeple สามารถขายได้ในราคากว่า 69 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่แพลตฟอร์มซื้อขาย NFT อย่างเช่น Dapper Labs, OpenSea และ SuperRare เติบโตขึ้นเช่นกัน

ตามการประมาณการคาดว่าตลาด NFT อาจมีมูลค่าถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2022 และทะลุ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2025

ฟอกเงินได้อย่างไร?

รายงานล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐสอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์หลายคนที่ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ รวมถึง Mr. Whale นักวิเคราะห์ชื่อดังในตลาดคริปโต ซึ่งกล่าวว่า NFT สามารถเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน เพราะไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถแปลงเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายได้

“หากคุณมีเงินผิดกฎหมาย 1 ล้านดอลลาร์ คุณก็ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์นั้นซื้อ NFT ของตัวเอง โดยอาจใช้บัญชีบุคคลที่ 3 เป็นผู้ซื้อ” Mr. Whale กล่าว

บทความจาก EisnerAmper หนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐระบุว่า NFT ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ และซื้อขายได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน อีกทั้งกำหนดราคาเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องอิงตามราคาตลาด ทำให้สามารถใช้ฟอกเงินได้

เพียงแค่สร้าง NFT ขึ้นมาและลงขาย จากนั้นก็ซื้อ NFT ของตนเองโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และกำหนดราคาตามที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนเงินสกปรกให้สะอาดได้ เพราะกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุม แต่รับรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากการขายงานศิลปะ

ขณะที่แคทเธอรีน กราฟฟิน อาจารย์ผู้ช่วยในแผนกศิลปะและการออกแบบจากมหาวิทยาลัยราเซล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า มันเป็นวิธีที่ง่ายในการโยกย้ายเงินสกปรก เพราะมันเชื่อมโยงกับสกุลเงินที่กระจายอำนาจอย่างคริปโตเคอร์เรนซี อีกทั้ง NFT ไม่สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ ไม่มีการขนส่งหรือเก็บในโกดังเก็บภาษีนอกชายฝั่งเหมือนกับสินค้าอื่นๆ

เมื่อปลายปีที่แล้วหน่วยงานป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอังกฤษ (RUSI) ได้เปิดเผยรายงาน “NFTs: A New Frontier for Money Laundering?” ระบุว่า NFT สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรมทางการเงิน จึงแนะนำว่าควรมีกฎระเบียบบางอย่างในการซื้อขาย NFT เช่น เปิดเผยตัวตนของผู้ซื้อ

Photo by Justin TALLIS / AFP