ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

4 พ.ย. 2568 23:08 น.

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

สมเด็จฯ ฮุน เซน โพสต์ข้อความย้ำว่า ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน ขอประชาชนชาวกัมพูชาอย่าเข้าใจผิด และกล่าวหาด้วยว่า การปิดด่านของไทยเป็นการขัดขวางอาเซียนทั้งหมด

เมื่อ 4 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่เคยลดตัวขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน ไทยจะปิดอีก 100 ปี หรือ 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า การที่บุคคลระดับสูงในไทยหยิบยกเรื่องด่านชายแดนขึ้นมาพูดนั้น อาจเป็นการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ข้อความของ ฮุน เซน ระบุว่า “นับตั้งแต่มีการลงนามใน แถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ซึ่งอำนวยความสะดวกโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในฐานะทูตสันติภาพ”

“เราได้สังเกตเห็นความคืบหน้าที่น่าสนใจ ซึ่งรวมถึงการจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ตลอดจนการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาทในเบื้องต้น ภายใต้การดูแลและการตรวจสอบของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นี่ถือเป็นก้าวหนึ่งในการยุติหรือบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่เราทุกคนควรยินดี”

“อย่างไรก็ตาม แม้จะแสดงความชื่นชม ผมก็เห็นว่าจำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนกัมพูชาทราบเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชาและไทยอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำไทยบางคนได้หยิบยกประเด็นการเปิดจุดผ่านแดนขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในประเทศไทย”

“การกล่าวซ้ำ ๆ โดยผู้นำไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดน ได้สร้างความสับสนในหมู่สาธารณชนกัมพูชาและไทย ทำให้บางคนเชื่อว่า กัมพูชาได้ร้องขอให้ไทยเปิดจุดผ่านแดน”

“ผมไม่ต้องการให้ประชาชนกัมพูชาเข้านอนพร้อมกับข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดนี้ สำหรับสาธารณชนชาวไทย นี่เป็นเรื่องภายในประเทศที่อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ในการเลือกตั้ง โดยการเปิดจุดผ่านแดนอาจถูกใช้เป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง”

“ผมขอเน้นย้ำกับประชาชนกัมพูชาอีกครั้งว่า: นับตั้งแต่ประเทศไทยปิดพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดพรมแดนเลย หากประเทศไทยต้องการปิดต่อไปอีก 100 ปี หรือแม้แต่ 500 ปี นั่นก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ท้ายที่สุดแล้ว กุญแจก็อยู่ในมือของประเทศไทย”

“การปิดพรมแดนนี้ไม่ได้นำไปสู่ความล่มสลายของกัมพูชา ตรงกันข้าม มันกลับสร้างโอกาสให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสินค้าภายในประเทศ เข้ามาแทนที่สินค้าไทย กระตุ้นให้เกิดการเติบโตของการผลิตในท้องถิ่น”

“ผมได้สื่อสารกับมิตรประเทศของเราว่า การที่ประเทศไทยปิดพรมแดนกับกัมพูชา ไม่เพียงตัดความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังเป็นการขัดขวางอาเซียนและเอเชียโดยรวมอีกด้วย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ ถนนอาเซียน, ทางรถไฟอาเซียน และทางหลวงเอเชียล่ะ?”

“ผมหวังว่าสารนี้จะไปถึงผู้นำไทยและสาธารณชนชาวไทย และทำให้ชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้มีการเปิดจุดผ่านแดน ขณะเดียวกัน ผมหวังว่าประชาชนกัมพูชาจะไม่เข้าใจผิดคิดว่ารัฐบาลของพวกเขาจะลดตัวลงไปร้องขอความร่วมมือจากประเทศไทยในการเปิดจุดผ่านแดน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ดิก เชนีย์ รอง ปธน.ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

ดิก เชนีย์ รอง ปธน.ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

4 พ.ย. 2568 21:55 น.

ดิก เชนีย์ รอง ปธน.ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

ดิก เชนีย์ หนึ่งในรองประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดและทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองมากที่สุดของสหรัฐฯ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุ 84 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดิก เชนีย์ นักอนุรักษ์นิยมสายแข็ง ผู้กลายเป็นหนึ่งในรองประธานาธิบดีที่มีอิทธิพลและทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และเป็นผู้สนับสนุนหลักในการพาสหรัฐฯ บุกโจมตีอิรัก ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุ 84 ปี

นายเจเรมี แอดเลอร์ โฆษกครอบครัวเชนีย์ออกแถลงการณ์ระบุว่า เชนีย์เสียชีวิตเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 เนื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคปอดบวม โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด

ทั้งนี้ เชนีย์เป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลของประธานาธิบดีบุช 2 พ่อลูก โดยเขาเป็นผู้นำกองทัพในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย ภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (บุชผู้พ่อ) ก่อนจะได้รับตำแหน่งรองประธานาธิบดีในรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ลูกชายของนายบุช

ดิก เชนีย์ กับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช
ดิก เชนีย์ กับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช

ในทางพฤตินัย นายเชนีย์เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของนายบุชผู้ลูก เขามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะเรื่องการสั่งการ ทั้งตามการตัดสินใจของประธานาธิบดีและเรื่องที่เขาสนใจเป็นพิเศษ ในขณะที่เขาต้องเผชิญกับโรคหัวใจมานานหลายทศวรรษ และต้องเข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจหลังพ้นจากตำแหน่ง

เชนีย์สนับสนุนการใช้เครื่องมือพิเศษในการสอดแนม การควบคุมตัว และการสอบสวนมาตลอด นับตั้งแต่เกิดวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544

ในยุคของเชนีย์ ตำแหน่งรองประธานาธิบดีไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งทางพิธีการที่มักถูกมองข้าม แต่เขาทำให้ตำแหน่งนี้กลายเป็นเครือข่ายของ “ช่องทางลับ” ที่ใช้ในการมีอิทธิพลเหนือนโยบายต่าง ๆ ทั้งในเรื่องอิรัก การก่อการร้าย อำนาจของประธานาธิบดี พลังงาน และนโยบายสำคัญอื่น ๆ ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม

เชนีย์เคยพูดติดตลกเรื่องชื่อเสียงของเขาในฐานะจอมบงการอยู่เบื้องหลังว่า “ผมเป็นอัจฉริยะผู้ชั่วร้ายตรงมุมห้องที่ไม่เคยมีใครเห็นว่าออกมาจากที่ซ่อนของตัวเองหรือเปล่าน่ะหรือ? … ที่จริงแล้ว มันเป็นวิธีทำงานที่เยี่ยมไปเลยนะ”

หลายปีหลังจากพ้นตำแหน่ง เขาตกเป็นเป้าโจมตีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ ลิซ เชนีย์ ลูกสาวของเขา, นักวิจารณ์พรรครีพับลิกันตัวยง และเป็นผู้ตรวจสอบความพยายามรักษาอำนาจของนายทรัมป์ หลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2563 และบทบาทของเขาในเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 ม.ค. 2564

“ในประวัติศาสตร์ 246 ปีของชาติเรา ไม่เคยมีบุคคลใดที่เป็นภัยคุกคามต่อสาธารณรัฐของเรามากไปกว่าโดนัลด์ ทรัมป์” เชนีย์กล่าวในโฆษณาซึ่งเผยแพร่ทางโทรทัศน์เพื่อสนับสนุนลูกสาวของเขา “เขาพยายามขโมยการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยใช้คำโกหกและความรุนแรงเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ หลังจากที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งปฏิเสธเขาไปแล้ว เขาเป็นคนขี้ขลาด”

ดิก เชนีย์ ปฏิเสธนายทรัมป์ถึงขั้นทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น คือเขาประกาศจะลงคะแนนเสียงให้แก่ น.ส.คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต

ในฐานะผู้รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายถึงห้าครั้ง เชนีย์คิดมาตลอดว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ยืมมา และในปี 2556 เขาประกาศว่าทุกวันนี้เขาตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ “ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ขอบคุณสำหรับของขวัญแห่งอีกวันหนึ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“ดิ๊ก เชนีย์” อดีตรองปธน.สหรัฐฯ สมัยรัฐบาลอดีตปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 84 ปี

"ดิ๊ก เชนีย์" อดีตรองปธน.สหรัฐฯ สมัยรัฐบาลอดีตปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 84 ปี

4 พ.ย. 2568 21:34 น.

“ดิ๊ก เชนีย์” อดีตรองปธน.สหรัฐฯ สมัยรัฐบาลอดีตปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 84 ปี

ดิ๊ก เชนีย์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 84 ปี จากภาวะปอดอักเสบและโรคหัวใจ-หลอดเลือด เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามคำแถลงของครอบครัว

วันที่ 4 พฤศจิกายน  2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ครอบครัวของนายดิ๊ก เชนีย์ แถลงว่า เขาเสียชีวิตเมื่อคืนวันจันทร์ ที่ผ่านมา ที่บ้านพักในรัฐไวโอมิง ด้วยภาวะปอดอักเสบร่วมกับภาวะหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ขณะทีอายุ 84 ปี  

อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวว่า นับเป็นการสูญเสียต่อชาติ และความโศกเศร้าต่อมิตรสหาย พร้อมชื่นชมว่าเชนีย์เป็นผู้รับใช้สาธารณะชั้นเยี่ยม เป็นผู้มีเกียรติ มีความตั้งใจ ทำงานทุกตำแหน่งด้วยอัจฉริยะและความจริงจัง 

โดยนายเชนีย์ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีภายใต้รัฐบาลบุช ระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2544 ถึง 20 มกราคม 2552  ในช่วงดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เชนีย์เป็นผู้ออกแบบและกำกับนโยบาย “สงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย” หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 โดยมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจบุกอิรักในปี 2546 ที่ผ่านมาเขามีประวัติสุขภาพยาวนาน ทั้งโรคหัวใจ ผ่าตัดบายพาส  และได้รับการปลูกถ่ายหัวใจในปี 2555 

แทม้จะมีบทบาททางการเมืองที่ถูกวิจารณ์ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน และนโยบายความมั่นคง   แต่เขายังคงได้รับการจดจำว่าเป็นรองประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุด คนหนึ่งของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ.

นักบินอวกาศจีน อบ “ปีกไก่–สเต๊ก” กินบนสถานีอวกาศจีน

นักบินอวกาศจีน อบ "ปีกไก่–สเต๊ก" กินบนสถานีอวกาศจีน

4 พ.ย. 2568 16:47 น.

นักบินอวกาศจีน อบ “ปีกไก่–สเต๊ก” กินบนสถานีอวกาศจีน

สถานีอวกาศจีนสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อคลิปวิดีโอจากอวกาศเผยภาพนักบินอวกาศจีนกำลังอบ “ปีกไก่นิวออร์ลีนส์” และ “สเต๊กพริกไทยดำ” ด้วยเตาอบรุ่นใหม่ที่ส่งขึ้นไปพร้อมยานเสินโจว 21 ถือเป็นครั้งแรกที่ลูกเรือได้ลิ้มรสอาหารอบสด ๆ กลางวงโคจร

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมา เผยให้เห็นนักบินอวกาศจีนได้ลงมือทำอาหารประเภทปิ้งย่างกินเอง โดยวิศวกรอวกาศ อู๋ เฟย สมาชิกของภารกิจเสินโจว 21 นำ ปีกไก่หมักจัดเรียงบนตะแกรง ก่อนจะนำเข้าเตาอบ หลังจากผ่านไปเพียง 28 นาที ก็ได้ ปีกไก่นิวออร์ลีนส์ ร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ

นอกจากนี้ อู๋ เฟย และ หวัง เจี๋ย ซึ่งเป็นนักบินอวกาศที่มาจากเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ยังได้ทำ สเต๊กพริกไทยดำอีกจาน และนำอาหารทั้งหมดไปแบ่งกันรับประทานกับนักบินอวกาศทั้ง 6 คน ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนักบินอวกาศจีน เปิดเผยว่า เตาอบลมร้อนนี้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกปรับปรุงอย่างมากเมื่อเทียบกับเตาอบทั่วไปบนโลก โดยมีการติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ การดักจับคราบน้ำมัน การเร่งปฏิกิริยาที่อุณหภูมิสูง และที่สำคัญที่สุดคือระบบกรองหลายชั้น ซึ่งช่วยให้การทำอาหารประเภทปิ้งย่างในอวกาศเป็นไปอย่างไร้ควัน และตรงตามมาตรฐานการปล่อยควันภายในสถานี

การนำเตาอบมาใช้ทำอาหารถือเป็นความก้าวหน้าล่าสุดในระบบช่วยชีวิตบนสถานีอวกาศ โดยภารกิจเสินโจว 21 ได้ขยายรายการอาหารให้มีมากกว่า 190 รายการ และยืดรอบเมนูออกไปเป็น 10 วัน เพื่อให้นักบินอวกาศสามารถทำอาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ เช่น ผัก ถั่ว เค้ก และเนื้อสัตว์ได้เอง ซึ่งช่วยสร้างความสุขและลดความเบื่อหน่ายในการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ความก้าวหน้ายังรวมถึง สวนผักอวกาศ ที่มีการวิจัยและปลูกพืชในวงโคจรอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีการนำน้ำผ่านรูพรุนในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ จนถึงขณะนี้ สวนผักได้เก็บเกี่ยวผลไม้และผักสดรวม 4.5 กิโลกรัม จากพืช 7 ชนิด เช่น ผักกาด มะเขือเทศเชอร์รี และมันเทศ โดยเฉพาะผักกาดและมะเขือเทศเชอร์รีนั้น สามารถเติบโตจนครบรอบวงจรชีวิตจากเมล็ดพันธุ์สู่เมล็ดพันธุ์ได้สำเร็จ

นักวิจัยยังระบุอีกว่า มีการเตรียมอาหารชุดพิเศษสำหรับนักบินอวกาศในเทศกาลสำคัญของจีน เช่น ตรุษจีน เพื่อสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านและสร้างกำลังใจให้แก่นักบินที่ปฏิบัติภารกิจ.

ที่มา Xinhua

พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ดับ 5 ศพ น้ำท่วมหนัก-อพยพนับแสน เตรียมมุ่งหน้าสู่เวียดนาม

พายุไต้ฝุ่น "คัลแมกี" ถล่มฟิลิปปินส์ดับ 5 ศพ น้ำท่วมหนัก-อพยพนับแสน เตรียมมุ่งหน้าสู่เวียดนาม

4 พ.ย. 2568 15:23 น.

พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ดับ 5 ศพ น้ำท่วมหนัก-อพยพนับแสน เตรียมมุ่งหน้าสู่เวียดนาม

เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ในฟิลิปปินส์ เมื่อฝนที่ตกหนักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดถล่มภาคกลางของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ และประชาชนเกือบ 4 แสนคนต้องอพยพหนีภัย ขณะที่พายุกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 ศพ

ไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดถล่มหมู่เกาะวิซายาส โดยเฉพาะเกาะเซบู ต้องเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงจนท่วมทั้งเมือง มีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นรถยนต์ รถบรรทุก และแม้แต่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและเป็นโคลน พื้นที่โดยรอบเมืองเซบูมีปริมาณน้ำฝนถึง 183 มิลลิเมตร ในช่วง 24 ชั่วโมง ก่อนไต้ฝุ่นขึ้นฝั่ง ซึ่งเกินกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายเดือนถึง 131 มิลลิเมตร 

นางพาเมลา บาริกวาโตร ผู้ว่าการจังหวัดเซบู ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “สถานการณ์ในเซบูไม่เคยปรากฏมาก่อน เราคาดว่าลมจะเป็นส่วนที่อันตราย แต่น้ำคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนของเราตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง”

เจ้าหน้าที่ภัยพิบัติท้องถิ่นยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย โดยพบร่าง เด็ก 2 คน ในเมืองเซบู ผู้สูงอายุ 1 ราย จมน้ำเสียชีวิตบนชั้นบนของบ้านในจังหวัดเลย์เต ส่วนชาย 1 ราย เสียชีวิตจากต้นไม้ล้มทับที่เกาะโบฮอล ประชาชนกว่า 400,000 คน ถูกสั่งอพยพออกจากเส้นทางพายุเป็นการล่วงหน้า รวมถึงผู้อาศัยในเต็นท์พักพิงชั่วคราวหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปลายเดือนกันยายนด้วย

ในขณะที่ไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์และมุ่งหน้าสู่ทะเลจีนใต้ ทางการเวียดนามต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะคาดว่าไต้ฝุ่นคัลแมกีจะพัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมสูงถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงคืนวันพฤหัสบดี

ทั้งนี้ ภาคกลางของเวียดนามเพิ่งเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นประวัติการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 40 ราย และสูญหาย 6 ราย โดยมีน้ำท่วมขังในบ้านเรือนเกือบ 80,000 หลัง โดยปกติจะมีพายุเข้าเวียดนามประมาณ 10 ลูกต่อปี แต่ไต้ฝุ่นคัลมาเอกิจะเป็นพายุลูกที่ 13 ของปี 2025

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์เตือนว่า ฟิลิปปินส์อาจต้องเผชิญกับพายุและไต้ฝุ่นอีก 3 ถึง 5 ลูก ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม ซึ่งทำให้ปีนี้เป็นอีกปีที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนักหน่วง.

ที่มา AFP

Shein โดนถล่ม ขายตุ๊กตา sex doll คล้ายเด็ก ล่าสุดสั่งห้ามขายแล้ว หวั่นถูกแบนในฝรั่งเศส

Shein โดนถล่ม ขายตุ๊กตา sex doll คล้ายเด็ก  ล่าสุดสั่งห้ามขายแล้ว หวั่นถูกแบนในฝรั่งเศส

4 พ.ย. 2568 13:12 น.

Shein โดนถล่ม ขายตุ๊กตา sex doll คล้ายเด็ก ล่าสุดสั่งห้ามขายแล้ว หวั่นถูกแบนในฝรั่งเศส

แบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่ Shein ออกมาตรการเด็ดขาด สั่งห้ามขายตุ๊กตาทางเพศทุกประเภททั่วโลก หลังถูกองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคฝรั่งเศสและชาวโซเชียลโจมตีหนัก กรณีมีสินค้าลักษณะคล้ายตุ๊กตาเด็กบนเว็บไซต์

เว็บไซต์ค้าปลีกแฟชั่นชื่อดัง Shein แบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน-สิงคโปร์ ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าได้ แบนการขาย “เซ็กซ์ดอลล์” หรือหุ่นทางเพศทุกประเภทอย่างถาวร จากแพลตฟอร์มทั่วโลก หลังถูกโจมตีว่ามีการแสดงสินค้าบางรายการที่มีลักษณะคล้ายเด็กซึ่งเข้าข่ายเชิงอนาจารเด็ก

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เกิดจากหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของฝรั่งเศส หรือ Directorate General for Competition, Consumer Affairs and Fraud Control (DGCCRF) ได้ตรวจพบสินค้าดังกล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า คำบรรยายและหมวดหมู่สินค้านั้น ชี้ชัดเจนถึงลักษณะที่เข้าข่ายสื่อลามกเด็ก

หลังจากมีการเปิดโปงเรื่องนี้  Shein รีบดำเนินการลบสินค้าทั้งหมดออกจากระบบ และออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ได้ ปิดบัญชีผู้ขายที่เชื่อมโยงกับสินค้าผิดกฎหมายและไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พร้อมประกาศลบหมวดสินค้าผู้ใหญ่ ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยแล้ว

บริษัทยังเผยว่า ได้เริ่มการตรวจสอบภายในเพื่อหาต้นตอของปัญหา และจะตั้งมาตรการกรองสินค้าเข้มงวดขึ้นทั่วโลก รวมถึงปรับปรุงระบบแบล็กลิสต์คำต้องห้าม เพื่อป้องกันผู้ขายหลีกเลี่ยงกฎด้วยการใช้คำอื่น

นายโดนัลด์ ถัง ประธานบริหารของ Shein กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การต่อสู้กับการแสวงหาประโยชน์จากเด็กเป็นสิ่งที่ Shein ไม่ประนีประนอม แม้ว่าสินค้าดังกล่าวจะมาจากผู้ขายภายนอก แต่ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของเราโดยตรง และเราจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง”

ด้าน บรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส ออกคำเตือนว่า ฝรั่งเศสอาจสั่งแบน Shein ทั้งประเทศ หากยังพบสินค้าลักษณะดังกล่าววางขายอีก ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ Shein จะเปิดร้านถาวรแห่งแรกในกรุงปารีส

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประท้วงหลายสิบคนได้รวมตัวหน้าห้าง BHV ใจกลางกรุงปารีส ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของร้านใหม่ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการจำหน่ายสินค้าที่ล่อแหลมหรือเข้าข่ายคุกคามทางเพศ

ทั้งนี้ Shein เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วหลายครั้งในประเด็น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากแฟชั่นฟาสต์แฟชั่น รวมถึง สภาพการทำงานของแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยกรณีล่าสุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ระดับโลกของบริษัท.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Shein

สตาร์บัคส์ขายหุ้น 60% ในจีนให้ Boyu Capital มูลค่า 1.3 แสนล้าน รับมือแข่งขันเดือด

สตาร์บัคส์ขายหุ้น 60% ในจีนให้ Boyu Capital มูลค่า 1.3 แสนล้าน รับมือแข่งขันเดือด

4 พ.ย. 2568 12:50 น.

สตาร์บัคส์ขายหุ้น 60% ในจีนให้ Boyu Capital มูลค่า 1.3 แสนล้าน รับมือแข่งขันเดือด

สตาร์บัคส์ (Starbucks) เครือข่ายร้านกาแฟยักษ์ใหญ่ของโลก ประกาศขายหุ้นส่วนใหญ่ 60% ในธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีน ให้แก่บริษัทลงทุน Boyu Capital ในข้อตกลงมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.3 แสนล้านบาท) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเร่งการเติบโตในตลาดจีนที่กำลังมีการแข่งขันสูงลิ่ว

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สตาร์บัคส์จะคงถือหุ้น 40% ในธุรกิจค้าปลีกในจีน และยังคงเป็นเจ้าของแบรนด์สตาร์บัคส์ทั้งหมดในประเทศจีนต่อไป โดยข้อตกลงนี้สะท้อนมูลค่ากิจการค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในจีนที่สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสตาร์บัคส์รองจากสหรัฐฯ โดยสตาร์บัคส์เข้าสู่ตลาดจีนในปี 1999 ปัจจุบัน สตาร์บัคส์มีร้านกาแฟในจีนประมาณ 8,000 แห่ง และตั้งเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มเป็น 20,000 แห่ง ในอนาคต

สตาร์บัคส์ระบุว่า ความร่วมมือกับ Boyu Capital ซึ่งเป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน จะเป็น “ก้าวสำคัญ” ที่ช่วยผสานความเชี่ยวชาญด้านกาแฟของสตาร์บัคส์เข้ากับความต้องการของตลาดจีนได้อย่างลงตัว

สตาร์บัคส์วางแผนที่จะเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ ๆ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัยในจีน โดยข้อตกลงนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า โดยดีลครั้งนี้เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในจีนของบริษัทผู้บริโภคระดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสตาร์บัคส์ต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงในจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งท้องถิ่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Luckin Coffee แบรนด์กาแฟสัญชาติจีน ได้แซงหน้าสตาร์บัคส์ในแง่ของจำนวนสาขาในประเทศจีนไปแล้ว และดึงดูดลูกค้าด้วย ราคาที่ต่ำกว่า และ ส่วนลดบ่อยครั้ง ทำให้สตาร์บัคส์ต้องปรับลดราคาเพื่อแข่งขัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผลกำไร

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้สตาร์บัคส์สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายในจีน เหมือนกับที่แบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง KFC, Pizza Hut, Gap และ Uber เคยประสบความยากลำบากในตลาดนี้.

ที่มา BBC

คนงาน “เคเคปาร์ก” แห่หนีสมัครงานศูนย์สแกมเมอร์ใกล้เคียง หลังถูกพม่ากวาดล้าง

คนงาน "เคเคปาร์ก" แห่หนีสมัครงานศูนย์สแกมเมอร์ใกล้เคียง หลังถูกพม่ากวาดล้าง

4 พ.ย. 2568 12:25 น.

คนงาน “เคเคปาร์ก” แห่หนีสมัครงานศูนย์สแกมเมอร์ใกล้เคียง หลังถูกพม่ากวาดล้าง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า การบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคปาร์ก” ของทางการพม่า เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้จุดกระแสรับสมัครแรงงานครั้งใหญ่ หลังผู้หลบหนีจากศูนย์สแกมเมอร์เคเคปาร์ก แห่ไปสมัครงานในศูนย์หลอกลวงอื่นใกล้ชายแดนไทย

รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า การบุกจู่โจมศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคปาร์ก” ในรัฐกะเหรี่ยงของพม่า ซึ่งอยู่ใกล้พรมแดนไทย เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ได้ทำให้ผู้คนกว่า 1,500 คน หนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย แต่มีอีกหลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อและแสวงหาโอกาสใหม่ในตลาดมืด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การกวาดล้างดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการ “เร่งรับสมัคร” โดยแก๊งต้มตุ๋นอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง พนักงานสแกมเมอร์ชาวจีนรายหนึ่งที่ทำงานอยู่ในศูนย์บัญชาการ ห่างจากเคเคปาร์กประมาณ 3 กิโลเมตร เปิดเผยว่า มีผู้คนหลายร้อยคนที่หนีออกมาจากเคเคปาร์กมาถึงศูนย์ของเขาเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม โดยมีสิ่งล่อใจคือ เงินเดือนสูงถึง 1,400 ดอลลาร์ต่อเดือน

เจสัน ทาวเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก Global Initiative against Transnational Organized Crime กล่าวว่า สแกมเมอร์ในเคเคปาร์กหลายรายถูกแก๊งอื่น “รับเข้าทำงานใหม่” โดยพวกเขาอาจมองว่าการหลอกลวงนี้เป็นเหมือน “งาน” ชนิดหนึ่ง

ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ซึ่งผุดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความเสียหายให้กับเหยื่อหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่านการหลอกลวงแบบโรแมนซ์สแกมและการลงทุนคริปโตที่ซับซ้อน รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ในปี 2023 เหยื่อในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงอย่างเดียว ถูกหลอกลวงไปถึง 37,000 ล้านดอลลาร์

พื้นที่ชายแดนพม่าที่มีปัญหาความขัดแย้งและมีการปกครองที่หย่อนยาน ได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์สำหรับศูนย์เหล่านี้ แม้ว่ากองทัพพม่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้สนับสนุนหลัก ให้ปราบปรามการหลอกลวงที่พุ่งเป้าไปที่พลเมืองของตนเอง

นักวิเคราะห์มองว่า การบุกยึดอาคารประมาณ 200 หลังในเคเคปาร์กเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งพบสแกมเมอร์กว่า 2,000 คน น่าจะเป็นปฏิบัติการที่จำกัดวงและถูกจัดฉาก เพื่อลดแรงกดดันโดยไม่กระทบต่อผลกำไรมากนัก

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวก็ทำให้มีผู้คนกว่า 1,500 คน จาก 28 สัญชาติ หนีข้ามไปยังประเทศไทย ซึ่งรวมถึงชาวอินเดียประมาณ 500 คน และชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 200 คน

ประเด็นที่ทางการต้องเผชิญคือ การแยกแยะระหว่างเหยื่อที่ถูกค้ามนุษย์ให้มาทำงานกับผู้ที่สมัครใจ เป็นสแกมเมอร์ ชายชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งที่ถูกค้ามนุษย์มาทำงานที่เคเคปาร์กเล่าว่า เขาและเพื่อนร่วมชาติประมาณ 30 คน ฉวยโอกาสหนีออกมาได้ในวันที่กองกำลังทหารมาถึงเพื่อสนับสนุนการปราบปราม

สแกมเมอร์ชาวจีนในศูนย์ใกล้เคียงระบุว่า หลังการอพยพออกจากเคเคปาร์ก กลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นได้แย่งชิงกันหาเงิน โดยมีการ “ขาย” สแกมเมอร์ที่ไม่มีงานทำให้กับผู้ดำเนินการรายอื่นในราคาที่สูงถึง 70,000 ดอลลาร์ต่อคน

นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่แท้จริง โดยการ จับกุมดำเนินคดี และยึดทรัพย์สินทั้งหมด ของ หัวหน้าชาวจีน ซึ่งเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการดำเนินการเหล่านี้ เนื่องจากปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ตราบใดที่ต้นตอของปัญหาไม่ได้ถูกกำจัด.

ที่มา AFP

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศทุ่ม 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งโรงงานแรร์เอิร์ธ ปูทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศทุ่ม 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งโรงงานแรร์เอิร์ธ ปูทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก

4 พ.ย. 2568 11:53 น.

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศทุ่ม 142 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งโรงงานแรร์เอิร์ธ ปูทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โลก

นายกฯ อันวาร์ ประกาศเดินหน้าตั้งโรงงานแร์เอิร์ธ ผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียม ในรัฐปะหัง มูลค่า 600 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,900 ล้านบาท ยันไม่ใช่แค่ MOU หวังดันมาเลเซียเป็นศูนย์กลางแร่หายากและวัสดุขั้นสูง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเบอร์นา ของมาเลเซีย  รายงานว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่า โครงการสร้างโรงงานผลิต “ซูเปอร์แม่เหล็กนีโอไดเมียม” (Neodymium Super Magnet) มูลค่า 600 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,900 ล้านบาท  ในรัฐปะหัง ได้เข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงานจริง เพื่อเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมแร่หายากของประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย และบริษัท JS Link ของเกาหลีใต้ ซึ่งได้ลงนามข้อตกลงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียมกำลังสูง จำนวน 3,000 ตันต่อปี ใกล้โรงงานแปรรูปแร่หายากของ Lynas ในเขตกวนตัน รัฐปะหัง

นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ระบุว่า บริษัท JS Link ได้ซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเริ่มก่อสร้างและเดินเครื่องผลิต โดยย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่บันทึกความเข้าใจ แต่เป็นการลงทุนจริงที่ต้องเร่งให้เดินหน้า  พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีการค้าติดตามโครงการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งถือเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์  

นายอันวาร์กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงงานนี้จะช่วยให้มาเลเซียก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) ของโลก สนับสนุนทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด วัสดุขั้นสูง และการผลิตแม่เหล็กสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาทิ ระบบขีปนาวุธ

ที่ผ่านนมา รัฐบาลมาเลเซียประเมินว่า มาเลเซียมีทรัพยากรแร่หายากประมาณ 16.1 ล้านตัน แต่ยังขาดเทคโนโลยีในการขุดและแปรรูปอย่างครบวงจร จึงต้องดึงดูดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่มาเลเซียยังอยู่ระหว่างเจรจากับจีนเรื่องการแปรรูปแร่หายาก และได้ลงนามความร่วมมือกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนก่อน เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงรายเดียว.

ที่มา Reuters

ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากโศกนาฏกรรมแอร์อินเดีย เผย “ใจสลาย” จากบาดแผลในจิตใจ

ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากโศกนาฏกรรมแอร์อินเดีย เผย "ใจสลาย" จากบาดแผลในจิตใจ

4 พ.ย. 2568 11:36 น.

ผู้รอดชีวิตคนเดียวจากโศกนาฏกรรมแอร์อินเดีย เผย “ใจสลาย” จากบาดแผลในจิตใจ

นายวิศวะกุมาร ราเมศ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุเครื่องบินแอร์อินเดีย เที่ยวบินที่ 171 ตกหลังขึ้นบินจากเมืองอาเมดาบัด รัฐคุชราต เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือรวม 241 คน เปิดใจกับสถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ของอังกฤษว่า เหตุการณ์นั้น “ทำให้เขาแตกสลายทั้งจิตใจและร่างกาย”

ราเมศ วัย 40 ปี รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อด้วยการนั่งอยู่ที่ที่นั่ง 11A ซึ่งอยู่ติดกับประตูฉุกเฉินบนเครื่องบิน โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่เขาปีนออกมาได้ท่ามกลางซากปรักหักพัง แต่นายอชัยกุมาร ราเมศ น้องชายของเขาที่นั่งอยู่แถวอื่นบนเครื่องบินลำเดียวกัน กลับไม่รอดชีวิต

“มันเจ็บปวดมากที่ต้องพูดถึงเรื่องเครื่องบิน” เขากล่าวเบาๆ และเมื่อถูกถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครื่อง เขาก็เงียบไปเป็นเวลานาน ราเมศเล่าว่า หลังจากเครื่องตก เขาลุกขึ้นยืนและเห็นแต่ “ศพอยู่รอบตัว” ในตอนที่รักษาตัวในโรงพยาบาล เขาได้แต่ร้องขอความช่วยเหลือในการตามหาน้องชาย

หลายเดือนผ่านไป ราเมศเผยว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เขารู้สึก “ใจสลายอย่างมาก”  เช่นเดียวกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

เขากลายเป็นคนไม่ยอมออกจากบ้าน นั่งอยู่คนเดียวในห้องนอน “ไม่ได้ทำอะไรเลย” และคิดถึงแต่น้องชายที่เขาบอกว่า “เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างของผม” เขายังคงทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเข่า หัวไหล่ และหลัง รวมถึงบาดแผลไฟไหม้ที่แขนซ้าย จนภรรยาต้องช่วยอาบน้ำ

เขาและภรรยาอาศัยอยู่ในเมืองเลสเตอร์ พร้อมกับลูกชายวัย 4 ขวบ แต่ยอมรับว่า “ผมไม่ได้คุยกับลูกชายอย่างเหมาะสม” และส่ายหน้าเมื่อถูกถามว่าลูกชายเข้ามาในห้องของเขาหรือไม่

ราเมศและครอบครัวต้องการให้สายการบินแอร์อินเดีย ออกมาแสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา เนื่องจากธุรกิจประมงที่เขากับน้องชายใช้ “เงินเก็บทั้งหมด” ร่วมกันก่อตั้งได้หยุดชะงัก ทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้

ราดด์ ซีเกอร์ ที่ปรึกษาและโฆษกของราเมศ ระบุว่า แอร์อินเดียได้เสนอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินเบื้องต้นจำนวน 21,500 ปอนด์ (ราว 917,800 บาท) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่เพียงพอต่อการเยียวยาทุกสิ่งที่ราเมศต้องการ ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล อาหาร ไปจนถึงการสนับสนุนทางจิตเวช

พวกเขากำลังเรียกร้องให้นายแคมป์เบล วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์อินเดีย เข้ามาพบปะกับราเมศ ครอบครัว และครอบครัวของผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ เพื่อ “พูดคุยกันอย่างเพื่อนมนุษย์” แทนที่จะพึ่งพากลไกของระบบราชการในการจัดการกับผู้ที่กำลังเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจอย่างแท้จริง

ด้านโฆษกของ ทาทา กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอร์อินเดีย กล่าวว่า พวกเขาตระหนักถึงความรับผิดชอบในการให้การสนับสนุน และผู้นำระดับสูงยังคงเข้าเยี่ยมครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยได้เสนอให้มีการจัดประชุมระหว่างผู้บริหารและตัวแทนของนายราเมศแล้ว.

ที่มา Sky News