ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตประชากรหนัก ชี้หายกว่า 3.1 ล้านคนใน 5 ปี

ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตประชากรหนัก ชี้หายกว่า 3.1 ล้านคนใน 5 ปี

29 พ.ค. 2569 11:21 น.

ญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตประชากรหนัก ชี้หายกว่า 3.1 ล้านคนใน 5 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นเผยผลสำมะโนประชากรล่าสุด พบจำนวนประชากรลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 3.1 ล้านคนภายใน 5 ปี สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรกว่า 30% กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานครโตเกียว

กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจสำมะโนประชากรขั้นต้นประจำปี 2025  พบว่าจำนวนประชากรทั้งหมดของญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ ลดลงมาอยู่ที่ 123,049,524 คน จนถึงวันที่ 1 ตุลาคมปีที่ผ่านมา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประชากรญี่ปุ่นลดลงไปถึง 2.5% หรือหายไปมากกว่า 3.1 ล้านคน เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนในปี 2020 ซึ่งนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 และถือเป็นตัวเลขการดิ่งลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำสำมะโนประชากรในปี 1920 หรือในรอบกว่า 1 ศตวรรษ โดยตัวเลขที่ลดลงในรอบนี้ยังสูงกว่าช่วงปี 2015-2020 ถึงกว่า 3 เท่าตัว

กระทรวงกิจการภายในฯ ระบุว่า สาเหตุสำคัญของประชากรที่ลดลงอย่างมากนี้ มาจากปัญหาสังคมผู้สูงอายุขั้นรุนแรง และอัตรา “การลดลงตามธรรมชาติ” ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจำนวนประชากรที่เสียชีวิตมีมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีอย่างเห็นได้ชัด

โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ในปี 2025 จำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยมีทารกเกิดใหม่เพียง 705,809 คนเท่านั้น

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ข้อมูลชุดนี้ช่วยยืนยันอีกครั้งว่า สถานการณ์ประชากรหดตัวในประเทศของเรากำลังเข้าสู่ภาวะที่วิกฤตและดิ่งลึกยิ่งขึ้น”

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาจากผลสำรวจระบุว่า ประชากรในญี่ปุ่น 30.1% ได้หลั่งไหลเข้าไปกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวงและปริมณฑลของกรุงโตเกียว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สัดส่วนทะลุเพดานที่ 30% ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาระดับภูมิภาคที่ประชากรในชนบทลดฮวบจนเสี่ยงต่อการล่มสลายของชุมชนท้องถิ่น และสร้างความกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล

ทั้งนี้ ข้อมูลประมาณการประชากรโลกขององค์การสหประชาชาติ ปี 2025 ระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 12 ของโลก คิดเป็น 1.5% ของประชากรโลกทั้งหมด แต่เมื่อเจาะลึกไปที่กลุ่มประเทศที่มีประชากรมากที่สุด 20 อันดับแรกของโลก พบว่ามีเพียง ญี่ปุ่น, จีน, รัสเซีย และไทย ที่มีแนวโน้มประชากรลดลงในช่วงปี 2020-2025 โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการลดลงของประชากร “รวดเร็วและรุนแรงที่สุด” ในกลุ่มนี้

แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่นของญี่ปุ่นจะพยายามหาวิธีเพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่แต่งงานและมีบุตร ตั้งแต่การพัฒนาแอปพลิเคชันหาคู่ของรัฐ, การเพิ่มเงินอุดหนุนในการเลี้ยงดูบุตร ไปจนถึงการให้เงินสนับสนุนช่วงลาคลอด แต่มาตรการเหล่านั้นยังคงได้รับผลสำเร็จในวงจำกัด

ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่า “การเปิดรับแรงงานและผู้ย้ายถิ่นฐานชาวต่างชาติ” อาจเป็นทางออกที่ช่วยกู้สถานการณ์ขาดแคลนประชากรของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปัจจุบัน แต่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นคนปัจจุบัน กลับมีแนวคิดที่สวนทาง โดยเธอกำลังผลักดันนโยบายและมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการคัดกรองและควบคุมการหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างชาติ ซึ่งยิ่งทำให้ความท้าทายด้านประชากรของญี่ปุ่นทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต.

ที่มา KYODO NEWS / AFP

ตำรวจอิตาลียึดทรัพย์ “เจ้าพ่อมาเฟีย” ผู้ล่วงลับ กว่า 7,500 ล้านบาท

ตำรวจอิตาลียึดทรัพย์ "เจ้าพ่อมาเฟีย" ผู้ล่วงลับ กว่า 7,500 ล้านบาท

29 พ.ค. 2569 10:56 น.

ตำรวจอิตาลียึดทรัพย์ “เจ้าพ่อมาเฟีย” ผู้ล่วงลับ กว่า 7,500 ล้านบาท

ตำรวจอิตาลีบุกทลายเครือข่ายและอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านยูโร หรือราว 7,580 ล้านบาท ของ “มัตเตโอ เมสสินา เดนาโร” อดีตหัวหน้าแก๊งมาเฟีย “โคซา นอสทรา” ที่เสียชีวิตไปแล้ว พบนำรายได้จากการค้ายาเสพติดไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และรีสอร์ตหรูในยุโรป รวมถึงบัญชีลับในต่างแดนและคริปโทเคอร์เรนซี

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางการเงินของอิตาลี ร่วมกับสำนักงานอัยการต่อต้านมาเฟียแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติการยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านยูโร (ราว 7,580 ล้านบาท) ของนายมัตเตโอ เมสสินา เดนาโร (Matteo Messina Denaro) อดีตหัวหน้าแก๊งมาเฟียแห่งกลุ่ม “โคซา นอสทรา” (Cosa Nostra) ในแคว้นซิซิลี

ปฏิบัติการครั้งนี้ มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่มากกว่า 150 นาย พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งโดรน อุปกรณ์สแกนความร้อนเพื่อตรวจหาช่องลับที่ซ่อนเงิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในการแกะรอยกระเป๋าเงินดิจิทัลและสกุลเงินคริปโทฯ โดยมีการเปิดเผยคลิปวิดีโอขณะตำรวจพร้อมอาวุธครบมือบุกพังประตูและปีนกำแพงเข้าตรวจค้นวิลล่าหรูหลายแห่งที่ล้อมรอบด้วยต้นปาล์ม

ตำรวจเปิดเผยว่า ปฏิบัติการนี้เริ่มขึ้นหลังจากได้รับรายงานจากประเทศอันดอร์รา เกี่ยวกับหญิงชาวอิตาลีรายหนึ่งที่มี “ทรัพย์สินมหาศาลผิดปกติ” ก่อนจะสืบพบว่าเธอแต่งงานกับนักค้ายาเสพติดที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่ม โคซา นอสทรา และตัวของเดนาโร

การสืบสวนเชิงลึกพบว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้เป็นรายได้จากการค้ายาเสพติดตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ซึ่งถูกนำกลับมาฟอกให้กลายเป็นเงินถูกกฎหมายในระบบเศรษฐกิจ ผ่านทรัพย์สินหลากรูปแบบ โดยเฉพาะในย่านสุดหรูของชายฝั่งกอสตาเดลโซล ประเทศสเปน เช่น มาร์เบยา, เบนาฮาบิส และเปอร์โต บานูส ซึ่งถูกเนรมิตเป็นรีสอร์ตตากอากาศระดับหรูหรา

นอกจากนี้ ยังมีการอายัดทรัพย์สินและบริษัทนอมินี 8 แห่งที่ใช้จัดการอสังหาริมทรัพย์ บัญชีธนาคาร และพอร์ตหุ้นในอีกหลายประเทศ อาทิ หมู่เกาะเคย์แมน, ยิบรอลตาร์, เลบานอน, ลักเซมเบิร์ก, โมนาโก, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงในอิตาลี และสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องได้ 3 ราย

จิโอวันนี เมลิลโล หัวหน้าอัยการต่อต้านมาเฟียแห่งชาติของอิตาลี ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง “มันไม่ใช่แค่การยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในแคว้นซิซิลีตลอดหลายทศวรรษเท่านั้น แต่ความสำเร็จในครั้งนี้คือการ ‘ขัดขวางและชะลอ’ ความพยายามของกลุ่ม โคซา นอสทรา ที่จะฟื้นฟูโครงสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เดนาโรเสียชีวิตไป” อัยการเมลิลโล กล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองปาแลร์โม

ขณะที่สื่ออิตาลีเรียกทรัพย์สินที่ยึดได้ในครั้งนี้ว่าเป็นเพียง “คลังสมบัติยาเสพติดของเดนาโร” เท่านั้น และเชื่อกันว่านี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดที่เครือข่ายนี้กระจายไปลงทุนอยู่ทั่วโลก

มัตเตโอ เมสสินา เดนาโร ถือเป็นหนึ่งในเจ้าพ่อมาเฟียที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์อิตาลี เขาหลบหนีการจับกุมของทางการมาได้ยาวนานถึง 30 ปี นับตั้งแต่ปี 1993 โดยใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในบ้านเกิดที่ซิซิลีตะวันตก โดยความช่วยเหลือจากพี่สาวและคนสนิท ซึ่งทำให้เขายังคงสามารถสั่งการเครือข่ายมาเฟียได้แม้ในยามหลบหนี

เดนาโร ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตรวม 6 ครั้ง จากคดีอุกฉกรรจ์มากมาย รวมถึงการอยู่เบื้องหลังเหตุลอบวางระเบิดสังหาร จิโอวันนี ฟัลโกเน (Giovanni Falcone) และ เปาโล บอร์เซลลิโน (Paolo Borsellino) สองผู้พิพากษาต่อต้านมาเฟียชื่อดังในปี 1992 รวมถึงเหตุระเบิดนองเลือดในกรุงโรม ฟลอเรนซ์ และมิลาน ในปี 1993

หนึ่งในคดีที่โหดเหี้ยมที่สุดคือ การสั่งลักพาตัวเด็กชายวัย 12 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของอดีตสมาชิกมาเฟียที่แปรพักตร์ไปเป็นพยานให้ศาล โดยเด็กชายถูกกักขังนานถึง 2 ปี ก่อนจะถูกรัดคอจนเสียชีวิต และนำศพไปทำลายในน้ำกรดเพื่อไม่ให้ใครหาเจอ

ตำนานการหลบหนี 3 ทศวรรษของเดนาโรสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2023 หลังเขาถูกรวบตัวได้ที่หน้าคลินิกแพทย์ในเมืองปาแลร์โม ขณะเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งภายใต้ชื่อปลอม และเขาได้เสียชีวิตลงในโรงพยาบาลภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ด้วยวัย 61 ปี.

ที่มา AFP / BBC

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

29 พ.ค. 2569 09:46 น.

จรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดระหว่างทดสอบ เครื่องยนต์ไฟลุกกลางฐานยิง

บริษัทอวกาศ Blue Origin ของมหาเศรษฐีเจฟฟ์ เบซอส เจออุบัติเหตุขณะทดสอบ หลังจรวด “นิว เกล็นน์” เกิดระเบิดและไฟลุกไหม้ระหว่างการทดสอบระบบเครื่องยนต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

Blue Origin เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ได้เกิดความผิดปกติ ระหว่างการทดสอบแบบ “Hot-fire test” ซึ่งเป็นกระบวนการจุดเครื่องยนต์จรวดนิว เกล็นน์ (New Glenn) ขณะยึดตัวจรวดไว้กับฐานภาคพื้นดิน เพื่อทดสอบสมรรถนะก่อนปล่อยบินจริง

ภาพที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นลูกไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากฐานทดสอบ หลังจรวดเกิดระเบิดอย่างรุนแรง ท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวเพลิงจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า เจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกคนปลอดภัย และสามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้ครบทั้งหมด ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

จรวด New Glenn ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของ Blue Origin โดยบริษัทใช้เวลาพัฒนานานเกือบ 10 ปี และลงทุนไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างจรวดขนาดใหญ่สูงเทียบเท่าอาคาร 29 ชั้น

จุดเด่นของ New Glenn คือการออกแบบให้จรวดท่อนแรกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อแข่งขันกับจรวดตระกูล Falcon ของ SpaceX รวมถึงโครงการ Starship ของ Elon Musk ที่กำลังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์

ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิด ขณะที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

“มิน อ่อง หล่าย” ประเดิมเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มที่อินเดีย

"มิน อ่อง หล่าย" ประเดิมเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มที่อินเดีย

29 พ.ค. 2569 08:59 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ประเดิมเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา เริ่มที่อินเดีย

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ 5 วัน เริ่มตั้งแต่เสาร์นี้ ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียระบุว่า การเยือนครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันพุธ 3 มิถุนายน โดย มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาหรือพม่า จะเข้าพบและหารือกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย รวมถึงพบปะตัวแทนภาคธุรกิจของอินเดีย ขณะที่รัฐบาลเมียนมายืนยันว่า มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีอินเดีย นางเทราปที เมอร์มูด้วย

รัฐบาลอินเดียระบุในแถลงการณ์ว่า การเยือนครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์รอบด้านระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเปิดเผยว่า มิน อ่อง หล่าย จะเดินทางพร้อมคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน เพื่อหารือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือทวิภาคี

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ มิน อ่อง หล่าย หลังเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือนในนามเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ มิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เป็นผู้นำกองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2021 โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี และควบคุมตัวผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยรายนี้ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองและความขัดแย้งรุนแรงที่ยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

หลังปกครองประเทศภายใต้รัฐบาลทหารนาน 5 ปี มิน อ่อง หล่าย ได้จัดการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยพรรคของ ออง ซาน ซูจี ถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ขณะที่หลายพื้นที่ของประเทศซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวยังเปิดทางให้ฝ่ายสนับสนุนกองทัพครองเสียงข้างมากในรัฐสภา และสนับสนุนให้ มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์มองว่า การเยือนอินเดียของ มิน อ่อง หล่าย สะท้อนความพยายามของเมียนมาในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจในเอเชีย ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติตะวันตกต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา

พิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ มิน อ่อง หล่าย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม รวมถึงจีน อินเดีย ไทย และอีกกว่า 20 ประเทศ สะท้อนว่าหลายชาติในภูมิภาคยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลเมียนมา แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอย่างต่อเนื่องก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

เกาหลีใต้โชว์แสนยานุภาพ จัดซ้อมรบแบบยิงจริงครั้งใหญ่ อวดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อนานาชาติ

เกาหลีใต้โชว์แสนยานุภาพ จัดซ้อมรบแบบยิงจริงครั้งใหญ่ อวดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อนานาชาติ

29 พ.ค. 2569 08:28 น.

เกาหลีใต้โชว์แสนยานุภาพ จัดซ้อมรบแบบยิงจริงครั้งใหญ่ อวดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อนานาชาติ

กองทัพเกาหลีใต้จัดการซ้อมรบยิงจริงครั้งใหญ่ในเมืองโพชอน ทางตอนเหนือของประเทศ โชว์ความพร้อมและศักยภาพปฏิบัติการร่วมของกองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึงเครียด

การซ้อมรบครั้งนี้มีการนำยุทโธปกรณ์เข้าร่วมมากถึง 457 รายการ ครอบคลุมทั้งกำลังภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยอาวุธสำคัญที่ถูกนำมาแสดงประกอบด้วย รถถังหลัก K2 Black Panther ปืนใหญ่อัตตาจร K9 เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เฮลิคอปเตอร์โจมตี รวมถึงเครื่องบินขับไล่ KF-21 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ที่เกาหลีใต้พัฒนาขึ้นเอง

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมชมราว 1,900 คน ทั้งเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง บุคลากรทางทหาร และผู้สังเกตการณ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการสาธิตกำลังรบขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า การฝึกครั้งนี้มุ่งเน้นการแสดงเจตจำนงด้านการป้องกันประเทศแบบพึ่งพาตนเอง บนพื้นฐานขีดความสามารถทางทหารของเกาหลีใต้เอง พร้อมเน้นย้ำถึงศักยภาพของกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่

นอกจากนี้ การซ้อมรบยังเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบและตรวจสอบประสิทธิภาพการปฏิบัติการของระบบอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง ที่พัฒนาโดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้

กระทรวงกลาโหมยังระบุด้วยว่า การเปิดเผยการฝึกต่อสาธารณะและสื่อมวลชน มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ทั้งประชาชนภายในประเทศและนานาชาติเห็นถึงศักยภาพที่พิสูจน์ได้จริง ของอาวุธที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้กำลังผลักดันตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก

ที่ผ่านมา อาวุธยุทโธปกรณ์ของเกาหลีใต้ เช่น รถถัง K2 และปืนใหญ่อัตตาจร K9 ได้รับความสนใจจากหลายประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย และความสามารถในการผลิตจำนวนมากภายในประเทศ

การซ้อมรบครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหาร ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะจากโครงการพัฒนาอาวุธและขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา :Yonhap

โปรตุเกสทุบสถิติ วันที่ร้อนที่สุดในเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 40.3 องศาฯ

โปรตุเกสทุบสถิติ วันที่ร้อนที่สุดในเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 40.3 องศาฯ

29 พ.ค. 2569 05:50 น.

โปรตุเกสทุบสถิติ วันที่ร้อนที่สุดในเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 40.3 องศาฯ

โปรตุเกสเผชิญวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมครั้งใหม่ โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปกำลังรับมือกับคลื่นความร้อนรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 พ.ค. 2569 ว่า ประเทศโปรตุเกสเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมครั้งใหม่ โดยวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ที่เมืองโมรา (Mora) ทางตอนกลางของประเทศ ในขณะที่กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันตกต่างกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างรุนแรง

สถิติดังกล่าวถูกบันทึกได้ในวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.) โดยทำลายสถิติ 40 องศาเซลเซียส ที่เคยทำไว้ในเดือนพฤษภาคม 2544

คาดกันว่าสถานการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสุดสัปดาห์ โดยประเทศเยอรมนี สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติด้วยเช่นกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของโปรตุเกสระบุว่า พื้นที่บางส่วนของประเทศจะมีอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ก่อนที่ความร้อนจะเริ่มลดระดับลง

ด้านคณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศสกำลังอยู่ระหว่างการประชุมเพื่อประเมินความพร้อมของประเทศในการรับมือกับคลื่นความร้อน ขณะเดียวกัน ทางการอิตาลีได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีแดงในกรุงโรม เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งอุณหภูมิอาจพุ่งสูงทะลุ 32 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดี

สำหรับการสอบบาคคาลอเรต (Baccalaureate) หรือการสอบจบหลักสูตรมัธยมปลายของฝรั่งเศส จะยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางคลื่นความร้อนนี้ แม้ว่าโรงเรียนบางแห่งจำเป็นต้องปิดทำการชั่วคราวเนื่องจากอุณหภูมิภายในอาคารพุ่งสูงถึง 53 องศาเซลเซียส จนไม่สามารถอยู่ได้ก็ตาม

นายเอดูอาร์ เฌฟเฟรย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบอกกับสื่อว่า ศูนย์สอบต่างๆ จะได้รับอนุญาตให้เลือกห้องสอบที่มีร่มเงามากที่สุด พร้อมเสริมว่าการสอบจะยังคงดำเนินต่อไป เพราะนักเรียนได้เตรียมตัวมาพร้อมแล้ว

การตัดสินใจดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพการศึกษาและกลุ่มครู โดยครูรายหนึ่งเปิดเผยกับสถานีวิทยุฝรั่งเศสว่า บรรดาครู “ถูกบีบให้ต้องนำพัดลมส่วนตัวมาเอง”

ผลการสำรวจโดยสหภาพโรงเรียนมัธยมศึกษาของฝรั่งเศสพบว่า โรงเรียนเกือบ 80% บันทึกอุณหภูมิได้สูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ในสัปดาห์นี้ และระบุว่าได้รับรายงานเรื่องที่ครูต้องพกไขควงมาเองเพื่อแงะหน้าต่างให้เปิดออก

องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงสุดหรือใกล้เคียงกับระดับทุบสถิติต่อไปในปีนี้และอีก 4 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

29 พ.ค. 2569 05:46 น.

มือมีดไล่แทงคนในสถานีรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ เจ็บ 3 ตำรวจรวบผู้ก่อเหตุได้ทันที

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงผู้คนภายในสถานีรถไฟในเมืองทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ก่อนตำรวจเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายประชาชนภายในสถานีรถไฟเมืองวินเทอร์ทูร์ ใกล้นครซูริก ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ในที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายชาวสวิส อายุ 31 ปี ใช้อาวุธมีดก่อเหตุ ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นชาวสวิสทั้งหมด อายุ 28 ปี 43 ปี และ 52 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ในจำนวนนี้ ผู้บาดเจ็บวัย 52 ปี ถูกแทงที่ต้นขาและต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน ขณะที่อีก 2 คนได้รับบาดเจ็บบริเวณขาและลำคอ โดยมีรายงานว่าบางรายสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

นายมาริโอ แฟร์ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงของซูริก ระบุว่า จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อว่าแรงจูงใจอาจเกี่ยวข้องกับแนวคิดสุดโต่งและการถูกชักจูงให้เกิดความรุนแรง ด้านตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเคยเป็นผู้ที่ต้องได้รับการสอดส่องอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ปี 2558 หลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส

ตำรวจระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน ชายคนนี้เพิ่งเดินทางไปพบตำรวจด้วยตนเอง พร้อมพูดจาสับสนจนถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ก่อนแพทย์ประเมินในเวลาต่อมาว่า เขาไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น

พยานในพื้นที่เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุมีเสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณ ผู้คนพากันวิ่งหนีออกจากทางลอดใต้สถานีรถไฟ ขณะที่คนร้ายถือมีดเดินทำร้ายผู้คนแบบไม่เลือกเป้าหมาย ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านบริเวณนั้น และมีครูคนหนึ่งรีบยืนขวางด้านหน้าเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากเหตุรุนแรง

ทางด้านประธานาธิบดีกาย เพอร์เมลิน ของสวิตเซอร์แลนด์ โพสต์ข้อความระบุว่า ตกใจกับเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเพื่อหามูลเหตุที่แน่ชัดต่อไป.

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

29 พ.ค. 2569 05:06 น.

คุก 15 ปี หนุ่มออสเตรีย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

ชายชาวออสเตรียวัย 21 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โทษฐานวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของนักร้องสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่กรุงเวียนนาเมื่อ 2 ปีก่อน จนทำให้คอนเสิร์ตต้องยกเลิก

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 ผู้พิพากษาศาลในเมืองวีเนอร์ นอยชตัดท์ ทางตอนใต้ของกรุงเวียนนา ตัดสินให้ชายวัย 21 ปีรายหนึ่ง ต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี โทษฐานวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในกรุงเวียนนา ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต Eras Tour ของนักร้องสาวชาวอเมริกันเมื่อเดือนสิงหาคม 2567

ชายคนดังกล่าว ซึ่งได้รับการเปิดเผยชื่อเพียง “เบรัน เอ” (Beran A) ตามกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของออสเตรีย ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอีกหลายกระทง

เขาถูกจับกุมหลังจากสำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA) ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเพียงไม่นาน ก่อนที่คอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ สวิฟต์ จะเริ่มขึ้นที่สนามกีฬา “แอร์นสท์ ฮัปเพิล” (Ernst Happel) ในกรุงเวียนนา ส่งผลให้การแสดงซึ่งบัตรขายหมดทั้ง 3 รอบต้องถูกยกเลิกทันที

ก่อนหน้านี้ สวิฟต์เคยอธิบายว่าคอนเสิร์ต Eras Tour ของเธอ “หลบพ้นสถานการณ์สังหารหมู่” มาได้อย่างหวุดหวิด นอกจากนี้ สารคดีเบื้องหลังการทัวร์คอนเสิร์ตยังเปิดเผยว่า นักร้องสาวชาวอเมริกันเพิ่งจะทราบเรื่องแผนการวางระเบิดในระหว่างที่เธอกำลังเดินทางไปยังประเทศออสเตรีย

อัยการระบุว่า เบรัน เอ มีแนวคิดที่ฝักใฝ่ความรุนแรงและได้ปฏิญาณตนสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มติดอาวุธ “รัฐอิสลาม” หรือ “ไอซิส” (ISIS) โดยพยายามที่จะซื้ออาวุธอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงปืนกลและระเบิดมือ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

นายแพทย์ปีเตอร์ ฮอฟฟ์แมนน์ จิตแพทย์ประจำศาล กล่าวว่า เบรัน เอ ไม่แสดงอาการของโรคทางจิตเวช โดยเสริมว่า “ไม่มีคำอธิบายทางจิตเวชใดๆ” สำหรับการมีแนวคิดที่สุดโต่งของเขา

ทั้งนี้ นาย เบรัน เอ เข้ารับการพิจารณาคดีร่วมกับชายวัย 21 ปีอีกคนหนึ่งชื่อ “อาร์ดา เค” (Arda K) จากประเทศสโลวาเกีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไอซิส แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 12 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

29 พ.ค. 2569 02:37 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วัน

อิหร่านกับสหรัฐฯ เห็นชอบแผนการขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วันแล้ว หลังจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันรอบใหม่ โดยยังต้องรอให้ทรัมป์อนุมัติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า อิหร่านกับสหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาหยุดยิงอีก 60 วันแล้ว แม้ว่ายังคงต้องรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แต่ถือเป็นการจุดประกายความหวังในการฟื้นฟูสันติในตะวันออกกลาง หลังทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งในวันเดียวกันนี้

แหล่งข่าว 4 คนที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายเวลาการพักรบออกไปอีก 60 วัน

ขณะที่สำนักข่าว แอกซิออส (Axios) ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยข่าวนี้เป็นที่แรก ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะระบุถึงแนวทางการจัดการกับคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในประเด็นแรกๆ ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในช่วงการหยุดยิง 60 วันนี้

รายงานข่าวนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากการปะทะกันรอบใหม่ พลิกกลับลดลงทันที เนื่องจากตลาดมีความหวังต่อความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของโลก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่าจุดจบของสงครามใกล้เข้ามาแล้ว แต่เขาได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจา และสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของรัฐบาลเตหะราน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

29 พ.ค. 2569 01:28 น.

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลเปิดเผยว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา ขณะที่กลุ่มฮามาสประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่งานประชุมแห่งหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูระบุว่า อิสราเอลกำลัง “กระชับ” การควบคุมกลุ่มฮามาสให้แน่นหนายิ่งขึ้น “ตอนนี้เราอยู่ในพื้นที่ 60% ของฉนวนกาซาแล้ว จากเดิมที่เราเคยอยู่ 50% ตอนนี้เราขยับมาที่ 60% แล้ว”

“คำสั่งของผมคือการขยับไปที่ — ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น — ขั้นแรกคือ 70% เริ่มจากตรงนั้นก่อนเลย” ผู้นำอิสราเอลกล่าว โดยในขณะที่เนทันยาฮูกำลังพูดอยู่นั้น ผู้ฟังในงานได้ตะโกนเรียกร้องให้เขาเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของฉนวนกาซา

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแผนที่ให้กับกลุ่มช่วยเหลือระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากองทัพได้เข้าควบคุมพื้นที่ของกาซาไปแล้วประมาณ 64%

การยึดครองพื้นที่ฉนวนกาซาเพิ่มเติมในลักษณะนี้ จะเป็นการบีบให้ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 2 ล้านคน ต้องเข้าไปรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ดินแดนชายฝั่งทะเลที่กำลังหดเล็กลงเรื่อยๆ และถูกทำลายจนพังยับเยิน

ทั้งนี้ หลังจากอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนตุลาคม 2568 กองทัพอิสราเอลได้ถอนกำลังกลับไปยังเส้นแบ่งเขตที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) ซึ่งทำให้พวกเขายังคงอยู่ในพื้นที่ราว 53% ของฉนวนกาซา

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่ามีการขยับเส้นแบ่งเขตดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

ฮามาสบอกอีกว่า นี่เป็นการละเมิดข้อบัญญัติอย่างร้ายแรง และเป็นความพยายามใช้กำลังบังคับเพื่อสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อฝังรากลึกการควบคุมทางทหารเหนือฉนวนกาซา รวมถึงบ่อนทำลายโอกาสที่แท้จริงในการทำให้สถานการณ์มีความมั่นคง หรือทำให้ความพยายามในการลดระดับความรุนแรงประสบความสำเร็จ”

ตามหลักการแล้ว ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา ทว่าความคืบหน้าของแผนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จนมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ที่ฉนวนกาซาอาจถูกแบ่งแยกอย่างถาวร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn