ทรัมป์เปิดภาพแรก “นิโกลัส มาดูโร” ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

ทรัมป์เปิดภาพแรก "นิโกลัส มาดูโร" ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

5 ม.ค. 2569 10:19 น.

ทรัมป์เปิดภาพแรก “นิโกลัส มาดูโร” ใส่กุญแจมือ ถูกปิดตา ควบคุมตัวบนเรือรบสหรัฐฯ

ทรัมป์เผยภาพแรกหลัง “นิโกลัส มาดูโร” ผู้นำเวเนซุเอลาถูกจับตัวขึ้นเรือรบสหรัฐฯ ชี้รายละเอียดภาพชัด มาดูโรถูกล็อกกุญแจมือ สวมแว่นดำปิดตา พร้อมอุปกรณ์ชูชีพ ด้านหลังมีจนท.ปราบปรามยาเสพติดคุมเข้ม

วันที่ 4 มกราคม 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ภาพถ่ายผ่านบัญชี Truth Social เผยให้เห็นบุคคลที่เขาระบุว่าเป็น นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หลังถูกกองทัพสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวขึ้นเรือรบ ยูเอสเอส อิโวจิมา ภายหลังปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา

ทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ต่อเวเนซุเอลาอย่างประสบความสำเร็จ และได้จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร พร้อมภรรยา ก่อนนำตัวออกนอกประเทศ”

ทางด้านนายจอห์น มิลเลอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านกฎหมายและข่าวกรองของ CNN อธิบายรายละเอียดในภาพนี้ว่า มาดูโรถูกใส่กุญแจมือ และสวมแว่นตาสีดำปิดตา ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวมองเห็นเส้นทางและขั้นตอนการเคลื่อนย้าย ระหว่างการนำตัวจากกรุงการากัสไปยังสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่า มาดูโร สวมชูชีพแบบพับได้ ที่คล้องอยู่บริเวณลำคอ ซึ่งสามารถกางออกเป็น ชูชีพเรืองแสง ได้ในกรณีฉุกเฉิน สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยทางทหารบนเรือรบ

ด้านหลังของภาพ ปรากฏเจ้าหน้าที่สวมเสื้อระบุอักษร DEA ซึ่งย่อมาจาก Drug Enforcement Administration หรือ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่หลักในการปราบปรามการค้ายาเสพติด การผลิต และการจำหน่ายยาเสพติดผิดกฎหมาย ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ

การเปิดเผยภาพนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติว่า ปฏิบัติการครั้งนี้อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยรัฐ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคลาตินอเมริกา.

ที่มา CNN

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

5 ม.ค. 2569 08:52 น.

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก คิม จองอึน ประกาศพร้อมทำสงคราม

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ควบคุมการทดสอบยิง ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก รุ่นใหม่ด้วยตนเอง เพื่อยกระดับความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ สำหรับทำสงครามจริง

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานเมื่อวันจันทร์ (5 ม.ค.) ว่า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเปียงยางระบุว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุด ซึ่งเป็นการพาดพิงโดยตรงถึงเหตุการณ์ความตึงเครียดระดับโลกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา พันธมิตรทางอุดมการณ์ของเกาหลีเหนือ

ด้านเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยืนยันว่า ตรวจพบการยิง ขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูก จากบริเวณใกล้กรุงเปียงยางเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นการทดสอบอาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือในปีนี้ โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า หวังใช้บทบาทและอิทธิพลของจีนในการโน้มน้าวเกาหลีเหนือ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างโซลกับเปียงยางที่อยู่ในภาวะตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

KCNA อ้างคำกล่าวของคิม จองอึน ว่า การทดสอบครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของกองกำลังนิวเคลียร์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือ DPRK พร้อมย้ำว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุความก้าวหน้าที่สำคัญ ในการทำให้กองกำลังนิวเคลียร์สามารถใช้งานได้จริง และเตรียมพร้อมสำหรับสงครามในสถานการณ์จริง

คิม จองอึน ระบุด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาอาวุธดังกล่าว คือการเสริมสร้างศักยภาพการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ให้อยู่ในระดับที่ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเหตุผลความจำเป็นของการพัฒนานั้นเห็นได้ชัดจากวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

นักวิเคราะห์มองว่า ปฏิบัติการของสหรัฐในเวเนซุเอลาถือเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด สำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเคยกล่าวหามาโดยตลอดว่า วอชิงตันมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศเกาหลีเหนือ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือใช้โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ เป็นเครื่องมือยับยั้งสิ่งที่เปียงยางเรียกว่าความพยายามล้มล้างรัฐบาล จากสหรัฐและพันธมิตร

สำหรับ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเกาหลีเหนือเริ่มทดสอบครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นอาวุธที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 5 เท่าของเสียง และสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ระหว่างการบิน ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธตรวจจับและสกัดกั้นได้ยากยิ่ง

อาวุธประเภทนี้ถูกนำมาใช้จริงในสมรภูมิหลายแห่งในปีนี้ ทั้งโดยรัสเซียในการโจมตีเมืองต่าง ๆ ในยูเครน รวมถึงอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

“ทรัมป์” ประกาศยึดประเทศเวเนฯ จัดการฟื้นฟูพลังงาน ตั้ง 4 ข้อหาหนัก “มาดูโร” จีนเรียกร้องปล่อยตัว

"ทรัมป์" ประกาศยึดประเทศเวเนฯ จัดการฟื้นฟูพลังงาน ตั้ง 4 ข้อหาหนัก "มาดูโร" จีนเรียกร้องปล่อยตัว

“ทรัมป์” ประกาศยึดประเทศเวเนฯ จัดการฟื้นฟูพลังงาน ตั้ง 4 ข้อหาหนัก “มาดูโร” จีนเรียกร้องปล่อยตัว

5 ม.ค. 2569 08:21 น.

“ทรัมป์” ประกาศกร้าว สหรัฐฯ จะเป็นผู้บริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่าน อย่างเหมาะสมหลังส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับตัว ปธน.เวเนฯพร้อมภริยา นำขึ้นศาลสหรัฐฯใน 4 ข้อหาพัวพันขบวนการก่อการร้าย-ยาเสพติด-ครอบครองอาวุธสงคราม พร้อมขู่ผู้นำชาติเห็นต่างทั้งคิวบา โคลอมเบีย บราซิล ที่

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

5 ม.ค. 2569 06:28 น.

รู้จัก “ซิเลีย ฟลอเรส” ภริยามาดูโร ผู้ถูกสหรัฐฯ จับกุมตัวพร้อมสามี

ในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค. 2569) พวกเขาไม่เพียงควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปเท่านั้น พวกเขายังจับตัวภริยาของเขาไปด้วย

ซิเลีย ฟลอเรส อดีตทนายความในวัย 69 ปี ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน เธอเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถในตัวเองและเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดชะตากรรมของประเทศมานานหลายทศวรรษ

เธอดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลามาหลายปี และช่วยเสริมสร้างฐานอำนาจของสามีให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2556 จนมาดูโรขนานนามเธอว่า “นักรบหมายเลขหนึ่ง” (First Warrior) ล้อกับตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง (First lady)

ฟลอเรสเลือกที่จะลดบทบาทตัวเองลง เน้นภาพลักษณ์แม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เธอเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ Con Cilia en Familia และปรากฏตัวในสื่อของรัฐเป็นครั้งคราวเพื่อเต้นซัลซ่ากับสามี แต่ในเบื้องหลัง เชื่อกันว่าเธอเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของมาดูโร และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของเขา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสถูกฟ้องร้องเรื่องการทุจริตและการเล่นพรรคเล่นพวกหลายข้อหา และมีสมาชิกในครอบครัวถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักลอบขนโคเคน แต่ตอนนี้ เธอก็ต้องเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดและข้อหาเกี่ยวกับอาวุธในศาลนิวยอร์ก พร้อมกับสามีของเธอ

ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร
ซิเลีย ฟลอเรส กับ นิโกลัส มาดูโร

เคยเป็นทนายของชาเวซ ก่อนพบมาดูโร

ฟลอเรสพบกับมาดูโรในช่วงต้นทศวรรษ 90 ขณะที่เธอเป็นทนายความดาวรุ่งรุ่นใหม่ และได้รับหน้าที่เป็นทีมทนายแก้ต่างให้กับกลุ่มผู้ก่อการรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2535 โดยหนึ่งในแกนนำของกลุ่มคือ ฮูโก ชาเวซ ชายผู้ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดีจอมเผด็จการ คู่ปรับของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงปีเหล่านั้นเองที่เธอได้พบกับมาดูโร ซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชาเวซ

“ผมได้พบกับซิเลียในเส้นทางชีวิตนี้” มาดูโรย้อนความหลัง “เธอเป็นทนายความให้กับนายทหารผู้รักชาติหลายคนที่ถูกคุมขัง แต่เธอก็ยังเป็นทนายของท่านผู้บัญชาการชาเวซด้วย และก็นะ การเป็นทนายให้ผู้บัญชาการชาเวซในคุกน่ะ… มันเป็นงานที่หนักหนาสาหัสมาก … ผมเจอเธอในช่วงปีแห่งการต่อสู้เหล่านั้น แล้วเธอก็ทำให้ผมประทับใจ”

นับตั้งแต่นั้นมา โชคชะตาของทั้งคู่ก็ได้ผูกติดอยู่กับชาเวซและขบวนการทางการเมืองของเขาที่รู้จักกันในชื่อ “ชาบิสโม” (Chavismo)

หลังจากชาเวซชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2541 ฟลอเรสก็ก้าวหน้าในเส้นทางการเมืองอย่างรวดเร็ว โดยได้เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในปี 2543 และขึ้นเป็นประธานสมัชชาในปี 2549

ตลอด 6 ปีหลังจากนั้น เธอเป็นผู้นำรัฐสภาที่แทบจะครองอำนาจโดยพรรคการเมืองเดียว เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าการเลือกตั้งนั้นไม่เสรีและไม่ยุติธรรม

เมื่อชาเวซเสียชีวิตในปี 2556 ฟลอเรสได้ทุ่มกำลังสนับสนุนมาดูโรอย่างเต็มที่ จนเขาสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ตามมาได้อย่างหวุดหวิด

ฟลอเรสแต่งงานกับมาดูโรในปี 2556 เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาหลายปีเป็นทางการเสียที หลังก่อนหน้านั้นทั้งสองอาศัยอยู่ร่วมกันและช่วยกันเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ซึ่งเป็นบุตรของเธอ 3 คน และบุตรของมาดูโร 1 คน

ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก
ภาพขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายมาดูโรลงจากเครื่องบิน ที่ท่าอากาศยานในนิวยอร์ก

ผู้กุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง

“ในสายตาของผู้ที่เกลียดชังฟลอเรส เธอถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ทุจริตอย่างหนัก ละเมิดสิทธิมนุษยชน และโหดเหี้ยม” คริสโตเฟอร์ ซาบาตินี สมาชิกอาวุโสจากโครงการละตินอเมริกาของ Chatham House กล่าว

“เธอคือผู้กุมอำนาจหลังบัลลังก์” เขากล่าวเสริม “แต่ก็เหมือนกับผู้มีอำนาจหลังบัลลังก์ที่ดีคนอื่นๆ คุณจะมองไม่ค่อยเห็นร่องรอยการลงมือของเธอมากนัก จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธอมีอำนาจมากเพียงใด”

ด้านเอสเตฟานียา เรเยส นักรัฐศาสตร์ บอกกับ CNN ว่า เป็นการยากที่จะวัดปริมาณอำนาจของเธอ เพราะเธอใช้อำนาจนั้นจาก “เบื้องหลัง” และไม่ได้เป็นไปตามระบบสถาบัน

“หากมีการบริหารงานแบบผู้นำคู่ (dual leadership) จริง” เรเยสกล่าว “มันก็ไม่เคยถูกทำให้เป็นทางการ ต่างจากกรณีในนิการากัวระหว่างประธานาธิบดีแดเนียล ออร์เตกา และภริยาของเขา คือรองประธานาธิบดี โรซาริโอ มูริลโย”

เรเยสตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟลอเรสปรากฏตัวในบทบาทสนับสนุนภาพลักษณ์ของความเป็นแม่ เพื่อหาทางเชื่อมโยงกับสาธารณชน แทนที่จะใช้บทบาทบุคคลที่ลงแข่งขันเลือกตั้ง

ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่
ภาพความเสียหายในเวเนซุุเอลาหลังสหรัฐฯ โจมตีใส่

เผชิญข้อหาคอร์รัปชันมากมาย

ตลอดเส้นทางอาชีพของฟลอเรส เธอต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตมากมาย

ในปี 2555 เธอถูกสหภาพแรงงานกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก (Nepotism) จากการใช้อิทธิพลในการจ้างงานคนถึง 40 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวของเธอจำนวนมาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2015 เธอเข้าไปพัวพันกับคดี “หลานชายนายพลค้ายา” เมื่อหลานชายของเธอสองคน คือ ฟรานซิสโก ฟลอเรส เด เฟรตัส และ เอฟราอิน อันโตนิโอ แคมโป ฟลอเรส ถูกจับกุมในประเทศเฮติ จากปฏิบัติการล่อซื้อของหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA)

พวกเขาถูกจับได้ขณะพยายามลักลอบขนโคเคนน้ำหนัก 800 กิโลกรัมเข้าสู่สหรัฐฯ

ฟลอเรสกล่าวหาว่า ทางการสหรัฐฯ “ลักพาตัว” หลานชายของเธอ แต่ผู้พิพากษาได้ตัดสินจำคุกชายทั้งสองคนเป็นเวลา 18 ปีในข้อหาค้ายาเสพติด อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกส่งตัวกลับเวเนซุเอลาในปี 2022 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษภายใต้รัฐบาลของโจ ไบเดน

แต่เมื่อเดือนก่อน รัฐบาลทรัมป์ประกาศคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อหลานชายทั้งสองคน รวมถึงหลานชายคนที่สามคือ คาร์ลอส เอริก มัลปิกา ฟลอเรส โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “นิโคลัส มาดูโร และพรรคพวกอาชญากรในเวเนซุเอลา กำลังทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนอเมริกัน”

สหรัฐฯ เปิดข้อกล่าวหาใหม่

หลังฟลอเรสถูกจับกุมตัวได้ไม่นาน สหรัฐฯ ก็เปิดเผยข้อหาต่างๆ ที่พวกเขาจะยื่นฟ้องร้องเธอ ซึ่งรวมถึง ค้ายาเสพติด และการรับเงินสินบนจำนวนหลายแสนดอลลาร์ในปี 2550 เพื่อจัดแจงให้เกิดการพบปะกันระหว่าง “ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่” กับผู้อำนวยการสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติของเวเนซุเอลา

เธอมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลในรัฐนิวยอร์กในวันจันทร์นี้ (5 ม.ค. 2569)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

มือปืนบุกโจมตี หมู่บ้านไนจีเรียดับ 30 ศพ โดนลักพาตัวอีกอื้อ

มือปืนบุกโจมตี หมู่บ้านไนจีเรียดับ 30 ศพ โดนลักพาตัวอีกอื้อ

5 ม.ค. 2569 04:55 น.

มือปืนบุกโจมตี หมู่บ้านไนจีเรียดับ 30 ศพ โดนลักพาตัวอีกอื้อ

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านทางตอนเหนือของไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และลักพาตัวผู้คนไปอีกหลายราย รวมถึงเด็กๆ ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัฐไนเจอร์ ทางตอนเหนือของประเทศไนจีเรีย สังหารชาวบ้านไปอย่างน้อย 30 ศพ และมีอีกหลายคนที่ถูกลักพาตัวไปหรือสูญหาย นับเป็นเหตุนองเลือดครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแห่งนี้

นายวาซิว อาบิโอดุน โฆษกตำรวจประจำรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า กลุ่มมือปืนโจมตีหมู่บ้านคาซูวัน-ดาจิ (Kasuwan-Daji) ในเขตปกครองบอร์กู (Borgu) เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค. 2569) และเปิดฉากกราดยิงใส่ชาวบ้าน นอกจากนี้พวกเขายังเผาทำลายตลาดท้องถิ่นและบ้านเรือนอีกหลายหลังจนวอดวาย

ชาวบ้านอย่างน้อย 2 คนเปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 37 ศพ และคาดว่าอาจสูงกว่านั้นมาก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ชาวบ้านอีกกลุ่มกล่าวว่ากองกำลังความมั่นคงยังเดินทางมาไม่ถึง ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวอ้างของตำรวจที่ระบุว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปค้นหาผู้ที่ถูกลักพาตัวแล้ว

ด้านบาทหลวงสตีเฟน คาบิรัต โฆษกคริสตจักรคาทอลิกประจำสังฆมณฑลคอนทาโกรา (Kontagora) ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า กลุ่มมือปืนสังหารคนไปมากกว่า 40 ศพ และลักพาตัวผู้คนไปอีกจำนวนมาก รวมถึงเด็กๆ ด้วย

ขณะที่ประธานาธิบดีโบลา ตินูบู แห่งไนจีเรีย ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ และกล่าวว่าเขาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งไล่ล่ากลุ่มมือปืนและช่วยเหลือตัวประกันโดยด่วนแล้ว

อนึ่ง การโจมตีในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา โดยมักจะมีแก๊งนอกกฎหมายจำนวนมากที่ต้องการแย่งชิงอำนาจการปกครองท้องถิ่น มุ่งเป้าโจมตีชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่การรักษาความปลอดภัยและอำนาจรัฐเข้าไปไม่ถึง

หมู่บ้านคาซูวัน-ดาจิ อยู่ใกล้กับชุมชนปาปิรี (Papiri) ซึ่งเคยเป็นจุดที่นักเรียนกว่า 300 คนและครูของพวกเขา ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนคาทอลิก เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

5 ม.ค. 2569 03:51 น.

ผู้โดยสารตกค้างทั่วยุโรป หลังระบบสื่อสารขัดข้องบีบกรีซปิดน่านฟ้า

เที่ยวบินจำนวนมากทั่วยุโรปประสบปัญหาล่าช้าหรือถูกยกเลิก หลังจากเกิดเหตุระบบสื่อสารขัดข้องที่กรีซ จนบีบให้ต้องปิดน่านฟ้าชั่วคราว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้โดยสารเครื่องบินจำนวนนับหมื่นคนต้องตกค้างอยู่ตามสนามบินต่างๆ ทั่วทั้งยุโรป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 หลังจากเหตุระบบสื่อสารขัดข้องบีบให้ประเทศกรีซต้องปิดน่านฟ้า ส่งผลให้มีการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินเป็นวงกว้าง

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้ระบบการสื่อสารทางวิทยุถูกรบกวนเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับเที่ยวบินขาเข้าและขาออกเป็นการชั่วคราว

ล่าสุด เริ่มมีการอนุญาตให้เที่ยวบินขาออกบางส่วนกลับมาให้บริการได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เที่ยวบินขาเข้ายังคงได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางบินหรือบินกลับไปยังจุดเริ่มต้นเดินทาง โดยสนามบินหลักในกรุงเอเธนส์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่สนามบินเทสซาโลนิกิ (Thessaloniki) ต้องปิดทำการโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ เพียงแค่ที่สนามบินเอเธนส์แห่งเดียว มีเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 90 เที่ยวบิน แม้ว่าบางเที่ยวบินจะเริ่มกลับมาให้บริการได้บ้างแล้วก็ตาม

พนักงานสนามบินคนหนึ่งให้ข้อมูลกับสำนักข่าว BBC ว่า ขณะนี้มีการอนุญาตให้เครื่องบินทะยานขึ้นได้ชั่วโมงละ 35 ลำ แต่ยังคงไม่สามารถรับเที่ยวบินขาเข้าได้

ก่อนหน้านี้ เที่ยวบินที่เดินทางออกจากดับลิน บาร์เซโลนา และปารีส ได้รับคำสั่งให้บินกลับไปยังสนามบินต้นทาง ในขณะที่เที่ยวบินจากโคเปนเฮเกนและมอลตาถูกยกเลิกทั้งหมด

ส่วนเที่ยวบินขาเข้าอื่นๆ ที่มุ่งหน้าสู่เอเธนส์ถูกสั่งให้รอ (standby) ในขณะที่เที่ยวบินเข้าและออกจากสนามบินอื่นๆ ของกรีซก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ERT รายงานว่า เที่ยวบิน 3 เที่ยวจากสนามบินเฮราคลิออนบนเกาะครีต ซึ่งรวมถึงเที่ยวบินที่จะไปมิวนิก ต้องประสบความล่าช้า

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า เที่ยวบินขาเข้าส่วนใหญ่หากไม่ถูกยกเลิก ก็จะถูกเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่ประเทศตุรกีแทน

เหตุขัดข้องครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การจราจรทางอากาศเข้าและออกกรุงเอเธนส์กำลังหนาแน่น เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับจากการหยุดพักผ่อนช่วงฤดูหนาว ซึ่งโดยปกติแล้วที่นี่จะมีเที่ยวบินตามตารางมากกว่า 600 เที่ยวต่อวัน

ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุของความโกลาหลที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับระบบวิทยุที่เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศใช้สื่อสารกับเครื่องบินในน่านฟ้า

โดยนายปานาจิโอติส ซาร์รอส (Panagiotis Psarros) ประธานสมาคมเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศของกรีซ บอกกับ ERT ว่า คลื่นความถี่ทั้งหมด “หายไปอย่างกะทันหัน” พร้อมเสริมว่า “เราไม่สามารถสื่อสารกับเครื่องบินที่อยู่บนท้องฟ้าได้เลย”

ในเวลาต่อมา ERT ก็รายงานว่า ผลการสอบสวนเบื้องต้นโดยหน่วยงานความมั่นคงของกรีซบ่งชี้ว่า ปัญหาน่าจะเกิดจากความล้มเหลวของเสาสัญญาณในเทือกเขาเกราเนีย (Gerania Mountains) ใกล้กับกรุงเอเธนส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กเคือง เมียผู้ช่วยทรัมป์ โพสต์ภาพกรีนแลนด์สีธงชาติสหรัฐฯ

เดนมาร์กเคือง เมียผู้ช่วยทรัมป์ โพสต์ภาพกรีนแลนด์สีธงชาติสหรัฐฯ

5 ม.ค. 2569 02:53 น.

เดนมาร์กเคือง เมียผู้ช่วยทรัมป์ โพสต์ภาพกรีนแลนด์สีธงชาติสหรัฐฯ

ทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของพวกเขา หลังภรรยาที่ปรึกษานายทรัมป์ โพสต์รูปแผนที่กรีนแลนด์แต่มีสีเป็นธงชาติอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ม.ค. 2569 ว่า ประเทศเดนมาร์กออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของพวกเขา หลังจากภรรยาของหนึ่งในที่ปรึกษาคนสนิทของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ภาพแผนที่เกาะกรีนแลนด์เป็นสีธงชาติสหรัฐอเมริกา

นางเคธี มิลเลอร์ ภรรยาของรองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว ได้โพสต์ภาพแผนที่ดินแดนกรีนแลนด์ดังกล่าวผ่านบัญชีผู้ใช้ X ของเธอเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมกับแนบข้อความว่า “เร็วๆ นี้” (SOON)

นายเจสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ ได้รีโพสต์ข้อความดังกล่าว พร้อมกับระบุว่า “ขอเตือนความจำอย่างฉันมิตรเกี่ยวกับสหรัฐฯ และราชอาณาจักรเดนมาร์ก: เราเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน และควรทำงานร่วมกันต่อไปในฐานะดังกล่าว”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์พูดเรื่องที่เขาต้องการให้กรีนแลนด์ ซึ่งดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก กลายมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ หลายต่อหลายครั้ง โดยอ้างถึงความสำคัญของตำแหน่งทางยุทธศาสตร์และทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง

ทรัมป์ยังแต่งตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์เมื่อไม่นานมานี้ และทูตรายนี้ก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าจะทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นของสหรัฐฯ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่เดนมาร์ก ซึ่งเป็นพันธมิตรในกลุ่ม NATO ที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน

ในโพสต์ตอบโต้ของนายโซเรนเซน เขาย้ำว่า “ความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็คือความมั่นคงของกรีนแลนด์และเดนมาร์กเช่นกัน กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของ NATO อยู่แล้ว ราชอาณาจักรเดนมาร์กและสหรัฐอเมริกาต่างทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก”

นายโซเรนเซนระบุด้วยว่า เดนมาร์กได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยจัดสรรงบประมาณถึง 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ “ซึ่งสามารถนำไปใช้ในภูมิภาคอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือได้ เพราะเราให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกันของเราอย่างจริงจัง”

เขากล่าวเสริมว่า “และแน่นอน เราคาดหวังการเคารพอย่างเต็มที่ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์ก”

การโพสต์ตอบโต้กันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร กับภริยา แล้วส่งตัวไปสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดี

โดยในเวลาต่อมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้ “บริหาร” เวเนซุเอลาจนกว่าจะสามารถมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างปลอดภัย ขณะที่บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะเข้าไปควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเวเนซุเอลา โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งนายทรัมป์ประกาศว่า “เรากำลังจะนำความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลขึ้นมาจากใต้ดิน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมเวเนซุเอลาเผย ทีมคุ้มกันมาดูโรดับอื้อ จวกสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่แท้จริง

กลาโหมเวเนซุเอลาเผย ทีมคุ้มกันมาดูโรดับอื้อ จวกสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่แท้จริง

5 ม.ค. 2569 01:16 น.

กลาโหมเวเนซุเอลาเผย ทีมคุ้มกันมาดูโรดับอื้อ จวกสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่แท้จริง

รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลาเผยว่า ทีมคุ้มกันประธานาธิบดีมาดูโร ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก และประณามสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงของโลก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 นายวลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งเวเนซุเอลา ออกมาเปิดเผยว่า ทีมรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร “ส่วนใหญ่” ถูกสังหารในปฏิบัติการบุกจู่โจมของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น)

นายปาดริโน โลเปซกล่าวอ้างว่า การบุกจู่โจมครั้งนี้มีการ “สังหารทีมรักษาความปลอดภัย ทหาร และพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอย่างเลือดเย็น” โดยไม่เปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ โดนอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 ศพ แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นทหารหรือพลเรือน

รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลาเตือนด้วยว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร และซิเลีย ฟลอเรส ภริยา ถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์

“สิ่งนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อระเบียบโลก” ปาดริโน โลเปซ กล่าวในการแถลงข่าว “หากวันนี้เป็นเวเนซุเอลา วันหน้ามันก็อาจเกิดขึ้นกับรัฐใดก็ได้ หรือประเทศใดก็ได้”

นอกจากนี้ นายปาดริโน โลเปซ ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ในภาพรวมด้วย “เราขอปฏิเสธแนวคิดแบบลัทธิอาณานิคมที่พวกเขาต้องการนำมาบังคับใช้เหนือภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ภายใต้เจตนารมณ์ของหลักการมอนโร (Monroe Doctrine)”

นายปาดริโน โลเปซ ยืนยันด้วยว่า กองทัพให้การสนับสนุนรองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ ในฐานะรักษาการผู้นำประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำ ชี้ รบ.คิวบาคือปัญหาใหญ่

สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำ ชี้ รบ.คิวบาคือปัญหาใหญ่

4 ม.ค. 2569 23:11 น.

สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำ ชี้ รบ.คิวบาคือปัญหาใหญ่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำหลังจากนี้ ขณะที่บอกด้วยว่า รัฐบาลคิวบาคือปัญหาใหญ่ แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นเป้าหมายถัดไปของสหรัฐฯ หรือไม่

เมื่อ 4 ม.ค. 2569 มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะตัดสินรองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลาจากการกระทำหลังจากนี้ หลังจากเธอออกมาโจมตีปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาย นิโกลัส มาดูโร กับภริยาโดยทันที

นางโรดริเกซเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา หลังจากนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมเมื่อวันเสาร์

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่า นางโรดริเกซเต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็น เพื่อทำให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่นางโรดริเกซจะออกแถลงการณ์โจมตีสหรัฐฯ และยืนยันว่า นายมาดูโรคือ ประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม รูบิโอได้กล่าวในรายการ Meet the Press ของสถานีโทรทัศน์ NBC ในวันอาทิตย์ว่า “เราคาดหวังที่จะได้เห็นการยอมปฏิบัติตามและการให้ความร่วมมือจากเวเนซุเอลามากขึ้นกว่าที่เราเคยได้รับมาในอดีต”

“สหรัฐฯ จะทำการประเมินจากสิ่งที่พวกเขา (ผู้ที่มีอำนาจดูแลเวเนซุเอลาในปัจจุบัน) ลงมือทำ ไม่ใช่จากสิ่งที่พวกเขาพูดต่อสาธารณะในช่วงเวลานี้ และไม่ใช่จากสิ่งที่เราทราบว่าพวกเขาเคยทำมาในอดีต แต่จะดูจากสิ่งที่พวกเขาทำนับจากนี้เป็นต้นไป” นายรูบิโอกล่าว

“ผมทราบดีว่า หากพวกเขาไม่ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง สหรัฐฯ จะเก็บมาตรการต่อรองต่างๆ เอาไว้เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของเราจะได้รับการปกป้อง ซึ่งนั่นรวมถึงการกักกันน้ำมันที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ และมาตรการอื่นๆ ด้วย”

ในขณะเดียวกัน นายรูบิโอไม่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวโดยตรงว่า คิวบาจะเป็นเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลทรัมป์หรือไม่ แต่เขาเรียกรัฐบาลคิวบาว่าเป็น “ปัญหาใหญ่” และชี้ว่า เป็นชาวคิวบา ไม่ใช่ชาวเวเนซุเอลา ที่คุ้มกันนายมาดูโรก่อนที่เขาจะถูกจับกุมในที่สุด

“ใช่ ผมคิดว่าพวกเขากำลังตกที่นั่งลำบาก” รูบิโอกล่าวในรายการ Meet the Press “ผมจะไม่บอกพวกคุณว่าก้าวต่อไปในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร และตอนนี้นโยบายของเราในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความลับอะไรที่เราไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของระบอบการปกครองในคิวบา”

รูบิโอยังย้ำด้วยว่าชาวคิวบาคือกลุ่มคนที่ “ค้ำจุนมาดูโรไว้”

“กลไกความมั่นคงภายในของเขาทั้งหมดถูกควบคุมโดยชาวคิวบา” รูบิโอกล่าว “ชาวคิวบาต่างหากที่คุ้มกันมาดูโร เขาไม่ได้ถูกคุ้มกันโดยบอดี้การ์ดชาวเวเนซุเอลา แต่เขาใช้บอดี้การ์ดชาวคิวบา ในส่วนของหน่วยข่าวกรองภายใน—ที่ทำหน้าที่สอดแนมกันเองเพื่อดูว่าไม่มีใครเป็นคนทรยศ—คนเหล่านั้นก็เป็นชาวคิวบาทั้งหมด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอลั่น บุกจับมาดูโรไม่ต้องแจ้งรัฐสภา เพราะไม่ใช่การรุกราน

รูบิโอลั่น บุกจับมาดูโรไม่ต้องแจ้งรัฐสภา เพราะไม่ใช่การรุกราน

4 ม.ค. 2569 22:10 น.

รูบิโอลั่น บุกจับมาดูโรไม่ต้องแจ้งรัฐสภา เพราะไม่ใช่การรุกราน

มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยัน ไม่จำเป็นต้องแจ้งเรื่องปฏิบัติการบุกจับกุม นิโกลัส มาดูโร ให้รัฐสภาทราบ เพราะไม่ใช่การรุกราน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC โดยเขาถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการขออำนาจอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการในเวเนซุเอลา

นายรูบิโอตอบว่า ไม่มีความจำเป็นต้องแจ้ง เพราะ “ไม่จำเป็น เพราะนี่ไม่ใช่การรุกราน” ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า มันคือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย และระบุว่านายมาดูโรถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ FBI

เขากล่าวเสริมว่า คุณไม่สามารถแจ้งสภาคองเกรสเกี่ยวกับปฏิบัติการลักษณะนี้ได้ เพราะ “ข้อมูลจะรั่วไหล”

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NBC ถามว่า สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับเวเนซุเอลาหรือไม่ ซึ่งนายรูบิโอยืนยันว่า “นั่นไม่ใช่สงคราม”

“ผมหมายถึงว่าเรากำลังทำสงครามกับองค์กรค้ายาเสพติด แต่นั่นไม่ใช่สงครามกับประเทศเวเนซุเอลา” รูบิโอกล่าว และเสริมว่า ปฏิบัติการยึดเรือ “ที่ขนส่งยาเสพติดมุ่งหน้าไปยังสหรัฐอเมริกา” จะยังคงดำเนินต่อไป

ก่อนหน้านี้ นายรูบิโอกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้สั่งกักกันน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองซึ่งพวกเขาตั้งใจจะนำมาใช้ เนื่องจากเวเนซุเอลากำลังอยู่ในจุดที่เป็นทางแยกสำหรับศัตรูมากมายของเรา และสหรัฐฯ ต้องการทำให้ประเทศนี้ “ไม่ใช่สวรรค์ของการค้ายาเสพติดอีกต่อไป”

“แน่นอนว่าเราต้องการอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนชาวเวเนซุเอลา” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ ต้องการให้เวเนซุเอลามีอุตสาหกรรมน้ำมันที่ความมั่งคั่งส่งถึงมือ “ประชาชน”

เมื่อถูกถามว่า สหรัฐฯ ใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการดำเนินการเช่นนี้ รูบิโอย้อนถามว่า “เรามีคำสั่งศาล… ศาลไม่ใช่อำนาจทางกฎหมายนั้นหรือ?”

เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ กำลังปกครองเวเนซุเอลาอยู่หรือไม่ รูบิโอกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลัง “กำหนดทิศทาง” ที่ทำให้สิ่งต่างๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc