บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก "โดนัลด์ ทรัมป์" ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

28 พ.ค. 2569 10:37 น.

บังกลาเทศระงับเชือดควายเผือก “โดนัลด์ ทรัมป์” ย้ายเข้าสวนสัตว์แห่งชาติ

รัฐบาลบังกลาเทศสั่งระงับการเชือดพลีทานควายเผือกหายากที่ถูกตั้งชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จากลักษณะขนสีทองคล้ายทรงผมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในพิธีกรรมทางศาสนาของเทศกาลอีดิ้ลอัฎฮา และย้ายไปดูแลต่อที่สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงธากา

ควายเผือกเพศผู้ในประเทศบังกลาเทศที่ได้รับฉายาว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จากลักษณะเด่นที่มีเส้นขนสีบลอนด์ทองสลวยคล้ายกับทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับการละเว้นจากการถูกเชือดพลีทานในพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว หลังกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ และจะถูกส่งตัวไปเลี้ยงต่อที่สวนสัตว์แห่งชาติแทน

ประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมราว 170 ล้านคน มีกำหนดการเฉลิมฉลองเทศกาล “อีฎิ้ลอัดฮา”  หรือเทศกาลฉลองการเสียสละในวันนี้ (28 พ.ค.) ซึ่งโดยปกติแล้วคาดว่าจะมีปศุสัตว์ ทั้งแพะ แกะ วัว และควาย มากกว่า 12 ล้านตัวถูกเชือดเพื่อเป็นทานในวันหยุดนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสไม่บ่อยนักที่ครอบครัวยากจนจะได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์

เดิมที ควายเผือกน้ำหนักเกือบ 700 กิโลกรัมตัวนี้ ได้ถูกขายให้กับผู้ซื้อรายหนึ่งไปแล้วเพื่อเตรียมเข้าสู่พิธีชำแหละ แต่ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่มันจะต้องเผชิญกับคมมีด รัฐบาลบังกลาเทศได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงอย่างเร่งด่วน โดยนายซาลาฮุดดิน อาห์เมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งให้ระงับการเชือดควายตัวนี้ พร้อมทั้งสั่งการให้คืนเงินแก่ผู้ซื้อ และให้ย้ายสัตว์ตัวดังกล่าวไปยังสวนสัตว์แห่งชาติในกรุงธากา

เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยรายหนึ่งเปิดเผยว่า “เราตัดสินใจละเว้นควายตัวนี้จากการถูกบูชายัญในนาทีสุดท้ายเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และความสนใจจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม” 

เรื่องราวเริ่มต้นจากการซื้อขายควายในช่วงเทศกาลตามปกติ แต่กลับกลายเป็นความสนใจระดับประเทศอย่างรวดเร็วหลังจากวิดีโอของมันถูกแชร์จนกลายเป็นไวรัล ส่งผลให้ฝูงชนจำนวนมาก รวมถึงแฟนคลับบนโลกออนไลน์ แฟนเพลง และเด็ก ๆ ต่างเดินทางมาจากพื้นที่ห่างไกลเพื่อมาดูลักษณะเด่นและถ่ายรูปคู่กับควายเผือกตัวนี้

นายเซีย อุดดิน มฤธา วัย 38 ปี อดีตเจ้าของฟาร์มเปิดเผยว่า น้องชายของเขาเป็นคนตั้งชื่อให้มันว่า “ทรัมป์” เพราะสะดุดตากับขนส่วนหัวที่มีสีบลอนด์ทองดูแปลกตา มฤธายังเล่าเสริมว่า ควายตัวนี้มีนิสัยสุภาพและอ้อนโยนเป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้อาหารบ่อยครั้งและการอาบน้ำเป็นประจำ

ตามปกติแล้ว ควายเผือกถือเป็นสัตว์ที่พบได้ยากมากในบังกลาเทศ ซึ่งปศุสัตว์ส่วนใหญ่ในประเทศมักจะมีสีเข้ม ทำให้มันกลายเป็นจุดเด่นท่ามกลางตลาดซื้อขายสัตว์ในช่วงเทศกาล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า “ชื่อเล่น” ของมันน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยชีวิตมันเอาไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจเครานีกอนจ์ ในกรุงธากา ซึ่งเป็นจุดที่ควายถูกนำตัวมาพักไว้ เปิดเผยว่า “กรมปศุสัตว์ได้ประสานขอให้เรานำควายตัวนี้มาจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมันเป็นสัตว์หายาก และพวกเขาระบุว่าควายเผือกตัวนี้ยังมีอายุน้อยมาก สามารถเลี้ยงดูต่อไปได้อีกหลายปี”

นายอาติกูร์ เราห์มาน เจ้าหน้าที่ประจำสวนสัตว์แห่งชาติบังกลาเทศ ยืนยันว่า ควายเผือกตัวนี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี “เราได้จัดเตรียมคอกเลี้ยงเฉพาะสำหรับควายเผือกตัวนี้ และมอบหมายให้มีผู้ดูแลส่วนตัว โดยในเบื้องต้น มันจะต้องเข้ารับการกักตัวเพื่อตรวจโรคเป็นเวลาสองสัปดาห์ตามขั้นตอน”.

ที่มา AFP / Reuters

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

28 พ.ค. 2569 10:31 น.

ทรัมป์ยอมรับ ยังไม่พอใจการเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐฯ ยังมีทางเลือกอื่น

โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านยังไม่ลงตัว แม้เริ่มมีความคืบหน้า ขณะที่ทำเนียบขาวปฏิเสธข่าวร่างข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซว่าเป็นข้อมูลปลอม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขายังไม่พอใจกับผลการเจรจากับอิหร่าน และทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ โดยทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า แม้การหารือจะเริ่มมีความคืบหน้า และอิหร่านกำลังยอมรับข้อเสนอในบางประเด็นมากขึ้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะประสบผลสำเร็จ 

พร้อมกันนี้ทรีมป์ย้ำว่า หากการทูตไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ สหรัฐฯ ก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่บนโต๊ะ ผู้นำสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า อิหร่านจะไม่สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกได้

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การทูตยังคงเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ก็เตือนว่า หากการเจรจาไม่คืบหน้า ประธานาธิบดีมีทางเลือกอื่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่า ได้รับร่างบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการต่อเรือสินค้าอิหร่าน และความเป็นไปได้ในการปรับกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธรายงานนี้ทันที โดยระบุว่าเป็นข้อมูลที่แต่งขึ้นทั้งหมดและไม่เป็นความจริง.

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า “โจ ไบเดน” กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า "โจ ไบเดน" กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

28 พ.ค. 2569 10:14 น.

จิล ไบเดน เผย เคยคิดว่า “โจ ไบเดน” กำลังเส้นเลือดสมองตีบ ระหว่างดีเบตเลือกตั้งปี 2567

จิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดใจว่าเธอหวาดกลัวอย่างมากระหว่างชมสามี “โจ ไบเดน” ดีเบตเลือกตั้งปี 2567 เพราะไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนั้นมาก่อน ถึงขั้นคิดว่าอาจกำลังมีภาวะเส้นเลือดสมองตีบ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางจิล ไบเดน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เธอเคยหวาดกลัวอย่างมากระหว่างชมการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2567 เพราะคิดว่าสามีของเธอ นายโจ ไบเดน อาจกำลังมีอาการเส้นเลือดสมองตีบ

ในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นิวส์ นางไบเดนเล่าว่า ขณะเฝ้าดูโจ ไบเดนบนเวทีดีเบต เธอรู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นเขามีอาการเช่นนั้นมาก่อนเลยตลอดชีวิตคู่ และไม่เคยเห็นอีกหลังจากนั้น ทำให้เธอคิดทันทีว่าอาจเกิดเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพขึ้น

โดยการดีเบตครั้งนั้นเกิดขึ้นระหว่างโจ ไบเดน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทั้งคู่ต่างลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง แม้ทั้งสองฝ่ายจะถกเถียงกันในประเด็นสำคัญอย่างผู้อพยพ เศรษฐกิจ และสิทธิการทำแท้ง แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับเป็นการแสดงออกของนายไบเดนบนเวที ซึ่งพูดด้วยน้ำเสียงแหบ มีช่วงที่พูดสะดุด และดูเหมือนหลุดจากประเด็นอยู่หลายครั้ง

ทีมงานของไบเดนในเวลานั้นชี้แจงว่าเขามีอาการป่วยและเจ็บคอ ขณะที่ฝ่ายหาเสียงยังยืนยันว่าจะไม่ถอนตัวจากการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และยังพร้อมดีเบตกับทรัมป์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลการดีเบตสร้างความกังวลอย่างหนักภายในพรรคเดโมแครต และทำให้ข้อสงสัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับอายุ สุขภาพ และความพร้อมของไบเดนกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ เนื่องจากขณะนั้นเขามีอายุ 81 ปี ื

ขณะที่แรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากนั้น โดยเฉพาะหลังเกิดความผิดพลาดในการพูดระหว่างการประชุมนาโต และภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแรงหลังติดโควิด-19 จนนำไปสู่การตัดสินใจยุติการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงกว่า 5% ตลาดจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงกว่า 5% ตลาดจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายสงครามตะวันออกกลาง

28 พ.ค. 2569 09:33 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงกว่า 5% ตลาดจับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงกว่า 5% หลังตลาดคาดหวังสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้ง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น รับแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยี

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังนักลงทุนจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ท่ามกลางความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงเพื่อลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และนำไปสู่การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ราคาน้ำมันปรับลดลงมากกว่า 5% จากแรงคาดการณ์ว่าหากการเจรจาคืบหน้า จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก หลังสงครามในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ทำให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปิดบวกและทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่อเนื่อง ท่ามกลางความเชื่อมั่นว่าการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะยังเป็นแรงขับสำคัญของผลประกอบการบริษัทในภาคเทคโนโลยี

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากราคาพลังงานยังผันผวนและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางหลายประเทศอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและอาจกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

Meta จะเก็บเงินเพิ่ม! เปิดตัว Instagram Plus – Facebook Plus – WhatsApp Plus สะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

Meta จะเก็บเงินเพิ่ม! เปิดตัว Instagram Plus - Facebook Plus - WhatsApp Plus สะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

28 พ.ค. 2569 09:05 น.

Meta จะเก็บเงินเพิ่ม! เปิดตัว Instagram Plus – Facebook Plus – WhatsApp Plus สะเทือนผู้ใช้ทั่วโลก

Meta บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และWhatsApp เปิดตัวแพ็กเกจสมัครสมาชิกแบบเสียเงินอย่างเป็นทางการทั่วโลก นับเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ของบริษัทที่เคยพึ่งพารายได้จากโฆษณามาโดยตลอด 

นาโอมิ ไกลต์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Meta ประกาศผ่านคลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมว่า บริษัทเตรียมเปิดบริการ Facebook Plus, Instagram Plus และ WhatsApp Plus พร้อมระบุว่า ในอนาคตจะมีแพ็กเกจเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ ครีเอเตอร์ และบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตามมาอีก

รายงานระบุว่า Instagram Plus และ Facebook Plus จะมีค่าบริการเดือนละ 3.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 145 บาทต่อเดือน ส่วน WhatsApp Plus อยู่ที่ 2.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 109 บาทต่อเดือน

สำหรับฟีเจอร์ที่ผู้ใช้แบบเสียเงินจะได้รับบน Instagram Plus และ Facebook Plus ได้แก่ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดขึ้น การดูสถิติคนย้อนดูสตอรี่ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้ชม รวมถึงตัวเลือกปรับแต่งโปรไฟล์เพิ่มเติม

ขณะที่ WhatsApp Plus จะเน้นฟีเจอร์ด้านการปรับแต่ง เช่น สติกเกอร์พรีเมียม เสียงเรียกเข้าเฉพาะ และธีมแอปแบบพิเศษ

การประกาศครั้งนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้งานจำนวนมากมองว่า แพลตฟอร์มโซเชียลที่เคยใช้ฟรีกำลังค่อย ๆ ผลักผู้ใช้เข้าสู่ระบบจ่ายเงินเพื่อได้ฟีเจอร์ที่ดีกว่า 

ความเคลื่อนไหวของเมตา (Meta)เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทกำลังถูกนักลงทุนจับตาอย่างหนัก จากการทุ่มงบประมาณมหาศาลด้าน AI โดยบริษัทคาดการณ์ว่า ปีนี้จะใช้เงินลงทุนสำหรับศูนย์ข้อมูล AI สูงถึง 125,000-145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังข่าวเปิดตัวแพ็กเกจแบบเสียเงินเผยแพร่ออกไป หุ้นของเมตาปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3%

ก่อนหน้านี้ เมตาเคยเปิดให้บริการ Facebook และ Instagram แบบไม่มีโฆษณาในยุโรปตั้งแต่ปี 2023 เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป โดยเปิดทางให้ผู้ใช้เลือกได้ระหว่างเวอร์ชันใช้ฟรีที่มีโฆษณา หรือจ่ายเงินเพื่อใช้งานแบบไร้โฆษณา

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว Plus Subscription ทั่วโลกครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ยุคของโซเชียลมีเดียฟรีกำลังเปลี่ยนไป และผู้ใช้อาจต้องจ่ายเงินมากขึ้น หากต้องการเข้าถึงฟีเจอร์พิเศษหรือการมองเห็นที่ดีกว่าเดิม.

ที่มา : channelnewsasia

ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

 ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

28 พ.ค. 2569 08:43 น.

ยูกันดาปิดพรมแดนคองโก สกัดอีโบลาระบาดหนัก ผู้ป่วยต้องสงสัยพุ่งเกือบ 1,000 ราย

ยูกันดาประกาศปิดพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา หลังจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อในคองโกเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 ราย และมีเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 220 ราย

มาตรการดังกล่าวสวนทางกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ไม่สนับสนุนการปิดพรมแดน แม้จะประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้วก็ตาม

โดยรัฐบาลยูกันดาระบุว่า การข้ามแดนจะได้รับอนุญาตเฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น ภารกิจควบคุมโรค การขนส่งสินค้า หรือเหตุผลด้านความมั่นคงเท่านั้น และผู้ที่เดินทางเข้าประเทศจะต้องเข้าสู่การกักตัวภาคบังคับเป็นเวลา 21 วัน

การตัดสินใจปิดพรมแดนมีขึ้น หลังพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ในยูกันดาหลายรายสัมผัสผู้ป่วยจากคองโกที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาก่อนมีการประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะนี้ยูกันดาพบผู้ติดเชื้ออีโบลาแล้ว 7 ราย รวมถึงชายวัย 59 ปีที่เสียชีวิตในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยแม้จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสโรคผ่านบุคลากรสาธารณสุขกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การติดตามตัวและแยกกักผู้สัมผัสโรคถือเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมอีโบลา ซึ่งเป็นโรคที่สามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต

WHO เตือนว่า การปิดพรมแดนอาจทำให้ประชาชนหันไปใช้เส้นทางธรรมชาติที่ไม่มีการตรวจคัดกรองแทน โดยชายแดนระหว่างยูกันดากับคองโกมีความยาวกว่า 765 กิโลเมตร และมีเส้นทางเดินเท้าจำนวนมากที่ยากต่อการควบคุม

ด้านองค์กรช่วยเหลือระหว่างประเทศเปิดเผยว่า การตัดลดงบช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และหลายประเทศตะวันตกเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการรับมือโรคระบาดในพื้นที่ภาคตะวันออกของคองโก ทำให้ขาดแคลนอุปกรณ์สำคัญ เช่น ชุดป้องกัน หน้ากาก ชุดตรวจหาเชื้อ และถุงบรรจุศพ

ทั้งนี้ คองโกเคยเผชิญการระบาดของอีโบลามาแล้วถึง 17 ครั้ง ขณะที่การระบาดรอบล่าสุดสร้างความกังวลต่อหลายประเทศในแอฟริกาตะวันออก เนื่องจากเป็นไวรัสสายพันธุ์หายากที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : AP

โป๊ปเลโอที่ 14 ช่วยชายเป็นลมกลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ท่ามกลางคลื่นความร้อนถล่มนครวาติกัน

โป๊ปเลโอที่ 14 ช่วยชายเป็นลมกลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ท่ามกลางคลื่นความร้อนถล่มนครวาติกัน

28 พ.ค. 2569 08:26 น.

โป๊ปเลโอที่ 14 ช่วยชายเป็นลมกลางจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ท่ามกลางคลื่นความร้อนถล่มนครวาติกัน

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเข้าช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่เป็นลม ขณะยืนต่อแถวรอจับมือกับพระองค์ หลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าทั่วไป ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครวาติกัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ภาพเหตุการณ์เผยให้เห็นว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงคุกเข่าลงข้างชายคนดังกล่าว ระหว่างที่เจ้าหน้าที่วาติกันเร่งเข้าปฐมพยาบาลและช่วยให้ผู้แสวงบุญรายนี้ฟื้นตัว

หลังจากนั้น พระองค์เสด็จกลับไปทักทายประชาชนตามปกติ ขณะที่เจ้าหน้าที่วาติกันเข็นชายคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ด้วยรถเข็น พร้อมกางร่มบังแดดให้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่นครวาติกันและกรุงโรมกำลังเผชิญคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงในฤดูใบไม้ผลิ โดยทางการกรุงโรมได้ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงเป็นครั้งแรกของปี ซึ่งถือเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด

สำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของอิตาลีระบุว่า ระดับเตือนภัยดังกล่าวหมายถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงด้วย

ด้านหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของกองทัพอากาศอิตาลีคาดการณ์ว่า อุณหภูมิในกรุงโรมอาจพุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 89.6 องศาฟาเรนไฮต์ ขณะที่หลายพื้นที่ของยุโรปต่างเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดเช่นเดียวกัน.

ที่มา : AP

จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต

จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต

28 พ.ค. 2569 06:16 น.

จำคุก 41 เดือน ผู้ช่วยวัย 60 ปี ฉีดเคตามีนทำ แมทธิว เพอร์รี เสียชีวิต

ผู้ช่วยของแมทธิว เพอร์รี นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกา ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 41 เดือน ฐานฉีดเคตามีนให้นักแสดงหนุ่มใหญ่รายนี้จนทำให้เขาเสียชีวิตเมื่อปี 2566

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 ศาลในสหรัฐฯ มีคำพิพากษาให้จำคุกนาย เคนเนธ อิวามาซะ ผู้ช่วยของ แมทธิว เพอร์รี นักแสดงหนุ่มใหญ่ผู้ล่วงลับ เป็นเวลา 41 เดือน โทษฐานที่อิวามาซะเป็นผู้ฉีดสารเคตามีนให้แก่นักแสดงรายนี้ จนเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตในปี 2566

อัยการเปิดเผยว่า นายอิวามาซะร่วมมือกับแพทย์อีก 2 คนในการจัดสารเคตามีนมาให้แก่ แมทธิว เพอร์รี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ทั้งนี้ อิวามาซะไม่มีความรู้หรือการฝึกอบรมทางการแพทย์ใดๆ เลย

แมทธิว เพอร์รี ถูกพบว่าเสียชีวิตในอ่างน้ำร้อนหลังบ้านของเขาที่นครลอสแอนเจลิสเมื่อ 28 ต.ค. 2566 โดยผลชันสูตรชี้ว่า เขาเสียชีวิตจากผลกระทบเฉียบพลันของการได้รับสารเคตามีนเกินขนาด โดยมีปัจจัยร่วมคือการจมน้ำ โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงผลของยาบูปรีนอร์ฟีน

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2024 อิวามาซะรับสารภาพในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการแจกจ่ายสารเคตามีนจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งข้อหานี้มีโทษจำคุกในเรือนจำรัฐบาลกลางสูงสุดถึง 15 ปี เขายอมรับด้วยว่า ฉีดสารเคตามีนให้แก่เพอร์รีอยู่เป็นประจำ รวมถึงการฉีดให้หลายครั้งในวันที่เพอร์รีเสียชีวิต

นอกจากโทษจำคุกแล้ว เขายังถูกตัดสินให้เข้ารับการคุมประพฤติหลังจากพ้นโทษอีก 2 ปี และถูกสั่งปรับเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกำหนดต้องเข้ารายงานตัวเพื่อรับโทษจำคุกในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้

เคนเนธ อิวามาซะ ผู้ช่วยของ แมทธิว เพอร์รี นักแสดงหนุ่มใหญ่ผู้ล่วงลับ
เคนเนธ อิวามาซะ ผู้ช่วยของ แมทธิว เพอร์รี นักแสดงหนุ่มใหญ่ผู้ล่วงลับ

ในการพิจารณาคดีที่ศาลในลอสแอนเจลิสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้พิพากษา เชอริลิน พีซ การ์เนตต์ ระบุในคำตัดสินโดยชี้ให้เห็นว่า อิวามาซะรับรู้ถึงการต่อสู้กับอาการเสพติดของเพอร์รีเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความพยายามที่จะปกปิดหลักฐานหลังจากที่ดาราหนุ่มใหญ่เสียชีวิตอีกด้วย

ขณะที่นายอิวามาซะในวัย 60 ปี หันกลับมาเผชิญหน้ากับครอบครัวของนักแสดงผู้ล่วงลับแล้วกล่าวขอโทษ “ผมต้องขอโทษพวกคุณทุกคนจริงๆ ครับ ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ได้กระทำผิดกฎหมายลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจะรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต และผมจะแบกรับความผิดนี้ไปจนวันตาย”

“ผมหวังว่าเรื่องของผมจะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ใครก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผม ให้สามารถเลือกทางเดินที่ดีกว่านี้ได้” อิวามาซะกล่าว

ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินลงโทษอิวามาซะ คุณแม่และพี่สาวน้องสาวของเพอร์รีได้ยื่นจดหมายถึงผู้พิพากษาเพื่อแสดงความขอบคุณและระบุถึงจุดยืนของพวกเธอต่อการลงโทษในครั้งนี้

เคตลิน มอร์ริสัน น้องสาวของเพอร์รีระบุในจดหมายว่า “ฉันไม่มีความเห็นใจใดๆ ให้แก่ เคนนี อิวามาซะ” พร้อมเสริมว่า ในคืนที่เพอร์รีเสียชีวิต การที่อิวามาซะเดินจากไปนั้น “แสดงว่าเขากำลังหนีจากบางสิ่งที่เขารู้ดีว่าตัวเองได้ทำลงไป หรือไม่ก็จงใจทอดทิ้งคนที่กำลังเปราะบางให้อยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย”

ขณะที่ เมเดลิน มอร์ริสัน น้องสาวอีกคนของเพอร์รี ระบุในจดหมายของตนเองว่า เธอเชื่อว่าอิวามาซะ “มีความผิดและควรรับผิดชอบมากกว่า” จัสวีน ซังฮา ผู้ค้ายาเคตามีนเสียด้วยซ้ำ

ด้าน ซูซาน มอร์ริสัน มารดาของเพอร์รี ระบุว่า “หน้าที่ที่สำคัญที่สุด” ของอิวามาซะคือการเป็นเพื่อนและผู้ดูแลลูกชายของเธอในการต่อสู้กับอาการเสพติด และคอยดูแลให้เพอร์รีปลอดจากยาเสพติด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หน่วยข่าวกรอง UK อ้าง ทหารรัสเซียดับเกือบ 500,000 นายในสงครามยูเครน

หน่วยข่าวกรอง UK อ้าง ทหารรัสเซียดับเกือบ 500,000 นายในสงครามยูเครน

28 พ.ค. 2569 05:23 น.

หน่วยข่าวกรอง UK อ้าง ทหารรัสเซียดับเกือบ 500,000 นายในสงครามยูเครน

ผอ.หน่วยข่าวกรองของสหราชอาณาจักรอ้างว่า รัสเซียเสียทหารในการทำสงครามกับยูเครนไปเกือบ 500,000 นาย นับตั้งแต่ปี 2565 พร้อมกล่าวหารัสเซียว่าก่อเหตุจารกรรมในอังกฤษหลายครั้ง

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 นางแอนน์ คีสต์-บัตเลอร์ ผู้อำนวยการของกองบัญชาการสื่อสารของรัฐบาล (GCHQ) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองทางเทคโนโลยีของรัฐบาลสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า มีทหารรัสเซียเกือบ 500,000 นายเสียชีวิต นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565

นางคีสต์-บัตเลอร์ เปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะในพิธีรับตำแหน่งของเธอ โดยเธอพูดถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญ รวมถึงมาตรการที่เธอเชื่อว่าจำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อรับมือกับภัยเหล่านั้น

ผอ. GCHQ เตือนด้วยว่า สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาแห่งผลที่ตามมา” จากการที่รัสเซียมุ่งเป้าเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วยูเครนอย่างไม่ลดละ

กล่าวโทษมอสโกว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการจารกรรมหลายครั้งบนแผ่นดินอังกฤษ และล่าสุดคือการทำ “สงครามไฮบริด” (Hybrid War) ที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการต่อสหราชอาณาจักรและประเทศสมาชิกนาโต (NATO) อื่นๆ

ทั้งนี้ รัฐบาลยูเครนกับรัสเซียเผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์ความสูญเสียของอีกฝ่ายอยู่เป็นประจำ แต่ทั้งสองฝ่ายแทบไม่เปิดเผยรายละเอียดความสูญเสียของฝั่งตัวเองออกมา โดยครั้งล่าสุดที่ยูเครนเผยตัวเลขความสูญเสียคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีทหารยูเครนเสียชีวิตในสงครามแล้ว 55,000 นาย นับตั้งแต่ปี 2565

ส่วนฝ่ายรัสเซียไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการตั้งแต่มกราคม 2566

แต่สำนักข่าวบีบีซีภาคภาษารัสเซีย ร่วมกับ มีเดียโซนา (Mediazona) สำนักข่าวอิสระ และกลุ่มอาสาสมัคร รวบรวมสถิติความสูญเสียของฝั่งรัสเซียมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยจัดทำรายชื่อของผู้เสียชีวิตที่สามารถยืนยันตัวตนได้จากรายงานอย่างเป็นทางการ สื่อสิ่งพิมพ์ โซเชียลมีเดีย ตลอดจนอนุสรณ์สถานและหลุมศพที่สร้างขึ้นใหม่

จนถึงขณะนี้ บีบีซีสามารถยืนยันรายชื่อทหารและเจ้าหน้าที่กองทัพรัสเซียที่เสียชีวิตจากการสู้รบได้แล้วจำนวน 223,539 นาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่ายอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารที่บีบีซีได้ขอคำปรึกษาเชื่อว่า การวิเคราะห์ข้อมูลจากสุสาน อนุสรณ์สถานสงคราม และประกาศไว้อาลัยของพวกเขานั้น อาจบอกตัวเลขความสูญเสียได้เพียง 45% ถึง 65% ของจำนวนทั้งหมดเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทำเนียบขาวโต้ สื่ออิหร่านรายงานเท็จ กุเรื่องเนื้อหาร่างข้อตกลง

ทำเนียบขาวโต้ สื่ออิหร่านรายงานเท็จ กุเรื่องเนื้อหาร่างข้อตกลง

28 พ.ค. 2569 03:34 น.

ทำเนียบขาวโต้ สื่ออิหร่านรายงานเท็จ กุเรื่องเนื้อหาร่างข้อตกลง

ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้รายงานของสื่อรัฐบาลอิหร่านเกี่ยวกับร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยตราหน้าว่ารายงานดังกล่าวเป็น “เรื่องที่กุขึ้นมาทั้งเพ”

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 ทีมตอบโต้เร็ว (Rapid Response) ของทำเนียบขาวโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า รายงานจากสื่อที่ควบคุมโดยรัฐบาลอิหร่านนั้นไม่เป็นความจริง และร่าง MOU ที่พวกเขา “เผยแพร่” ออกมาก็เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเองทั้งหมด ไม่ควรมีใครหลงเชื่อสิ่งที่สื่อของรัฐบาลอิหร่านกำลังนำเสนอ “ความจริงเป็นสิ่งสำคัญ”

ก่อนหน้านี้ สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ร่าง MOU ดังกล่าวจะกำหนดให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับอิหร่าน และยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางประการกลับคล้ายกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยพูดถึงข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่อเมริกันระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยินดีที่จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ตราบใดที่อิหร่านยอมอนุญาตให้เรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

“ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวไว้ การเจรจากำลังดำเนินไปด้วยดี และท่านได้แสดงจุดยืนที่เป็นเส้นตายไว้อย่างชัดเจนแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำข้อตกลงที่ดีเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น ซึ่งข้อตกลงนั้นจะต้องรับประกันว่าอิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้” โอลิเวีย เวลส์ โฆษกทำเนียบขาวระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn