ทหารเมียนมาแปรพักตร์เผยกองทัพถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675484

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 16:32 น.ทหารเมียนมาแปรพักตร์เผยกองทัพถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีหนัก

ทหารเมียนมาที่หนีจากกองทัพไปอินเดียเปิดใจเล่าว่ากองทัพเมียนมาถูกฝ่ายต่อต้านโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ก่องตูวิน ทหารเมียนมาที่หนีออกจากกองทัพเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เปิดใจเผยรายละเอียดการสูญเสียของกองทัพเมียนมาในรัฐชิน หลังปะทะกับกองกำลังฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักหน่วงที่สุด

ก่องตูวินเผยกับ Reuters ว่า เมื่อปีที่แล้วทหารเมียนมาถูกโจมตีอย่างหนักจากอาวุธประดิษฐ์เองของกองกำลังฝ่ายต่อต้านจนเสียชีวิตไปอย่างน้อย 50 นาย บาดเจ็บสาหัสอีก 200 นาย

ก่องตูวินเล่าว่าเขาตัดสินใจเปลี่ยนข้างหลังจากทราบจากเพื่อนทหารด้วยกันว่ากองทัพทำร้ายประชาชนระหว่างปะทะกันเมื่อปีที่แล้ว

อดีตทหารวัย 32 ปีรายนี้แสดงบัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการทหาร และเอกสารทางการที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการปะทะระหว่างเดือน พ.ค.-ธ.ค. ทั้งหมด 12 ครั้ง รวมทั้งเอกสารลับของกองทัพอีก 30 ชิ้น

อดีตทหารที่แปรพักตร์อีก 4 นายที่เห็นเอกสารดังกล่าวยืนยันว่าสอดคล้องกับเอกสารอื่นที่พวกเขาเคยเห็น

เอกสารฉบับหนึ่งที่ก่องตูวินนำมาเปิดเผยระบุว่า กองกำลังฝ่ายตรวข้ามนับร้อยคนโจมตีรถทหารที่เมืองมิ่นดะของรัฐชินในช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 พ.ค. โดยยิงใส่กองทหารจากที่ซ่อนบนไหล่เขา ส่งผลให้ทหารเสียชีวิต 5 นาย สูญหาย 37 นาย

“เราถูกฝ่ายต่อต้านราว 1,000 คนโจมตี” รายงานการสู้รบของกองทัพระบุ “รถทหารถูกเผา 6 คัน อาวุธสูญหายจำนวนมาก” แต่ก่องตูวินเผยกับ Reuters ว่า มีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 20 นายในวันนั้น

Reuters รายงานว่า แถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมาของกลุ่มกบฏกองกำลังป้องกันดินแดนชิน (CDF) ในเมืองกะเลย์ระบุว่า ก่องตูวินนำอาวุธปืนและเครื่องกระสุนมามอบให้ และทางกลุ่มได้พาตัวก่องตูวินและภรรยาไปยังที่ปลอดภัย รวมทั้งจ่ายเงินตอบแทนค่าอาวุธไปราว 6 ล้านจั๊ต ราว 107,956 บาท

ก่องตูวินเผยว่า กองทัพเมียนมาสูญเสียกำลังทหารไปจำนวนมากตลอดปี 2021 หลังจากฝ่ายต่อต้านแข็งแกร่งขึ้น โดยมีทหารหนีออกจากกองทัพมาอยู่ข้างประชาชนกว่า 1,000 นายแล้ว ผิดกับที่รัฐบาลทหารอ้างว่าสามารถรักษาความมั่นคงในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้แล้วตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว

ก่องตูวินเผยว่า ทหารที่ยังไม่เจอร่างจะถูกระบุว่าสูญหาย ทำให้ตัวเลขทหารที่เสียชีวิตจากการถูกซุ่มโจมตีที่มิ่นดะไม่ตรงกันคือ รายงานของทางการบอกว่าเสียชีวิต 5 นาย แต่ก่องตูวินคาดว่า 20 นาย

REUTERS/Devjyot Ghoshal

TAG Heuer Heritage Pop-up Museum พิพิธภัณฑ์ป๊อปอัพแห่งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675458

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 11:55 น.TAG Heuer Heritage Pop-up Museum พิพิธภัณฑ์ป๊อปอัพแห่งแรกในไทย

ครั้งแรกในไทย! TAG Heuer พาย้อนวันวานชมมรดกแห่งเรือนเวลา ในงาน ‘TAG Heuer Heritage Pop-up Museum’ สะท้อนจิตวิญญาณและนวัตกรรมอันล้ำสมัย พร้อมไฮไลท์ Aquaracer Professional 200 เรือนเวลาสปอร์ต ดีไซน์หรูหราโฉบเฉี่ยว ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์

ชวนเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ในงานเปิดตัว TAG Heuer Heritage Pop-up Museum พิพิธภัณฑ์ป๊อปอัพแห่งแรกในไทย ณ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์คระดับโลก เพื่อตอกย้ำจิตวิญญาณและนวัตกรรมอันล้ำสมัยของแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง โดยภายในงานมีการจัดแสดงเรือนเวลาประวัติศาสตร์จำนวน 12 เรือนและ Wall of Fame ที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จและการเดินทางอันยาวนานของ TAG Heuer ตั้งแต่ปี ค.ศ 1860

นิทรรศการครั้งนี้จะพาทุกคนเดินทางย้อนเวลา ณ จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งแบรนด์ TAG Heuer โดยเอดูอาร์ด ฮอยเออร์ในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงการเข้ามารับช่วงต่อของแจ็ค ฮอยเออร์ ผ่านเรือนเวลาประวัติศาสตร์จำนวน 12 เรือน ซึ่งประกอบไปด้วย Time of Trip นาฬิกาโครโนกราฟ 12 ชั่วโมงเรือนแรกของแบรนด์ที่ออกแบบมาสำหรับติดตั้งบนแผงหน้าปัดรถยนต์และเครื่องบิน, Mikrograph ซึ่งยุติการผลิตในปี ค.ศ.1969, Rally Master, Solunar นาฬิกาเรือนแรกของ Heuer ที่สามารถบอกระดับน้ำขึ้นน้ำลงได้, Ring Master, Carrera Ref. 2447S หนึ่งในนาฬิการุ่นแรกๆ ของ Heuer Carrera ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ.1963, Monaco Ref. 1133B, Formula 1 ปีค.ศ. 1986, Sports Elegance, Alter Ego สำหรับผู้หญิง ปี ค.ศ. 1999, Monaco V4 และ Connected Watch เจนเนอเรชั่น 3 ความพิเศษคือทุกเรือนได้ส่งตรงมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อจัดแสดงในงานนี้โดยเฉพาะเรือนเวลาเหล่านี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ TAG Heuer ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดและนวัตกรรมอันล้ำสมัยมาตั้งแต่อดีตกาล อีกทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์นาฬิกาของ TAG Heuer มาจนถึงทุกวันนี้

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานที่พลาดไม่ได้คือการเปิดตัว Aquaracer Professional 200 เรือนเวลาสปอร์ต ดีไซน์หรูหรา โฉบเฉี่ยว ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ มาพร้อมรายละเอียดที่ถูกพัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนแม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็มีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร และ 30 มิลลิเมตร รูปทรงเพรียวบางสง่างามเข้ากับสรีระข้อมือ รวมถึงความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 200 เมตร อีกหนึ่งดีไซน์อันโดดเด่นคือการสลักสัญลักษณ์รูปเข็มทิศบริเวณฝาหลังที่สะท้อนจิตวิญญาณของนักผจญภัยได้อย่างดีเยี่ยม Aquaracer Professional 200 จึงเปรียบเสมือนเพื่อนเดินทางของสายแอคทีฟที่เต็มไปด้วยการผจญภัยที่น่าจดจำ และการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง โดยเรือนเวลามีให้เลือกทั้งแบบกลไกออโตเมติกและควอทซ์ พร้อมดีไซน์หน้าปัดหลากหลายสไตล์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงรถ Porsche 911 Carrera สี Racing Yellow บริเวณงาน ที่นอกจากจะช่วยสร้างสีสันและตอกย้ำความแม่นยำแห่งนวัตกรรมเรือนเวลาของ TAG Heuer แล้ว ยังสื่อถึงมิตรภาพที่แข็งแกร่งของแบรนด์กับพันธมิตรอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ป๊อปอัพได้ ตั้งแต่วันนี้- 22 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ธารา ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

ปิดท้ายงานด้วยการปรากฏตัวของ เวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารศ ซึ่งปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ในฐานะ Friend of TAG Heuer ประเทศไทย “ผมมีความผูกพันกับ TAG Heuer ตั้งแต่เด็กๆ จึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีโอกาสเยี่ยมชม TAG Heuer Heritage Pop-Up Museum ในครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ถึงประวัติความเป็นมาและความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมของแบรนด์ในแต่ละยุคสมัย กว่าจะมาเป็นนาฬิกา TAG Heuer ที่มีความคลาสสิกและความเป็นเอกลักษณ์อย่างในปัจจุบัน เรียกว่าดูจบแล้วผมยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นครับ” เวียร์ กล่าว 

ไอเดียของขวัญวันวาเลนไทน์จากคู่รักหน้าใส ‘โดม-เมทัล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675454

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 11:40 น.ไอเดียของขวัญวันวาเลนไทน์จากคู่รักหน้าใส ‘โดม-เมทัล’

ฉลองวันแห่งความรักด้วยบิวตี้แกดเจ็ตสุดล้ำเป็นของคู่แทนใจ ในแบบฉบับคู่รักหน้าใส ‘โดม-เมทัล’

แม้จะแต่งงานมานานเกือบ 3 ปี แต่ความหวานของคู่รัก โดม – ปกรณ์ ลัม และภรรยาคนสวย เมทัล สุขขาว ก็ไม่ลดลงเลย ล่าสุดอวดความเรียลและโมเมนต์น่ารัก ๆ ชนิดที่ว่าหวานกันจนแฟน ๆ ต้องกดหัวใจให้รัว ๆ ในอินสตาแกรม กับโมเมนต์ที่ทั้งคู่ให้บิวตี้แกดเจ็ต สุดล้ำ เป็นของขวัญกิ๊บเก๋ฉลองวันวาเลนไทน์กันล่วงหน้า ซึ่งถ้าวาเลนไทน์ปีนี้ใครยังไม่มีไอเดียที่จะหาของขวัญให้คนที่คุณรักแล้วล่ะก็ สามารถใช้ไอเดียของคู่นี้ได้เลย

โดยของขวัญสุดเก๋ที่ว่า สาวเมทัล เลือกให้ FOREO LUNA 3 men เครื่องล้างหน้าแบบ 2-in-1 ที่มีทั้งโหมดล้างหน้า และโหมดนวดกระชับผิวหน้า ก็เพราะช่วงนี้ตัวเองและแฟนหนุ่มชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งด้วยกันบ่อย แถมยังออกทริปตั้งแคมป์ด้วยกันเป็นประจำอีก จะปล่อยให้ผิวตัวเองกับคนรักถูกทำร้ายหรือแห้งกร้านก็คงจะไม่โอเคสักเท่าไหร่ ทำเอาหนุ่มโดม เป็นปลื้ม

พร้อมหวานต่อด้วยการช่วยมาสก์หน้าให้กับ ศรีภรรยาคนสวยต่อทันทีด้วย เครื่องมาสก์หน้าอัจฉริยะ FOREO UFO ทีนี้ทั้งคู่ก็จะได้มีตัวช่วยผ่อนคลายผิวจากความเหนื่อยล้า เหมือนกับไปทำสปาหน้าที่ร้านหรู แถมยังสะดวก ประหยัดเวลาเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น เรียกว่าตอบโจทย์คู่รักสายกิจกรรมเป็นที่สุด

สำหรับความไฮเทคของเครื่องล้างหน้าอัจฉริยะ FOREO LUNA 3 men ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวของคุณผู้ชายโดยเฉพาะ ช่วยให้คุณผู้ชายสนุกกับการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าที่ต้องเจอกับแบคทีเรีย เหงื่อไคล และมลภาวะต่าง ๆ เจ้าเครื่องล้างหน้านี้ก็ยังช่วยทำความสะอาดผิวหน้าตรงบริเวณหนวดเคราได้อย่างล้ำลึกสะอาดหมดจด

ส่วนเครื่องมาสก์หน้าอัจฉริยะ FOREO UFO เป็นการผสานเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง Hyper-Infusion และแสง LED Full Spectrum เพื่อให้การปรนนิบัติผิวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และล้ำลึกยิ่งขึ้น แถมยังเพลิดเพลินไปกับการทำทรีตเมนต์ที่ก็ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้านเหมือนมีผู้เชี่ยวชาญจากสปามาทำให้ ใช้เวลาเพียงแค่ 2 นาทีก็สวยใสได้ง่าย ๆ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของสาวยุคนี้เป็นที่สุด

ใครอยากตามไปส่องความหวานของคู่รักคู่นี้ต่อ ก็สามารถตามไปดูกันได้ที่ไอจีของสาวเมทัลกันเลย ที่ instagram รับรองว่าดูไปเขินไปด้วยกันแน่นอน แถมยังทำเอาคนโสดอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถบเลยจ้า ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลผลิตภัณฑ์ดี ๆ จาก FOREO ในอนาคต ก็สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี Beauty Tech ใหม่ ๆ จาก FOREO ได้ที่ช่องทาง Facebook : FOREO Thailand และ Instagram : foreo_th

FOREO LUNA 3 MEN และ FOREO UFO มีจำหน่ายที่ Sephora ทั่วประเทศ, Sephora.co.th, Central.co.th, Lazada LazMall,

Shopee Premium Mall, F1RSTER, Wild Clinic, King Power

กองทัพเรือสหรัฐเจอฝูง UFO ไล่ตามเรือรบนอกชายฝั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675471

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 14:32 น.กองทัพเรือสหรัฐเจอฝูง UFO ไล่ตามเรือรบนอกชายฝั่ง

กองทัพเรือสหรัฐเผยภาพกลุ่มยูเอฟโอไล่ตามเรือรบ 4 ลำนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

ภาพถ่ายอินฟราเรดที่กองทัพเรือสหรัฐนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นจุดเล็กๆ 3 จุดของอากาศยานไร้คนขับ (UAS) บินร่อนอยู่เหนือเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตัน (USS Paul Hamilton) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณืหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับเรือรบสหรัฐเป็นเวลาหลายสัปดาห์ในเดือน ก.ค. 2019

อากาศนายไร้คนขับทั้ง 3 ลำปรากฏขึ้นใกล้กับเรือรบสหรัฐราว 20.00 น. ขอวันที่ 17 ก.ค. หลังจากเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันยุติการแจ้งพิกัดผ่านระบบแสดงตนอัตโนมัติ (AIS) ซึ่งโดยปกติแล้วเรือไม่จำเป็นต้องระบุพิกัดตลอด 24 ชั่วโมง และมักจะปิดระบบดังกล่าวในสถานการณ์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง

สมุดปูมเรือของเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันระบุว่า อากาศยานไร้คนขับปรากฏขึ้นไม่นานหลังจากเรือเปิดแสงไฟนำทาง

เว็บไซต์ The Drive รายงานหลังจากได้เห็นเอกสารที่ได้รับจากการร้องของผ่านกฎหมายข้อมูลข่าวสารของสหรัฐ (FOIA) ว่า ไม่นานก่อน 20.00 น. พบอากาศยานไร้คนขับ 1 ลำอยู่ห่างออกไป 1 ไมล์ทะเล หรือราว 1.85 กิโลเมตร อีก 20 นาทีต่อมาพบเห็นอีก 2 ลำ โดย 1 ลำตกลงไปในทะเล โดยเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันรายงานว่าเห็นแสงไฟกะพริบสีแดง

ราว 30 นาทีหลังจากนั้น เรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันรายงานว่าพบฝูงอากาศยานไร้คนขับ โดยเวลา 21.11 น. อากาศยานไร้คนขับลำหนึ่งบินอยู่เหนือเรือที่ความสูง 2,000 ฟุต และเวลา 21.15 น. อากาศยานดังกล่าวบินห่างออกไปจากเรือด้วยความเร็วเกือบ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในเวลาไม่ถึง 10 นาทีต่อมา

เรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตันรายงานว่า การรุมล้อมของฝูงอากาศยานไร้คนขับดำเนินอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ 19.56-22.39 น.

ทว่าไม่ทราบจำนวนของอากาศยานไร้คนขับที่กองทัพเรือพบเห็นทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลที่ The Drive ได้มาเป็นสรุปย่อ

ก่อนหน้านั้น 3 วัน เรือรบยูเอสเอส จอห์น ฟินน์ (USS John Finn) พบเห็นแสงกะพริบสีแดงเหนือกราบขวาของเรือ และระบุด้วยว่าได้ปิดระบบแสดงตนอัตโนมัติ โดยพบอากาศนายไร้คนขับ 2 ลำที่ความสูง 1,000-1,500 ฟุต

เมื่อเดือน เม.ย. 2021 ไมเคิล กิลเดย์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการทางเรือเผยว่า กองทัพไม่สามารถระบุตัวตนอากาศยานไร้คนขับดังกล่าว ขณะที่กระทรวงกลาโหมปฏิเสธการตอบคำถามนับตั้งแต่นั้น

การพบเห็นอากาศยานไร้คนขับต้องสงสัยเริ่มขึ้นในตอนกลางคืนของวันที่ 14 ก.ค. 2019 สมุดปูมเรือของเรือรบยูเอสเอส คิดด์ (USS Kidd) ระบุว่า ก่อน 22.00 น.ในคืนนั้นพบเห็นโดรน 2 ลำ โดยเจ้าหน้าที่ทีมประเมินสถานการณ์จากภาพถ่ายรายหนึ่งได้เข้ามาหาคำตอบว่าอากาศยานต้องสงสัยนั้นเป็นอะไร

นอกจากนี้ ยังมีเรือรบสหรัฐอีกหลายลำที่ลาดตระเวณบริเวณใกล้เคียงเริ่มพบเห็นแสงประหลาด

เรือรบบูเอสเอส จอห์น ฟินน์ (USS John Finn) ก็รายงานว่าพบเห็นอากาศยานไร้คนขับ และพบแสงกะพริบสีแดงในเวลา 22.03 น. และเวลา 23.231 น. เรือรบยูเอสเอส ราฟาเอล เพรอลตา (USS Rafael Peralta) พบเห็นแสงสีขาวลอยเหนือดาดฟ้าปล่อยเครื่องบิน

โดยปกติโดรนสามารถบินวนอยู่เหนือดาดฟ้าจอดเฮลิคอปเตอร์บนเรือพิฆาตด้วยความเร็ว 16 น็อตโดยแทบมองไม่เห็น ทว่าเหตุการณ์เกือบ 90 นาทีนั้นอยู่เหนือขีดความสามารถของโดรนทางพาณิชย์ที่มีอยู่ในขณะนี้

ในคืนต่อมา โดรนดังกล่าวกลับมาอีก โดยครั้งนี้เรือพิฆาตกำลังลาดตระเวณเข้าใกล้ฝั่งของแคลิฟอร์เนีย และถูกพบโดยเรือรบยูเอสเอส ราฟาเอล เพรอลตา และเรือรบยูเอสเอส คิดด์พบเห็นเวลา 20.56 น.

