อิสราเอลสั่งระงับ “30 องค์กรบรรเทาทุกข์” ห้ามทำงานในกาซา อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎลงทะเบียนใหม่

อิสราเอลสั่งระงับ "30 องค์กรบรรเทาทุกข์" ห้ามทำงานในกาซา อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎลงทะเบียนใหม่

1 ม.ค. 2569 11:18 น.

อิสราเอลสั่งระงับ “30 องค์กรบรรเทาทุกข์” ห้ามทำงานในกาซา อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎลงทะเบียนใหม่

อิสราเอลประกาศระงับการดำเนินงานขององค์กรด้านมนุษยธรรมกว่า 30 แห่ง รวมถึง “แพทย์ไร้พรมแดน” และ “CARE” หลังไม่ปฏิบัติตามกฎการลงทะเบียนใหม่ ด้านกลุ่มบรรเทาทุกข์เตือน การสั่งแบนครั้งนี้จะส่งผลกระทบขั้นหายนะต่อพลเรือนที่กำลังอดอยาก ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร

รัฐบาลอิสราเอลได้ประกาศคำสั่งระงับการทำงานขององค์กรบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศมากกว่า 30 แห่งในฉนวนกาซา โดยอ้างว่าองค์กรเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบการลงทะเบียนใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อต้นปี ซึ่งกำหนดให้ต้องเปิดเผยรายชื่อพนักงาน แหล่งที่มาของเงินทุน และรายละเอียดการดำเนินงานอย่างเข้มงวด

นายอามิไค ชิคลี รัฐมนตรีกระทรวงกิจการชาวฮีบรูพลัดถิ่น ระบุว่า กฎดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮามาสหรือกลุ่มติดอาวุธแทรกซึมเข้ามาในองค์กรบรรเทาทุกข์ พร้อมย้ำว่า “เรายินดีรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้กรอบการทำงานนี้เพื่อก่อการร้าย”

อย่างไรก็ตาม กฎใหม่นี้ยังมีข้อกำหนดด้านอุดมการณ์ด้วย เช่น การตัดสิทธิ์องค์กรที่สนับสนุนการคว่ำบาตรอิสราเอล, องค์กรที่ปฏิเสธเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม หรือองค์กรที่สนับสนุนการฟ้องร้องผู้นำอิสราเอลในศาลระหว่างประเทศ

หนึ่งในองค์กรที่ถูกระงับคือ “แพทย์ไร้พรมแดน” (MSF) ซึ่งดูแลเตียงคนไข้ถึงร้อยละ 20 ในกาซา และดูแลการทำคลอดถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ โดยอิสราเอลอ้างว่า MSF เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาที่ว่าพนักงานบางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮัด ด้าน MSF ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรง โดยระบุว่าองค์กรไม่มีนโยบายจ้างงานบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการทหาร และเตือนว่าการถูกระงับงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบในระดับหายนะ ต่อระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่แล้ว

ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สภาผู้ลี้ภัยแห่งนอร์เวย์ (NRC) ซึ่งถูกระงับเช่นกัน ระบุว่าสาเหตุที่หลายองค์กรไม่ยอมส่งรายชื่อพนักงานชาวปาเลสไตน์ให้อิสราเอล เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของยุโรป โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ถูกสังหารไปแล้วกว่า 500 รายในช่วงสงคราม นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่าอิสราเอลอาจนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการทหารหรือการข่าวกรอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026: ใบอนุญาตการทำงานจะถูกเพิกถอนอย่างเป็นทางการ ต่อมาในวันที่ 1 มีนาคม 2026 องค์กรที่มีสำนักงานในอิสราเอลและเยรูซาเลมตะวันออกจะต้องย้ายออกไป โดยองค์กรต่างๆ สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งนี้ได้

ด้าน COGAT ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของอิสราเอลที่ดูแลความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาของอิสราเอล จะยืนยันว่า องค์กรที่ถูกแบนมีส่วนแบ่งความช่วยเหลือไม่ถึงร้อยละ 1 ของความช่วยเหลือทั้งหมด และยังมีองค์กรอื่นๆ อีกกว่า 20 แห่งที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อได้ แต่กลุ่มบรรเทาทุกข์ต่างโต้แย้งว่า ในช่วงเวลาที่ข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบางเช่นนี้ การขัดขวางความช่วยเหลือที่มีความสำคัญต่อชีวิตถือเป็นการละเมิดหลักการมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง.

ที่มา Associated Press

จีนงัดนโยบายเก็บภาษีถุงยาง–ลดค่าดูแลเด็ก หวังแก้วิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

จีนงัดนโยบายเก็บภาษีถุงยาง–ลดค่าดูแลเด็ก หวังแก้วิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

1 ม.ค. 2569 10:53 น.

จีนงัดนโยบายเก็บภาษีถุงยาง–ลดค่าดูแลเด็ก หวังแก้วิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

จีนเดินหน้ามาตรการกระตุ้นอัตราการเกิด ท่ามกลางวิกฤตประชากรสูงวัย โดยเรียกเก็บภาษีอุปกรณ์คุมกำเนิด และยกเว้นภาษีให้กับบริการดูแลเด็ก รวมถึงบริการเกี่ยวกับการแต่งงานและการดูแลผู้สูงอายุ

ท่ามกลางวิกฤตประชากรสูงวัยและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้จีนต้องประกาศใช้มาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป รัฐบาลจีนจะเรียกเก็บภาษีในการจำหน่ายอุปกรณ์คุมกำเนิด รวมถึงถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิด 13 เปอร์เซ้นต์ ขณะเดียวกันจะยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับบริการดูแลเด็ก รวมถึงบริการเกี่ยวกับการแต่งงานและการดูแลผู้สูงอายุ

โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการ ยกเครื่องระบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งยกเลิกข้อยกเว้นจำนวนมากที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1994 หรือในช่วงที่จีนยังคงบังคับใช้นโยบายลูกคนเดียวอย่างเข้มงวด

ทางการปักกิ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ข้อมูลทางการระบุว่า ในปี 2024 มีทารกเกิดใหม่เพียง 9.54 ล้านคน ลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่จีนเริ่มผ่อนคลายนโยบายจำกัดจำนวนบุตร รัฐบาลจีนจึงพยายามออกมาตรการรอบด้าน ตั้งแต่ ขยายวันลาคลอด เพิ่มเงินอุดหนุนเงินสดให้ครอบครัว ไปจนถึงการปรับภาษี เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่แต่งงานและมีลูกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีกับอุปกรณ์คุมกำเนิดกลับสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทั้งความกังวลเรื่อง การตั้งครรภ์ไม่พร้อม การแพร่ระบาดของ HIV รวมถึงเสียงล้อเลียนในโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์ติดตลกว่า “คงต้องซื้อถุงยางตุนไว้ใช้ทั้งชีวิตตั้งแต่ตอนนี้” ขณะที่อีกคนแสดงความเห็นว่า “คนแยกออกอยู่แล้ว ระหว่างราคาถุงยาง กับต้นทุนการเลี้ยงเด็กหนึ่งคน”

รายงานปี 2024 ของสถาบันวิจัยประชากร YuWa ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนในระบบการศึกษาที่แข่งขันสูง รวมถึงภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับระหว่างการทำงานและการเลี้ยงลูก

ขณะเดียวกัน วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กระทบเงินออมของครัวเรือน และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคต

แดเนียล ลั่ว อายุ 36 ปี จากมณฑลเหอหนาน บอกว่า ภาษีถุงยางไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินใจ เพราะถุงยางที่แพงขึ้นไม่กี่หยวนต่อกล่อง เทียบไม่ได้กับค่าเลี้ยงดูลูกคือภาระระยะยาว

ด้านนักประชากรศาสตร์ อี้ ฟู่เซียน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–เมดิสัน มองว่า การหวังให้ภาษีถุงยางช่วยเพิ่มอัตราเกิดเป็นเรื่องคิดมากเกินไป และอาจเป็นเพียงความพยายามของรัฐในการหารายได้เพิ่ม ท่ามกลางหนี้สาธารณะและตลาดอสังหาฯ ที่ซบเซา

ขณะที่ เฮนเรียตตา เลวิน จาก CSIS ระบุว่า นโยบายนี้เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่า และอาจได้ผลจำกัด หากรัฐบาลท้องถิ่นที่มีภาระหนี้สูงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้จริง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้หญิงจำนวนมากชี้ว่า ปัญหาอัตราเกิดต่ำไม่ใช่เรื่องเฉพาะของจีน แต่เป็นแนวโน้มทั่วโลก ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศตะวันตก โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความเครียดสูง การลดลงของการแต่งงาน และความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

ที่มา : BBC

นักบินอวกาศจีน-คณะสำรวจแอนตาร์กติก-ลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งคำอวยพรปีใหม่

นักบินอวกาศจีน-คณะสำรวจแอนตาร์กติก-ลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งคำอวยพรปีใหม่

1 ม.ค. 2569 09:04 น.

นักบินอวกาศจีน-คณะสำรวจแอนตาร์กติก-ลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบิน ส่งคำอวยพรปีใหม่

นักบินอวกาศเสินโจว-21 คณะสำรวจขั้วโลกใต้ และทหารเรือฝูเจี้ยน ร่วมส่งสารอวยพรถึงชาติและประชาชน สะท้อนพลังวิทยาศาสตร์ ความกล้า และความมั่นคง

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นักบินอวกาศจีนจากภารกิจเสินโจว-21 คณะสำรวจวิทยาศาสตร์แอนตาร์กติกครั้งที่ 42 และลูกเรือประจำเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ร่วมส่งคำอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 ถึงประเทศจีนและประชาชน โดยนายจาง ลู่ ผู้บัญชาการภารกิจเสินโจว-21 กล่าวว่า การมองเห็นท้องฟ้าอันสูงลิบ และผืนโลกอันกว้างใหญ่ ทำให้รับรู้ถึงความไร้ขอบเขตของจักรวาล พร้อมอวยพรให้ทุกคนในปีใหม่มีชีวิตที่สอดคล้องกับความหวังและความตั้งใจ ด้าน อู๋ เฟย นักบินอวกาศ กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งเหวินเทียน ซึ่งหมายถึงการกล้าท้าทายสิ่งไม่รู้จัก พร้อมอวยพรให้ผู้คนกล้าตามหาสิ่งที่รักและมุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเอง  

โดกยนักบินอวกาศทั้งสามคนยังร่วมกล่าวพร้อมกันจากสถานีอวกาศจีนว่า ฟ้าดินร่วมยุค สารทิศร่วมเฉลิมฉลอง สุขสันต์วันปีใหม่

ขณะเดียวกัน คณะสำรวจวิทยาศาสตร์แอนตาร์กติกของจีน ครั้งที่ 42 ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่บนเรือตัดน้ำแข็ง “เสวี่ยหลง”  ระบุว่า ในปี 2026 จะเดินหน้าบุกเบิกงานวิจัย ทำความเข้าใจ ปกป้อง และใช้ประโยชน์จากภูมิภาคขั้วโลก พร้อมอวยพรให้ประชาชนชาวจีนมีความสุข และขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองและเข้มแข็ง

ส่วนลูกเรือเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ส่งสารจากท้องทะเลลึก ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขตามแนวชายแดนทางทะเล พร้อมประกาศยึดมั่นในหน้าที่ สมกับความไว้วางใจของชาติ และอวยพรให้จีนรุ่งเรืองมั่นคง รวมถึงประชาชนมีความสุขในปีใหม่.

ที่มา CCTV

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

1 ม.ค. 2569 08:21 น.

ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปี 2026 มั่นใจชัยชนะสงครามยูเครน

“วลาดิเมียร์ ปูติน” ผู้นำรัสเซียกล่าวสุนทรพจน์รับปีใหม่ 2026 ย้ำชัยชนะต้องเป็นของรัสเซีย พร้อมชื่นชมทหารสู้เพื่อแผ่นดิน ความจริง และความยุติธรรม แม้เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่ม

วันที่ 1 มกราคม 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ถึงประชาชนชาวรัสเซีย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2026 พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวย้ำความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในสงครามกับยูเครน ซึ่งต่อสู้ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปีแล้ว

โดยโอกาสนี้ ผู้นำรัสเซียยังได้กล่าวชื่นชมเหล่าทหารรัสเซียที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในยูเครนว่าเป็นวีรบุรุษที่กำลังต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิด สู้เพื่อความจริง และความยุติธรรม พร้อมกันนี้ปูตินยังย้ำว่า รัสเซียจะเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อไป แม้จะเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตกและตัวเลขการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้.

ที่มา CNN

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

1 ม.ค. 2569 06:04 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีขบวนเรือในทะเลระลอกใหม่อีก 3 ลำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ โดยอ้างว่าเรือเหล่านี้กำลังลักลอบขนส่งยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 1 ม.ค. 2569 ว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตี “ขบวนเรือ” จำนวน 3 ลำที่พวกเขาอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติด เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นการโจมตีเรือในทะเลครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตามประกาศของกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ที่โพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพในเรือลำหนึ่งที่ตกเป็นเป้าหมาย ส่วนบุคคลที่เหลือบนเรืออีก 2 ลำได้ละทิ้งเรือหนีไป

แต่กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด ระบุเพียงว่าเกิดขึ้นใน “น่านน้ำสากล” เท่านั้น ต่างจากการโจมตีครั้งก่อนๆ ที่ระบุชัดเจนว่า เกิดขึ้นทั้งในทะเลแคริบเบียนหรือมหาสมุทรแปซิฟิก

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ทำให้จำนวนเรือที่ตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 34 ลำ และมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 110 ราย นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มดำเนินมาตรการนี้ในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการไหลทะลักของยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยังได้ระบุเป็นนัยว่า มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันเพื่อขับไล่นาย นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เนื่องจากเรือที่ถูกโจมตีหลายลำมีต้นทางมาจากประเทศดังกล่าว

นางซูซี่ ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vanity Fair ว่า นายทรัมป์ต้องการพุ่งเป้าโจมตีเรือเหล่านี้ต่อไปจนกว่านายมาดูโรจะ “ยอมจำนน”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ทำลาย “สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันต่อเวเนซุเอลา โดยมาตรการดังกล่าวนอกจากการโจมตีแล้ว ยังรวมถึงการเสริมกำลังทางเรือและกำลังพลขนานใหญ่ของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน และปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ CIA (ซีไอเอ) ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือบริเวณชายฝั่งของเวเนซุเอลา ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกที่มีรายงานว่า สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในเวเนซุเอลาโดยตรง

นายทรัมป์พูดถึงการโจมตีดังกล่าวเล็กน้อยในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในบริเวณท่าเรือซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาใช้ขนยาเสพติดลงเรือ” และว่า พื้นที่สำหรับดำเนินการดังกล่าวนั้น “ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

ด้านนายมาดูโรออกมาโจมตีการประจำการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังทำสงครามก่อการร้ายทางจิตวิทยาต่อประเทศของเขา

และเพื่อตอบโต้คำสั่งของนายทรัมป์ ที่ให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทั้งขาเข้าและขาออกจากเวเนซุเอลา รัฐสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาได้อนุมัติกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี สำหรับผู้ใดก็ตามที่พบว่าให้การสนับสนุน “โจรสลัด” หรือ “การปิดล้อม” เรือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

1 ม.ค. 2569 04:06 น.

ประเทศมาลี-บูร์กินาฟาโซ ตอบโต้สหรัฐฯ สั่งห้ามชาวอเมริกันเข้าประเทศ

ประเทศมาลีกับบูร์กินาฟาโซ สั่งห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เข้าประเทศ เพื่อตอบโต้หลังรัฐบาลทรัมป์มีคำสั่งแบบเดียวกันกับพลเมืองของพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 ประเทศมาลีและบูร์กินาฟาโซประกาศใช้มาตรการห้ามพลเมืองสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ เพื่อตอบโต้หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามพลเมืองของทั้ง 2 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของมาลีกับบูร์กินาฟาโซ เมื่อคืนวันอังคาร ระบุว่าพวกเขาดำเนินการดังกล่าวตามหลักการ “การตอบโต้แบบต่างตอบแทน” (Reciprocity) หลังจากทำเนียบขาวประกาศเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เพิ่มทั้ง 2 ประเทศ เข้าไปในกลุ่มประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

ทำเนียบขาวระบุว่า การขยายคำสั่งห้ามดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2569 นี้ จะนำมาใช้กับประเทศที่มีข้อบกพร่องอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และรุนแรง ในด้านการตรวจสอบคัดกรองบุคคล และการแบ่งปันข้อมูล เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ

ประเทศมาลีระบุในวันอังคารว่า การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเพิ่มประเทศของพวกเขาเข้าสู่กลุ่มประเทศที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ นั้น เป็นการตัดสินใจโดยไม่มีการหารือล่วงหน้า และเหตุผลที่นำมาอ้างนั้นก็ไม่สอดคล้องกับ “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในท้องถิ่น”

ทั้งนี้ มาลีกับบูร์กินาฟาโซไม่ใช่ประเทศแรกที่สั่งห้ามพลเรือนสหรัฐฯ เดินทางเข้าประเทศ เพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ โดยเมื่อ 25 ธ.ค. ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไนเจอร์ก็ประกาศระงับการออกวีซ่าให้แก่พลเมืองสหรัฐฯ ตามรอยประเทศชาด ที่มีคำสั่งแบบเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

1 ม.ค. 2569 02:38 น.

