สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

12 พ.ค. 2569 04:42 น.

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

ทางการสเปนยืนยัน หนึ่งในผู้โดยสารที่อพยพจากเรือสำราญซึ่งเผชิญการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ขณะที่พนักงานโรงพยาบาลในเนเธอร์แลนด์นับสิบต้องกักตัว หลังเกิดความผิดพลาด

กระทรวงสาธารณสุขของมาดริดแถลงเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 2569 ว่า ผู้โดยสารชาวสเปนรายหนึ่งที่ได้รับการอพยพออกจากเรือสำราญ MV Hondius ที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก แต่ยังไม่มีการแสดงอาการป่วยใด ๆ

ผู้โดยสารรายดังกล่าว “ถูกแยกกักตัวที่โรงพยาบาล โกเมซ อูยา และมีผลตรวจแบบ PCR เป็นบวกจากการตรวจทันทีที่เดินทางมาถึง” กระทรวงฯ ระบุ พร้อมเสริมว่า “จะทราบผลการตรวจขั้นสุดท้ายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า” ส่วนผู้อพยพชาวสเปนอีก 13 รายที่เหลือนั้นยังมีผลตรวจเป็นลบในขณะนี้

ทางด้านโรงพยาบาลในเนเธอร์แลนด์ที่ทำการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาที่อพยพมาจากเรือสำราญลำเดียวกัน แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า มีพนักงานของโรงพยาบาลจำนวน 12 ราย ถูกสั่งให้กักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค หลังจากพบว่ามีการละเลยขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย “แรดเบาด์” (Radboud) ทางตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ระบุในแถลงการณ์ว่า เกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเลือดและการกำจัดปัสสาวะของผู้ป่วย

“เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว พนักงานทั้ง 12 รายจึงต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวเพื่อเฝ้าระวังเป็นเวลา 6 สัปดาห์เพื่อความปลอดภัย แม้ว่าความเสี่ยงในการติดเชื้อจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม” ทางโรงพยาบาลระบุเสริม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : afp

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

12 พ.ค. 2569 03:50 น.

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

รัฐสภาของฟิลิปปินส์ลงมติให้ถอดถอน รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการวุฒิสภาจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะถอดถอนเธอหรือไม่

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์มีมติลงคะแนนถอดถอน รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตร์เต ออกจากตำแหน่งเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2571 ของเธอ

มติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาส่งผลให้กระบวนการถอดถอนเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต รายนี้ จะถูกตัดสิทธิ์จากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

ปัจจุบันนักการเมืองวัย 47 ปีผู้นี้ มีคะแนนนิยมนำในการสำรวจช่วงแรกสำหรับการเฟ้นหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ อดีตพันธมิตรที่กลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตในปัจจุบัน

คดีความที่เกิดขึ้นกับรองประธานาธิบดีมีชนวนเหตุมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เงินงบประมาณรัฐในทางที่ผิด และการข่มขู่พาดพิงนายมาร์กอส, ภรรยาของเขา รวมถึงลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ซารา ดูเตร์เต เคยถูกถอดถอนในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้วในปี 2568 แต่ศาลฎีกาได้ระงับกระบวนการดังกล่าวไว้เนื่องจากข้อผิดพลาดทางเทคนิค ก่อนที่การพิจารณาในวุฒิสภาจะเริ่มต้นขึ้น

คดีนี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในปีนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ตรวจสอบพยานหลักฐานได้ตัดสินว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นถอดถอนเธอ

ทางด้านนางดูเตร์เตระบุในหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า คดีนี้เป็นเพียง “เศษกระดาษแผ่นหนึ่ง” เท่านั้น และเธอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการไต่สวนของคณะกรรมาธิการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง

ภายหลังการลงมติถอดถอนเมื่อวันจันทร์ ทีมทนายความของดูเตร์เตก็ออกแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ตกไปอยู่ที่ฝ่ายผู้กล่าวหาที่จะต้องนำหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาของตนเอง”

ทั้งนี้ การลงมติถอดถอนเมื่อคืนวันจันทร์เปรียบเสมือนเครื่องวัดระดับการสนับสนุนที่มาร์กอสมีในสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาฯ 257 ราย จากทั้งหมด 290 รายที่เข้าร่วมประชุม ลงมติให้ถอดถอนดูเตร์เต ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ 1 ใน 3 ที่จำเป็นสำหรับการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน

ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรคือ การตัดสินว่ามีความผิดในวุฒิสภานั้นยังไม่มีความแน่นอน หากการไต่สวนเริ่มต้นขึ้นและดำเนินไปจนสิ้นสุดกระบวนการ

ในการเมืองฟิลิปปินส์ที่ถูกครอบงำด้วยระบบอุปถัมภ์และพันธมิตรตระกูลการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งตามเขตพื้นที่ มักจะมีแนวโน้มเป็นมิตรกับประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่มากกว่าเมื่อเทียบกับวุฒิสมาชิก

วุฒิสมาชิกทั้ง 24 คนของฟิลิปปินส์มาจากการเลือกตั้งในระดับชาติ และวุฒิสภามักถูกใช้เป็นมาตรวัดฐานเสียงสำหรับผู้ที่หวังจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีในอนาคต

ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่ง ปรากฏว่าผู้สมัครที่เป็นพันธมิตรกับดูเตร์เตทำคะแนนได้ดีกว่าผู้สมัครที่ลงเลือกตั้งภายใต้พันธมิตรของมาร์กอส

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการลงมติถอดถอนนั้นยากที่จะคาดเดา ภายใต้ระบบหลายพรรคการเมืองของประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนพันธมิตรไปมาอยู่ตลอดเวลา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี

12 พ.ค. 2569 02:42 น.

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี

ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ ผู้ฝากผลงานในวงการบันเทิงมากกว่า 60 ปี รวมถึงในภาพยนตร์ Star Wars เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 82 ปี

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 ตัวแทนของ ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงอาวุโส, ผู้กำกับ และนักเขียนชาวอังกฤษ ผู้อยู่ในวงการบันเทิงมานานร่วม 6 ทศวรรษ และฝากผลงานการแสดงไว้มากกว่า 70 บทบาท เสียชีวิตแล้วในวันที่ 7 พ.ค. ที่เมืองเดนวิลล์ ฮอลล์ ในกรุงลอนดอน ขณะมีอายุได้ 82 ปี

เพนนิงตันเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในบทบาท มอฟฟ์ เจอร์เจอร์รอด ผู้บัญชาการดาวมรณะ “Death Star” ในภาพยนตร์ Star Wars: Episode VI: Return of the Jedi นอกจากนี้เขายังเป็นนักแสดงจากผลงานของเชกสเปียร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินสมทบกิตติมศักดิ์ของคณะละคร Royal Shakespeare Company อีกด้วย

เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคณะละคร English Shakespeare Company ร่วมกับผู้กำกับละครเวที ไมเคิล บ็อกดานอฟ ด้วย

มิเรียม มาร์โกลีส์ นักแสดงหญิงชื่อดังได้ออกมากล่าวไว้อาลัยให้แก่เพนนิงตัน โดยนิยามว่าเขาเป็น “นักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก เป็นคนฉลาด ปราดเปรื่อง และชัดเจน”

เธอระบุอีกว่า เพนนิงตันคือ “เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์” พร้อมเสริมว่า “ฉันเสียใจอย่างที่สุด ขอให้ความทรงจำอันเป็นที่รักของคุณได้รับการคุ้มครองนะ เพื่อนเก่า”

ทั้งนี้ ไมเคิล วิเวียน ไฟฟ์ เพนนิงตัน เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2486 ที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงของเขาเริ่มต้นในปี 2508 ด้วยบทบาทสมทบในมินิซีรีส์ของ BBC เรื่อง The War of the Roses

ตลอดอาชีพการทำงาน เขามีผลงานการแสดงทางจอแก้วและจอเงินมากกว่า 70 บทบาท รวมถึงการร่วมแสดงกับ เมอรีล สตรีพ ในภาพยนตร์เรื่อง The Iron Lady ซึ่งส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นตัวที่สามอีกด้วย

นักแสดงชาวอังกฤษผู้นี้ยังเป็นที่รู้จักจากการร่วมงานกับ เดม จูดี เดนช์ และไมเคิล วิลเลียมส์ สามีของเธอ โดยพวกเขาได้ร่วมแสดงในละครเวทีหลายเรื่องด้วยกัน รวมถึงเรื่อง King Lear

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Independent เมื่อปี 2558 เพนนิงตันกล่าวว่า การได้เห็น จูดี เดนช์ แสดงเป็น โอฟีเลีย ในละครเวทีเรื่อง Hamlet ที่ลอนดอนเมื่อปี 2500 คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าสู่วงการละครเวที

“ไม่มีใครเหมือนจูดีอีกแล้ว สำหรับเธอ การแสดงคือการได้เล่นสนุก เธอเป็นหญิงสาวที่หาใครเปรียบไม่ได้จริง ๆ” เพนนิงตันบอกกับ Independent

เพนนิงตันยังมีบทบาทในผลงานของ BBC อีกหลายเรื่อง อาทิ The Witches of Pendle, Oedipus The King และเรื่อง Middlemarch ฉบับดัดแปลง

และผลงานการแสดงชิ้นสุดท้ายที่มีชื่อปรากฏคือในปี 2565 โดยเขาได้ให้เสียงพากย์เป็น “The Trust” ในซีรีส์ไซไฟเรื่อง Raised by Wolves รวมทั้งหมด 5 ตอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

12 พ.ค. 2569 00:56 น.

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าการหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ แต่อ่อนแอมาจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่า ทำผิดสัญญาและเปลี่ยนใจไปมาจนทำข้อตกลงไม่สำเร็จจนถึงตอนนี้

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบคำถามเกี่ยวกับสงครามอิหร่านขณะพูดคุยกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ภายในทำเนียบขาวสหรัฐฯ โดยระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเตหะรานในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก”

อิหร่านกับสหรัฐฯ ยิงปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แต่เขาก็ระบุว่ามัน อ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ “ผมบอกได้เลยว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก”

ทรัมป์ยังกล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงที่ระบุว่าจะอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าไปเคลื่อนย้ายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกไป “พวกเขาตกลงเมื่อสองวันก่อน … แต่แล้วพวกเขาก็เปลี่ยนใจ เพราะพวกเขาไม่ได้ระบุเรื่องนี้ลงในเอกสาร”

ผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ในการเจรจาที่นำไปสู่ข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม อิหร่านบอกกับรัฐบาลวอชิงตันว่า จะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ แต่สหรัฐฯ จะต้องเป็นฝ่ายเข้ามาดำเนินการขนย้ายออกไปเอง

“พวกเขาบอกผมว่า อย่างแรกเลยคือคุณจะได้มันไป แต่คุณต้องเข้ามาเอาออกไปเอง” ทรัมป์กล่าวถึงยูเรเนียมที่ถูกฝังอยู่ใต้ฐานนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่เมื่อปีที่แล้ว “พื้นที่นั้นถูกทำลายย่อยยับจนมีเพียงแค่หนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถเข้าไปกู้มันออกมาได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการหารือกันเช่นนั้น ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านกลับไม่ได้รวมข้อตกลงนี้ไว้ในเอกสารฉบับล่าสุดที่ส่งให้สหรัฐฯ “พวกเขาไปไม่ถึงจุดนั้นเสียที พวกเขาตกลงกับเราแล้ว จากนั้นพวกเขาก็ถอนคำพูด”

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านอีกว่า บรรดาผู้นำของอิหร่านชอบ “เปลี่ยนใจ” ในขณะที่คู่เจรจาดูเหมือนจะบรรลุข้อตกลงในประเด็นต่าง ๆ ได้แล้ว “ฟังนะ ผมต้องรับมือกับพวกเขามา 4-5 ครั้งแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนใจตลอด … กลุ่มผู้นำพวกนี้เป็นคนที่ไม่มีเกียรติเอาเสียเลย”

“ในโลกธุรกิจผมเคยเจอแบบนี้มาหลายครั้งแล้วที่คุณก็รู้ว่าใจคนมันเปลี่ยนกันได้” ทรัมป์กล่าว เขาเล่าว่าทั้งสองฝ่ายทำท่าเหมือนจะ “ตกลงกันได้แล้ว แต่พอวันรุ่งขึ้นพวกเขากลับส่งเอกสารที่ต้องใช้เวลาถึง 5 วันกว่าจะมาถึงมือ ทั้งที่จริง ๆ มันควรจะมาถึงใน 20 นาทีด้วยซ้ำ”

“คุณก็รู้ มันเป็นเอกสารที่เรียบง่ายมาก” เขาเสริม “นั่นคือพวกเขาจะต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ผู้นำอิหร่านแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่ม “สายกลาง” และกลุ่ม “คนบ้า” โดยเขาระบุว่า “กลุ่มสายกลางนั้นอยากจะบรรลุข้อตกลงใจจะขาด”

“คุณมีทั้งกลุ่มสายกลางและพวกคนบ้า และผมคิดว่ากลุ่มสายกลางนั้นได้รับการยอมรับมากกว่า ส่วนพวกคนบ้านั้นต้องการจะสู้จนตัวตาย” ทรัมป์กล่าว “กลุ่มสายกลางอยากจะทำข้อตกลงใจจะขาด แล้วคุณก็ยังมีพวกคนบ้าอยู่ ซึ่งผมเดาว่าพวกสายกลางเขาก็คงจะกลัวพวกคนบ้าอยู่บ้างเหมือนกัน”

ทรัมป์อ้างด้วยว่า เขามีแผนที่ดีที่สุดเท่าที่คือมีมาเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน และย้ำอีกครั้งว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ นั้น รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

“ผมมีแผนการหนึ่ง คุณก็รู้ มันเป็นแผนที่เรียบง่ายมาก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกคุณไม่พูดมันออกมาตรง ๆ ว่า อิหร่านจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้”

“คุณก็รู้ ในสภาวะสงคราม คุณต้องมีการปรับเปลี่ยน คุณต้องมีความยืดหยุ่น คุณอาจจะมีแผนการมากมาย แต่คุณก็ต้องใช้แผนที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน” ทรัมป์กล่าว “แต่ผมมีแผนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งแผนนั้นก็คือ พวกเขาจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ … ทว่าพวกเขาไม่ได้ระบุเรื่องนั้นไว้ในคำตอบของพวกเขาเลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นาย ฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอน

อิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นาย ฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอน

11 พ.ค. 2569 23:54 น.

อิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นาย ฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอน

กองทัพอิสราเอลจำคุกทหาร 2 นายฐานลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในหมู่บ้านทางใต้ของเลบานอน แล้วโพสต์ภาพลงบนโลกออนไลน์

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลสั่งจำคุกทหาร 2 นายที่กระทำการลบหลู่รูปปั้นพระแม่มารีในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน และโพสต์ภาพลงบนโลกออนไลน์จนก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ชาวคริสต์ทั่วโลก

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นทหารนายหนึ่งกำลังจ่อบุหรี่ที่ปากของรูปปั้นพระแม่มารี ซึ่งกองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า “เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เราเคารพในเสรีภาพทางความเชื่อและการแสวงบุญ ตลอดจนศาสนสถานและสัญลักษณ์ทางศาสนาของทุกศาสนาและทุกชุมชน”

IDF กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเดเบล (Debel) ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ โดยระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อ “หลายสัปดาห์ก่อน” โดยทางกองทัพได้ตัดสินจำคุกทหารที่ก่อเหตุในเรือนจำทหารเป็นเวลา 21 วัน ส่วนทหารที่เป็นคนถ่ายภาพถูกตัดสินโทษจำคุก 14 วัน

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุทหารอิสราเอลทุบทำลายรูปปั้นพระเยซูที่หมู่บ้านแห่งเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวคริสต์ขนาดเล็กทางตอนใต้ของเลบานอนที่กองทัพอิสราเอลเข้ายึดครองมานานหลายสัปดาห์ โดยกองทัพได้สั่งจำคุกทหาร 2 นาย และสอบสวนอีก 6 นาย

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ปรากฏวิดีโอแสดงให้เห็นทหารอิสราเอลกำลังทำลายแผงโซลาร์เซลล์และยานพาหนะบริเวณนอกหมู่บ้านเดเบล ซึ่ง IDF ระบุว่า ได้เริ่มการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผลการสืบสวนออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยืนยันชาวสหรัฐฯ-หญิงฝรั่งเศสติดไวรัสฮันตา หลังอพยพจากเรือสำราญ

ยืนยันชาวสหรัฐฯ-หญิงฝรั่งเศสติดไวรัสฮันตา หลังอพยพจากเรือสำราญ

11 พ.ค. 2569 22:41 น.

ยืนยันชาวสหรัฐฯ-หญิงฝรั่งเศสติดไวรัสฮันตา หลังอพยพจากเรือสำราญ

เจ้าหน้าที่ยืนยัน พลเมืองอเมริกันกับหญิงชาวฝรั่งเศสที่แสดงอาการป่วยก่อนหน้านี้ มีผลตรวจเชื้อไวรัสฮันตา “เป็นบวก” หลังอพยพออกจากเรือสำราญและเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด

เมื่อ 11 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยืนยันว่า พลเมืองชาวอเมริกัน 1 คน กับหญิงชาวฝรั่งเศสอีก 1 คน ซึ่งได้รับการอพยพออกจากเรือสำราญที่กำลังเผชิญการแพร่กระจายของไวรัสฮันตา (Hantavirus) มีผลตรวจเชื้อออกมาเป็นบวก หลังทั้งคู่แสดงอาการป่วยออกมาระหว่างถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด

หลังจากทราบผลตรวจที่เป็นบวก ทางการสเปนซึ่งเป็นด่านแรกในการคัดกรองผู้โดยสาร ก็ออกมายืนยันเรื่องความเข้มงวดในมาตรการควบคุมสุขอนามัยของตนเอง ระหว่างการอพยพผู้คน 94 ราย จาก 19 สัญชาติ ออกจากเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งจอดอยู่นอกชายฝั่งเกาะเตเนริเฟ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

กระทรวงสาธารณสุขของสเปนกล่าวว่า ได้ดำเนิน “มาตรการทุกวิถีทาง” เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสในระหว่างการอพยพแล้ว โดยมีทีมแพทย์คอยดูแลผู้โดยสารอย่างใกล้ชิดจากเรือไปยังสนามบินบนเกาะเตเนริเฟ และมีการตรวจสุขภาพตามขั้นตอนอย่างเข้มงวด

เรือสัญชาติเนเธอร์แลนด์ลำนี้กำลังเป็นศูนย์กลางที่ทำให้เกิดความกังวลไปทั่วโลก หลังจากมีผู้โดยสารเสียชีวิต 3 รายจากการแพร่ระบาดของไวรัสหายากชนิดนี้ ซึ่งโดยปกติจะแพร่กระจายในสัตว์จำพวกหนูและยังไม่มีวิธีการรักษาแบบเฉพาะเจาะจง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อสาธารณสุขโลกนั้นอยู่ในระดับต่ำ และยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เทียบไม่ได้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19

นาง สเตฟานี ริสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสแถลงในวันจันทร์ว่า หญิงชาวฝรั่งเศสรายดังกล่าว เป็นหนึ่งในชาวฝรั่งเศส 5 คนที่ถูกแยกกักตัวในกรุงปารีสหลังการอพยพ โดยเธอเริ่มมีอาการป่วยเมื่อคืนวันอาทิตย์ และ “ผลการตรวจออกมาเป็นบวก” ในที่สุด

ต่อมาเมื่อช่วงดึกของวันอาทิตย์ กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ระบุว่า พลเมืองอเมริกันรายหนึ่งที่ได้รับการอพยพออกจากเรือมี “อาการเล็กน้อย” และอีกรายหนึ่งมีผลตรวจเชื้อ “ไวรัสแอนดีส” เป็นบวก โดยไวรัสชนิดนี้เป็นสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่มไวรัสฮันตา และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้

ทางการสเปนย้ำว่า ผู้ป่วยชาวฝรั่งเศส “เริ่มมีอาการป่วยในระหว่างเที่ยวบิน ไม่ใช่ขณะที่ยังอยู่บนเรือ” ส่วนพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีผลตรวจเป็นบวกนั้น “ไม่มีการแสดงอาการใดๆ ขณะที่อยู่ที่เคปเวิร์ด” ซึ่งเป็นจุดที่เรือ MV Hondius แวะจอดก่อนจะเดินทางมาถึงหมู่เกาะคานารี

“อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจที่จะปฏิบัติต่อพลเมืองรายนี้ในฐานะผู้ติดเชื้อ (ผลเป็นบวก) ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงร้องขอการอพยพแยกต่างหาก ซึ่งได้ดำเนินการโดยใช้เรืออีกลำแยกออกไป”

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขในประเทศต่าง ๆ ระบุว่า จนถึงขณะนี้มีการยืนยันผู้ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดครั้งนี้แล้วทั้งหมด 8 ราย และอีก 2 รายถูกระบุว่าเป็นผู้ป่วย “เข้าข่ายต้องสงสัยระดับสูง” โดยมีพลเมืองจาก 6 ประเทศที่ได้รับผลกระทบ

ขณะนี้กำลังมีการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อรายอื่นๆ รวมถึงผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหลายประเทศกำลังเร่งติดตามตัวผู้โดยสารที่ลงจากเรือไปก่อนหน้านี้ รวมถึงบุคคลใดก็ตามที่อาจมีการสัมผัสใกล้ชิดกับพวกเขา

นางริสต์ระบุว่า พบผู้สัมผัสใกล้ชิดเพิ่มเติมอีก 22 รายในกลุ่มพลเมืองชาวฝรั่งเศส ซึ่งรวมถึง 8 รายที่เดินทางในเที่ยวบินเมื่อวันที่ 25 เมษายน ระหว่างเซนต์เฮเลนาไปยังโจฮันเนสเบิร์ก และอีก 14 รายในเที่ยวบินระหว่างโจฮันเนสเบิร์กไปยังอัมสเตอร์ดัม

ผู้โดยสารหญิงชาวเนเธอร์แลนด์รายหนึ่งของเรือ MV Hondius ซึ่งเสียชีวิตจากไวรัสฮันตา ได้ร่วมเดินทางในเที่ยวบินไปยังโจฮันเนสเบิร์ก และต่อมาได้ขึ้นเครื่องบินเพื่อไปยังอัมสเตอร์ดัมในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ถูกเชิญตัวลงจากเครื่องก่อนที่เครื่องจะออกเดินทาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.

จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.

11 พ.ค. 2569 22:00 น.

จีนประกาศ ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 13-15 พ.ค.

รัฐบาลจีนยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางเยือนประเทศของพวกเขาระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค. นี้ โดยมีกำหนดการหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในหลายประเด็น

รัฐบาลจีนยืนยันในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 พ.ค.นี้ โดยคาดว่าผู้นำสหรัฐฯ จะหารือกับจีนในประเด็นที่มีความขัดแย้งกันหลายประการ ตั้งแต่เรื่องภาษีศุลกากร ไปจนถึงสงครามในตะวันออกกลาง และประเด็นไต้หวัน

เดิมทีทรัมป์มีกำหนดการเยือนในช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน แต่กำหนดการถูกเลื่อนออกไปหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง

“ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 15 พฤษภาคมนี้” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลง

ข่าวระบุว่า ทรัมป์จะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธ ก่อนที่จะเริ่มการเจรจาในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางเยือนจีนนับตั้งแต่ปี 2560 และถือเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบ 6 เดือนระหว่างนายทรัมป์กับนายสี

ทั้งนี้คาดกันว่า สหรัฐฯ และจีนจะเห็นชอบเรื่องการจัดตั้งเวทีเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และคาดหมายว่าฝ่ายจีนจะประกาศการจัดซื้อที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินโบอิ้ง สินค้าเกษตรและพลังงานของอเมริกัน

เจ้าหน้าที่บอกอีกว่า อาจมีการประกาศแผนการจัดตั้งคณะกรรมการการค้าและคณะกรรมการการลงทุนอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้ แต่กลไกดังกล่าวยังต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมก่อนจะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้

นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศจะหารือเกี่ยวกับการขยายระยะเวลา “พักรบ” การทำสงครามการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถนำเข้าแร่หายากจากจีนได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะได้รับการต่ออายุภายในสัปดาห์นี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

11 พ.ค. 2569 18:14 น.

ผู้นำอินเดีย ขอประชาชน WFH ลดเที่ยวต่างประเทศ หลังสงครามอิหร่านทำเศรษฐกิจอินเดียสั่นคลอน

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องประชาชนกลับมาใช้มาตรการประหยัดพลังงานแบบช่วงโควิด-19 ทั้งการทำงานจากที่บ้าน และลดเดินทางไปต่างประเทศ ลดการซื้อทอง หวั่นสงครามยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจอินเดีย

โมดีกล่าวระหว่างร่วมงานสาธารณะในเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ว่า การใช้ชีวิตอย่างประหยัดและมีวินัยในช่วงนี้ถือเป็นความรักชาติรูปแบบหนึ่ง

พร้อมย้ำว่า อินเดียจำเป็นต้องรักษาเงินตราต่างประเทศ ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

คำประกาศดังกล่าวถูกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดของรัฐบาลอินเดีย นับตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบัน อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% ของความต้องการทั้งประเทศ และต้องเผชิญต้นทุนพลังงานพุ่งสูงหลายพันล้านดอลลาร์ หลังสงครามในอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนครึ่งแล้ว

ผู้นำอินเดียยังขอให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าเมโทร รวมถึงการแชร์รถเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน

นอกจากนี้ ยังขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะปุ๋ยขาดแคลนและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

คำกล่าวของโมดีส่งผลทันทีในตลาดการเงินอินเดีย โดยดัชนี Sensex ร่วงลงมากกว่า 1,000 จุดในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียอาจเผชิญภาวะชะลอตัวยาวนาน

ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูปีของอินเดียก็อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

แม้รัฐบาลอินเดียยังไม่ขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลภายในประเทศ แต่แรงกดดันต่อบริษัทพลังงานของรัฐเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเริ่มลามไปยังหลายอุตสาหกรรมสำคัญของอินเดีย โดยเฉพาะโรงงานผลิตแก้ว พลาสติก และกระเบื้อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานหลายแสนอัตรา

ขณะเดียวกัน ปริมาณปุ๋ยที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาสินค้าอาหารที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

นักวิเคราะห์มองว่า คำพูดของโมดีอาจเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเตรียมออกมาตรการควบคุมการใช้พลังงานเพิ่มเติม รวมถึงอาจปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศในระยะต่อไป.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯผวา พบผู้โดยสารอเมริกันติดเชื้อไวรัสฮันตา หลังอพยพลงมาจากเรือสำราญ MV Hondius

สหรัฐฯผวา พบผู้โดยสารอเมริกันติดเชื้อไวรัสฮันตา หลังอพยพลงมาจากเรือสำราญ MV Hondius

11 พ.ค. 2569 15:40 น.

สหรัฐฯผวา พบผู้โดยสารอเมริกันติดเชื้อไวรัสฮันตา หลังอพยพลงมาจากเรือสำราญ MV Hondius

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันพบชาวอเมริกัน 1 รายติดเชื้อไวรัสฮันตา และอีก 1 รายมีอาการป่วยเล็กน้อย หลังอพยพลงมาจากเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” ซึ่งเกิดการระบาดของไวรัสจนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย

กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้โดยสารทั้งสองคนที่เดินทางกลับสหรัฐฯ ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำของรัฐบาล ถูกแยกเดินทางในหน่วยชีวป้องกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยขณะนี้พลเมืองอเมริกันทั้ง 17 คนที่อยู่บนเที่ยวบินดังกล่าว จะถูกส่งเข้ารับการประเมินอาการและตรวจคัดกรองเพิ่มเติมที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเนแบรสกา 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส (MV Hondius) ซึ่งจอดอยู่ที่หมู่เกาะคานารีของสเปน มีการระบาดของฮันตาไวรัสในหมู่ผู้โดยสาร โดยขณะนี้มีผู้โดยสารมากกว่า 90 คนถูกส่งตัวกลับประเทศ

มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ได้แก่ คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และหญิงชาวเยอรมัน โดยอย่างน้อย 2 คนได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อฮันตาไวรัส

ด้าน นายแพทย์ทีดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เตือนว่าการที่สหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามแนวทางของ WHO อาจมีความเสี่ยงต่อการควบคุมโรค

อย่างไรก็ตาม นพ.เจย์ ภัตตาจารยา รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ไม่ต้องการให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะการแพร่เชื้อจากคนสู่คนของฮันตาไวรัสเกิดขึ้นได้ยาก และไม่ควรถูกมองเหมือนการระบาดของโควิด-19

โดยสถานการณ์ล่าสุดในแต่ละประเทศมีดังนี้

  • ฝรั่งเศส ยืนยันพบหญิงชาวฝรั่งเศสติดเชื้อฮันตาไวรัส และกำลังกักตัวในกรุงปารีส โดยอาการเริ่มทรุดลง
  • อังกฤษ ส่งตัวพลเมือง 20 คนเข้ากักตัวที่โรงพยาบาล Arrowe Park ในเมืองวีร์รัล เป็นเวลา 72 ชั่วโมง แม้ยังไม่มีรายงานผู้มีอาการ
  • สเปน บังคับกักตัวชาวสเปน 14 คนที่ถูกส่งกลับกรุงมาดริดในโรงพยาบาลทหาร
  • เนเธอร์แลนด์ รับเที่ยวบินอพยพผู้โดยสารและลูกเรือ 26 คนกลับประเทศ
  • ออสเตรเลีย เตรียมรับผู้โดยสาร 6 คนกลับประเทศ พร้อมมาตรการเฝ้าระวังเพิ่มเติม.

ที่มา : BBC

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่มอีก

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่มอีก

11 พ.ค. 2569 07:25 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่มอีก

ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม หลังความหวังในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านริบหรี่ เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกันกับข้อตกลงสันติภาพล่าสุด

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้น 3.18 ดอลลาร์ หรือ 3.14% มาอยู่ที่ 104.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขยายการปรับขึ้นต่อจากวันศุกร์ที่ผ่านมา

ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.09 ดอลลาร์ หรือ 3.24% มาอยู่ที่ 98.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังปิดตลาดก่อนหน้านี้ในแดนบวกเช่นกัน

ตลาดน้ำมันทั่วโลกเคยคาดหวังว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์ อาจใกล้สิ้นสุดลง ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ

อย่างไรก็ตามความหวังดังกล่าวพังทลายลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อเสนอของอิหร่านต่อแผนเจรจาสันติภาพที่สหรัฐฯ ร่างขึ้นนั้นไม่อาจยอมรับได้

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมหาศาลต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน

โทนี ไซคามอร์ นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG ระบุว่า ความสนใจของตลาดกำลังพุ่งไปที่การเยือนจีนของทรัมป์ เพราะหลายฝ่ายหวังว่า ปักกิ่งอาจใช้อิทธิพลกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิง และช่วยคลี่คลายวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ

ด้านอามิน นาสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทซาอุดี อารัมโก เปิดเผยว่า ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาโลกสูญเสียปริมาณน้ำมันไปแล้วราว 1 พันล้านบาร์เรล และแม้การขนส่งจะกลับมาดำเนินได้ตามปกติ ตลาดพลังงานก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นเสถียรภาพ

ข้อมูลจากบริษัทติดตามการขนส่ง Kpler ยังระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรือบรรทุกน้ำมันอีกอย่างน้อย 2 ลำ ที่ขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยปิดระบบติดตามตำแหน่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกโจมตีของอิหร่าน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการด้านพลังงานกำลังใช้มาตรการพิเศษเพื่อรักษาการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย.

ที่มา :channelnewsasia