สมุดปูมเรือของเรือรบยูเอสเอส รัสเซลล์ (USS Russell) ระบุว่า โดรนรุมล้อมอยู่เหนือเรือและลดระดับจากความสูง 1,000 ฟุตมาอยู่ที่ 700 ฟุต และดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ในทุกทิศทาง โดยเรือยูเอสเอส รัสเซลล์พบเห็นโดรนถึง 9 ครั้งในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

จากนั้น 21.20 น. เรือยูเอสเอส คิดด์ พบเห็นอากาศยานไร้คนขับหลายลำรอบๆ เรือ

เรือยูเอสเอส ราฟาเอล เพรอลตา ถูกโดรน 4 ลำรุมล้อม และได้รับการติดต่อจากเรือสำราญ คาร์นิวัล อิมแมจิเนชัน (Carnival Imagination) แจ้งว่าพบเห็นโดรน 6 ลำ

การสอบสวนในเวลาต่อมาพบว่า มีเรือพลเรือนเพียงไม่กี่ลำอยู่ในพื้นที่ในเวลานั้นที่สามารถใช้เป็นแท่นลงจอดสำหรับโดรนได้ ทีมสอบสวนคาดว่าโดรนอาจปล่อยมาจากเรือลำคู่ ORV Alguita ที่อยู่ในบริเวณนั้น

และแม้ว่าเรือ ORV Alguita จะมีโดรนอยู่จริงแต่กลับพบว่าโดรนที่อยู่บนเรือไม่มีศักยภาพในระดับเดียวกับอากาศยานต้องสงสัย

เอกสารที่ไม่เป็นความลับของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งเปิดเผยตามคำร้อง FIOA ระบุการเคลื่อนไหวของอากาศยานไร้คนขับเหนือเรือรบยูเอสเอส พอล แฮมิลตัน

สหรัฐเล็งยกระดับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675455

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 11:45 น.สหรัฐเล็งยกระดับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

สหรัฐประกาศเสริมสร้างบทบาทในอินโด-แปซิฟิก รวมทั้งไทย ทั้งในด้านความมั่นคงไปจนถึงเศรษฐกิจเพื่อตอบโต้อิทธิพลจีน

รัฐบาลสหรัฐให้คำมั่นเมื่อวันศุกร์ว่าจะทุ่มทั้งทรัพยากรทางการทูตและความมั่นคงไปยังภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากขึ้น เพื่อตอบโต้ความพยายามของจีนในการเพาะสร้างอิทธิพลและขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก

เอกสารภาพรวมยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกจำนวน 12 หน้าระบุว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะมุ่งเน้นไปที่ทุกแง่มุมของภูมิภาค ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนในระยะยาวและพันธสัญญาในอินโด-แปซิฟิก

“จีนรวมอำนาจทางเศรษฐกิจ การทูต การทหาร และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเพื่อแสวงหาขอบเขตอิทธิพลในอินโด-แปซิฟิกและพยายามที่จะขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” เอกสารภาพรวมยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกระบุ

เอกสารระบุอีกว่า ภายใต้แผนปฏิบัติการใน 12-24 เดือนข้างหน้า สหรัฐจะขยายขอบเขตทางการทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกอย่างมีความหมาย และจัดลำดับความสำคัญของการเจรจาที่สำคัญกับรัฐในหมู่เกาะแปซิฟิกซึ่งดูเหมือนจะหยุดชะงักในปีที่ผ่านมา

และเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันกับพันธมิตรและหุ้นส่วนในภูมิภาค รัฐบาลไบเดนจะทำให้ข้อตกลงความเป็นพันธมิตรในระดับภูมิภาคกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไทยลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่าจะขยายการปรากฏตัวของหน่วยยามฝั่งสหรัฐและความร่วมมือในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก ซึ่งสหรัฐมองว่ามีจีนเป็นภัยคุกคามต่อการทำประมงและเส้นทางการค้าเสรี

ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไบเดนจะเปิดตัวเค้าโครงเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework) ในช่วงต้นปี 2022 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่จะส่งเสริมมาตรฐานการค้าระดับสูง การควบคุมเศรษฐกิจดิจิทัล ปรับปรุงความยืดหยุ่นของซัพพลายเชน และกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานสูง

การเปิดเผยเอกสารดังกล่าวมีขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับที่ แอนโทนี บลิงเคน เดินทางเยือนอินโด-แปซิฟิก เพื่อย้ำว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ แม้ว่าขณะนี้สหรัฐกำลังติดพันอยู่กับความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็ตาม

Photo by Brendan Smialowski / AFP

สหรัฐเตือนขณะนี้รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675448

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 10:22 น.สหรัฐเตือนขณะนี้รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

ทำเนียบขาวเตือนรัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อแม้แต่ช่วงที่การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนยังไม่จบ

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐเตือนว่า รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ แม้แต่ในช่วงที่กำลังแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ประเทศจีนซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.พ. นี้

“เราอยู่ในช่วงที่การจู่โจมอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหาก วลาดิมีร์ ปูติน สั่งบุก” ซัลลิแวนเผยระหว่างการแถลงข่าว และย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ได้บอกว่าประธานาธิบดีของรัสเซียตัดสินใจขั้นสุดท้ายแล้ว

“ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดของข่าวกรองของเรา แต่ผมจะบอกให้ชัดเจนว่ามันอาจเกิดขึ้นระหว่างโอลิมปิก แม้จะมีการคาดการณ์ว่ามันจะเกิดหลังโอลิมปิกเท่านั้นก็ตาม” ซัลลิแวนเผย

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเผยต่อว่า หากรัสเซียบุกยูเครน มีแนวโน้มว่าจะเริ่มต้นด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศและการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่สามารถฆ่าพลเรือนได้ “ชาวอเมริกันในยูเครนควรออกมาให้เร็วที่สุด ไม่ว่าในกรณีใดๆ ภายใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า”

ซัลลิแวนเผยถึงความคืบหน้าของสถานการณ์หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน และผู้นำชาติยุโรปอีก 6 คน ประธานกลุ่มนาโต และประธานสหภาพยุโรป หารือกันถึงวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างตะวันตกกับรัสเซียนับตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามเย็น

ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยว่า ไบเดนเตรียมต่อสายพูดคุยกับปูตินในวันเสาร์นี้ ส่วนทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่าประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง จะต่อสายหาผู้นำรัสเซียในวันเดียวกัน

ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐส่งทหารไปยังโปแลนด์เพิ่มอีก 3,000 นาย

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

โปรดเกล้าฯพระราชทานราชทินนามพระราชาคณะเจ้าคณะรอง 3 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/675245

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 20:41 น.โปรดเกล้าฯพระราชทานราชทินนามพระราชาคณะเจ้าคณะรอง  3 รูป

เว็บไซต์ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศโปรดเกล้าฯพระราชทานราชทินนามพระราชาคณะเจ้าคณะรอง 3 รูป พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ วัดราชโอรสารามฯ พระพรหมวชิรเจดีย์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ และ พระพรหมวชิรเจดีย์ วัดสุทัศนฯ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. เว็บไซต์ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชทานราชทินนาม ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานราชทินนามพระราชาคณะเจ้าคณะรอง จำนวน 3 รูป ดังนี้

พระมหาโพธิวงศาจารย์ มีราชทินนามว่า พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ ปริยัติกิจ วิธานปรีชา ศีลาจารวิมล โสภณธรรมานุสิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสีสถิต ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร

พระพุทธิวงศมุนี มีราชทินนามว่า พระพรหมวชิรเจดีย์ ศรีพุทธศาสตรโกศล วิมลพุทธชินราชธำรงวิศิษฎ์ พิพิธศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดพิษณุโลก

พระวิสุทธาธิบดี มีราชทินนามว่า พระพรหมวชิรมุนี ศรีธรรมสาธก ดิลกปัญญาโกศล วิมลธรรมโวทานธารี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2565

ประกาศ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

เปิดแผนวัคซีนสูตรใหม่จาก Sinovac ต้าน Omicron โดยเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675432

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 18:40 น.เปิดแผนวัคซีนสูตรใหม่จาก Sinovac ต้าน Omicron โดยเฉพาะ

ความหวังใหม่ของ Sinovac วัคซีนสูตรต้าน Omicron คาดพร้อมใช้ พ.ค. นี้

South China Morning Post รายงานว่าบริษัท Sinovac Biotech ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ของจีนเปิดเผยแผนว่าภายในเดือนนี้จะมีการทดลองวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในมนุษย์ โดยคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายให้แก่ทั่วโลกภายในเดือนพ.ค.

เหมิง เหว่ยหนิง (Meng Weining) รองประธานบริษัท Sinovac Biotech (ฮ่องกง) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาว่าการทดลองวัคซีนดังกล่าวในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

“วัคซีนตัวใหม่สำหรับโอมิครอนโดยเฉพาะสามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและระดับแอนติบอดีที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในสัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของเรา…การทดลองวัคซีนในมนุษย์จะเริ่มขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และข้อมูลจากการทดลองจะถูกเปิดเผยในเดือนหน้า”

เหว่ยหนิงเชื่อมั่นว่าวัคซีนตัวใหม่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ตามรายงานของ CNBC

Sinovac กล่าวในแถลงการณ์เมื่อปลายปีที่แล้วหลังมีการพบโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่าวัคซีนตัวใหม่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตเหมือนกับวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หมายถึงวัคซีนเชื้อตาย

Sinovac ไม่ใช่บริษัทเดียวที่เดินหน้าพัฒนาวัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ ด้าน Pfizer ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมของสหรัฐ และ AstraZeneca ของสหราชอาณาจักรก็คาดว่าวัคซีนเฉพาะจะพร้อมในฤดูใบไม้ผลินี้

แต่ Fortune กล่าวว่าสำหรับ Sinovac แล้วการพัฒนาวัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะอาจมีความสำคัญมากกว่า เนื่องจากพบว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อต้องรับมือกับเชื้อโอมิครอน

โดยรายงานอ้างถึงผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Nature เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งพบว่าวัคซีนของ Sinovac จำนวน 2 โดสไม่สามารถผลิตแอนติบอดีที่เป็นกลาง (Neutralizing antibody) ที่มากพอต่อโอมิครอน

รวมถึงการวิจัยอีกฉบับจากนักวิจัยฮ่องกงเมื่อเดือนธ.ค. พบว่าวัคซีน Sinovac จำนวน 3 โดสผลิตแอนติบอดีไม่เพียงพอต่อการป้องกันโอมิครอนเช่นกัน

ตามรายงานของ Bloomberg สภาหอการค้ายุโรปในฮ่องกงชี้ว่าจีนมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดประเทศจนกว่าจะมีการเปิดตัววัคซีนชนิด mRNA ที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ และฉีดให้แก่ประชากรชาวจีนเสียก่อน ซึ่งขณะนี้จีนก็กำลังเร่งมืออยู่

อย่างไรก็ตาม วัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะของ Sinovac ก็เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับชาวจีนและเดินหน้าเปิดประเทศต่อไป

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

เมื่อ OnlyFans เกาะกระแสคริปโต ร่วมลงสนาม NFT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675422

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 17:10 น.เมื่อ OnlyFans เกาะกระแสคริปโต ร่วมลงสนาม NFT

OnlyFans เปิดฟีเจอร์ใหม่ รองรับภาพโปรไฟล์ NFT

OnlyFans แพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงและเป็นที่รู้จักด้านคอนเทนต์ 18+ ร่วมลงสนาม NFT โดยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้สามารถนำ NFT มาตั้งเป็นภาพโปรไฟล์ได้แล้ว

“ภารกิจของเราคือส่งเสริมศักยภาพของครีเอเตอร์อย่างเต็มที่ ซึ่งฟีเจอร์นี้เป็นก้าวแรกในการสำรวจบทบาทของ NFT บนแพลตฟอร์มของเรา” Ami Gan ซีอีโอของ OnlyFans กล่าวกับ Reuters

โดยฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับเฉพาะ NFT ที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชนของ Ethereum เท่านั้น ซึ่งจะมีไอคอน Ethereum ขึ้นบนภาพโปรไฟล์ของผู้ใช้งานเพื่อแสดงว่าเป็นภาพ NFT ของแท้

TechCrunch ระบุว่าการที่ OnlyFans เปิดใช้งานฟีเจอร์ตั้งภาพโปรไฟล์เป็น NFT อาจเป็นการปูทางไปสู่อนาคตในวงการคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเป็นอนาคตของธุรกิจสื่อ 18+

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีกหลายรายที่ร่วมลงสนาม NFT เช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ Twitter และ Reddit ก็ได้ประกาศถึงฟีเจอร์ใหม่ในลักษณะเดียวกันนี้

เช่นเดียวกับ Neal Mohan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ YouTube ซึ่งกล่าวว่า “เราเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างบล็อกเชน และ NFT สามารถช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับแฟนๆ ของพวกเขา”

รวมถึง Adam Mosseri ผู้บริหารสูงสุดของ Instagram ก็เปิดเผยว่าบริษัทกำลังทำงานเกี่ยวกับ NFT

NFT (Non-fungible tokens) สินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการซื้อขายในตลาดสูงขึ้นอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่าเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมทางการเงินรวมถึงการฟอกเงิน

ทั้งนี้ OnlyFans เปิดตัวในปี 2016 ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นช่องทางให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการขายคอนเทนต์ให้แก่ผู้ติดตามได้โดยตรง

Photo by REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

Bhangarh Fort ป้อมต้องคำสาปสุดหลอนในอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675416

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 16:34 น.Bhangarh Fort ป้อมต้องคำสาปสุดหลอนในอินเดีย

ชาวอินเดียถึงกับขนานนามให้ป้อมปราการบันการห์แห่งราชาสถานเป็นสถานที่ที่หลอนมากที่สุดในประเทศ

ป้อมปราการบันการ์ (Bhangarh Fort) ถูกสร้างขึ้นในรัฐราชาสถานของอินเดียในศตวรรษที่ 17 โดย บักวันต์ ดาส สมาชิกราชวงศ์กาชวาหาที่ปกครองเมืองแอมเบอร์ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้บุตรชายที่ชื่อ มาโธ สิงห์ ก่อนจะถูกปล่อยทิ้งร้างซึ่งทำให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าป้อมบันการ์แห่งราชาสถานแห่งนี้ต้องคำสาป

ตำนานต้องคำสาปที่ถูกพูดถึงมากที่สุดมีอยู่ 3 เรื่องคือ เรื่องเกี่ยวกับเงา เรื่องมนต์ดำ และความมืด

ชาวอินเดียเล่าขานกันต่อๆ มาว่า ตอนที่ป้อมนี้ถูกสร้างขึ้น บักวันต์ ดาส ตกลงกับกูรูนามว่า บาลู นาถ ซึ่งอาศัยเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมบันการห์เป็นสถานที่นั่งสมาธิว่า ตัวป้อมหรือเงาของป้อมจะไม่บดบังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกูรูรายนี้ซึ่ง บักวันต์ ดาส ปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยดีตลอดมา

ทว่าพอมาถึงรุ่นลูกคือ อาจาบ สิงห์ เขาได้ต่อเติมป้อมปราการให้สูงขึ้นหลังจากที่พ่อเสียชีวิต จนเงาของป้อมทอดไปบังสถานที่ของ บาลู นาถ ด้วยความโกรธที่อาจาบไม่รักษาสัญญา กูรูรายนี้จึงสาปให้ตัวป้อมและหมู่บ้านรอบๆ พังพินาศ

ป้อมบันการห์ ภาพ: wikipedia/Deepak G Goswami

ตำนานเรื่องต่อมามีอยู่ว่า ความสวยของเจ้าหญิงรัตนาวตี บุตรสาวของ ฉัตร สิงห์ ซึ่งบุตรชายของ มาโธ สิงห์ เจ้าของป้อม เป็นที่เลื่องลือไปทั่วบ้านทั่วเมืองถึงขนาดมีคนมาขอแต่งงานด้วยมากมาย รวมทั้งนักบวชรายหนึ่งที่หลงใหลรูปโฉมของเจ้าหญิง

ด้วยความที่กลัวว่าตัวเองคงจะไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหญิง วันหนึ่งเมื่อคนดูแลออกมาซื้อน้ำหอมที่ตลาดให้เจ้าหญิง นักบวชรายนี้จึงฉวยโอกาสร่ายมนต์ดำใส่น้ำหอมเพื่อให้เจ้าหญิงตกหลุมรัก แต่ว่าเจ้าหญิงรู้ตัวเสียก่อนจึงเทน้ำหอมใส่ก้อนหิน มนต์ดำนั้นทำให้ก้อนหินหลงรักนักบวชถึงขั้นที่พุ่งตัวเข้าไปหาจนทับเขาเข้าอย่างจังจนเสียชีวิต

แต่ก่อนเสียชีวิตนักบวชรายนี้ได้เปล่งวาจาสาปแช่งเจ้าหญิงรัตนาวตี ครอบครัวของเจ้าหญิง และหมู่บ้านแห่งนั้นให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และจะไม่มีใครในป้อมหรือในหมู่บ้านได้ผุดได้เกิด ต้องเป็นผีเฝ้าป้อมแห่งนี้ไปตลอด

ปรากฏว่าในปีถัดมาเกิดสงครามระหว่างบันการห์และอาจาบการห์ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เจ้าหญิงและทหารส่วนใหญ่เสียชีวิต

ป้ายเตือนนักท่องเที่ยว

นอกจากเรื่องคำสาปแช่ง ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับความลี้ลับอีกมากมาย แต่ที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดคือ การห้ามเข้าไปในป้อมบันการห์หลังพระอาทิตย์ตกดิน เรื่องนี้ยึดถือกันเคร่งครัดมากจนกรมสำรวจทางโบราณคดีของอินเดียต้องติดป้ายไว้หลายจุดในตัวป้อมเพื่อเตือนนักท่องเที่ยว

ชาวบ้านบอกว่าคนที่ฝ่าฝืนเข้าไปตอนกลางคืนจะไม่มีโอกาสกลับออกมาเล่าเรื่องราวข้างในอีกเลย ด้วยความเชื่อว่าบรรดาวิญญาณจะออกมาในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้ป้อมปราการแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติ

ถึงอย่างนั้นก็มีคนอยากลองของ 3 คนเข้าไปหลังพระอาทิตย์ตกดิน แม้ว่าทั้ง 3 คนจะมีไฟฉายติดตัวไปด้วย แต่จู่ๆ ก็มี 1 คนพลัดตกลงไปในบ่อน้ำ หลังจากอีก 2 คนที่เหลือช่วยขึ้นมาได้ก็รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าระหว่างทางพวกเขาเจอเข้ากับอุบัติเหตุสุดประหลาดจนเสียชีวิตทั้งหมด

และยังมีเรื่องเล่าว่ามีชาวบ้านหลายคนอ้างว่าได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากป้อมในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน บางครั้งคล้ายเสียงหัวเราะ บางครั้งเป็นเสียงกรีดร้อง หรือเสียงดนตรี บางคนเห็นเงาคนอยู่ในป้อม

ความแปลกอีกอย่างหนึ่งของป้อมบันการห์คือ อาคารบ้านเรือนทุกหลังในพื้นที่รอบๆ ตัวป้อมไม่มีหลังคา ชาวบ้านเล่าว่าไม่ว่าจะพยายามสร้างหลังคากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ล้วนพังทลายลงมาทุกครั้งไม่นานหลังจากนั้น และเหตุการณ์แบบนี้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายคนแล้วในอดีต

ภาพ: wikipedia/Shahnawaz Sid