ประมวลภาพ เอเชียฉลองปีใหม่ 2026 จุดพลุ-บินโดรนตระการตา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลายประเทศในทวีปเอเชีย ได้เฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2026 (พ.ศ. 2569) กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หรือ ประเทศในอาเซียนอย่าง ไทย, เวียดนาม, และสิงคโปร์ โดยมีทั้งการแสดงดอกไม้ไฟ, บินโดรน และคอนเสิร์ตอย่างสนุกสนาน

ต่อไปนี้คือภาพบรรยากาศบางส่วนของงานฉลองปีใหม่ ที่เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชีย

งานแสดงดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ที่ตึก ไทเป 101 ของไต้หวัน
งานแสดงดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ที่ตึก ไทเป 101 ของไต้หวัน
ชาวเวียดนามชมดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าจากบนสะพานเทฮุก ในกรุงฮานอย
ชาวเวียดนามชมดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าจากบนสะพานเทฮุก ในกรุงฮานอย
ศรีลังกาจุดพลุฉลองปีใหม่ ที่กรุงโคลอมโบ
ศรีลังกาจุดพลุฉลองปีใหม่ ที่กรุงโคลอมโบ
นครมุมไบ อินเดีย ประดับไฟสวยงาม ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
นครมุมไบ อินเดีย ประดับไฟสวยงาม ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
งานฉลองปีใหม่ที่ “ด่านจูหยง” บนกำแพงเมืองจีน ในกรุงปักกิ่ง
งานฉลองปีใหม่ที่ “ด่านจูหยง” บนกำแพงเมืองจีน ในกรุงปักกิ่ง
การจัดแสดงโดรนฉลองปีใหม่ ที่ปูซาน เกาหลีใต้
การจัดแสดงโดรนฉลองปีใหม่ ที่ปูซาน เกาหลีใต้
ญี่ปุ่นลั่นระฆังยักษ์รับปีใหม่ ที่วัด โซโจจิ ในกรุงโตเกียว
ญี่ปุ่นลั่นระฆังยักษ์รับปีใหม่ ที่วัด โซโจจิ ในกรุงโตเกียว
การแสดงดอกไม้ไฟ ที่อนุสาวรีย์ เซลามัต ดาตัง กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
การแสดงดอกไม้ไฟ ที่อนุสาวรีย์ เซลามัต ดาตัง กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย
สิงคโปร์จุดพลุฉลองปีใหม่ที่มารินา เบย์
สิงคโปร์จุดพลุฉลองปีใหม่ที่มารินา เบย์
งานแสดงดอกไม้ไฟที่เมืองเกซอน ของฟิลิปปินส์
งานแสดงดอกไม้ไฟที่เมืองเกซอน ของฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

1 ม.ค. 2569 00:50 น.

สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวอวยพรปีใหม่ 2026 ยืนยันบรรลุเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับเก่าทั้งหมดแล้ว และจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวาระปีใหม่ 2026 ถึงประชาชนชาวจีน ว่าจีนบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) และสร้างความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการเดินทางครั้งใหม่ของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพการป้องกันประเทศ และความเข้มแข็งของชาติโดยรวมล้วนก้าวสู่ระดับสูงใหม่

สี จิ้นผิงกล่าวว่าปี 2025 เป็นจุดสิ้นสุดของแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 และเป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันมิอาจลืมเลือน โดยจีนได้รำลึกวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก รวมถึงกำหนดวันรำลึกการฟื้นคืนไต้หวัน ซึ่งความพยายามเหล่านี้กำลังระดมพลังอันใหญ่ยิ่งสำหรับการฟื้นฟูประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา

สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าจีนมุ่งกระตุ้นการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เปลี่ยนตัวเองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีดความสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะประชาชนชาวจีนพยายามบ่มเพาะสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยการพัฒนาทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดกระแสความสนใจวัตถุทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน โดยวัฒนธรรมจีนกำลังรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น

สี จิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนชาวจีนร่วมมือกันสร้างและใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วยกัน พร้อมเสริมว่าไม่มีเรื่องไหนของประชาชนที่เป็นเรื่องเล็ก เราเอาใจใส่ใบไม้ทุกใบและดูแลกิ่งก้านทุกกิ่งภายในสวนแห่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อทุกบ้านมีชีวิตประจำวันที่มีความสุข ประเทศชาติของเราที่เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ย่อมจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

31 ธ.ค. 2568 23:23 น.

จีนประกาศ ประสบความสำเร็จ ซ้อมรบกระสุนจริงรอบไต้หวัน

จีนประกาศความสำเร็จในการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน รวมถึงการฝึกซ้อมกระสุนจริงแล้ว ขณะที่ สี จิ้นผิง ประกาศว่า การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้

เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 ทางการจีนออกมาประกาศว่า การฝึกซ้อมทางทหารของกองทัพรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้กระสุนจริง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจำลองการปิดล้อมท่าเรือสำคัญ และการโจมตีเป้าหมายทางทะเล “เสร็จสมบูรณ์แล้ว”

ในการฝึกซ้อมดังกล่าวมีชื่อรหัสปฏิบัติการว่า “จัสติส มิชชัน 2025” (Justice Mission 2025) โดยกองทัพจีนทำการยิงขีปนาวุธ พร้อมทั้งส่งเครื่องบินขับไล่ เรือรบ และเรือหน่วยยามฝั่งหลายสิบลำ เข้าประจำการรอบเกาะหลักของไต้หวันในช่วงวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลไต้หวันออกมาประณามการซ้อมรบดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ยั่วยุอย่างรุนแรงและขาดความยั้งคิด” พร้อมระบุว่าจีนล้มเหลวในการพยายามปิดล้อมดินแดนปกครองตนเองแห่งนี้

ทั้งนี้ จีนยืนยันมาตลอดว่าเกาะไต้หวัน ซึ่งมีประชากร 23 ล้านคน เป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา ถึงขั้นเคยขู่ว่า จะใช้กำลังทหารเพื่อผนวกดินแดนหากจำเป็น

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนกล่าวในเวลาต่อมา ระหว่างการส่งสารอวยพรเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2026 ณ กรุงปักกิ่ง ว่า “การรวมชาติของมาตุภูมิของเรา ซึ่งเป็นกระแสธารแห่งยุคสมัยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้”

นาวาเอกพิเศษ หลี่ ซี โฆษกประจำกองบัญชาการภาคตะวันออกแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) กล่าวว่า กองทัพจีนจะยังคงทำการฝึกซ้อมต่อไปเพื่อ “ขัดขวางความพยายามของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน และการแทรกแซงจากภายนอกอย่างเด็ดขาด”

อีกด้านหนึ่ง นายเซี่ย ชิง-ชิน รองอธิบดีกรมยามฝั่งไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า หน่วยยามฝั่งยังคงกำลังเรือ 11 ลำไว้ในทะเล เนื่องจากเรือยามฝั่งของจีน “ยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ไปโดยสมบูรณ์” และ “เรายังไม่สามารถละเลยการเฝ้าระวังได้”

ส่วนประธานาธิบดี ไล่ ชิง-เต๋อ ของไต้หวันออกมาเตือนในวันพุธว่า การซ้อมรบของจีนที่มุ่งเป้ามายังเกาะไต้หวันนั้น “ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว” และทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาค

อนึ่ง การซ้อมรบของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงหลักของไต้หวัน ได้อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไทเป รวมถึงคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ระบุว่า การใช้กำลังต่อไต้หวันอาจส่งผลให้เกิดการตอบโต้ทางทหารจากกรุงโตเกียว ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลจีนอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

31 ธ.ค. 2568 22:18 น.

เกาหลีใต้ชูท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ พาย้อนรอยสงคราม สร้างบทเรียนสันติภาพผ่านแหล่งประวัติศาสตร์

จากสนามรบสู่แหล่งเรียนรู้ เกาหลีใต้ชูการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพในปูซาน เปิดพื้นที่รำลึกสงครามเกาหลี ผ่านพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์ และหมู่บ้านผู้ลี้ภัย

แม้สงครามเกาหลีจะสิ้นสุดลงมากว่า 70 ปี แต่ร่องรอยความสูญเสียยังคงฝังลึกอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ เกาหลีใต้จึงเลือกใช้ประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดบทเรียนสันติภาพ ผ่านแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ โดยเฉพาะในเมืองปูซาน เมืองท่าทางตอนใต้ของประเทศ ที่เคยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงชั่วคราว และเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยนับล้านคนในช่วงสงคราม

โดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KOREA TOURISM ORGANIZATION) หรือ KTO ได้ผนวกเหตุการณ์สงครามเกาหลี เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสงครามในอดีต ขณะที่เมืองปูซาน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนในยุคสงคราม โดยเฉพาะรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เสียสละเพื่อครอบครัว ท่ามกลางความยากลำบากจึงได้มีการพัฒนาแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสันติภาพ โดยมีปูซานเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวเหล่านี้

จุดหมายหลักที่ไม่อาจมองข้ามคือ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สงครามเกาหลี (UN Memorial Hall) ซึ่งถือเป็นอนุสรณ์สถานเพียงแห่งเดียวในโลกที่อุทิศให้ทหารสหประชาชาติจาก 16 ประเทศ ที่เข้าร่วมรบและเสียชีวิตในสงครามเกาหลี ระหว่างปี 2493–2496 

ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้จัดแสดงเพียงยุทโธปกรณ์หรือแผนที่การรบ หากแต่เล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนในช่วงเวลานั้น ผ่านจดหมาย ภาพถ่าย และบันทึกส่วนตัวของทหารแต่ละนาย ทำให้สงครามไม่ใช่เพียงตัวเลขในตำรา แต่คือความสูญเสียที่จับต้องได้

นอกจากนี้ยังมี สวนสันติภาพสหประชาชาติ (UN Peace Park) เมืองปูซาน สวนสาธารณะที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งความสงบและการรำลึก พื้นที่สีเขียวแห่งนี้มักใช้จัดพิธีรำลึกในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ บรรยากาศเรียบง่าย ที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้หยุดคิดถึงผลพวงแห่งสงคราม ความสูญเสีย และตั้งคำถามถึงคุณค่าของสันติภาพที่โลกปัจจุบันยังต้องปกป้อง

สงครามเกาหลีเริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1950 ที่มีทั้งทหารและพลเรือนจำนวนมากที่ต้องเสียสละ แม้จะมีสถานที่ลำลึกอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ แต่ว่าส่วนอนุสรณ์สหประชาชาติแห่งนี้ ถือว่าเป็นที่แห่งเดียวในโลกที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงสันติภาพของสหประชาชาติ

ขณะที่เรื่องราวของผู้ลี้ภัยจากสงครามถูกถ่ายทอดผ่าน หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน (Gamcheon Culture Village) หมู่บ้านบนเนินเขาที่บ้านเรือนปลูกเรียงซ้อนตามภูมิประเทศ เดิมคือชุมชนของผู้หนีภัยสงคราม ก่อนจะถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งศิลปะร่วมสมัย เต็มไปด้วยภาพวาด งานจัดวาง และตรอกซอกซอยสีสันสดใส เบื้องหลังความสวยงาม คือประวัติศาสตร์การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของผู้คนในยุคที่ประเทศยังบอบช้ำจากสงคราม

ไม่ไกลกันคือ หมู่บ้านวัฒนธรรมหลุมฝังศพอามีดง (Ami-dong Tombstone Culture Village) พื้นที่ที่สะท้อนความโหดร้ายของสงครามอย่างตรงไปตรงมา เดิมเป็นสุสาน ก่อนผู้ลี้ภัยจะเข้ามาสร้างบ้านเรือนทับลงบนหลุมฝังศพเพราะไม่มีที่ไป ที่น่าแปลกคือ แผ่นป้ายสุสานบางส่วนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้านเรือนในปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้ถูกอนุรักษ์ไว้เพื่อเล่าเรื่องชีวิตจริงของผู้คนที่ต้องอยู่กับความสูญเสียและความขาดแคลนในช่วงสงคราม

โดยแนวคิดการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสันติภาพในปูซาน ไม่ได้เป็นเพียงการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เป็นความพยายามของเกาหลีใต้ในการย้ำเตือนว่า สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง หากแต่เป็นผลจากบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีต ที่โลกไม่ควรลืม

ขณะที่การผลักดันแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์เกาหลีใต้ในฐานะประเทศที่ใช้ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง เป็นบทเรียนสู่สันติภาพ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน.