เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง

เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง

26 มี.ค. 2569 23:05 น.

เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง

รัฐสภาของเยอรมนีกำลังเดินหน้าผ่านร่างมาตรการควบคุมราคาน้ำมันที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเพราะสงครามอิหร่าน โดยรวมถึงมาตรการอนุญาตให้ปั๊มน้ำมันต่างๆ ปรับราคาได้เพียงวันละ 1 ครั้ง

เมื่อ 26 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนีผ่านร่างมาตรการเบื้องต้นในชุดนโยบายด้านเชื้อเพลิง เพื่อมุ่งยับยั้งราคาที่พุ่งสูงอันเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งรวมถึงข้อบังคับที่จำกัดให้สถานีบริการน้ำมันต่างๆ สามารถปรับขึ้นราคาได้เพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

นโยบายชุดใหม่นี้เสนอโดยพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) และพรรคสังคมประชาธิปไตย (SPD) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และได้รับอนุมัติจากสภาล่างเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

หากมาตรการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเยอรมนี จะมีผลบังคับใช้กับน้ำมันเบนซินและดีเซลทุกประเภท โดยแถลงการณ์ของรัฐสภาระบุว่า สถานีบริการน้ำมันจะได้รับอนุญาตให้ปรับขึ้นราคาได้เพียงครั้งเดียวต่อวันในช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น

กฎระเบียบใหม่นี้ดำเนินตามแบบอย่างของประเทศออสเตรีย ที่จำกัดให้ปั๊มน้ำมันขึ้นราคาได้เพียงวันละครั้งในเวลา 12.00 น. ซึ่งออสเตรียได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2554

ในเดือนนี้ ออสเตรียได้ยกระดับมาตรการคุมเข้มมากขึ้นอีก เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน โดยปัจจุบันอนุญาตให้สถานีบริการน้ำมันปรับขึ้นราคาที่เวลาเที่ยงวันได้เพียง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ คือในวันจันทร์ พุธ และศุกร์เท่านั้น

ขณะเดียวกัน บางประเทศในยุโรปได้ประกาศมาตรการเยียวยาระดับประเทศหลายอย่าง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นที่มีต่อผู้บริโภค โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน ได้อนุมัติชุดมาตรการด้านพลังงานมูลค่า 5 พันล้านยูโร เพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน

ทางด้านนายกรัฐมนตรี คิเรียกอส มิตโซทากิส ของกรีซ ระบุว่าประเทศของเขาจะให้เงินอุดหนุนสำหรับน้ำมันและปุ๋ย รวมถึงส่วนลดตั๋วเรือเฟอร์รี่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น อิหร่านเป็นฝ่ายขอเจรจา ชี้ราคาน้ำมันขึ้นไม่หนักเท่าที่คิด

ทรัมป์ลั่น อิหร่านเป็นฝ่ายขอเจรจา ชี้ราคาน้ำมันขึ้นไม่หนักเท่าที่คิด

26 มี.ค. 2569 22:30 น.

ทรัมป์ลั่น อิหร่านเป็นฝ่ายขอเจรจา ชี้ราคาน้ำมันขึ้นไม่หนักเท่าที่คิด

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังขาในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน โดยเรียกร้องให้อิหร่านทิ้งความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ เพื่อเปิดเส้นทางใหม่ และว่า สงครามกระทบต่อราคาพลังงานไม่หนักเท่าที่เขาคิด

เมื่อ 26 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาว โดยแสดงความคลางแคลงใจต่อโอกาสในการทำข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยกล่าวเตือนว่า การจะหยุดยั้งสงครามได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำอิหร่านจะสามารถโน้มน้าวใจเขาได้สำเร็จหรือไม่

ในช่วงเริ่มต้นของการประชุมคณะรัฐมนตรี ทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อรายงานข่าวที่ระบุว่า เขากระตือรือร้นที่จะหาวิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูตเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน โดยยืนยันว่าฝ่ายผู้นำเตหะรานต่างหากที่เป็นฝ่ายพยายามขอเปิดการเจรจาใหม่

“พวกเขากำลังอ้อนวอนขอทำข้อตกลง … ผมไม่รู้ว่าเราจะทำแบบนั้นได้ไหม และไม่รู้ว่าเราเต็มใจจะทำอย่างนั้นหรือเปล่า” นายทรัมป์กล่าว “ตอนนี้พวกเขามีโอกาสที่จะทำข้อตกลงแล้ว แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเอง” ทรัมป์ระบุ “เราจะรอดูว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เหมาะสมได้หรือไม่”

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ได้บอกเป็นนัยว่าตอนนี้อาจสายเกินไปที่จะบรรลุข้อตกลงใดๆ แล้ว “พวกเขาควรจะทำแบบนั้นตั้งแต่เมื่อ 4 สัปดาห์ก่อน” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้าย

นายทรัมป์ยังเรียกร้องให้อิหร่านละทิ้งความทะเยอทะยานในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าแคมเปญทางทหารต่อไปหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม

“แต่ตอนนี้พวกเขามีโอกาสแล้ว หมายถึงอิหร่านน่ะนะ ที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์อย่างถาวร และสร้างเส้นทางใหม่เดินไปข้างหน้า” ทรัมป์กล่าว “เราจะรอดูว่าพวกเขาอยากทำไหม ถ้าไม่ เราจะเป็นฝันร้ายที่สุดของพวกเขา ในระหว่างนี้ เราก็จะเดินหน้าถล่มพวกเขาต่อไปอย่างราบคาบ โดยไม่มีอะไรขัดขวางหรือหยุดยั้งได้”

นายทรัมป์ยังพยายามลดทอนความสำคัญของผลกระทบจากสงครามที่มีต่อราคาน้ำมันและตลาดหุ้น โดยระบุว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้

“พูดตามตรง ผมคิดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงกว่านี้ และคิดว่าตลาดหุ้นจะร่วงหนักกว่านี้เสียอีก แต่มันไม่ได้รุนแรงเกือบเท่าที่ผมคิดไว้เลย” ทรัมป์กล่าว “ผมคิดว่าพวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีอเมริกัน และอาจจะรวมถึงกลุ่มคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะนี้ด้วย”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ AAA ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินธรรมดาในระดับประเทศจ่อแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน โดยอยู่ที่ 3.981 ดอลลาร์ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นถึง 1 ดอลลาร์จากเมื่อเดือนก่อน และอาจกลายเป็นภาระทางการเมืองครั้งสำคัญสำหรับพรรครีพับลิกันในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

ทรัมป์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมัน “อาจจะ… พุ่งสูงขึ้นอีกนิดหน่อย” แต่เขากล่าวว่า “ทุกอย่างจะกลับลงมาอยู่ในจุดเดิม และอาจจะต่ำกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

26 มี.ค. 2569 21:36 น.

อิสราเอลอ้าง สังหาร ผบ.ทัพเรืออิหร่าน ผู้คุมการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

(ภาพจาก AFP PHOTO / IRAN’S REVOLUTIONARY GUARD VIA SEPAH NEWS)

กองทัพอิสราเอลอ้าง สังหารหนึ่งในผู้บัญชาการของกองทัพเรืออิหร่าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางทุ่นระเบิด และปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว

เมื่อ 26 มี.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลออกมาอ้างว่า ได้สังหารนายอาลีเรซา ทังซีรี ผู้บัญชาการกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) โดยระบุว่าชายคนนี้เป็นบุคคลสำคัญในการวางทุ่นระเบิดและปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก

ด้านทางการอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ เรื่องข่าวการเสียชีวิตของนายทังซีรี

“เมื่อคืนที่ผ่านมา ในปฏิบัติการที่แม่นยำและรุนแรง กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้กำจัดผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC คือ ทังซีรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองบัญชาการกองทัพเรือรายอื่น ๆ” นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี

“กองทัพอิสราเอลได้กำจัดผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อปฏิบัติการก่อการร้ายในการวางทุ่นระเบิดและปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว” นายคัตซ์ย้ำ “เราจะเดินหน้าปฏิบัติการในอิหร่านด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของสงคราม”

นอกจากนี้ นายคัตซ์ยังเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่าเป็น “การส่งข้อความสำคัญถึงพันธมิตรชาวอเมริกันของเรา ซึ่งสะท้อนถึงความช่วยเหลือของกองทัพอิสราเอลในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง”

ทั้งนี้ นายทังซีรีเริ่มมีบทบาทและปรากฏตัวต่อสาธารณะมากขึ้นนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเขาถือเป็นตัวจักรสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปิดล้อมการจราจรทางน้ำในช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด

เขามีความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียตลอดช่วงสงคราม โดยโพสต์ข้อความล่าสุดบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่าการผ่านทางของเรือทุกลำในช่องแคบต้องมีการประสานงานอย่างเต็มรูปแบบกับหน่วยงานทางทะเลของอิหร่าน นอกจากนี้ เขายังมักจะโพสต์ความคืบหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการของกองทัพเรือ IRGC ในอ่าวเปอร์เซียอยู่เสมอด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหพันธ์ขนส่งฯ เรียกประชุมด่วน ขึ้นค่าน้ำมัน 6 บาท รอมติเคลื่อนไหว “ม็อบสิบล้อ”

สหพันธ์ขนส่งฯ เรียกประชุมด่วน ขึ้นค่าน้ำมัน 6 บาท รอมติเคลื่อนไหว “ม็อบสิบล้อ”

26 มี.ค. 2569 21:15 น.

สหพันธ์ขนส่งฯ เรียกประชุมด่วน ขึ้นค่าน้ำมัน 6 บาท รอมติเคลื่อนไหว “ม็อบสิบล้อ”

สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ เรียกประชุมสมาชิกด่วน หลังขึ้นค่าน้ำมัน 6 บาท เตรียมขอมติที่ประชุมเคลื่อนไหว “ม็อบสิบล้อ”

ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เตรียมประชุมสมาชิกเพื่อพิจารณาการปรับขึ้นค่าขนส่งให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพราะไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้แล้ว โดยจะมีการแจ้งมติที่ประชุมและแนวทางการดำเนินงานต่อประชาชนให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ด้วยตอนนี้ต้นทุนค่าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45-50% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด ซึ่งตามหลักเกณฑ์ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นทุก 1 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3%

สำหรับมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งจากภาครัฐนั้น ทางสหพันธ์ฯ เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐจะใช้การช่วยเหลือแบบผ่านการโอนเงินชดเชยเข้าบัญชีพร้อมเพย์ (PromptPay) ให้แก่ผู้ประกอบการโดยตรง เหมือนกับโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งจะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่า

ส่วนประเด็นการส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน B20 ที่มีราคาถูกกว่า B7 ประมาณ 5 บาทต่อลิตรนั้น มองว่ามาตรการนี้อาจไม่จูงใจและไม่สามารถช่วยลดต้นทุนภาคขนส่งได้จริง เนื่องจากน้ำมัน B20 มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีราคาสูง การนำของแพงมาผสมกับของแพงจึงไม่น่าจะทำให้ราคาถูกลงได้

และยังมีข้อจำกัดด้านเทคนิคของเครื่องยนต์ โดยน้ำมัน B20 อาจใช้ได้กับรถรุ่นเก่าที่เป็นยูโร 1 หรือยูโร 2 แต่สำหรับรถบรรทุกรุ่นใหม่โดยเฉพาะมาตรฐานยูโร 5 (Euro 5) จะไม่สามารถใช้งานได้เลยเพราะส่งผลกระทบต่อระบบการสันดาปภายในเครื่องยนต์และสร้างความเสียหายตามมา

น้ำมัน B20 จึงอาจช่วยได้เพียงภาคอุตสาหกรรม การเกษตร หรือพาณิชยกรรมบางส่วนเท่านั้น แต่สำหรับภาคการขนส่งทางบกถือว่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในครั้งนี้

ย้อนวิกฤตราคาน้ำมัน 6 ยุค โจทย์เดิมไทยเผชิญอีกครั้ง

ย้อนวิกฤตราคาน้ำมัน 6 ยุค โจทย์เดิมไทยเผชิญอีกครั้ง

26 มี.ค. 2569 18:35 น.

ย้อนวิกฤตราคาน้ำมัน 6 ยุค โจทย์เดิมไทยเผชิญอีกครั้ง

ย้อนมองวิกฤตราคาน้ำมัน 6 ยุค ท่ามกลางแรงกระแทกจากสงครามอิหร่าน ดันราคาพลังงานพุ่งสูง โจทย์เดิมไทยเผชิญอีกครั้ง

วิกฤตราคาน้ำมันและพลังงานแพงไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย หากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในอดีต วันนี้ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากผลกระทบของสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูง จากต้นสัปดาห์ 198 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ ณ วันที่ 23 มี.ค. สูงขึ้น 242 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และล่าสุดประเทศไทยมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

หากย้อนกลับไปมองอดีตที่ผ่านมา จะพบว่าประเทศไทยเคยเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง และแทบทุกครั้งล้วนมีจุดร่วมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก และโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศของไทยเอง

ปี 2516-2524 ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร

วิกฤตน้ำมันครั้งแรกเริ่มต้นในปี 2416 ยุคของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันลดกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 4 เท่า

บริบทในขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังขยายตัว ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจึงเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอลยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ด้านอุปทานพลังงานให้ตึงตัวมากขึ้น ประกอบกับก่อนหน้านั้น ในปี 2514 สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่และปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ส่งผลให้หลายประเทศอุตสาหกรรมดำเนินนโยบายในทิศทางเดียวกัน ไทยเองก็ต้องปรับตัวตามด้วยการลดค่าเงินบาท

ผลลัพธ์คือแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรง เงินเฟ้อพุ่งสูงถึงประมาณร้อยละ 24 ในช่วงปลายปี ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี 2516-2517 น้ำมันเบนซินเพิ่มจาก 2.30 บาทต่อลิตร เป็น 3.62 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นราว 57% ส่วนดีเซลเพิ่มจาก1.05 บาท เป็น 2.33 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 122%

ขณะที่รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เพื่อให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมัน อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะขอความร่วมมือมากกว่าการบังคับใช้จริงทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

ปี 2522 ยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ในยุคของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เกิดวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งสูงเป็นครั้งที่ 2 เมื่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (OPEC) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ผลกระทบในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้า ราคาสินค้า และค่าครองชีพโดยรวม ในบางช่วงเกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน จนถึงขั้นมีการแต่งเพลงกล่าวถึงวิกฤตการณ์น้ำมันแพงในครั้งนี้

อีกทั้ง แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้สะสมจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง และในที่สุดมีส่วนทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องยุติบทบาทลงในปี พ.ศ. 2523

ปี 2533 ยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

ในปี 2533 ยุคของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากการปะทุของสงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 18.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม เป็น 31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่กี่เดือน

ผลกระทบมาถึงประเทศไทยทันที ราคาน้ำมันเบนซินปรับขึ้นจาก 8.45 บาท เป็น 11.05 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 31% ขณะที่ดีเซลเพิ่มจาก 6.10 บาท เป็น 8.40 บาทต่อลิตร หรือประมาณ 38%

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญของไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

ปี 2551 ยุคพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2551 ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก ขณะที่กำลังการผลิตไม่สามารถตอบสนองได้เพียงพอ

อีกทั้ง ยังมีบทบาทของกองทุนเก็งกำไรและเฮดจ์ฟันด์ที่เข้ามาเร่งให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 44.24 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 42.89 บาทต่อลิตร ก่อนที่ราคาจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี

ปี 2557 ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในช่วงปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศไทยเผชิญราคาน้ำมันในประเทศที่สูงขึ้น โดยราคาน้ำมันเบนซินแตะระดับ 49.15 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ประมาณ 29.99 บาทต่อลิตร แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจัยภายในประเทศมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การยกเลิกเบนซิน 91รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ปี 2565 ยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การปะทุของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ประกอบกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกและการค้ากับรัสเซีย ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แรงกระแทกดังกล่าวสะท้อนมาถึงประเทศไทย ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งทะลุ 49 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาดีเซลถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร

จากวิกฤตราคาน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา จะเห็นได้ว่าแม้สาเหตุจะเปลี่ยนไปตามบริบทของโลก ตั้งแต่สงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงกลไกตลาดและการเก็งกำไร แต่สิ่งที่ยังคงเดิมคือความเปราะบางของไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ผลกระทบจึงวนซ้ำในรูปแบบเดิม ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ลุกลามไปสู่การเมือง

วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้จึงกลายเป็นเป็นโจทย์สำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากวงจรวิกฤตนี้ได้หรือไม่

เกาหลีใต้ลดภาษีน้ำมันเพิ่ม ดีเซล 25% เบนซิน 15% รับมือราคาน้ำมันโลกพุ่ง

เกาหลีใต้ลดภาษีน้ำมันเพิ่ม ดีเซล 25% เบนซิน 15% รับมือราคาน้ำมันโลกพุ่ง

26 มี.ค. 2569 16:18 น.

เกาหลีใต้ลดภาษีน้ำมันเพิ่ม ดีเซล 25% เบนซิน 15% รับมือราคาน้ำมันโลกพุ่ง

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศมาตรการฉุกเฉินขยายสัดส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ดีเซลลด 25% และเบนซิน 15%  มีผล 27 มีนาคมนี้ พร้อมสั่งแบนการกักตุน “สารยูเรีย” ฝ่าฝืนคุก 3 ปี หวังบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน

กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ได้ประกาศแผนตอบโต้ทางเศรษฐกิจฉุกเฉินเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการสำคัญคือการขยายเพดานการลดภาษีน้ำมันเพื่อลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและภาคขนส่ง

รายละเอียดการลดภาษีน้ำมัน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. เป็นต้นไป โดยน้ำมันดีเซล ขยายส่วนลดภาษีจาก 10% เป็น 25% ลดราคาลงประมาณ 87 วอน (ราว 1.90 บาท) ต่อลิตร ส่วนน้ำมันเบนซิน ขยายส่วนลดภาษีจาก 7% เป็น 15% ลดราคาลงประมาณ 65 วอน (ราว 1.42 บาท) ต่อลิตร โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 

นายกู ยุนชอล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าน้ำมันดีเซลได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกสูงกว่าเบนซิน และเป็นต้นทุนหลักในภาคอุตสาหกรรมและการโลจิสติกส์ รัฐบาลจึงตัดสินใจปรับลดภาษีในอัตราที่สูงกว่าเพื่อป้องกันผลกระทบลูกโซ่ต่อราคาสินค้า

นอกจากเรื่องน้ำมัน รัฐบาลยังได้เพิ่มรายการสินค้าควบคุมราคาสูงถึง 43 รายการ (จากเดิม 23 รายการ) ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสด สินค้าอุตสาหกรรม ไปจนถึงค่าจัดส่งอาหาร โดยประกาศตรึงราคาค่าธรรมเนียมสาธารณะทั้งระดับท้องถิ่นและส่วนกลางไปจนถึงครึ่งแรกของปีนี้ พร้อมทุ่มงบประมาณ 1.5 พันล้านวอน เพื่อจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าเกษตรและอาหารสูงสุดถึง 50% ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

เพื่อป้องกันการเก็งกำไรท่ามกลางวิกฤต รัฐบาลได้ออกกฎเหล็กห้ามกักตุน “สารละลายยูเรีย” (Urea Solution) ที่ใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลและอุตสาหกรรม โดยสั่งห้ามผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเก็บสต็อกเกิน 150% ของยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2025 นานเกิน 7 วัน ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 100 ล้านวอน หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกริบสินค้า

มาตรการเสริมสำหรับภาคขนส่งรัฐบาลยังประกาศยกเว้นค่าผ่านทางทางด่วน เป็นเวลา 1 เดือน สำหรับรถบรรทุกสินค้าและรถบัสโดยสารประจำทาง เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งที่ได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในระยะนี้.

ที่มา Yonhap / The Chosun Daily

“โสภณ” จ่อตัดงบค่าอาหาร สส. หลังแถลงนโยบาย พร้อมเตรียมปรับระเบียบเครื่องแต่งกาย

“โสภณ” จ่อตัดงบค่าอาหาร สส. หลังแถลงนโยบาย พร้อมเตรียมปรับระเบียบเครื่องแต่งกาย

26 มี.ค. 2569 14:29 น.

“โสภณ” จ่อตัดงบค่าอาหาร สส. หลังแถลงนโยบาย พร้อมเตรียมปรับระเบียบเครื่องแต่งกาย

ประธานสภาฯ คาด ตัดงบประมาณค่าอาหาร สส. เริ่มดำเนินการช่วงหลังแถลงนโยบายรัฐบาลหรืออาจหลังสงกรานต์ พร้อมจ่อปรับปรุงระเบียบเครื่องแต่งกายให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่ห้องประชุมประธานสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 10 อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับการงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา (คบง.รส.)  เกี่ยวกับประเด็นค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดหรือตัดงบประมาณในส่วนดังกล่าว

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายหลังช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา หรือภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเตรียมการจะมีการปรับลดปริมาณการสั่งอาหารลงให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดและสอดคล้องกับสถานการณ์

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเรื่องการแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าควรมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันพบว่าการแต่งกายของสมาชิกบางส่วนยังไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนในทางปฏิบัติ และในอนาคต อาจมีการพิจารณาแก้ไขหรือปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการดังกล่าว จะมีความชัดเจนในระยะอันใกล้นี้

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

26 มี.ค. 2569 14:01 น.

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

ศาลอุทธรณ์กัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี  2 นักข่าวในข้อหากบฏ หลังโพสต์ภาพถ่ายบริเวณปราสาทตาควายซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งชายแดนไทย ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้เป็นการคุกคามเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรงท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังตึงเครียด

กลุ่มสิทธิมนุษยชน LICADHO รายงานว่า วันนี้ (26 มี.ค.) ศาลอุทธรณ์ในจังหวัดพระตะบองได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกนายเพียบ พารา และนายพร โสเพียบ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวท้องถิ่น TSP 68 TV Online ชาวกัมพูชาเป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและบ่อนทำลายการป้องกันประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เดินทางไปทำข่าวความขัดแย้งสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่ จ.อุดรมีชัย พร้อมถ่ายภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย

หลังจากนักข่าวทั้งสองคนได้โพสต์ภาพถ่ายบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพขณะพวกเขายืนอยู่กับทหารกัมพูชาบริเวณ “ปราสาทตาควาย”  ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อมาสื่อฝั่งไทยได้นำภาพดังกล่าวไปนำเสนอต่อ โดยอ้างว่าปรากฏภาพหลักฐานการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังการประกาศ “หยุดยิง” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

รายงานระบุว่า ต่อมาพวกเขาถูกจับกุมและตั้งข้อหา “จัดหาข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติให้แก่รัฐต่างชาติ” ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ มีโทษจำคุก 7-15 ปี ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันคำตัดสินเดิมแม้จะมีการยื่นอุทธรณ์จากฝั่งจำเลยก็ตาม 

ย้อนกลับไปในช่วงปีที่ผ่านมา ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาทวีความรุนแรงจนเกิดการปะทะกันหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและประชาชนนับล้านต้องอพยพ โดยฝ่ายไทยได้กล่าวหาว่ากัมพูชาลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธข้อหากล่าวหานี้มาโดยตลอด

นายอำ สำอาต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ LICADHO ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “คดีนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะพื้นที่ของเสรีภาพสื่อ ซึ่งจะทำให้นักข่าวเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองจากการถูกพิพากษาเช่นนี้”

ปัจจุบัน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อโลกโดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) แม้ว่าไทยและกัมพูชาจะลงนามหยุดยิงไปเมื่อปลายปี 2025 แต่สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียดและการกล่าวหาตอบโต้กันไปมาอยู่เป็นระยะ.

ที่มา AFP

พบโครงกระดูกปริศนาในโบสถ์ดัตช์ คาดอาจเป็น “ดาร์ตาญัง” ทหารเสือฝรั่งเศสในตำนาน

พบโครงกระดูกปริศนาในโบสถ์ดัตช์ คาดอาจเป็น "ดาร์ตาญัง" ทหารเสือฝรั่งเศสในตำนาน

26 มี.ค. 2569 13:26 น.

พบโครงกระดูกปริศนาในโบสถ์ดัตช์ คาดอาจเป็น “ดาร์ตาญัง” ทหารเสือฝรั่งเศสในตำนาน

นักโบราณคดีเนเธอร์แลนด์เร่งตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกที่ขุดพบใต้แท่นบูชาโบสถ์ในเมืองมาสทริชท์ หลังพบหลักฐานบ่งชี้อาจเป็นร่างของ “ชาร์ล เดอ บัตซ์ เดอ กัสแตลมอร์” หรือ “ดาร์ตาญัง” ทหารเสือฝรั่งเศสผู้ล่วงลับในสงครามปี 1673 ตอกย้ำตำนานทหารเสือที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์

เจ้าหน้าที่โบสถ์และนักโบราณคดีเปิดเผยว่า มีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่คาดว่าอาจจะเป็น “ดาร์ตาญัง” (d’Artagnan) หรือ ชาร์ล เดอ บัตซ์ เดอ กัสแตลมอร์ ทหารเสือผู้โด่งดังของฝรั่งเศส บริเวณหน้าแท่นบูชาของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์แอนด์พอล ในเมืองมาสทริชท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหลังจากพื้นโบสถ์บางส่วนเกิดทรุดตัวลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้คนงานพบหลุมศพใต้แผ่นกระเบื้อง นำไปสู่การสืบสวนเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลผ่านการตรวจดีเอ็นเอจากกระดูกขากรรไกร เพื่อเปรียบเทียบกับทายาทในปัจจุบัน

แม้ชื่อของ “ดาร์ตาญัง” จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนิยายเรื่อง The Three Musketeers (สามทหารเสือ) ของ อเล็กซองดร์ ดูมาส์ ในปี 1844 แต่ในความเป็นจริงเขาคือบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ โดยดำรงตำแหน่งกัปตัน-เลขาธิการกองทหารเสือในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส

ดาร์ตาญังเสียชีวิตในสนามรบระหว่างการปิดล้อมเมืองมาสทริชท์ในสงครามฝรั่งเศส-ดัตช์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1673 หลังจากถูกกระสุนปืนมัสเก็ตยิงเข้าที่ลำคอ ซึ่งในขณะนั้นการขนส่งร่างกลับไปยังกรุงปารีสท่ามกลางอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

วิม ไดจ์กมัน นักโบราณคดีระบุว่ามีเบาะแสหลายประการที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้ ได้แก่สถานที่ฝังศพ เนื่องจากโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับจุดที่กองทัพฝรั่งเศสเคยตั้งค่าย นอกจากนั้น ยังมีการพบเหรียญกษาปณ์ปี 1660 และเศษลูกกระสุนตะกั่วในบริเวณหลุมศพ รวมถึงจดหมายที่ระบุว่าดาร์ตาญังถูกฝังในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการฝังใต้แท่นบูชาถือเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ด้านยอส วาลก์ สังฆานุกรของโบสถ์ กล่าวว่า “เมื่อนำหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกัน มันดูมีความเป็นไปได้สูงมาก แต่แน่นอนว่าเรายังต้องรอผลการยืนยันที่แน่ชัดอีกครั้ง” หากผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าเป็นเขาจริง จะถือเป็นการปิดตำนานการตามหาหลุมศพของยอดทหารเสือที่ยาวนานกว่า 350 ปี.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

 เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

26 มี.ค. 2569 12:52 น.

เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

เกาหลีใต้ได้รับอนุญาตจากสหรัฐให้นำเข้าพลังงานรัสเซียภายใต้เงื่อนไขใหม่ ต้องชำระเงินสกุลอื่นไม่ใช่ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก

เกาหลีใต้ ยืนยันได้รับอนุญาตจากสหรัฐอเมริกา ให้สามารถนำเข้าพลังงานบางส่วนจากรัสเซียได้ ภายใต้นโยบายผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร  โดย ยัง กีอุก เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้สหรัฐได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียเป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรุงโซลได้หารือกับวอชิงตันเพิ่มเติม เพื่อยืนยันรายละเอียด เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนและข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว

ผลการหารือระบุว่าเกาหลีใต้ สามารถซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซียได้ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องชำระเงิน ด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ และจะไม่ถูกใช้มาตรการคว่ำบาตรรอง (secondary sanctions)

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์กำลังพยายามใช้ทุกมาตรการเพื่อควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางภาวะสงคราม โดยก่อนหน้านี้เพิ่งมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียหลายร้อยล้านบาร์เรล.

ที่มา : CNN