EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

28 พ.ค. 2569 23:24 น.

EU สั่งปรับ Temu 200 ล้านยูโร ฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าผิดกฎหมาย

สหภาพยุโรปสั่งปรับเงินบริษัท Temu เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร โทษฐานปล่อยให้มีการขายสินค้าที่ผิดกฎหมายของ EU บนแพลตฟอร์ม

เมื่อ 28 พ.ค. 2569 สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับ “ทีมู” (Temu) แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ยอดนิยมของจีน เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร (ราว 7.6 พันล้านยูโร) เนื่องจากตรวจพบสินค้าผิดกฎหมาย เช่น ของเล่นเด็กที่เป็นอันตราย และเครื่องชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มนี้

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ระบุว่า ทีมู “ล้มเหลวในการระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงเชิงระบบอย่างถี่ถ้วน” ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

Temu ตกอยู่ภายใต้การสอบสวนมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ว่าได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในฐานะ “แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มาก” ตามกฎหมายของสหภาพยุโรปหรือไม่

ด้านโฆษกของ Temu ระบุว่า ทางบริษัทเคารพในความจำเป็นที่จะต้องมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน แต่คำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2567 และไม่ได้สะท้อนถึงสถานะปัจจุบันของระบบในบริษัท

“เราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป และถือว่าค่าปรับนั้นไม่สมเหตุสมผลและเกินกว่าเหตุ” โฆษกระบุ “เรากำลังทบทวนคำตัดสินอย่างละเอียดและพิจารณาทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่”

สำนักข่าวยูโรนิวส์รายงานว่า การสอบสวนดังกล่าวรวมถึงการสุ่มซื้อสินค้าโดยไม่เปิดเผยตัวตนซึ่งดำเนินการโดยองค์กรทดสอบอิสระ และผลการทดสอบพบว่า มีเครื่องชาร์จที่ซื้อผ่าน Temu ในอัตราส่วนที่สูงมาก ที่ไม่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน

นอกจากนี้ยังพบว่า ของเล่นเด็กในสัดส่วนที่สูงก็มีสารเคมีเกินขีดจำกัดตามกฎหมาย หรือมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่หลุดออกได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เด็กขาดอากาศหายใจ

นอกเหนือจากการจ่ายค่าปรับแล้ว Temu จะต้องเสนอแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวภายในวันที่ 28 ส.ค. หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะมีเวลา 2 เดือนในการตัดสินใจว่า มาตรการที่บริษัทดำเนินการนั้นเพียงพอต่อการปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่

นาง เฮนนา วีร์กกูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของสหภาพยุโรปบอกผู้สื่อข่าวว่า คำตัดสินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่ง “สัญญาณเตือนที่รุนแรงมาก” ไปยัง Temu

อนึ่ง นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหภาพยุโรปสั่งลงโทษปรับเงินภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยครั้งแรกเป็นการสั่งปรับเครือข่ายโซเชียลมีเดีย X ของอีลอน มัสก์ เป็นจำนวนเงิน 120 ล้านยูโรเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

28 พ.ค. 2569 22:33 น.

ไฟไหม้โรงเรียนเคนยา นักเรียนดับสลด 16 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดเหตุไฟไหม้หอพักที่โรงเรียนประจำในเคนยา ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิตแล้ว 16 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย แต่ส่วนใหญ่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนสตรีอูตูมิชิ (Utumishi) ในเมืองกิลกิล (Gilgil) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 120 กิโลเมตร ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิตแล้ว 16 ศพ

นายจูเลียส โอกัมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเกิดเหตุว่า มีนักเรียนอีกหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยในจำนวนนี้มี 71 คนที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว และอีก 7 คนยังคงต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อดูอาการเพิ่มเติม

นายโอกัมบาบอกอีกว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของเพลิงไหม้ได้ และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุเป็นโรงเรียนประจำ โดยเพลิงเริ่มลุกไหม้เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่นักเรียนกำลังนอนหลับอยู่ โดยกลุ่มผู้ปกครองและญาติที่อยู่ในอาการวิตกกังวลต่างพากันมารวมตัวกันที่จุดเกิดเหตุเพื่อรอฟังข่าวคราวของบุคคลอันเป็นที่รัก

รายงานของตำรวจระบุว่า ไฟเริ่มปะทุขึ้นที่บริเวณชั้นหนึ่งของอาคารหอพักหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักของนักเรียนประมาณ 220 คน โดยในช่วงเวลาที่เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว มีเด็กนักเรียนอยู่ในโรงเรียนมากกว่า 800 คน

“ทีมตอบโต้ภัยพิบัติสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 03:00 น. แต่ในตอนนั้นความสูญเสียก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว” นายโอกัมบากล่าว และเสริมว่า ทางโรงเรียนจะเริ่มทยอยส่งตัวนักเรียนกลับคืนสู่ผู้ปกครองตลอดทั้งวัน ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการสืบสวนต่อไป

ขณะที่ตำรวจเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการตามหาตัวนักเรียนบางส่วนที่วิ่งหนีไฟไหม้ จนเตลิดไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงที่เกิดความโกลาหลและหายตัวไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

28 พ.ค. 2569 21:52 น.

อิหร่าน-สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศตอบโต้กัน หลังทรัมป์ปัดข่าวข้อตกลง

อิหร่านโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หลังกองทัพอเมริกันโจมตีใส่เป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาเพื่อหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิหร่านโจมตีทางอากาศโดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางในวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. 2569 หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเข้าใส่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ปฏิบัติการโดรน” ของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

การโจมตีดังกล่าวแม้จะอยู่ในวงจำกัด แต่ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของการเจรจาที่มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงอันไม่มั่นคง ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนเมษายน ให้กลายเป็นข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 3 เดือนและเปิดเส้นทางการเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า กองทัพยิงโดรนจู่โจมของอิหร่านตก 4 ลำ และโจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองท่าบันดาร์อับบาส ซึ่งกำลังเตรียมที่จะปล่อยโดรนลำที่ 5

“ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นการป้องกันตัวโดยบริสุทธิ์ใจ และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงเอาไว้” เจ้าหน้าที่ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนกล่าว

ด้านสำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) รายงานในเวลาต่อมาว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า พวกเขาตั้งเป้าโจมตีไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นต้นตอของการโจมตีใกล้กับสนามบินบันดาร์อับบาสเมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี

ทาง IRGC ไม่ได้ระบุชื่อฐานทัพดังกล่าว แต่เตือนว่าหากมีการแสดงท่าทีก้าวร้าวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก จะนำไปสู่การตอบโต้ที่ “เด็ดขาดมากยิ่งขึ้น”

ด้านประเทศคูเวต ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติตะวันออกกลางที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แถลงว่าพวกเขากำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยไม่ได้ระบุว่าการโจมตีเหล่านั้นมาจากที่ใด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อมวลชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจากับอิหร่าน และสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของรัฐบาลเตหะราน

เขายังปฏิเสธรายงานของสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่อ้างว่า มีร่างข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการ ที่จะฟื้นฟูการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบดังกล่าวให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในหนึ่งเดือน โดยให้อิหร่านและโอมานซึ่งเป็นประเทศในอ่าวอาหรับร่วมกันบริหารจัดการการเดินเรือ

ทรัมป์ย้ำว่า “ไม่มีใครหน้าไหนจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องทำตัวเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่อย่างนั้นเราจะต้องเป่าพวกเขาให้กระจุย พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดี และพวกเขาจะไม่เป็นไร”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ  เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

28 พ.ค. 2569 15:58 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้หลังออกคำสั่งอพยพ เสี่ยงข้อตกลงหยุดยิงล่ม

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเลบานอน หลังสั่งขยายพื้นที่อพยพครอบคลุมพื้นที่กว่า 14% ของประเทศ โดยอ้างโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดเสี่ยงทำลายความพยายามเจรจายุติสงครามในภูมิภาค

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ถล่มพื้นที่ตอนใต้ของประเทศเลบานอนอย่างรุนแรง โดยพุ่งเป้าไปที่จุดที่อ้างว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของกลุ่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในเมืองไทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของเลบานอนพังถล่มลงมา ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นละอองหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพอิสราเอลได้ออกประกาศเตือนฉุกเฉินให้ประชาชนในพื้นที่อพยพขยับขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำซาห์รานี  ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 40 กิโลเมตร โดยอิสราเอลประกาศจะใช้ “มาตรการขั้นเด็ดขาดขั้นสูงสุด” พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและตอบโต้ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง พร้อมระบุว่านักรบของกลุ่มได้เปิดฉากปะทะกับทหารอิสราเอลอย่างรุนแรงเช่นกัน

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอนรายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลได้ถล่มเมืองไทร์ถึงสองระลอกซ้อน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อาคารขนาดใหญ่ และลุกลามไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

คำสั่งอพยพเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นคำสั่งครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่นโยบายหยุดยิงชั่วคราวเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เม.ย. โดยพื้นที่ที่อิสราเอลสั่งให้อพยพนั้นครอบคลุมพื้นที่ถึง 14% ของดินแดนเลบานอนทั้งหมด และครอบคลุมเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ มากกว่า 300 แห่ง

การยกระดับความรุนแรงครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศขยายขอบเขตปฏิบัติการภาคพื้นดิน เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ส่งโดรนโจมตีทหารอิสราเอลที่ตรึงกำลังอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงโจมตีพลเรือนทางตอนเหนือของอิสราเอล

ด้านนางแอกเนส ดูร์ หัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำเลบานอน ได้ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ทางตอนใต้ของเลบานอนกำลัง “เข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตรายอย่างยิ่ง” การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของพลเรือนย่ำแย่จนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ และจะส่งผลกระทบระยะยาวที่รุนแรงตามมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ระบุว่า เมืองไซดอน ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาได้อีกต่อไปแล้ว และได้แนะนำให้ประชาชนอพยพต่อไปยังหุบเขาเบกา และบริเวณเทือกเขาเลบานอนทางตะวันออกแทน

นอกจากนี้ สื่อเลบานอนยังรายงานว่า เกิดคลื่นการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลกระจายไปทั่วทางตอนใต้และหุบเขาเบกาทางตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 รายในเมืองชูกิน และเมืองนาบาทิเยห์

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยว่า นักรบของตนได้เข้าปะทะกับกองกำลังอิสราเอลใน “ระยะประชิด” ที่เมืองซอว์ตาร์ อัล-ชาร์กิเยห์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำลิทานี โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนราว 30 กิโลเมตร และถือเป็นพื้นที่ที่อยู่นอก “เขตกันชน”  ที่อิสราเอลประกาศไว้แต่แรก

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ กำลังคุกคามและอาจทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยฝั่งอิหร่านยืนกรานว่าข้อตกลงใด ๆ ก็ตามจะต้องครอบคลุมถึงเสถียรภาพของเลบานอนด้วย แต่อิสราเอลยังคงสงวนสิทธิ์ในการเดินหน้าต่อสู้เพื่อขจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป

ทั้งนี้ เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. หลังจากที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดถล่มอิสราเอลเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้อิสราเอลตอบโต้อย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศทั่วเลบานอนและส่งทหารบุกรุกรานภาคพื้นดิน

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 3,213 ราย ขณะที่ฝั่งอิสราเอลระบุว่า มีทหารเสียชีวิต 23 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 รายจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งในช่วงเวลาเดียวกัน.

ที่มา BBC

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

28 พ.ค. 2569 15:13 น.

ไฟไหม้หอพัก รร.ประจำหญิงล้วนเคนยา นักเรียนดับ 16 ศพ เจ็บ 74 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ประเทศเคนยา ในช่วงกลางดึก ขณะนักเรียนกำลังนอนหลับ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และบาดเจ็บอีก 74 คน เจ้าหน้าที่เร่งค้นหานักเรียนที่ยังสูญหาย พร้อมสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจังหวัดนากูรู ประเทศเคนยา ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 16 ศพ และมีนักเรียนอีก 74 รายยังคงต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจากอาการบาดเจ็บหลายระดับ หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงเรียนมัธยมหญิงล้วน “อูตูมิชิ เกิร์ลส์ อะคาเดมี” (Utumishi Girls Academy) ในเมืองกิลกิล ห่างจากกรุงไนโรบี ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 120 กิโลเมตร

รายงานระบุว่า เพลิงได้เริ่มปะทุขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น (28 พ.ค.) โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นที่อาคารหอพักซึ่งเป็นสถานที่นอนรวมของนักเรียนหญิงประมาณ 220 คน ในขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับสนิท ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว 

สภากาชาดเคนยาเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุอย่างเป็นทางการเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. ก่อนจะรีบส่งทีมแพทย์ฉุกเฉิน รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่เยียวยาจิตใจเข้าพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เนื่องจากทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่ทราบข่าวต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนกและช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางวามบูอี นเดรีตู ผู้ปกครองที่มีหลานสาวเรียนอยู่ในโรงเรียนดังกล่าว เล่าถึงบรรยากาศหน้าโรงเรียนว่า เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว ผู้ปกครองจำนวนมากต้องเข้าแถวรอด้วยความกระวนกระวายใจหลังจากทราบข่าวว่ามีเด็กเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เธอยังเปิดเผยว่า มีนักเรียนหลายคนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้นบนของหอพักเพื่อเอาชีวิตรอดจากกองเพลิง

ด้านนายมาซูด มูญี ผู้บัญชาการตำรวจภูมิภาคริฟต์แวลลีย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากในช่วงที่เกิดความโกลาหล มีนักเรียนจำนวนหนึ่งวิ่งหนีเตลิดออกไปนอกบริเวณโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียงเพราะความหวาดกลัว ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปูพรมค้นหาตัวเด็ก ๆ เหล่านั้นกลับมาอย่างเร่งด่วน

ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและนักสืบจากกองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้เข้าควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ของโรงเรียนอย่างเข้มงวด โดยจะอนุญาตให้เพียงผู้ปกครองของนักเรียนเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้าไปภายในบริเวณโรงเรียนได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำการตรวจสอบและ “นับยอดนักเรียน” ที่แน่นอนว่ามีใครติดค้างอยู่หรือสูญหายไปอย่างไรบ้าง

สำหรับนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 74 ราย ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ ในเมืองกิลกิล เพื่อเข้ารับการประเมินอาการและรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกของกองพิสูจน์หลักฐาน

ทั้งนี้ ปัญหาเพลิงไหม้ในโรงเรียนประจำของประเทศเคนยาถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องสั่งปิดทำการอย่างไม่มีกำหนด โดยรายงานการสอบสวนจากเหตุการณ์ในอดีตมักชี้ไปที่ปัญหาความแออัดภายในหอพักนักเรียน และความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการสูญเสียชีวิตพุ่งสูงในลักษณะนี้.

ที่มา BBC / Kenyans.co.ke

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก “ทองคำแท่ง” มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก "ทองคำแท่ง" มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

28 พ.ค. 2569 13:48 น.

บุกค้นบ้านอดีตบิ๊ก CIA พบซุก “ทองคำแท่ง” มูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

เอฟบีไอจับกุมอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ (CIA) หลังบุกค้นบ้านพักในรัฐเวอร์จิเนีย พบทองคำแท่งรวม 303 แท่ง มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,300 ล้านบาท พร้อมเงินสด 2 ล้านดอลลาร์ และนาฬิกาหรูจำนวนมาก พร้อมถูกแฉปลอมประวัติการศึกษาและประวัติรับราชการทหารทั้งหมด

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ (FBI) นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักในรัฐเวอร์จิเนียของนายเดวิด รัช อดีตเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ก่อนจะตะลึงเมื่อพบทองคำแท่งจำนวน 303 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดปัจจุบันสูงเกินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,300 ล้านบาท) ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน

นอกจากทองคำแท่งแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐได้อีกราว 2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 65 ล้านบาท) และนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูอีก 35 เรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ โดยในขณะนี้นายรัชถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำเพื่อรอขึ้นศาล และทางทนายความส่วนตัวของเขายังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ

คดีดังกล่าวถูกเปิดเผยหลังจากฝั่งซีไอเอพบความผิดปกติภายในองค์กร โดยนายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ ได้ส่งเรื่องประสานงานให้เอฟบีไอเข้ามาสืบสวนคดีอาญาอย่างเป็นทางการ จนนำไปสู่การจับกุมตัวนายรัชเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ในข้อหาลักทรัพย์ของทางราชการ

จากเอกสารคำฟ้องของศาลระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 นายรัชได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงซึ่งสามารถเข้าถึงชั้นความลับขั้นสูงสุด ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ หลายครั้ง เพื่อขอเบิกเงินตราต่างประเทศจำนวนมากรวมถึงทองคำแท่งมูลค่านับสิบล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้เป็น “ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน”

แต่จากการตรวจสอบภายในภายหลัง ซีไอเอกลับไม่สามารถตามหาทองคำแท่งหรือเงินตราต่างประเทศเหล่านั้นได้ และไม่มีบันทึกรายงานจากนายรัชเลยว่าเขานำทองคำและเงินเหล่านั้นไปใช้ในจุดประสงค์ใด จนกระทั่งเอฟบีไอเข้าบุกค้นบ้านพักของเขาเมื่อวันที่ 18 พ.ค. และพบของกลางทั้งหมดถูกซุกไว้ในบ้านโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

นอกเหนือจากคดีฉ้อโกงทองคำแล้ว เอฟบีไอยังพบว่านายรัชมีพฤติกรรม “ลวงโลก” มาตั้งแต่ปี 1997 โดยเริ่มจากการปลอมแปลงเอกสารผลการเรียนและวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคลมสัน เพื่อใช้สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพเรือสหรัฐฯ จนทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นร้อยตรีในกองทัพเรือสำรองเมื่อปี 2004 ก่อนจะลาออกในปี 2015

หลังจากนั้น เขายังใช้ประวัติการศึกษาปลอมที่อ้างว่าจบจากสถาบันหลายแห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยเคลมสัน, สถาบันโพลิเทคนิคเรนส์ซีเลียร์ (RPI) และบัณฑิตวิทยาลัยการทัพเรือ ในการยื่นสมัครเข้าทำงานกับรัฐบาลกลางถึง 3 ครั้ง รวมถึงใช้ยื่นขอใบรับรองความปลอดภัยทางทหาร

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2561 นายรัชได้ยื่นเอกสารเพื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดยอ้างโปรไฟล์หรูว่าตนเองเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักบินทดสอบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายทดสอบขององค์กรทดสอบอาวุธร่วมระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือ ซึ่งคุมกำลังพล 145 นายและเครื่องบินอีก 18 ลำ ทว่าเอฟบีไอสืบพบว่า “ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก” นายรัชไม่เคยเรียนจบจากสถาบันเหล่านั้น และไม่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินของกองทัพเรือเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความผิดฐานฉ้อโกงของเขายังลามไปถึงการที่เขาแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่า ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพเรือสำรอง ทั้งที่ความจริงเขาลาออกไปตั้งแต่ปี 2515 พฤติกรรมนี้ทำให้เขาได้รับเงินชดเชยและค่าจ้างสำหรับการ “ลาไปปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร” เป็นเงินฟรีอีกหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

ในปัจจุบัน อัยการรัฐบาลกลางและทนายความฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องร่วมกันเพื่อขอเลื่อนการไต่สวนการควบคุมตัวออกไปเป็นวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ณ ศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเขตเวอร์จิเนียตะวันออก เพื่อรวบรวมและประเมินหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่ทางเอฟบีไอและซีไอแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะยังคงสืบสวนเชิงลึกในคดีนี้ต่อไปอย่างเข้มงวดที่สุด.

ที่มา BBC / CBS

รวบวิศวกร “กูเกิล” ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

รวบวิศวกร "กูเกิล" ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

28 พ.ค. 2569 13:06 น.

รวบวิศวกร “กูเกิล” ใช้ข้อมูลวงในโกงเดิมพันออนไลน์ ฟันกำไรกว่า 39 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตั้งข้อหาวิศวกรของกูเกิล หลังถูกกล่าวหาแอบใช้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการค้นหาบนกูเกิล ไปเดิมพันบนแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าทางออนไลน์ “Polymarket” จนทำกำไรได้กว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 39 ล้านบาท

สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กใต้ ร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ประกาศจับกุมและยื่นฟ้องนายมิเคเล สปาญญูโอโล อายุ 36 ปี วิศวกรซอฟต์แวร์ของบริษัทกูเกิล ในข้อหาฉ้อโกงสินค้าโภคภัณฑ์, ฉ้อโกงทางโทรเลข และฟอกเงิน หลังสืบพบว่าเขาใช้ข้อมูลลับภายในของบริษัทไปใช้ในการวางเดิมพันบนแพลตฟอร์มพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้า (Prediction Market) จนได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39 ล้านบาท

นายสปาญญูโอโล ซึ่งเป็นพลเมืองสัญชาติอิตาลีและอาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา และถูกนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในกรุงนิวยอร์ก โดยศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินสูงถึง 2.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คำฟ้องระบุว่า นายสปาญญูโอโล ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรด้านความปลอดภัยสารสนเทศให้แก่กูเกิลมานานกว่า 12 ปี ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เข้าถึงเครื่องมือการตลาดภายในที่เปิดให้พนักงานทุกคนเข้าถึงได้ แต่เขากลับนำข้อมูลสถิติยอดการค้นหาของผู้ใช้งานที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไปใช้วางเดิมพันที่เกี่ยวข้องกับกูเกิล บนแพลตฟอร์ม Polymarket ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีก่อน เป็นมูลค่ารวมกว่า 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอกสารจากชั้นศาลเปิดเผยว่า การเดิมพันที่ทำกำไรให้แก่เขามหาศาลที่สุด คือการทายผลลัพธ์ว่า “ใครจะเป็นบุคคลที่ถูกค้นหามากที่สุดบนกูเกิล ประจำปี 2025”  โดยนายสปาญญูโอโลใช้บัญชีนิรนามภายใต้ชื่อ “AlphaRaccoon” วางเดิมพันสวนทางกับบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง เบียงกา เซนโซรี (Bianca Censori) และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่กลับเลือกทายว่า “เดวิด” (D4vd) นักร้องหนุ่มชื่อดังที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยรุ่น จะเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่ง

ในขณะนั้น ระบบของ Polymarket ประเมินโอกาสที่นักร้องรายนี้จะติดอันดับหนึ่งไว้ “เกือบเป็นศูนย์” แต่นายสปาญญูโอโลรู้ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้วว่า ยอดการค้นหาของ “เดวิด” (D4vd) พุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจริง เนื่องจากเขาเห็นฐานข้อมูลดิบที่กูเกิลรวบรวมไว้ก่อนจะแถลงต่อสาธารณะ

คำฟ้องระบุว่า “นายสปาญญูโอโลรู้ผลลัพธ์ของการเดิมพันก่อนที่สาธารณชนจะรู้ เพราะเขาเข้าถึงข้อมูลภายในที่เป็นความลับทางธุรกิจของกูเกิล จากนั้นเมื่อชนะเดิมพัน เขาก็พยายามหลบเลี่ยงด้วยการโอนย้ายสินทรัพย์คริปโตผ่านหลายบัญชีเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน”

แม้ว่าแพลตฟอร์ม Polymarket จะขับเคลื่อนด้วยสกุลเงินดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านบัญชีนิรนาม แต่ทางเอฟบีไอสามารถสืบสวนเชิงลึกและเชื่อมโยงเครือข่ายบัญชีเหล่านั้นกลับมายังตัวตนที่แท้จริงของสปัญญูโลได้ หลังจากพบว่ามีบัญชีหนึ่งที่เขาใช้ บัตรประจำตัวประชาชนอิตาลี ในการเปิดยืนยันตัวตน

โฆษกของ Polymarket แถลงว่า ทางแพลตฟอร์มได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และถือเป็นแพลตฟอร์มทำนายผลรายแรกที่ความร่วมมือนำไปสู่การจับกุมคดีใช้ข้อมูลวงใน พร้อมย้ำว่า “การซื้อขายบนบล็อกเชนนั้นมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ คนไม่ดีมักจะทิ้งรอยเท้าเอาไว้เสมอ”

ด้านโฆษกของกูเกิลแถลงยืนยันว่า บริษัทกำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน และในขณะนี้พนักงานรายดังกล่าวได้ถูกสั่งพักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยชี้แจงว่าแม้เครื่องมือดังกล่าวพนักงานทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่การนำข้อมูลลับไปใช้เพื่อผลประโยชน์และวางเดิมพัน ถือเป็นการละเมิดนโยบายของบริษัทอย่างร้ายแรง

คดีของสปัญญูโลนับเป็นคดีอาญาครั้งใหญ่รายที่สองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลวงในบนแพลตฟอร์ม Polymarket โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน ทางการสหรัฐฯ เพิ่งจับกุม จ่าสิบเอกแกนนอน เคน แวน ไดค์ ทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ในข้อหาใช้ข้อมูลลับระดับทหารเกี่ยวกับปฏิบัติการจู่โจมขับไล่นายนิโกลัส มาดูโร ออกจากตำแหน่งผู้นำเวเนซุเอลา ไปใช้ในการวางเดิมพันบนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเขายังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา BBC / NBC

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

28 พ.ค. 2569 12:12 น.

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านรอบใหม่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในเมืองท่าบันดาร์อับบาสของอิหร่าน นับเป็นการโจมตีเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน พร้อมยิงสกัดโดรนโจมตี 4 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างเป็นการป้องกันตนเองและรักษาข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่อิหร่านประณามว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงโดรนโจมตีของอิหร่านร่วง 4 ลำ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพสหรัฐฯ และการเดินเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังได้โจมตีสถานีควบคุมภาคพื้นดินในเมืองบันดาร์ อับบาส ในขณะที่กำลังเตรียมจะปล่อยโดรนลำที่ห้า

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า “การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่เหมาะสม เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองอย่างแท้จริง และมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิง” ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงเตือนเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ที่พยายามจะแล่นผ่านช่องแคบจนต้องถอยร่นไป ก่อนที่สหรัฐฯ จะยิงถล่มพื้นที่ว่างเปล่ารอบ ๆ เมืองบันดาร์ อับบาส ซึ่งไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) โดยเขาได้ปฏิเสธรายงานจากสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านที่อ้างว่า ทั้งสองประเทศสามารถบรรลุ “ร่างข้อตกลงกรอบความร่วมมือร่วมกัน” เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้ตามปกติภายในหนึ่งเดือน โดยมีอิหร่านและโอมานร่วมกันบริหารจัดการ ตลอดจนข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ตราหน้าข้อความดังกล่าวว่าเป็น “เรื่องโกหก”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ประกาศกร้าวว่า จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งได้สิทธิ์ขาดในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และกล่าวข่มขู่ไปยังประเทศโอมาน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ว่า “ไม่มีใครจะได้ควบคุมช่องแคบนี้ มันคือเขตน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องปฏิบัติตามกฎเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นเราจะต้องระเบิดพวกเขาให้ราบ ซึ่งพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดีและจะไม่ทำตัวมีปัญหา” 

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้สั่งคว่ำบาตร “หน่วยงานบริหารจัดการช่องแคบเปอร์เซีย” ซึ่งเป็นองค์กรที่อิหร่านจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบ โดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ด้านนายอิบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้ผ่าน X ว่า วาทกรรมของทรัมป์จะไม่สามารถบีบให้อิหร่านถอยร่นจากข้อเรียกร้องเดิมได้ ทั้งเรื่องสิทธิ์การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การคุมช่องแคบ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด พร้อมชี้ว่า ทรัมป์กำลังเผชิญกับทางตันทางยุทธศาสตร์จึงได้แต่พูดสลับไปมาระหว่างการข่มขู่และการอ้อนวอนขอข้อตกลง

แม้ว่าทรัมป์จะเคยแสดงท่าทีเชิงบวกว่าข้อตกลงใกล้จะเสร็จสิ้น แต่ในการประชุมล่าสุดเขาระบุว่า สหรัฐฯ “ยังไม่พอใจ” กับเงื่อนไขปัจจุบัน และพร้อมจะกลับไปใช้มาตรการทิ้งระเบิดขนานใหญ่อีกครั้งหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงของวอชิงตัน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันให้ประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ และจอร์แดน ลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) เพื่อปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติกับอิสราเอล ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงปฏิเสธ

ขณะนี้สหรัฐฯ มีกำลังพลราว 15,000 นายทำหน้าที่ปิดล้อมอิหร่าน ควบคู่ไปกับกองกำลังเสริมในฐานทัพหลายแห่งทั่วภูมิภาค เช่น กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังคงเป็นจุดชนวนสำคัญที่สุด ซึ่งนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายในที่ประชุมอย่างหนักแน่นว่า “ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด”.

ที่มา Reuters / BBC

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

28 พ.ค. 2569 11:46 น.

กู้ภัยเผยต้องการถังออกซิเจนเพิ่ม เพื่อลำเลียงผู้รอดชีวิตติดถ้ำลาว 5 คนออกมา

ภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านชาวลาว 7 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่ลาว ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ล่าสุดทีมกู้ภัยระบุว่า จำเป็นต้องใช้ถังออกซิเจนเพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อเร่งนำผู้รอดชีวิตออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย

หัวหน้าทีมอาสาสมัครจากไทยที่เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งจัดหาและยืมถังออกซิเจนเพิ่มเติม พร้อมเตรียมตั้งจุดเติมออกซิเจนบริเวณหน้าถ้ำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการ

รายงานระบุว่า ชาวบ้านทั้ง 7 คนเข้าไปในถ้ำตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขุดหาทองคำ แต่เกิดดินถล่มและน้ำท่วมจากฝนตกหนักปิดทางออก ทำให้ทั้งหมดติดอยู่ภายในถ้ำ

จนถึงขณะนี้ มีรายงานพบผู้รอดชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 คน แต่ยังไม่มีใครถูกนำตัวออกมาได้ ขณะที่บางกลุ่มอาสาสมัครในลาวระบุว่า พบตัวครบทั้ง 7 คนและปลอดภัยแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการ

ด้านทีมกู้ภัยจากไทยเริ่มเข้าร่วมปฏิบัติการตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนักดำน้ำที่เข้าช่วยเหลือ เคยมีบทบาทสำคัญในภารกิจช่วยทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2018 ซึ่งเคยได้รับความสนใจจากทั่วโลก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยยังคงเร่งประเมินสภาพภายในถ้ำ ท่ามกลางอุปสรรคจากระดับน้ำและข้อจำกัดด้านออกซิเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของทั้งผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ.

ที่มา : channelnewsasia

ออสเตรเลียฟ้อง “3M” เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

ออสเตรเลียฟ้อง "3M" เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

28 พ.ค. 2569 11:26 น.

ออสเตรเลียฟ้อง “3M” เรียกค่าเสียหาย 4.6 หมื่นล้านบาท ปมสารเคมีตลอดกาลในโฟมดับเพลิง

รัฐบาลออสเตรเลียฟ้องร้อง “3M” บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท) หลังพบการปนเปื้อนของสารเคมีที่ไม่สลายตัวตามธรรมชาติหรือ “สารเคมีตลอดกาล” จากโฟมดับเพลิงในฐานทัพทหาร 28 แห่งทั่วประเทศ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศยื่นฟ้องบริษัท 3M ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคและการผลิตของสหรัฐฯ ต่อศาลรัฐบาลกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4.65 หมื่นล้านบาท) จากกรณีที่บริษัทถูกกล่าวหาว่าปกปิดข้อมูลความเสี่ยงและทำให้เกิดการปนเปื้อนของ “สารเคมีตลอดกาล” อย่างสาร PFAS  ในฐานทัพทหารหลายสิบแห่งทั่วประเทศ

นางมิเชล โรว์แลนด์ อัยการสูงสุดของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นี่คือการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่รัฐบาลออสเตรเลียเคยดำเนินการมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกคืน “ค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล” ที่รัฐบาลและผู้เสียภาษีชาวออสเตรเลียต้องแบกรับในการเข้ามาจัดการ ตรวจสอบ และบำบัดสารปนเปื้อนในพื้นที่ของกระทรวงกลาโหมรวม 28 แห่ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีการใช้เงินงบประมาณไปแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ด้านนายปีเตอร์ คาลิล ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหม ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาฝากฝั่งกองทัพต้องเร่งกำจัดดินที่ปนเปื้อนสาร PFAS ออกไปแล้วกว่า 200,000 ตัน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบ

รัฐบาลออสเตรเลียระบุในคำฟ้องว่า บริษัท 3M รับรู้ถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโฟมดับเพลิงชนิดสร้างฟิล์มสารละลายน้ำ (AFFF) ของตนเองเป็นอย่างดี แต่กลับปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยให้คำมั่นสัญญาเรื่องความปลอดภัยในการกำจัดและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลภายในที่บริษัทมีอยู่ในขณะนั้น

สำหรับสาร PFAS (Per- and poly-fluoroalkyl substances) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemicals) เป็นสารเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น มีคุณสมบัติเด่นในการทนความร้อน กันน้ำ และกันน้ำมัน มักใช้ในโฟมดับเพลิง กระทะเทฟลอน เสื้อกันฝน และโทรศัพท์มือถือ ทว่าสารชนิดนี้มีความคงทนสูงมากและไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าหากสะสมในร่างกายและแหล่งน้ำในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงรวมถึงโรคมะเร็ง จนนำไปสู่การควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดทั่วโลก

แม้ว่ากองทัพออสเตรเลียจะเริ่มทยอยเลิกใช้โฟมดับเพลิงที่มีส่วนผสมของ PFAS มาตั้งแต่ปี 2004 แต่รายงานการไต่สวนของรัฐสภาออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้วระบุว่า ยังคงพบสารเคมีนี้ตกค้างในปริมาณสูงรอบฐานทัพหลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ชุมชนชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ใกล้ฐานทัพเรือในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ต้องเผชิญกับภาวะหวาดกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพ เนื่องจากแหล่งน้ำและสัตว์น้ำในแม่น้ำที่พวกเขาใช้ดำรงชีวิตถูกปนเปื้อนด้วยโฟมดับเพลิง นอกจากนี้ในปี 2024 ยังมีการตรวจพบพื้นที่ปนเปื้อนรุนแรงในเขตมรดกโลกบลูเมาน์เทนส์ ซึ่งอยู่ใกล้กับฐานทัพอากาศอีกด้วย

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทัพออสเตรเลียต้องใช้เงินราว 1,300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย บำบัดน้ำเสียไปแล้วกว่า 13,000 ล้านลิตร และต้องจัดส่งน้ำดื่มบรรจุขวดรวมถึงถังเก็บน้ำฝนให้แก่บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ 785 หลังคาเรือน อีกทั้งเมื่อปี 2023 รัฐบาลเพิ่งยอมความและจ่ายเงินชดเชยจำนวน 133 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้กับประชาชนใน 7 ชุมชนที่รวมตัวกันฟ้องร้องแบบกลุ่ม

โฆษกของบริษัท 3M ได้ส่งแถลงการณ์ผ่านทางอีเมลเพื่อตอบโต้ โดยยืนยันว่าจะขอต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด “3M ไม่เคยผลิตสาร PFAS ในประเทศออสเตรเลีย และเราได้ยุติการขายผลิตภัณฑ์โฟมดับเพลิงที่เป็นประเด็นในออสเตรเลียไปแล้วเมื่อประมาณสองทศวรรษก่อน” พร้อมเสริมว่า หลังจากที่ 3M เลิกขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปแล้ว ทางกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเองต่างหากที่ยังคงใช้งานโฟมดับเพลิงที่มีสาร PFAS ต่อเนื่องมาอีกถึง 20 ปี

ทั้งนี้ 3M ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าระดับโลกอย่างกระดาษโน้ต Post-it และเทปกาว Scotch tape เคยประกาศเมื่อปี 2022 ว่าจะยุติการผลิตและใช้สาร PFAS ทั้งหมดภายในสิ้นปี 2568 และก่อนหน้านี้ในปี 2023 บริษัทเพิ่งจะยอมความและจ่ายเงินมูลค่าสูงถึง 10,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีความเกี่ยวกับการทำระบบประปาปนเปื้อนสารเคมีในสหรัฐฯ มาแล้ว.

ที่มา BBC / AFP