เกลือจิ้มเกลือ มาดูวิธีที่จีนแก้เผ็ดประเทศจอมแทรกแซง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675329

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 16:09 น.เกลือจิ้มเกลือ มาดูวิธีที่จีนแก้เผ็ดประเทศจอมแทรกแซง

บทความทัศนะ – หลังจากที่อังกฤษทำตัวเป็นพ่อพระด้วยการเป็นห่วงเป็นใยฮ่องกงจนจีนเตือนไม่ให้มายุ่งกับกิจการภายใน หลังจากรอโอกาสมานาน จีนสวนกลับแบบที่อังกฤษนิ่งไม่อยู่

ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง มีผู้นำคนหนึ่งที่อาจจะอยู่นอกเรดาร์ความสนใจ คือ ประธานาธิบดีอัลแบร์โต เฟร์นันเดซ แห่งอาร์เจนตินา

งานนี้มีผู้นำ 2 คนที่มาร่วมพิธีเปิดด้วยและคุยเรื่องยุทธศาสตร์กับสีจิ้นผิงไปพร้อมๆ กัน หนึ่งคือวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งสป็อตไลท์จับไปที่เขาคนนี้ อีกหนึ่งคือเฟร์นันเดซนั่นเอง

เฟร์นันเดซคุยกับสีจิ้นผิงเรื่อง “ความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง” เรื่องการลงนามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการย้ำว่าอาณ์เจนตินาเอียงมาทางจีนหนักมากในระยะหลัง เพียงแต่โลกไม่ค่อยสนใจนัก ส่วนหนึ่งอาร์เจนตินา “ไกลเกินไป” จากเกมส์มหาอำนาจ

แต่มันใกล้ตัวขึ้นมาทันทีเมื่อแถลงการณ์ของเฟร์นันเดซ์กับสีจิ้นผิง

จีนย้ำการสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ของอาร์เจนตินาเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ขณะที่อาร์เจนตินาก็ย้ำการสนับสนุนนโยบายจีนเดียว ซึ่งหมายความว่าไม่ยอมรับไต้หวัน

ในแถลงการณ์จีนใช้คำว่า “หมู่เกาะมัลบินัส” ซึ่งเป็นชื่อที่อาร์เจนตินาใช้เรียกหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ การเลือกชื่อนี้เท่ากับไม่ยอมรับการเคลมของอังกฤษที่เป็นเจ้าของเกาะในขณะนี้

ขณะที่ท่าทีของอาร์เจนตินาต่อนโยบายจีนเดียวยังอาจตีความได้ด้วยว่าไม่สนับสนุนการแทรกแซงของชาติใดต่อฮ่องกง หรือ “ชาติที่ทำตัวเหมือนยังเป็นเจ้าของฮ่องกง” ซึ่งจะป็นใครไม่ได้นอกจากอังกฤษ

แถลงกาณ์ร่วมนี้มีสาระอยู่ที่ “อังกฤษคือคู่กรณีร่วมกันของจีนกับอาร์เจนตินา”

และบอกเป็นนัยๆ ว่า “อังกฤษยังไม่เลิกนิสัยเป็นเจ้าอาณานิคม”

อาร์เจนตินาเคยยกประเด็นสหประชาชาติพิจารณากรณีความเป็นเจ้าของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัส แต่อังกฤษบอกว่าอธิปไตยของอังกฤษเหนือดินแดนนี้ “เป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้”

อังกฤษพยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดการลงประชามติให้ชาวเกาะเลือกอนาคตตัวเองในปี 2013 ปรากฏว่า 99.8% ของชาวเกาะเลือกที่จะอยู่กับอังกฤษ

แต่อาร์เจนตินาไม่ยอมการลงประชามิตแบบนี้ เพราะถือหลักว่าประชากรบนเกาะไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่เป็นผู้ที่อพยพมา

จนถึงทุกวันนี้อาร์เจนตินาพยายามยกเรื่องการ “ยึดครอง” หมู่เกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัสว่าเป็นการล่าอาณานิคม และประเทศที่เข้าข้างอาร์เจนตินานอกจากจีนก็ยังมีรัสเซีย

รัสเซียเคยแสดงท่าทีเห็นใจอาร์เจนตินาในเรื่องนี้ ผู้นำอาร์เจนตินาก็ตอบแทนด้วยการตำหนิประเทศที่คัดค้านการลงประชามติของชาวไครเมียในปี 2014 ที่เลือกจะอยู่กับรัสเซีย หลังจากรัสเซีย “ยกทัพไปปกป้อง” ไครเมียจากยูเครน

ปูตินตอบสนองด้วยการบอกให้อังกฤษคืนเกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัสให้อาร์เจนตินาไปเสีย จนอังกฤษโกรธจัด

คราวนี้ก็เหมือนกัน อังกฤษโกรธอีกที่จีนเชียร์หมู่เกาะฟอล์กแลนด์/มัลบินัสให้เป็นของอาร์เจนตินา

ลิซ ทัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษบอกว่า “เราปฏิเสธการตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของหมู่เกาะฟอล์กแลนด์โดยสิ้นเชิง หมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวอังกฤษ และเราจะปกป้องสิทธิ์ในการตัดสินใจของตนเอง จีนต้องเคารพอธิปไตยของหมู่เกาะฟอล์คแลนด์”

เฉินเว่ยหัวนักข่าวของ China Daily ของทางการจีนจึงสวนกลับว่า “แต่มันเป็นเรื่องโอเคงั้นหรือที่ สหราชอาณาจักรจะท้าทายอำนาจอธิปไตยของจีนในทะเลจีนใต้ด้วยการส่งเรือของกองทัพเรือมา? อย่างน้อยจีนไม่ได้ส่งกองทัพเรือของตนไปใกล้มัลบินัส หรือสิ่งที่คุณเรียกว่าฟอล์กแลนด์สัดกหน่อย”

สิ่งที่จีนทำจะเรียกว่าเป็นเกลือจิ้มเกลือก็ว่าได้ เพราะอังกฤษทำกับจีนไว้แสบสันตอนประท้วงฮ่องกง

คงจะจำกันได้ว่าตอนที่มีประท้วงฮ่องกงใหม่ๆ ประเทศตะวันตกเข้ามาขวางจีนต่างๆ นานา โดยเฉพาะอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมเก่าของฮ่องกง ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการเหมือนยังเป็นเจ้าของฮ่องกง ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจีนจะต้องทำตาม “ปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ” ซึ่งเป็นประหนึ่งสนธิสัญญาที่อังกฤษทำกับจีนตอนที่จะส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีน

สาระสำคัญหลักๆ ของข้อตกลงนี้คือจีนจะให้อำนาจฮ่องกงปกครองตนเองในระดับหนึ่งตามหลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งต่อให้ไม่มีอังกฤษ จีนก็ต้องทำอยู่แล้ว เพราะฮ่องกงไม่สามารถใช้ระบบเดียวกับจีนได้ทันที ตามข้อตกลงนี้ฮ่องกงจะอยู่ในสภาพเดิมๆ ต่อไปอีก 50 ปีหลังจากกลับคืนสู่จีน

แต่ตั้งแต่ปี 2014 แล้วที่จีนพิจารณาว่า “ปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ” หมดสภาพทางกฏหมาย แม้ว่าอังกฤษจะไม่ยอมให้มันหมดภาระผูกพันธ์ก็ตาม เอาจริงๆ จีนจะแหกปฏิญญานี้โดยไม่แยแสอังกฤษก็ทำได้ เพราะอังกฤษทำอะไรจีนไม่ได้อยู่แล้ว

หลังจากฮ่องกงวุ่นวายหนักเมื่อปี 2019 – 2020 ตามด้วยการเข้ามาวุ่นวายของอังกฤษ จีนอดทนรอเกือบปี จึงฟาดเปรี้ยงเข้าให้ด้วยการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ กวาดล้างผู้ประท้วง ไล่ล่าแกนนำ กวาดจับผู้ที่กระด้างกระเดื่อง

แต่นั้นมาต่างชาติที่แย็บจีนเรื่องฮ่องกงก็ไปต่อไม่เป็น เพราะเห็นว่าจีนยอมเสียฮ่องกงดีกว่าปล่อยให้เป็นเป้าให้ชาติอื่นมาใช้โจมตีตน

พอดีเกิดการระบาดใหญ่ ฮ่องกงปิดตัวเองแน่นหนา แบบที่คนใดออกไม่ได้ คนนอกเข้าไม่ได้ การกวาดล้างจับกุมยิ่งหนักขึ้น การปิดฮ่องกงนั้นเหนียวแน่นจนกระทั่งบริษัทต่างชาติทนไม่ไหว ทยอยกันปิดสำนักงานในฮ่องกงแล้วย้ายไปสิงคโปร์

สื่อตะวันตกยิงข่าวโจมตีฮ่องกงในทำนองขู่ว่าถ้าไม่เปิดล่ะก็จะเสียท่าให้สิงคโปร์ แต่ฮ่องกงก็ก็ไม่ยอมแง้มประตูบ้าน

ฮ่องกงตอนนี้เดิมตามจีนทุกก้าว ชาติตะวันตกไม่สามารถครอบงำมันได้อีก เมื่ออยู่ในกำมือจนมั่น มันจึงเป็นโอกาสที่จีนจะสวนกลับเสียที

พออังกฤษเจอเล่นด้วยกลเม็ดตัวเองบ้างก็เต้นไม่เป็นส่ำ แต่ก็แค่โวยวายจีนไปแค่นั้น เพราะกำลังวุ่นวายกับกรณียูเครน แถมยังต้องคอยระวังเรื่องบินรบและเรือรบของรัสเซียที่มักไปป้วนเปี้ยนแถวบ้านตัวเอง

เหมือนกับที่เฉินเว่ยหัวบอก อังกฤษส่งเรือมาป้วนเปี้ยนที่ทะเลจีนใต้ได้ แต่พอคนอื่นส่งเรือมาแถวบ้านตัวเองก็โวยวายเหมือนกัน เรื่องนี้ไม่ต้องไปหาคนผิดคนถูก เพราะแต่ละประเทศทำแบบเดียวกันทั้งนั้น

ถามกันตรงๆ ว่าอังกฤษเกี่ยวกับกรณีพิพาททะเลจีใต้ตรงไหนถึงต้องส่งเรือรบมา?

ย้อนกลับไปตอนปี 2020 ที่การประท้วงในฮ่องกงกำลังพีคๆ หลิวเสี่ยวหมิง เอกอัครราชทูตรจีนประจำสหราชอาณาจักรในเวลานั้นกล่าวว่า “สหราชอาณาจักรแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างโจ่งแจ้งและฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ควบคุมจีนไม่เคยแทรกแซงกิจการภายในของสหราชอาณาจักรสหราชอาณาจักรควรทำเช่นเดียวกันกับจีน ไม่เช่นนั้นจะต้องรับผลที่ตามมา”

หลังจากนั้นอังกฤษนอกจากจะไม่รามือ ยังส่งเรือรบมาเย้ยจีนด้วยซ้ำทั้งผ่านทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน

พอจีนสวนกลับเบาๆ เรื่องเกาะมัลบินัสเท่านั้นถึงกับโอดครวญ จนลืมไปว่าตัวเองคเยทำอะไรกับเขาไว้บ้าง

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Argentinian Presidency / AFP

เมื่ออังกฤษเปิดให้คนธรรมดาสมัครเป็นราชาปกครองเกาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675300

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 14:00 น.เมื่ออังกฤษเปิดให้คนธรรมดาสมัครเป็นราชาปกครองเกาะ

เกือบ 200 คนจากทั่วโลกร่อนใบสมัครเป็น ‘ราชาคนใหม่’ ที่จะมาปกครองเกาะพีลของอังกฤษ

จะเป็นอย่างไรหากคุณสามารถเป็น “ราชา” หรือ “ราชินี” ปกครองพื้นที่สักที่หนึ่ง ตอนนี้เกาะเล็กๆ หนึ่งในหมู่เกาะเฟอร์เนส ในคัมเบรีย เขตปกครองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษได้เปิดโอกาสนั้นให้กับทุกคนแล้ว

Barrow Borough Council ซึ่งเป็นผู้ดูแลเกาะกำลังเฟ้นหาราชาหรือราชินีคนใหม่ที่จะมาปกครอง เกาะพีล (Piel) เกาะขนาด 50 เอเคอร์แห่งนี้ เพื่อที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนเม.ย.

โดยนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ตำแหน่งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีผู้คนสนใจร่อนใบสมัครแล้วถึง 190 ฉบับ รวมถึงมีใบสมัครมาจากแอฟริกาด้วย

หากคุณกำลังสนใจที่จะเป็นราชาหรือราชินีที่นี่ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยเพราะสภาได้ประกาศผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาว่าปิดรับสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานของ Business Insider

หลังจากนี้จะมีพิธีราชาภิเษกสำหรับผู้ที่ได้รับการตัดเลือกให้ปกครองเกาะแห่งนี้ โดยไฮไลต์ของพิธีนี้คือการเทเบียร์ลงบนศีรษะ เพื่อต้อนรับว่าที่ราชาหรือราชินีองค์ใหม่ที่จะมาครองบัลลังก์

แซนดรา เบนส์ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกล่าวว่าตำแหน่งนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรักษาความสวยงามและธรรมชาติบนเกาะ แต่การเป็นราชาที่นี่อาจไม่ได้สบายอย่างที่หลายๆ คนฝัน

Independent ระบุว่าผู้ที่ได้รับการตัดเลือกจะต้องยอมรับสัญญา 10 ปี และต้องรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทุกอย่างบนเกาะแห่งนี้ บำรุงรักษาเกาะ รวมถึงดูแลนักท่องเที่ยวที่มาแคมป์ปิ้ง และบริหารผับ The Ship Inn ผับแห่งเดียวบนเกาะที่มีมานาน 300 ปีแล้ว

น่าเสียดายที่เขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของปราสาทพีล ที่ถูกทิ้งร้างในสมัยศตวรรษที่ 14 ซึ่งขณะนี้ได้รับการบริหารโดยองค์การอนุรักษ์แห่งอังกฤษ (English Heritage)

ปราสาทพีล (Gareth Page/Wikipedia)

เกาะแห่งนี้กำลังเฟ้นหาผู้ที่มีประสบการณ์ในการจัดการผับ สามารถทำงานเป็นเวลานาน และรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน สามารถมอบความบันเทิงให้แก่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ก็ต้องสามารถรับมือกับความอ้างว้างในช่วงโลว์ซีซั่นที่ไร้นักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน เขาจะได้เพลิดเพลินไปกับสัตว์ป่าและทิวทัศน์อันตระการตาของเกาะแห่งนี้

พีลเป็นทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่สำหรับคัมเบรีย เป็นสถานที่ที่ไม่เหมือนใคร ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องยอมรับข้อจำกัดด้านพลังงานและสภาพอากาศ

ประเพณีการแต่งตั้งราชาเกาะพีลมีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 1487 กองทัพที่หวังจะโค่นล้มพระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษ ได้เดินทางมายังเกาะแห่งนี้ พร้อมกับเด็กชายอายุ 10 ขวบชื่อแลมเบิร์ต ซิมเนล ซึ่งแสร้งว่าอ้างว่าเป็น เอ็ดเวิร์ด แพลนทาเจเน็ท เอิร์ลแห่งวอริคที่ 17 ทายาทโดยชอบธรรมของราชบัลลังก์อังกฤษ แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นเพียงเด็กชาวบ้านธรรมดา

ในปี 1800 ผู้คนในผับ The Ship Inn ร่วมกันตัดสินใจว่าเกาะพีลควรมีราชาของตัวเอง

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังเกาะพีลด้วยเรือเฟอร์รี่ ซึ่งจะมีให้บริการ 2 ครั้งต่อวันในช่วงไฮซีซั่น โดยนอกจากธรรมชาติอันงดงามแล้ว นักท่องเที่ยวมักจะเดินทางมาเยี่ยมชมซากปรักหักพังของป้อมปราการของปราสาทสมัยศตวรรษที่ 14 และดื่มเบียร์

Photo by Simon Ledingham/Wikipedia

ไม่กลัวแล้ว! สวีเดนยกเลิกตรวจโควิดทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675299

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 13:10 น.ไม่กลัวแล้ว! สวีเดนยกเลิกตรวจโควิดทั่วประเทศ

ทางการสวีเดนยกเลิกการตรวจหาเชื้อแบบ PCR ทั่วประเทศเตรียมอยู่ร่วมกับโควิด

สำนักข่าว AP รายงานว่า ทางการสวีเดนยกเลิกตรวจ Covid-19 ในวงกว้าง แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่แสดงอาการติดเชื้อ โดยยุติการให้บริการของเต็นท์ตรวจหาเชื้อเคลื่อนที่ ศูนย์ตรวจหาเชื้อด้วยการแยงจมูกแบบไดรฟ์อิน และการส่งอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อไปที่บ้าน

การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้แม้จะสวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเผยว่าแนวทางของสวีเดนอาจกลายเป็นบรรทัดฐาน เนื่องจากการตรวจหาเชื้อที่มีค่าใช้จ่ายสูงไม่คุ้มค่าสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดได้ง่ายแต่ไม่รุนแรง และรัฐบาลสวีเดนเริ่มพิจารณาแนวทางการรับมือกับ Covid-19 แบบเดียวกับโรคประจำถิ่นอื่นๆ

คาริน เท็กมาร์ก วิเซลล์ ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขสวีเดนเผยกับสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ SVT ว่า “สวีเดนมาถึงจุดที่ค่าใช้จ่ายของการตรวจหาเชื้อและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไม่มีความสมเหตุสมผลอีกต่อไป หากต้องตรวจหาเชื้อให้กับทุกคนที่ติดเชื้อ ทางการจะต้องเสียงบประมาณสัปดาห์ละ 500 ล้านโครนา หรือ 1,794 ล้านบาท หรือเดือนละ 2,000 ล้านโครนา หรือ 7,178 ล้านบาท”

ปีที่แล้วเฉพาะพื้นที่กรุงสตอกโฮล์มที่เดียวมีค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อแบบ PCR ถึง 320 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10,470 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ดีกว่า

นับตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไป เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะได้รับการตรวจหาเชื้อแบบ PCR โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหากมีอาการ ส่วนประชาชนกลุ่มอื่นให้กักตัวอยู่ที่บ้านหากมีอาการ

ส่วนชุดตรวจหาเชื้อที่สามารถตรวจด้วยตัวเอง (ATK) มีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยาทั่วไป แต่ผลการตรวจจะไม่ถูกรายงานไปยังกระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพของเอกชนยังสามารถให้บริการตรวจหาเชื้อหรือออกไปรับรองสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถเบิกเงินกับรัฐหรือประกันสุขภาพ

สวีเดนได้อานิสงส์จากอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง โดยการวิจัยเมื่อช่วงปลายปี 2020 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารระบุว่า พบภูมิคุ้มกันใน 85% ของกลุ่มตัวอย่าง

ทั้งนี้ สวีเดนไม่เคยล็อกดาวน์หรือสั่งปิดกิจการ แต่อาศัยความรับผิดชอบของประชาชนในการควบคุมการแพร่ระบาด และแม้จะมีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับประเทศแถบนอร์ดิก แต่ยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์

Photo by Johan NILSSON / TT NEWS AGENCY / AFP

หวั่นกลายพันธุ์อีก! สหรัฐพบกวางติดเชื้อ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675280

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 11:05 น.หวั่นกลายพันธุ์อีก! สหรัฐพบกวางติดเชื้อ Omicron

สหรัฐพบกวางติดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน หวั่นเกิดเชื้อกลายพันธุ์อีก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทีมนักวิจัยที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย ค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในกวางหางขาวในนิวยอร์ก ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าสหรัฐอาจกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากสหรัฐมีกวางถึง 30 ล้านตัว

ทีมวิจัยกล่าวว่าจากการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดและการสวอบ (Swab) จมูกกวางจำนวน 131 ตัวบนเกาะสแตเทนในนิวยอร์ก พบว่าเกือบ 15% มีแอนติบอดีต่อโควิด-19 ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากวางเหล่านี้เคยติดเชื้อมาก่อน และยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำจากโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

“การแพร่ระบาดของไวรัสในสัตว์เพิ่มโอกาสที่ไวรัสจะแพร่มาสู่มนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มโอกาสที่ไวรัสจะพัฒนาไปสู่สายพันธุ์ใหม่” สุเรช คูชิพูดี นักจุลชีววิทยาสัตวแพทย์จากเพนซิลเวเนียกล่าว พร้อมเสริมว่า “เมื่อไวรัสกลายพันธุ์อย่างสมบูรณ์อาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้ และนั่นหมายความว่าเราจะต้องพัฒนาวัคซีนตัวใหม่อีกแล้ว”

การค้นพบครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการพบเชื้อโอมิครอนในสัตว์ป่า ขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์กำลังแพร่เชื้อไวรัสสู่มนุษย์ แต่รายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่าสัตว์ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่พบว่ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่ติดโควิด-19

เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐพบกวางติดโควิด-19 ครั้งแรกที่รัฐโอไฮโอ ทำให้รายชื่อของสัตว์ที่ทราบว่าติดโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชนิด โดยก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรสหรัฐรายงานการติดโควิด-19 ในสัตว์ต่างๆ รวมทั้ง สุนัข แมว เสือ สิงโต เสือดาวหิมะ นาก กอริลล่า และมิงค์

Photo by Don EMMERT / AFP

บ้านเลขที่ 81 คฤหาสน์ผีสิงสุดหลอนกลางปักกิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675221

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 19:00 น.บ้านเลขที่ 81 คฤหาสน์ผีสิงสุดหลอนกลางปักกิ่ง

เปิดตำนานคฤหาสน์โบราณกลางกรุงปักกิ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าความหลอนจนไม่มีใครกล้าอยู่

ถ้าพูดถึงอาคารสถานที่เก่าๆ อายุนับร้อยๆ ปี นอกจากจะนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่มาพร้อมๆ กันคือ เรื่องราวลึกลับชวนขนหัวลุก อย่างเช่นสถานที่ที่ชื่อว่า บ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย (Chaonei No. 81) หรือโบสถ์เฉาเน่ย ที่ตั้งอยู่ในย่านเฉาหยางเหมินกลางกรุงปักกิ่งของจีน

อาคาร 2 ชั้นครึ่งแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในสถาปัตยกรรมแบบเฟรนช์บาโรก โดยใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก นอกจากตัวอาคารหลักแล้วยังมีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้านนอกอยู่ด้วย

บ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย มีตำนานความหลอนเข้ามาเกี่ยวข้องหลายเรื่องจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “บ้านผีสิงที่โด่งดังที่สุดของปักกิ่ง” และยังป๊อปปูลาร์มากในกลุ่มวัยรุ่นจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภาพยนตร์สยองขวัญสามมิติเรื่อง The House That Never Dies ใช้อาคารแห่งนี้เป็นที่ถ่ายทำ

ตัวอาคารด้านทิศใต้ ภาพ: wikipedia/Daniel Case

ตำนานเรื่องแรกมีอยู่ว่า หลังจากพ่ายแพ้สงครามแย่งชิงอำนาจกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนช่วงปลายทศวรรษ 1940 นายทหารระดับสูงของพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ได้หนีไปไต้หวันพร้อมกับกลุ่มแนวร่วม โดยทิ้งภรรยา หรือบางตำนานบอกว่าเป็นภรรยาลับไว้ที่บ้านหลังนี้

ด้วยความสิ้นหวังต่อมาหญิงรายนี้จึงฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอกับขื่อ หลังจากนั้นคฤหาสน์หลังนี้ก็ถูกทิ้งร้าง แต่ในวันที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองก็จะมีคนได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังออกมาจากคฤหาสน์

ต่อมาคฤหาสน์หลอนหลังนี้ถูกใช้เป็นอาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายหน่วยงาน ยุวชนแดงในสมัยเหมาเจ๋อตงเคยเข้าครอบครองคฤหาสน์แห่งนี้ช่วงสั้นๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนจะย้ายออกไป

ว่ากันว่าการย้ายออกของยุวชนแดงก็เป็นเพราะเจอเรื่องหลอนๆ เข้า

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวการหายตัวไปโดยที่ไม่สามารถอธิบายได้ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคฤหาสน์เลขที่ 81 ตำนานแรกมีอยู่ว่า จู่ๆ บาทหลวงชาวอังกฤษที่สร้างอาคารแห่งนี้เพื่อใช้เป็นโบสถ์ก็หายตัวไปก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ

คนที่ถูกส่งออกไปตามหาก็ไม่พบบาทหลวงท่านนี้ แต่กลับเจอกับอุโมงค์ลับในห้องใต้ดินที่เชื่อมต่อไปยังย่านต้าซันจื่อซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

ตัวอาคารด้านหลัง ภาพ: wikipedia/Daniel Case

ตำนานที่สองของเหตุการณ์หายตัวลึกลับเล่าว่า กลางดึกคืนหนึ่งคนงานก่อสร้าง 3 คนที่ทำงานอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคารใกล้เคียงที่ยังสร้างไม่เสร็จเกิดเมาและพากันลุกขึ้นไปฉี่ พวกเขาสังเกตว่าผนังด้านหนึ่งของห้องใต้ดินมีรูจึงเดินไปสำรวจใกล้ๆ และพบว่าอีกฝากของกำแพงเป็นโพรงขนาดใหญ่

ด้วยความเมาจึงได้ถีบกำแพงที่กั้นระหว่างพวกเขากับบ้านเลขที่ 81 จนทำให้กำแพงนั้นทลายลงมาและพบว่าโพรงนั้นมืดสนิท ทั้ง 3 คนจึงชักชวนกันเดินเข้าไปสำรวจ และนับจากวันนั้นไม่เคยมีใครได้เห็นพวกเขาอีกเลย

ลือกันว่าเหตุการณ์ของคนงานก่อสร้างนี้คือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลจีนเปลี่ยนใจไม่รื้อคฤหาสน์แห่งนี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990

อีกหนึ่งเรื่องหลอนเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย คือปรากฏการณ์ชวนขนลุกต่างๆ มีเรื่องเล่าว่าใครก็ตามที่เดินผ่านคฤหาสน์หลังนี้จะมีอาการกระสับกระส่าย ไม่สบายตัว หรือสัมผัสได้ถึงความหลอน และยังมีการพูดกันด้วยว่าในช่วงฤดูร้อน ประตูทางเข้าคฤหาสน์จะเย็นกว่าทางเข้าที่มีร่มเงาของบ้านสมัยใหม่ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 20 เมตร

ชาวกรุงปักกิ่งแซ่หลี่ซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกับบ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ยเผยกับ The New York Times เมื่อปี 2013 ว่า “แม้แต่ในช่วงทศวรรษ 1970 ผู้คนยังคิดว่าคฤหาสน์นี้มีผีสิง…ตอนเด็กๆ เราจะเล่นซ่อนหาในบ้าน แต่พวกเราไม่มีใครกล้าย่างเท้าเข้าไปโดยไม่มีเพื่อนเลย”

บ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ยจากถนนฝั่งตรงข้าม ภาพ: wikipedia/Daniel Case

เรื่องเล่าและตำนานเหล่านี้ทำให้ไม่มีใครกล้าซื้อหรือเช่าคฤหาสน์หลังนี้นับตั้งแต่เปิดขายเมื่อปี 2017 แม้ว่าอาคารหลังอื่นๆ ในย่านนั้นมีการซื้อขายกันตลอดเวลา แถมยังซื้อขายกันในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินการซ่อมแซมบ้านเลขที่ 81 แห่งเฉาเน่ย ที่อยู่ที่ราว 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐหลายเท่าตัว

ด้วยตำนานที่เผยแพร่กันแบบปากต่อปากทำให้อาคารแห่งนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ที่ชอบ “ลองของ” แวะเวียนมาวัดใจกันอยู่เสมอๆ โดยห้องที่ได้รับความสนใจที่สุดเป็นห้องใต้ดินที่ทั้งมืดมิดและอับชื้น

นอกจากนี้ หลังภาพยนตร์เรื่อง The House That Never Dies ฉายเมื่อปี 2014 ยังมีคนแวะเวียนมาเยี่ยมชมคฤหาสน์หลอนหลังนี้ไม่ขาดสาย

บรรดาวัยรุ่นในกรุงปักกิ่งที่เคยไปที่คฤหาสน์หลังนี้เผยกับ The New York Times ว่า พวกเขาชอบที่คฤหาสน์ตั้งอยู่กลางกรุงและมีความหลอนมากกว่าบ้านผีสิงในภาพยนตร์จากฝั่งสหรัฐ

เช่นเดียวกับแฟนๆ คอสเพลย์ก็ไปที่นั่นกันมากขึ้น เพราะบรรยากาศในคฤหาสน์เป็นฉากหลังที่เฟอร์เฟ็กต์สำหรับการแต่งตัวในธีมสยองขวัญ

ภาพ: wikipedia/Daniel Case

ชีวิตในสลัมของ ‘ทายาทคนสุดท้าย’ แห่งจักรวรรดิโมกุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675224

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 17:30 น.ชีวิตในสลัมของ 'ทายาทคนสุดท้าย' แห่งจักรวรรดิโมกุล

“ลองจินตนาการดูสิ ผู้สืบสกุลของจักรพรรดิที่สร้างทัชมาฮาล ตอนนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสลัมอย่างยากจนข้นแค้น”

จักรวรรดิโมกุลเป็นจักรวรรดิยิ่งใหญ่ที่ปกครองบริเวณอนุทวีปอินเดียในสมัยศตวรรษที่ 16-19 ก่อนที่อังกฤษจะเริ่มแผ่อิทธิพลจนสามารถยึดครองอินเดีย จนในที่สุดจักรวรรดิโมกุลต้องล่มสลาย พระราชวงศ์ที่ไม่ถูกปลงพระชนม์ก็ต้องถูกเนรเทศ

รวมถึงจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของจักรวรรดิโมกุล ถูกเนรเทศไปยังย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนไปจนลมหายใจสุดท้าย เป็นอันจบสิ้นจักรวรรดิโมกุลอันยิ่งใหญ่ที่ปกครองอินเดียมากว่า 300 ปี

แต่ล่าสุด ซุลตานา เบกุม หญิงชาวอินเดียวัย 68 ปี เผยต่อเอเอฟพีว่าเธอคือ “ทายาทคนสุดท้าย” ของจักรวรรดิโมกุล

เบกุมใช้ชีวิตอย่างอัตคัตในห้องแคบๆ ที่ตั้งอยู่ในสลัมเขตชานเมืองของโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย เธอต้องแชร์ห้องครัวกับเพื่อนบ้าน และใช้น้ำจากก๊อกน้ำส่วนกลางตามถนน

“ลองจินตนาการดูสิ ผู้สืบสกุลของจักรพรรดิที่สร้างทัชมาฮาล ตอนนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสลัมอย่างยากจนข้นแค้น” เบกุมกล่าวกับเอเอฟพี

ก่อนหน้านี้เบกุมเปิดร้านน้ำชาเล็กๆ ใกล้บ้าน แต่มันถูกรื้อทิ้งเมื่อมีการขยายถนน และตอนนี้เธออยู่รอดด้วยเงินบำนาญก้อนเล็กๆ ที่ได้เพียงเดือนละ 6,000 รูปี (ประมาณ 2,600 บาท)

ในบรรดาทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ที่เหลืออยู่ของเธอ มีบันทึกการแต่งงานเมื่ออายุ 14 ปี กับ มีร์ซา โมฮัมหมัด เบดาร์ บัคต์ ซึ่งเธอออ้างว่าเป็นเหลนของจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของจักรวรรดิโมกุลผู้ปกครองอินเดีย

หลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิตในปี 1980 เธอใช้เวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อทวงสิ่งที่เธอควรจะได้รับ

เบกุมจ้างทนายเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล โดยเรียกร้องทรัพย์สินที่เธอควรได้รับ รวมถึงป้อมแดง ป้อมปราการซึ่งเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล และขอให้ทางการรับทราบสถานะของเธอในฐานะพระราชวงศ์

“ฉันหวังว่ารัฐบาลจะให้ความยุติธรรมกับฉัน อะไรที่เป็นของใครมันก็ต้องกลับคืนสู่เจ้าของ” เบกุมกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลปฏิเสธคำร้องของเธอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าทีมทนายของเธอไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตลอดระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมา ทำไมจึงไม่มีทายาทของจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์คนใดที่ยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องสิทธิเหมือนกับเธอ”

ย้อนกลับไปก่อนที่จักรวรรดิโมกุลจะล่มสลาย ขณะนั้นเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในอินเดีย ซึ่งตอนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “สงครามเพื่ออิสรภาพครั้งแรกของอินเดีย” ส่งผลให้อังกฤษไม่พอใจอย่างมากและเข้าปราบจลาจลอย่างไร้ความปราณี พระราชวงศ์ถูกปลงพระชนม์โดยทหารอังกฤษ ส่วนที่เหลือถูกเนรเทศ

ขณะที่จักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ถูกตั้งข้อหาให้การสนับสนุนกบฎต่อต้านอังกฤษ พยายามเรียกร้องเอกราช และมีส่วนรู้เห็นในการสังหารชาวอังกฤษ และถูกเนรเทศไปยังย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

ป้อมแดง พังเสียหายภายหลังการจลาจลก่อนที่จะมีการปรับปรุงใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 20 นับแต่นั้นมาสถานที่แห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพของอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ โดยปัจจุบันป้อมแดงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี 2007

แม้ว่าเบกุมจะยังไม่สามารถทวงคืนป้อมแดงมาเป็นของเธอได้ แต่เธอยังไม่สิ้นหวังที่จะทำให้ทางการยอมรับว่าเธอเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยชอบธรรมจากมรดกของจักรวรรดิอินเดียรวมถึงป้อมแดง โดยทีมทนายความยืนยันว่าคดีความจะยังคงดำเนินต่อไป

“ฉันหวังว่าวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ฉันจะได้รับสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ…ฉันจะทวงคืน และฉันแน่ใจว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น” เบกุมยืนหยัดที่จะสู้ต่อเพื่อทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของเธอ

Photo by DIBYANGSHU SARKAR / AFP

‘จระเข้แห่งวอลสตรีท’ กับการฉกเงิน Bitcoin ครั้งใหญ่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675218

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 16:32 น.'จระเข้แห่งวอลสตรีท' กับการฉกเงิน Bitcoin  ครั้งใหญ่สุด

คดีของผู้ที่ประกาศตัวเองว่า ‘จระเข้แห่งวอลล์สตรีท’ และถูกจับพร้อม Bitcoin ก้อนโต คือตัวอย่างล่าสุดและใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของการขโมยทรัพย์ออนไลน์ แต่ก็สะท้อนถึงการเปิดกว้างของข้อมูลในบล็อกเชนที่นำไปสู่การจับกุมได้ในที่สุด

เฮเธอร์ มอร์แกน (Heather Morgan) เป็นอินฟลูเอนเซอร์ “สายธุรกิจ” ทเธอร้องเพลงแร็พเกี่ยวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เธอยังทำอะไรแปลกๆ อย่างออกกระเป๋าถือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซอสมะเขือเทศที่ไหลเยิ้ม เป็นนักเขียนให้กับ Forbes และ Inc. เว็บไซต์ธุรกิจที่มีชื่อเสียง เธอเป็นคนที่มีชื่อเสียงในแบบของตัวเอง และเรียกตัวเองว่า ‘Crocodile of Wall Street’ หรือ ‘จระเข้แห่งวอลสตรีท’

นอกจากนี้ เธอยังถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหาว่าช่วยฟอกเงินในการลักขโมยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin 

คำฟ้องต่อมอร์แกนและสามีของเธอ คือ อีเลีย หรือ ดัตช์ ลิคเทนสไตน์ (Ilya “Dutch” Lichtenstein) โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุข้อกล่าวหาต่อเธอและเขาว่าทำการถอนเงินจาก Bitcoin ที่ถูกขโมยไปจำนวน 4,500 ล้านดอลลาร์ รอยเตอร์สชี้ว่านี่เป็นคดีที่ตอกย้ำการรที่รัฐบาลสหรัฐดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมจากคริปโตเคอร์เรนซี่

ทั้งคู่เสี่ยงที่จะเจอกับโทษจำคุกถึง 20 ปีหากพบว่ากระทำความผิดจริง

มอร์แกนและสามีถูกกล่าวหาว่าพยายามฟอกเงินจำนวน 119,754 Bitcoin ซึ่งมีมูลค่า 65 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกขโมยไประหว่างการแฮ็ก Bitfinex แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินเสมือนในปี 2016 ซึ่งมีเงินถูกฉกไปทั้งสิ้น 4,500 ล้านดอลลาร์อย่างที่รายงานไปข้างต้น

มูลค่าของ Bitcoin เหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ถูกแฮกในปี 2016 ซึ่งมีมูลค่า 71 ล้านดอลลาร์ และตอนนี้มูลค่าของมันเป็นพันล้านแล้ว

“การจับกุมในวันนี้ และเป็นการจับกุมทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงการคลัง แสดงให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลไม่ใช่ที่หลบภัยสำหรับอาชญากร” ลิซา โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์

อัยการกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกขโมยบางส่วนถูกส่งไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดย สามีของมอร์แกน ซึ่งเขาอธิบายตัวเองบนโซเชียลมีเดียว่าเป็น “ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี นักเข้ารหัส และนักลงทุน”

ประมาณ 25,000 Bitcoin ที่ถูกขโมยถูกโอนออกจากกระเป๋าเงินในอีก 5 ปีต่อมา “ผ่านเครือข่ายอันซับซ้อนของธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล” และเงินบางส่วนถูกฝากเข้าบัญชีที่ทั้งคู่เปิดทางออนไลน์ รวมถึงโดยใช้ข้อมูลประจำตัวเท็จ

ทั้งคู่ใช้วิธีการผสมผสารทั้ง “วิธีการแบบเดิม” และ “ธุรกรรมที่ซับซ้อนมาก” ในการงุบงิบ Bitcoin แล้วเงินดังกล่าวถูกใช้เพื่อซื้อสินค้าต่างๆ เช่น ทองหรือ NFT ดิจิทัล ตามรายงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐ

บิทคอยน์ที่เหลือซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์ถูกกู้คืนโดยผู้ตรวจสอบของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้ดำเนินการตามหมายค้นเพื่อค้นหาบัญชีออนไลน์ของทั้งคู่ และสามารถกู้คืนกุญแจความปลอดภัยที่อนุญาตให้เข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลได้

Bitfinex ได้เสนอรางวัลมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การกู้คืนกองทุนที่ถูกขโมยไป แต่กระทรวงยุติธรรมปฏิเสธที่จะบอกรางวัลนำจับมีส่วนในการนำไปสู่การจับกุม ‘จระเข้แห่งวอลสตรีท’ หรือไม่

ผู้ช่วยอัยการสูงสุด เคนเนธ โพไลต์ จูเนีย์ กล่าวว่าคดีนี้ “แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราสามารถติดตามเงินผ่านบล็อคเชนได้ และเราจะไม่อนุญาตให้สกุลเงินดิจิทัลเป็น… พื้นที่แห่งความไร้ระเบียบภายในระบบการเงินของเรา”

คดีนี้ถูกมองว่าคริปโตเป็นตัวช่วยในการฟอกเงิน The Verge รายงานว่า รัฐบาลอ้างว่าการฟอกเงินของมอร์แกนและสามี มีทั้งการแลกคริปโตกับบัตรของขวัญอื่นๆ ของห้าง Walmart, บริษัท Uber, Hotels.com และ PlayStationทั้งคู่โกหกระหว่างกทำการแลกเปลี่ยนเพื่อฟอกเงินถึงวิธีการที่พวกเขาได้รับ Bitcoin มาและโกหกว่าพวกเขากำลังทำอะไรกับมัน

“ในความพยายามที่ไร้ผลในการรักษาความเป็นบุคคลนิรนามทางดิจิทัล จำเลยได้ฟอกเงินที่ถูกขโมยผ่านเขาวงกตของการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล ต้องขอบคุณการทำงานอย่างพิถีพิถันของผู้บังคับใช้กฎหมาย ทางหน่วยงานได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าสามารถและจะติดตามเงินได้อย่างไร ไม่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม” ลิซา โมนาโก รองอัยการสูงสุดสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์

ทางด้าน เอรี เรดบอร์ด อดีตอัยการรัฐบาลกลาง ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและรัฐบาลที่ TRM Labs บริษัทข่าวกรองบล็อคเชนกล่าวกับ Bloomberg ว่าคดีนี้และการจับกุมในวันนี้ไม่ธรรมดา “นี่เป็นข้อพิสูจน์เพิ่มเติมว่าธรรมชาติของบล็อคเชน – บัญชีแยกประเภทที่เปิดเสรีตลอดกาล – ช่วยให้ผู้ตรวจสอบติดตามเงินในแบบที่เป็นไปไม่ได้ในเครือข่ายที่ถูกปกปิดและซับซ้อนของบริษัทต่างๆ และท่ามกลางกองเงินจำนวนมากมายที่ถูกลักลอบ”

Photo – Razzlekhan / @razzlekhanrap / Facebook

TIMEX x COCA-COLA ผลงานคอลลาโบเรชั่นที่จะดึงทุกคนกลับไปยุค 70s อีกครั้ง!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675158

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 09:05 น.TIMEX x COCA-COLA ผลงานคอลลาโบเรชั่นที่จะดึงทุกคนกลับไปยุค 70s อีกครั้ง!

ตัวแทนของความสดชื่น สันติภาพ ความรัก และความสามัคคี ผ่านดีไซน์ลวดลายกราฟิกสไตล์ 70s “TIMEX x COCA-COLA” ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดยิ่งใหญ่ รวม 4 รุ่นฮิต LIMITED-EDITION

มาปลดปล่อยตัวเองให้กับความสดชื่น ความรัก และความสามัคคี ไปกับ TIMEX x COCA-COLA ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดยิ่งใหญ่ที่จะดึงทุกคนกลับไปยุค 70s อีกครั้ง! ต้อนรับปี 2022 ด้วยผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดตื่นเต้น เพื่อเฉลิมฉลองและเป็นตัวแทนของสันติภาพ ความรัก และความสามัคคี ผ่านดีไซน์ลวดลายกราฟิกสไตล์ 70s จึงเกิดเป็นผลงานสุดตื่นเต้นนี้ ดูเหมือนว่าแฟชั่นยุค 70s ต้องกลับมาอีกครั้งแล้วทุกคน!

ในช่วงเวลาที่มีปัญหา ความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากการแบ่งปันรอยยิ้มร่วมกันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ นี่คือคอนเสปต์สำคัญสำหรับคอลเลคชั่นนี้ โดยเราได้หยิบยกแรงบันดาลใจมาจาก “HILLTOP” โฆษณายอดนิยมของ Coca-Cola ในยุค 70S ที่รวบรวมหนุ่มสาวจากทั่วโลกมาร่วมร้องเพลงบนเนินเขานอกกรุงโรมในอิตาลี พร้อมร่วมแบ่งปัน Coca-Cola ให้แก่กัน สื่อถึงการแบ่งปันความรักและความหวังให้แก่โลกใบนี้ได้อย่างดีเยี่ยม

โดยคอลเลคชั่นนี้เราได้รวบรวมรุ่นฮิตทั้งหมด 4 รุ่น สู่ผลงาน LIMITED-EDITION ผ่านดีไซน์ลวดลายกราฟิกสไตล์ 70s ได้แก่

TM W21 TIMEX 80 ราคา 4,600 บาท                       

TM W21 Q DIVER COKE ราคา 11,900 บาท

TM W21 STANDARD WITH COKE ราคา 5,600 บาท

TM W21 WEEKENDER  ราคา 4,600 บาท                        

เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่ www.tdccorp.co.th และ www.facebook.com/TIMEXThailand

#TimexTH #Timex #TIMEXxCOCACOLA

#คลั่งรักสายกิน ชวนฟินมื้อพิเศษ วันพิเศษ กับคนพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/675080

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 08:05 น.#คลั่งรักสายกิน ชวนฟินมื้อพิเศษ วันพิเศษ กับคนพิเศษ

วาเลนไทน์ปีนี้ กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ รวบรวมร้านอาหารบรรยากาศดีที่น่าไปฉลองวันแห่งความรัก เติมโมเม้นต์หวานๆ แบบเต็มอิ่ม ให้ยิ้มแก้มปริไปพร้อมกัน

ห้องอาหารเวนติซี

เฉลิมฉลองค่ำคืนสุดโรแมนติกในวันแห่งความรัก พร้อมดินเนอร์สุดหรู ณ ห้องอาหารเวนติซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ บอกรักผ่านอาหารให้คนพิเศษของคุณได้ประทับใจไปกับความอร่อยแบบลงตัว กับเซ็ตเมนูพิเศษเฉพาะค่ำคืนวาเลนไทน์ เซ็ตเมนูอาหารไทย หรือเซ็ตเมนูอาหารอิตาเลียน สำหรับ 2 ท่าน ในราคา 2,500 บาท++ และ ราคา 2,900 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน รวมเครื่องดื่มวาเลนไทน์ 2 แก้ว (สำหรับใช้บริการที่เรดสกายชั้น 56) ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 22.30 น.

เนรมิตเมนูความอร่อยในค่ำสุดแสนโรแมนติก กับเซ็ตเมนูอาหารไทย สำหรับ 2 ท่าน เรียกน้ำย่อยด้วยเมนู ช่อม่วงแซลมอน, กุ้งโสร่ง, เมี่ยงกลีบบัวหลวงเนื้อปูทอดกรอบ ตามด้วย ยำใบบัวบกกุ้งสับปักษ์ใต้ เติมเต็มความอร่อยต่อด้วย ต้มส้มปลาเก๋า ทานพร้อมอาหารจานหลักอย่าง แกงระแวงเนื้อน่องโคกำแพงแสน, กุ้งก้ามกรามบางปะกง ซอสมะขาม, ผัดไหลบัวกับกะปิคลองโคน, น้ำพริกลงเรือ พร้อมข้าวสวยนานาชนิดให้เลือก ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานสำหรับค่ำคืนอันแสนหวานฉ่ำกับ หยกมณีมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ กับน้ำชาข้าวตังย่าง และ ส้มฉุน

หรือจะเลือกอิ่มอร่อยในสไตล์อิตาเลียน กับเซ็ตเมนูอาหารอิตาเลียน 1 เซ็ต ต่อท่าน เรียกน้ำย่อยด้วยเมนู ปลาซาร์ดีนหมักเสิร์ฟพร้อมปลาเงินทอดและโปรเซคโกไวน์ ต่อด้วย ปูนิ่มทอดกรอบเสิร์ฟพร้อมถั่วชิกพี ซอสสไปซี่คาราเบียน และ ราวีโอลีสอดไส้กุ้งเสิร์ฟพร้อมซอสมะเขือเทศปาชิโน่อบ และผักร็อกเก็ต เติมเต็มความอร่อยด้วยอาหารจานหลัก ปลาหิมะอบเสิร์ฟพร้อมครีมคาโปนาต้าและอาร์ติโชคสไตล์โรมัน หรือ ซี่โครงแกะเคลือบซอสสไตล์อิตาเลียนเสิร์ฟพร้อมมูสมันฝรั่งและไทม์ ปิดท้ายด้วยของหวาน ช็อกโกแลตพาร์เฟต์เสิร์ฟพร้อมเจลาโต้พิสตาชิโอและซาบายองส้ม

เวนติซี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.30 น. – 22.30 น. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2100-6255 หรือ อีเมล: diningcgcw@chr.co.th เฟซบุ๊ก: Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld อินสตาแกรม: centaragrand_centralworld

.

ห้องอาหาร โกจิ คิทเช่น + บาร์

วาเลนไทน์ปีนี้ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ขอเชิญทุกท่านมาร่วมสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรักกับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่ห้องอาหารโกจิ คิท เช่น + บาร์ เพลิดเพลินไปกับอาหารรสเลิศหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสดใหม่ กุ้งแม่น้ำเผา หอยนางรมสดหลากชนิด ไข่ปลาคาเวียร์ ฟัวกราส์ สเต็กเนื้อฉ่ำ เป็ดปักกิ่ง และอาหารอิตาเลียนรวมถึงอาหารนานาชาติอีกมากมายและปิดท้ายค่ำคืนสุดพิเศษด้วยของหวานที่แสนอร่อยที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะวันวาเลนไทน์นี้ พิเศษยิ่งไปกว่านั้นแขกทุกท่านจะได้รับส่วนลดพิเศษ 25% สำหรับเครื่องดื่มพรีเมี่ยม และสามารถถ่ายรูปเก็บภาพความทรงจำน่ารักๆ ที่โฟโต้บูธได้อีกด้วย

มาฉลองวันแห่งความรักกับครอบครัวหรือคนที่คุณรักกับบุฟเฟ่ต์วาเลนไทน์นานาชาติสุดพิเศษที่ห้องอาหารโกจิ คิทเช่น + บาร์ ในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ราคาท่านละ 2,500 บาท++

สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. +66 (0) 2 059 5999 หรือจองผ่าน http://sevn.ly/xPN4RAnq

.

ห้องอาหารเรดสกาย

บอกรักคนรู้ใจด้วยเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในค่ำคืนวันแห่งความรัก ณ ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 55 เติมเต็มความหวานให้ชุ่มฉ่ำในบรรยากาศสุดพิเศษในวันวาเลนไทน์ พร้อมประทับใจไปกับมื้ออาหารดินเนอร์สุดหรู ชมวิวทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกใจกลางมหานครสุดตระการตาแบบ 360 องศา โดย เชฟคริสเตียน แฮม หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ห้องอาหารเรดสกาย ได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก นำมาเนรมิตรังสรรค์ความอร่อยตั้งแต่คอร์สแรกจนถึงคอร์สสุดท้ายในค่ำคืนวันแห่งความรัก กับเซ็ตเมนูสุดหรู 4 คอร์ส สำหรับ 2 ท่าน ราคาเพียง 6,999 บาท++ ต่อคู่ พร้อมรับเครื่องดื่มวาเลนไทน์ สุดพิเศษ 2 แก้ว และดอกกุหลาบ 1 ดอก

เริ่มต้นความอร่อยในค่ำคืนวันแห่งความรักกับอามูส บุช ต่อด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย ซุปข้นกุ้งเสิร์ฟพร้อมราวิโอลี่เยรูซาเลมอาร์ทิโชก และ ตับห่านย่างเสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลและซอสขิง ตามมาด้วยอาหารจากหลัก เนื้อสันในวากิวย่างเสิร์ฟพร้อมผักสลัดรมควันสอดไส้เห็ดมอเรลราดด้วยซอสครีมมัสตาร์ด หรือ ปลาคอดอบเสิร์ฟพร้อมมะเขือยาว ซอสมะเขือเทศสไปซี่ และย๊อกกี้มันม่วง ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานสำหรับค่ำคืนอันแสนหวานฉ่ำกับ ช็อกโกแลตรูปหัวใจเสิร์ฟมาบนมูสเสาวรส และชา กาแฟ

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2100-6255 หรือ อีเมล: diningcgcw@chr.co.th ติดตามข่าวสารของห้องอาหารเรดสกายได้ที่ เว็บไซต์: www.bangkokredsky.com เฟฃบุ๊ก: Red Sky Bangkok อินสตาแกรม: redskybkk_centara

.

Sharing of Love @The Press Sky Bar

The Press Sky Bar ชวนไปฉลองวันวาเลนไทน์ในบรรยากาศใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมดื่มด่ำความงามของวัดวาอาราม เช่น วันสุทัศน์, โลหะปราสาทของวัดราชนัดดา, ศาลาว่าการกรุงเทพฯ, วิวเจดีย์ภูเขาทอง พร้อมลิ้มรสเมนูพิเศษในวันแห่งความรักที่เชฟได้รังสรรค์เพื่อให้คุณได้ฉลองวันแห่งความรักกับคนพิเศษ กับ Sharing of Love Menu

เพลิดเพลินกับสลัดผลไม้ซอสอโวคาโด (Guacamole fruit salad) ซุปมะเขือเทศอัลมอนด์อบ (Spicy Tomato soup with roasted almond) พาสต้าหอยนางรมซอสขิง (Pasta Oyster with ginger sauce) กุ้งแม่น้ำย่างซอสสตรอเบอรี่+มะนาว (Grilled river prawn with strawberry & lemon sauce) เทนเดอลอยด์สเต็กซอสช็อคโกแล็คมิ้นท์ (Tenderloin Steak with chocolate mint sauce) และไอศกรีมสตรอเบอรี่ครีมชีส (Strawberry Cream Cheese)

สำรองที่นั่งได้ที่โทร 02-226-2003-6 หรือ 094-934-4848 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thepressskybar/

.

ร้านอาหาร Terra Nova

ร้านอาหาร “Terra Nova” ร้านอาหารสุดโมเดิร์นแห่งใหม่ บนเลียบทางด่วนรามอินทรา เปิดครัวต้อนรับทุกคู่ ทุกสไตล์กับโปรโมชั่นสุดพิเศษต้อนรับ 14 กุมภาพันธ์นี้กับ โปร Valentines Love at First sight ที่เชฟพร้อมเสิร์ฟความอร่อยกับเมนูอาหารอิตาเลียนสุด Wow ที่ใครเห็นก็หลงรัก อาทิ Spanish Shrimp Soup, Shrimp Salas with Beetroot Mayo and Green Apple Cider Vinegar Dressing พร้อมเครื่องดื่ม Mix Berry Kombucha เหมาะสำหรับวันพิเศษ ที่มาพร้อมบริการสุดประทับใจ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดและปฎิบัติตามSHA+ เพื่อการันตีได้ว่าร้านนี้มีความปลอดภัย

วันแห่งความรักนี้ หากใครกำลังมองหาร้านดีๆ เพื่อคนรู้ใจ สามารถลิ้มรสอาหาร และ สัมผัสประสบการณ์ร้านอาหารสุดโมเดิร์นแห่งใหม่บนเลียบทางด่วนรามอินทราได้ที่ Veranda ชั้น 2 The Crystal Ekamai-Ramindra ตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.00 น. และคุณจะรู้สึกถึงรักแรกไปกับทุกจานอาหารพร้อมหลงเสน่ห์ของ Terra Nova

.

ICONSIAM The Iconic Sweet Avenue

ไอคอนสยาม ชวนมาเต็มอิ่มกับโมเมนต์ความหวานแบบโนลิมิต ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ ในงาน “ICONSIAM The Iconic Sweet Avenue” แลนด์มาร์คขนมหวานที่รวบท็อปลิสต์ร้านดังมาไว้ให้ฟินที่เดียว เต็มอิ่มกับโมเมนต์ความหวานแบบโนลิมิตภายในงานกว่า 1,000 เมนู โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 16 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ บริเวณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม ภายใต้มาตรการ Covid-Free Setting เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ยกระดับความสะอาดตามมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety and Health Administration : SHA Plus เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ

อาทิ Sea Salt Macadamia , ร้าน Baanban , Midnight A Cocoa สำหรับใครที่มองหาของขวัญเพื่อมอบแทนใจในวันแห่งความรัก ต้องไม่พลาด Nama Chocolate จากร้าน Kyo Roll En หรือเซ็ตมาการองสูตรฝรั่งเศส Valentine’s Set จากร้าน Le Boone , ร้าน BRIX Dessert Bar มาพร้อม 4 เมนูพิเศษ “Let us Eat Cake” Collection Travel Cake   นอกจากนี้ยังมีขนมแบรนด์ดังที่ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ อิมพอร์ตมาเอาใจเจแปนเลิฟเวอร์โดยเฉพาะ อาทิ ANTENOR และ SHISEIDO PARLOUR สำหรับใครที่เป็นสายคาเฟ่ต้องมาลิ้มลองเมนูพิเศษจาก 2 คาเฟ่ดัง GRAPH และ SIAMDRIPCO โดยภายในงานยังมีความอร่อยจากร้านขนมชื่อดังที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนที่ขนเมนูเด็ดมารอต้อนรับให้ทุกคนได้ลิ้มลองพร้อมซื้อกลับบ้านอีกมากมาย และยังมี Photobooth ให้คุณได้เก็บภาพความประทับใจเป็นที่ระลึกและความทรงจำดีๆ ของเดือนแห่งความรักในปีนี้อีกด้วย

มาเติมพลังความหวานให้ตัวเองและคนพิเศษได้ฟินด้วยขบวนขนมหวานนานาชนิด ได้ตั้งแต่วันนี้ – 16 กุมภาพันธ์ 2565 ณ บริเวณเจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร

.

Krispy Kreme Valentine’s Doughnuts

สวัสดีเดือนเเห่งความรัก Krispy Kreme ต้อนรับความอบอุ่นให้ชุ่มชื่นหัวใจไปกับ Valentine’s Doughnuts ในราคาเพียงชิ้นละ 35 บาท เช็ตวาเลนไทน์ โดนัท 3 ชิ้น ในราคา 105 บาท และเซ็ตออริจินัล เกลซ 6 ชิ้น + วาเลนไทน์ โดนัท 4 ชิ้น  + แอสซอร์ทเต็ด โดนัท 2 ชิ้น ในราคาเพียง 296 บาท พร้อมกล่องลายลิมิเต็ดเพื่อเทศกาลแห่งความรัก

พบกับ Sugar cookies heart หัวใจขาวใสบริสุทฺธิ์  เคลือบไวท์ ช็อกโกแลต สอดไส้ บัตเตอร์คุกกี้ , Chocolate caramel heart  มอบความรักสุดล้นกับคนที่คุณรัก เคลือบดาร์กช็อกโกแลตสอดไส้คาราเมลคัสตาร์ด , Strawberries & Kreme heart ถึงจะ mini heart เเต่ก็มากด้วยความอร่อย เคลือบพิงค์ช็อกโกแลต สอดไส้สตรอว์เบอร์รี่ , Sprinkled heart  ตัวแทนแห่งความห่วงใยสอดไส้ราสพ์เบอร์รี่ครีมเคลือบเรดช็อกโกแลต , Original glazed heart ความรักใสๆเคล้าไออุ่นความรัก เคลือบเกรซสูตรเฉพาะของทางคริสปี้ครีม

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มหวานฉ่ำเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง โรส สตรอว์เบอร์รี่ ลาเต้ แก้วละ 105 บาท และโรส สตรอว์เบอร์รี่ มิลค์กี้ แก้วละ 115 บาท  พิเศษสุด!!! เมื่อซื้อออริจินัล เกลซ ฮาร์ท หรือ วาเลนไทน์ โดนัท รสชาติใดก็ได้ 1 ชิ้นขึ้นไป รับสิทธิ์ ซื้อเครื่องดื่มวาเลนไทน์ 1 แก้ว (12 ออนซ์) ได้เพียง 69 บาท

หมายเหตุ  ราคานี้เป็นราคาสำหรับสาขาทั่วไป ยกเว้นสาขาสนามบิน

พบกับ Valentine’s Doughnuts ได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 ก.พ. 65 / ออริจินัล เกรซ ฮาร์ท วันนี้ – 28 ก.พ. 65 ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทุกสาขา หรือสั่งผ่านแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood, Grabfood, Lineman, Foodpanda, Truefood, Air Asia Food ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : Krispy Kreme Thailand

.

Love is Love @สยามเซ็นเตอร์  

สยามเซ็นเตอร์ The Ideaopolis เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์กลางแห่งจินตนาการไร้ขีดจำกัด มอบความสุขให้กับคนโสด คนเหงาเปลี่ยนให้ปี 2022 เต็มไปด้วยความสนุก กับแคมเปญ Siam Center Love is Love คว้า P7 สร้างสีสันแห่งความรักสุดสนุก พร้อมไอเดียของขวัญวาเลนไทน์สุดล้ำแบบเพอร์ซัลนอลไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ สยามเซ็นเตอร์ ได้ร่วมกับ LAFT (ลาฟท์) แอฟพลิเคชั่นหาคู่เทรนด์ใหม่ Match ไลฟ์สไตล์ที่ใช่ chat จากสตอรี่ที่ชอบ ชวนค้นหาคู่ใจกลางสยาม พร้อมรับของรางวัลร่วมกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมเปิดรับและเห็นคุณค่าของทุกคนทุกหัวใจอย่างเท่าเทียม ตอกย้ำแนวคิดการเป็น DiversCity Building ตึกแห่งการส่งเสริมและสร้างคุณค่าทุกความต่าง ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้

พร้อมชวนมาเติมเต็มความหวานได้ที่งาน “SO(CIAL) DELICIOUS Sweet Valentine” เอาใจคนรักสายหวานพบกับร้านชื่อดังในออนไลน์ มาเปิด Pop up ให้ชาวสยามได้มาลิ้มลองความหวานในเดือนแห่งความรักนี้ ตั้งแต่วันที่ 3-16 กุมภาพันธ์ 2565 บริเวณพื้นที่ Atrium 1 และ 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ จากนั้นควงกันมาเก็บภาพสุดฮิตจากตู้ถ่ายภาพ SNAP PHOTO BOOTH กับลายพิเศษจากศิลปิน SUNDAE KIDS ณ ชั้น G และลายพิเศษจาก “พีพี กฤษฏ์” ดาราสุดฮอต ที่ชั้น G และชั้น M สยามเซ็นเตอร์

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ขอชวนมาสนุกเติมเต็มความรักอย่างไร้ขีดจำกัดได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2565 ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook และ Instagram : Siam Center

สะดุดแล้วต้องซ้ำ ทำไมชาวโลกจึงไม่มีเมตตากับ ‘เมตา’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675136

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 14:43 น.สะดุดแล้วต้องซ้ำ ทำไมชาวโลกจึงไม่มีเมตตากับ 'เมตา'?

บทความทัศนะ – ชื่อของ ‘เมตา’ อาจจะยังไม่คุ้นหูนัก ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ แต่คนที่น่นเชื่อว่ามันคืออนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่ (สูบเงินมหาศาล) จะเป็นอนาคตในสายตาพวกเขาอย่าง ‘เมตาเวิร์ส’

ในพลันที่มีข่าวออกมาว่า Meta Platforms, Inc. หรือในชื่อเดิมว่า Facebook, Inc. ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่พังสุดๆ พร้อมประกาศว่าที่พังนั้นเพราะไปลงทุนกับธุรกิจใหม่ Metaverse และเผยด้วยว่ายอดผู้ใช้ Facebook ลดลงเป็นครั้งแรก

ปฏิกิริยาที่เห็นออกไปในทางยิ้มเยาะ สมน้ำหน้า ไม่เห็นอกใจ หรือถึงขั้นติดแฮชแท็ก #DeleteFacebook

ปุ่มกดหัวเราะใน Facebook (รวมถึงปุ่มแสดงอารมณ์ต่างๆ นานา) ซึ่งเป็น ‘นวัตกรรม’ ที่สร้างความร้าวฉานในหมู่ยูสเซอร์นับร้อยนับพันล้านคน กลายเป็นสิ่งที่กลับมาทิ่มแทง Meta เสียเอง เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนหัวเราะใส่ข่าวร้ายของบริษัทนี้

ยิ่งเมื่อไปคลิกอ่านคอมเมนต์ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ส่วนน้อยบอกว่า “สมควร” ส่วนมากบอกในทำนองว่า “ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้”

ยูสเซอร์จำนวนไม่น้อย รวมถึงคนเขียนเคยชอบ Facebook แบบที่ขาดมันไม่ได้ และรู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในโลกโซเชียลยากที่จะหาใครโค่นได้

ซึ่งมันยังเป็นแบบนั้น Facebook ยังเป็นโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลก แต่จำนวนผู้ใช้ที่ลดลงเป็นลางบอกอนาคตร้ายๆ แบบที่ปฏิเสธไม่ได้

เราไม่ต้องไปดูสถิติให้เสียเวลา อ่านในช่องคอมเมนต์ก็มีคนแลกเปลี่ยนความเห็นกันให้สนุกว่า คนเจนใหม่ๆ ไม่มีใครใช้ Facebook กันแล้ว เหลือแต่เจนรุ่นซีเรียร์ที่อยู่กับมันมาตั้งแต่แรกๆ พวกนี้คือ Customer Loyalty จริงๆ แต่กำลังถูกทอดทิ้ง

นี่คือสาเหตุประการแรกที่ Facebook จะหมดอนาคต เหมือนญี่ปุ่นที่อัตรตาการเกิดต่ำ มีแต่คนแก่ แต่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาเติม อนาคตของ Facebook จะเป็นแบบนั้น

แต่นั่นยังไม่หนักเท่ากับ Facebook กวนโมโหยูสเซอร์ที่ยังภักดีครั้งแล้วครั้งเล่า

เรื่องการยิงแอดหรือโฆษณาแบบรัวๆ และออกแบบการพรีเซนต์แอดที่ย่ำแย่ ยังพอให้อภัยได้ เพราะบริษัทต้องทำรายได้

แต่การบดบังฟีดของยูสเซอร์จนรวนไปหมด ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้เชื่อมต่อกับคนรู้จักและเพื่อนมากกว่าจะเชื่อมต่อกับเพจต่างๆ

และยังยัดเยียด “สิ่งแปลกปลอม” เข้ามาในแพลตฟอร์มครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อที่จะมีทุกอย่างที่คู่แข่งมี แต่ไม่รู้ทำไมต้องเอามากองในแพลตฟอร์มเดียวจนมั่วไปหมด

ความมั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก คือสูตรสำเร็จของหายนะชัดๆ

ผลก็คือตอนนี้มีแต่เสียงบ่นว่า เข้าหน้า Facebook แล้วมีแต่เรื่องที่ถูกถูกยัดเยียดให้เสพโดยการทำงานของอัลกอริธึม ซึ่งทำงานได้น่าดูชมมาก เช่น “ข่าวด่วน” กว่าจะเดินทางมาถึงผู้ใช้ บางครั้งใช้เวลาถึง 4 – 5 วัน!

เพจที่ยูสเซอร์ต้องการจะติดตามถูกซ่อน แต่ถูกบังคับให้เสพเพจที่จ่ายสปอนเซอร์ เป็นความน่ารำคาญอย่างหาที่สุดไม่ได้

เปรียบเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ข่าวด่วนก็มากันด่วนจริง เพจที่ติดตามโผล่ตามธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผู้ใช้ต้องการ หรืออย่างน้อยพบกันครึ่งทางระหว่างผู้ใช้และแพลตฟอร์ม

ผู้คนจึงเบื่อหน่ายแพลตฟอร์มของ Meta ที่ยัดเยียดจนเกินไป ซึ่งมันไม่ใช่แค่ Facebook แต่ยังลามไปถึง Instagram ด้วย

นี่อาจเป็นปัญหาของยูสเซอร์ในระดับสากล แต่บางผู้คนในประเทศยังไม่พอใจ Facebook เพราะคิดว่ามันคือตัวทำลายประชาธิปไตยและทำลายข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แม้ว่าบริษัทนี้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม ยังสลัดไม่พ้นต่างข้อกล่าวหาเรื่องนี้

การจัดการของ Meta เพื่อพยายามบอกว่าพวกเขาค้ำชูด้วยการออกมาตรการต่างๆ นานา บางกรณีผู้คนยิ่งไม่พอใจอีก เพราะคิดว่า Meta ทำตัวไม่เป็นกลางจริงๆ และคิดว่าพยายามใช้อำนาจเสมือนจริงแทรกแซงการเมืองในโลกจริงๆ

นั่นเป็นเรื่องของการเมืองบางประเทศ ในประเทศส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ที่ความไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่า

ดูเหมือนว่าซักเคอร์เบิร์กจะไม่จริงจังกับการทำให้ Facebook แบบออริจินัลพ้นจากความโกลาหล เพราะเขากำลังหมกมุ่นกับ Metaverse โลกเสมือนจริงที่เขาเชื่อมันต้องเป็นอนาคตแน่ๆ มันต้องทำเงินแน่ๆ แต่ปรากฏยังไม่ไปไหนก็ดูดเงินของบริษัทไปมากมาย

กูรูในวงการเทคคนแล้วคนเล่าเริ่มออกมาพูดว่า Metaverse มันไม่เวิร์ก มันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ แม้แต่ยูสเซอร์ทั่วไปก็บอกว่าไม่รู้จะยุ่งยากกับมันไปทำไม ในเมื่อมีฟีเจอร์ที่ใช้ง่ายและดีไซน์ดีกว่านี้มาก?

อีกเรื่องที่ยูสเซอร์รุ่นออริจินัลต้องเตรียมใจไว้คือ ซักเคอร์เบิร์กบอกให้พนักงาน Meta ทุ่มเทกำลังเต็มที่กับวิดิโอคลิป (สั้นๆ) เพื่อรับมือกับ “การแข่งขันอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน” จากคู่แข่ง คือ TikTok

พูดก็พูดคือซักเคอร์เบิร์กยังคิดว่าผู้ใช้ลดลงเพราะคู่แข่ง แน่นอนเรื่องนี้มันเกี่ยวด้วยอย่างมาก แต่ที่เกี่ยวเหมือนกันคือการที่เขาไม่แยแสผู้ใช้กลุ่ม Customer Loyalty เอาเลย 

กลุ่มนี้ที่แหละที่ออกมาเย้ยและขยี้ Meta มากที่สุด

เหมือนกับที่บริษัทของซักเคอร์เบิร์กโพล่งออกมาว่าพร้อมที่จะปิด Facebook กับ Instagram ในยุโรป เพราะทางการยุโรปไม่ต้องการให้ Meta นำดาต้าจากยุโรปไปจัดการที่สหรัฐ เพราะเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

หลังจากคำขู่นี้ออกมาผู้คนยิ่งหัวเราะเยาะ เย้ยว่าจะปิดก็ปิดไปเลย ไม่มีโซเชียลมีเดียพวกนี้ ชีวิตน่าจะขึ้นด้วยซ้ำ

ซึ่งคนที่ออกมากระทืบซ้ำเหล่านี้ก็ครื้นเคร่งกันในแพลตฟอร์มของ Meta นั่นเอง

แม้แต่โรเบิร์ต ฮาเบค รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานพร้อมกับบรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสในกรุงปารีสเมื่อวันจันทร์ว่า “หลังจากถูกแฮ็ก ผมใช้ชีวิตโดยปราศจาก Facebook และ Twitter มาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว และชีวิตก็แสนวิเศษ” 

ส่วน เลอ แมร์ กล่าวเสริมว่า “ผมยืนยันได้ว่าชีวิตจะดีมากถ้าไม่มี Facebook และเราจะอยู่ได้อย่างดีถ้าไม่มี Facebook”

บทความทัศนะโดย ไทยแลเทศ