ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

13 พ.ค. 2569 04:38 น.

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงโจมตีสื่อว่า การรายงานข่าวว่ากองทัพอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ในการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้น ถือเป็นพฤติกรรม เสมือนกบฏ

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีสื่อในประเทศที่รายงานข่าวในทำนองว่า กองทัพของอิหร่านยังคงอยู่ดี หลังจากผ่านการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าการรายงานเช่นนี้ถือเป็นการกบฏ

“เมื่อพวกข่าวปลอมบอกว่าศัตรูอย่างอิหร่านกำลังไปได้สวยในทางทหารในการสู้กับเรา มันคือพฤติกรรมเสมือนกบฏ (virtual TREASON) เพราะมันเป็นคำกล่าวที่เท็จและไร้สาระสิ้นดี พวกเขากำลังให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนศัตรู! สิ่งที่ทำลงไปมีแต่จะทำให้อิหร่านมีความหวังลมๆ แล้งๆ ในเวลาที่ไม่ควรจะมีความหวังเลยด้วยซ้ำ”

“มีเพียงพวกขี้แพ้ พวกเนรคุณ และพวกโง่เขลาเท่านั้นที่กล้าสร้างเรื่องโจมตีอเมริกา!” ข้อความของทรัมป์ระบุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ออกมากล่าวหาเรื่องการกบฏ แม้ว่าความเห็นก่อนหน้านี้ของเขาจะไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้สื่อข่าวโดยเฉพาะก็ตาม นอกจากนี้ สำนักข่าว CNN ยังรายงานว่า ทรัมป์ได้ผลักดันให้กระทรวงยุติธรรมออกหมายเรียกผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวสงครามในอิหร่าน เพื่อให้เปิดเผยแหล่งข่าวของพวกเขาด้วย

เจ้าหน้าที่เผยกับ CNN ว่า ประธานาธิบดีได้ส่งข้อความนี้ผ่านกระดาษโน้ตที่เขียนคำว่า “กบฏ” (Treason) ด้วยปากกาเมจิก Sharpie โดยวางไว้บนปึกบทความที่พิมพ์ออกมา ซึ่งเขาส่งให้กับ นายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการอัยการสูงสุด ระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

13 พ.ค. 2569 04:14 น.

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

นายกเทศมนตรีเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกตั้งข้อหาว่าทำตัวเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 ไอลีน หวัง นายกเทศมนตรีวัย 58 ปี ของเมืองอาร์คาเดีย ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเธอในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

นางหวังตกลงที่จะรับสารภาพในข้อหาอุกฉกรรจ์ ขณะที่สภาเมืองอาร์คาเดียระบุว่าเธอได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง นางหวังอาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี โดยเจสัน เหลียง และไบรอัน ซุน ทนายความของเธอ ออกแถลงการณ์ในนามของเธอว่า “เธอขออภัยและเสียใจกับความผิดพลาดที่ได้กระทำลงไปในชีวิตส่วนตัวของเธอ”

ด้าน บิล เอสไซลี ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ลำดับที่หนึ่ง กล่าวว่า “ข้อตกลงรับสารภาพนี้คือความสำเร็จล่าสุดในความมุ่งมั่นของเราที่จะปกป้องมาตุภูมิจากการพยายามของจีนในการบ่อนทำลายสถาบันต่าง ๆ ของเรา”

“บุคคลในประเทศของเราที่แอบทำตามคำบงการของรัฐบาลต่างชาติอย่างลับ ๆ กำลังทำลายระบอบประชาธิปไตยของเรา” เอสไซลีกล่าวเสริม

ตามรายงานของกระทรวงยุติธรรม นางหวังถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่จีน ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันบทความที่สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับรัฐบาลปักกิ่ง โดยไม่มีการแจ้งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทราบตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองอาร์คาเดียในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นคณะผู้ปกครองที่มีสมาชิก 5 คน โดยสมาชิกแต่ละคนจะสลับกันขึ้นดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตามวาระการหมุนเวียน

กระทรวงยุติธรรมระบุด้วยว่า นางหวังร่วมมือกับนาย ซุน เหยาหนิง หรือ ไมค์ อายุ 65 ปี ในการบริหารเว็บไซต์ “US News Center” ที่อ้างตัวว่าเป็นแหล่งข่าวสำหรับชาวอเมริกันเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองอาร์คาเดีย และเว็บไซต์นี้ถูกใช้เป็นช่องทางเผยแพร่บทความที่มีเนื้อหาเข้าข้างจีน

บทความชิ้นหนึ่งมีเนื้อหาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานและการละเมิดสิทธิในมณฑลซินเจียงของจีนด้วย

โดมินิก ลาซซาเร็ตโต ผู้บริหารเมืองอาร์คาเดีย ชี้แจงผ่านทางเว็บไซต์ของเมืองว่า “ข้อกล่าวหาที่เป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้ ซึ่งระบุว่ารัฐบาลต่างชาติพยายามใช้อิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ อังกฤษระส่ำ รัฐมนตรีช่วยลาออกแล้ว 4 คน บีบให้ลงจากตำแหน่ง

นายกฯ อังกฤษระส่ำ รัฐมนตรีช่วยลาออกแล้ว 4 คน บีบให้ลงจากตำแหน่ง

13 พ.ค. 2569 02:43 น.

นายกฯ อังกฤษระส่ำ รัฐมนตรีช่วยลาออกแล้ว 4 คน บีบให้ลงจากตำแหน่ง

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ลาออก ล่าสุดบุคคลระดับรัฐมนตรีช่วยประกาศลาออกแล้ว 4 คน แต่ยังมี สส.อีกส่วนที่ยังสนับสนุนเขา

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 รัฐมนตรีในรัฐบาลของ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ลาออกถึง 4 คนภายในเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อกดดันให้เขาลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งฝ่ายค้านและภายในพรรคของเขาเองที่มองว่า สตาร์เมอร์ขาดภาวะผู้นำ

การลาออกครั้งแรกของวันเริ่มจาก มีอัตตา ฟาห์นบุลเลห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงชุมนุมและการเคหะ ซึ่งระบุในจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีว่า ประเทศกำลังเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แต่ “สาธารณชนไม่เชื่อมั่นว่าท่านจะสามารถนำพาความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ และข้าพเจ้าเองก็ไม่เชื่อเช่นกัน”

เจส ฟิลลิปส์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการคุ้มครองความปลอดภัยและต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง โดยแถลงต่อสตาร์เมอร์ว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”

ตามมาด้วย อเล็กซ์ เดวีส์-โจนส์ ที่ประกาศลาออกในเวลาไล่เลี่ยกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี “กระทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และกำหนดช่วงเวลาในการก้าวลงจากตำแหน่งให้ชัดเจน”

และรายล่าสุดคือ ซูเบียร์ อาเหม็ด รัฐมนตรีช่วยด้านความปลอดภัยและนวัตกรรมสุขภาพ โดยระบุว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสาธารณชนได้ “สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีไปอย่างไม่อาจกู้คืนได้”

ทั้งนี้ เซอร์ สตาร์เมอร์กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากพรรคแรงงานของเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งล่าสุดอย่างยับเยิน โดยสูญเสียคะแนนเสียงให้แก่ทั้งพรรคฝ่ายซ้ายและพรรคฝ่ายขวา

สส. พรรคแรงงานมากกว่า 70–80 คน ออกมาเรียกร้องให้เขาลาออกอย่างเป็นทางการ หรือกำหนดช่วงเวลาในการลงจากตำแหน่งที่ชัดเจน โดยมองว่า สตาร์เมอร์ขาดภาวะผู้นำ, ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา และปัญหาการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ โดยเพิกเฉยต่อความเชื่อมโยงของแมนเดลสันกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินชื่อฉาวผู้ล่วงลับ ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของสตาร์เมอร์ย่ำแย่ลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สตาร์เมอร์ยังคงปฏิเสธที่จะลาออก โดยระบุว่าการชิงชัยตำแหน่งผู้นำพรรคในขณะนี้จะนำพา “ความวุ่นวาย” มาสู่ประเทศ ขณะเดียวกัน สส. พรรคแรงงานอีกกว่า 100 คนได้ลงนามในจดหมายสนับสนุนเขาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

13 พ.ค. 2569 00:40 น.

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

คาลบี้ ผู้ผลิตขนมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศเปลี่ยนสีซองขนมบางรายการเป็นสีขาว-ดำ เนื่องจากประสบปัญหาในการจัดหาสี อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 พ.ค. 2569 ว่า บริษัท “คาลบี้” (Calbee) ผู้ผลิตขนมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศว่าจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ยอดนิยมบางส่วนให้เป็นเวอร์ชันสีขาว-ดำเป็นการชั่วคราว โดยทางบริษัทให้เหตุผลว่าเกิดการหยุดชะงักของการจัดหาวัสดุเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทแถลงว่าบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ 14 รายการ รวมถึงสินค้าเรือธงอย่าง “มันฝรั่งทอดกรอบ” (Potato Chips) และ “กุ้งถัง” (Kappa Ebisen) จะเปลี่ยนเป็นสีโมโนโครมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยบนซองมันฝรั่งทอดจะมีข้อความพิมพ์อธิบายว่า “บรรจุภัณฑ์นี้เพื่อประหยัดวัสดุที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน”

Calbee ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนในการจัดหาหมึกพิมพ์และวัสดุอื่น ๆ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทหวังว่าจะช่วยรับประกันการจัดส่งสินค้าได้อย่างมั่นคงด้วยการทำให้บรรจุภัณฑ์เรียบง่ายขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันว่าจะเดินหน้าตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการดำเนินงานอย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

ก่อนการประกาศดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้เข้าพบกระทรวงเกษตรเพื่อชี้แจงการตัดสินใจเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ในครั้งนี้ โดยมีรายงานว่าทางกระทรวงฯ ได้แจ้งกับทางบริษัทว่าจะร่วมหาแนวทางให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัท Itoham Yonekyu Holdings ผู้ผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป ก็มีรายงานว่ากำลังพิจารณาที่จะปรับให้บรรจุภัณฑ์ของตนเรียบง่ายขึ้นเช่นกัน

กลุ่มธุรกิจที่ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและหมึกพิมพ์ระบุว่า สมาชิกในกลุ่มเริ่มมีการจำกัดการจัดส่งหรือเลื่อนกำหนดการส่งมอบสินค้าออกไป ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

12 พ.ค. 2569 22:59 น.

กัมพูชาขยายเวลาเกณฑ์ทหาร อ้างต้องเสริมกำลังป้องกันประเทศ

รัฐสภากัมพูชาผ่านกฎหมายใหญ่ ขยายระยะเวลารับราชการทหาร และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้หนีทหาร โดยฮุน มาเนต อ้างว่า มีความจำเป็นในการสร้างกองกำลังเพื่อปกป้องประเทศชาติ

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 สมาชิกสภานิติบัญญัติของกัมพูชาได้อนุมัติกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดให้ระยะเวลาการรับราชการทหารนานขึ้น และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่ปฏิเสธการเข้ารับราชการ หลังจากเกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนติดกับประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา

รัฐสภากัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า สมาชิกสภาแห่งชาติทั้ง 114 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ต่างลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้รับร่างกฎหมายฉบับนี้ในระหว่างการประชุมสภา

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยตึงเครียดขึ้น นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและประชาชนกว่าหนึ่งล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ฮุน มาเนต กล่าวก่อนการลงมติเมื่อวันอังคารว่า การเกณฑ์ทหารจะเริ่มขึ้นในปีนี้ เนื่องจาก “มีความจำเป็นในการสร้างกองกำลังเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

ต่อมา เขากล่าวต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาว่า กัมพูชาจำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่นี้ เนื่องจากอธิปไตยของประเทศ “กำลังถูกคุกคาม” และ “มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มจำนวนกองกำลังคนหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลัง”

ย้อนกลับไปในปี 2549 รัฐสภาเคยอนุมัติกฎหมายเกณฑ์ทหารที่กำหนดให้ชาวกัมพูชาอายุ 18 ถึง 30 ปี ต้องรับราชการทหารเป็นเวลา 18 เดือน อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวยังไม่เคยถูกนำมาบังคับใช้จริง

ส่วนกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่จะขยายเวลารับราชการทหารจาก 18 เดือน เป็น 2 ปี, ปรับลดอายุผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารจาก 18-30 ปี เป็น 18-25 ปี, เพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้หนีการเกณฑ์ทหารในภาวะปกติจากจำคุก 1 ปี เป็น 2 ปี และเพิ่มบทลงโทษในภาวะสงครามจากจำคุก 3 ปี เป็น 5 ปี

เยาวชนกัมพูชาบางส่วนกล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนกฎหมายนี้ โดยนักเรียนมัธยมปลายรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า “ผมพร้อมที่จะรับใช้ชาติในกองทัพ แม้ว่าแม่ของผมอาจจะคัดค้านก็ตาม เพราะผมไม่พอใจประเทศไทย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

12 พ.ค. 2569 22:34 น.

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน เขามั่นใจ 100% ว่าอิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้ว่าตอนนี้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Sid and Friends in the Morning ของสถานีวิทยุ WABC ว่า เขามั่นใจว่าอิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและล้มเลิกความพยายามใด ๆ ในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานจะยังคงอยู่ในภาวะชะงักงันก็ตาม

“พวกเขาจะหยุดแน่นอน 100%” ทรัมป์กล่าว หลังถูกถามว่าเขาเชื่อหรือไม่ว่าจะสามารถขัดขวางไม่ให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและพัฒนาขีปนาวุธได้

ทรัมป์ระบุว่าเขาได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ของอิหร่านในระหว่างการเจรจา

“ผมจัดการกับพวกเขาเอง” ทรัมป์กล่าว “และพวกเขาก็บอกว่าเราจะได้ ‘ฝุ่น’ นั้นมา ผมเรียกมันว่าฝุ่นนิวเคลียร์เพราะมันดูเหมาะสมดี และเรากำลังจะได้มันมา”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำข้อตกลง “เราจะไม่เร่งรีบอะไรทั้งนั้น เรามีการปิดกั้น (ทางทะเล) ไว้อยู่แล้ว”

คำพูดล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากเขาระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก” หลังจากที่เตหะรานตอบกลับข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ แล้ว และนายทรัมป์ระบุว่า ไม่ชอบคำตอบของอิหร่าน และคำตอบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

12 พ.ค. 2569 22:10 น.

ผอ. WHO ชี้ ไม่พบสัญญาณ การระบาดใหญ่ของไวรัสฮันตา

ผอ.องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการระบาดเป็นวงกว้างของไวรัสฮันตา หลังอพยพผู้โดยสารจากเรือสำราญที่เกิดการระบาดครบทุกคนแล้ว แต่เตือนว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อ 12 พ.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ตอนนี้ยัง “ไม่มีสัญญาณ” ของการระบาดของไวรัสฮันตาในวงกว้าง หลังจากการอพยพผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายออกจากเรือสำราญที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคเสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.เกเบรเยซุสเตือนว่า “สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้” และอาจยังคงมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้น “แน่นอนว่าสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อพิจารณาจากระยะฟักตัวที่ยาวนานของไวรัส จึงเป็นไปได้ที่เราอาจจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป”

นอกจากนี้เขายังย้ำว่า “ภารกิจของเรายังไม่สิ้นสุด” ในการควบคุมการระบาดที่เกิดขึ้นจากเรือสำราญลำนี้

ด้านเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งเกิดการระบาด เดินทางออกจากเกาะเตเนริเฟของสเปนเมื่อวันจันทร์ และกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือร็อตเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เครื่องบินสองลำพร้อมผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายจำนวน 28 คน เพิ่งเดินทางถึงเมืองไอนด์โฮเฟนซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน

การระบาดที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ขณะที่ชาวอเมริกันหนึ่งรายและชาวฝรั่งเศสหนึ่งรายซึ่งเดินทางกลับประเทศไปก่อนหน้านี้มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก โดยรวมแล้วมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด 7 ราย

ขณะเดียวกัน พนักงาน 12 คนของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ ต้องเข้ารับการกักตัวเนื่องจากอาจสัมผัสกับไวรัส เพราะพนักงานไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคร่งครัดในขณะจัดการกับตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ

อนึ่ง ตามปกติแล้ว ไวรัสฮันตามีสัตว์จำพวกหนูเป็นพาหะ แต่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้หากเป็นเชื้อสายพันธุ์ “แอนดีส” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ WHO ยืนยันมาตลอดว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดครั้งใหญ่นั้นยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

อาการของผู้ติดเชื้อ อาจรวมถึงอาการไข้, เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดท้อง, อาเจียน, ท้องเสีย และหายใจลำบาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

12 พ.ค. 2569 09:00 น.

ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด

เกิดเหตุระทึกเครื่องบินโดยสารของเตอร์กิช แอร์ไลนส์ เกิดไฟลุกไหม้บริเวณล้อ ขณะลงจอดที่กรุงกาฐมาณฑุ สนามบินหลักของเนปาลส่งผลให้สนามบินต้องปิดชั่วคราวเกือบ 2 ชั่วโมง โชคดีอพยพผู้โดยสารทัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่สนามบินตรีภูวัน สนามบินนานาชาติหลักของประเทศเนปาล โดยเที่ยวบินจากนครอิสตันบูล เดินทางถึงกรุงกาฐมาณฑุ พร้อมกลุ่มควันและเปลวไฟที่บริเวณล้อฝั่งขวาของเครื่องบิน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสนามบินเร่งเข้าควบคุมเพลิงทันที ก่อนอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากเครื่องอย่างปลอดภัย โดยรายงานระบุว่า เครื่องบินแบบ Airbus A330 ลำดังกล่าวมีผู้โดยสาร 277 คน และลูกเรือ 11 คน

นายกียาเนนทรา ภูล โฆษกสำนักงานการบินพลเรือนเนปาลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบเปลวไฟระหว่างเครื่องบินลงจอด และกำลังเร่งสอบสวนสาเหตุ

ด้านสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ แถลงว่า ผู้โดยสารถูกอพยพผ่านสไลด์ฉุกเฉิน หลังพบควันออกมาจากระบบล้อเครื่องบินระหว่างเคลื่อนตัวบนรันเวย์ คาดระบบไฮดรอลิกขัดข้อง ทำให้เกิดควันพุ่งจากล้อเครื่องบิน

ขณะที่นายยาห์ยา อุสตุน โฆษกสายการบินระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ควันน่าจะเกิดจากความผิดปกติของท่อระบบไฮดรอลิก ขณะนี้ทีมช่างเทคนิคกำลังตรวจสอบเครื่องบินอย่างละเอียด และสายการบินได้จัดเที่ยวบินเพิ่มเติมสำหรับรองรับผู้โดยสารเที่ยวขากลับแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สนามบินตรีภูวัน ต้องปิดรันเวย์เพียงแห่งเดียวของสนามบินชั่วคราวเกือบ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้หลายเที่ยวบินที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงกาฐมาณฑุต้องบินวนรอหรือเลื่อนการลงจอด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการเนปาลเปิดใช้งานรันเวย์อีกครั้งแล้ว หลังเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่และตรวจสอบความปลอดภัย

ทั้งนี้ เนปาลถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการบินสูง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินบ่อยครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 2015 เครื่องบินของเตอร์กิช แอร์ไลน์ เคยลื่นไถลออกนอกรันเวย์ขณะลงจอดท่ามกลางหมอกหนาในกรุงกาฐมาณฑุ จนสนามบินต้องปิดหลายวัน แม้ไม่มีผู้เสียชีวิตก็ตาม.

ที่มา : channelnewsasia

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

12 พ.ค. 2569 08:31 น.

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์สัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังทำเนียบขาวเตรียมนำผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งอีลอน มัสก์ และทิม คุก ร่วมคณะอย่างคับคั่ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยกับบีบีซีว่า มีผู้บริหารสหรัฐฯ รวม 17 คน ร่วมคณะเดินทางไปจีนกับโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย โดยรายงานระบุว่า ในบุคคลสำคัญที่ร่วมเดินทาง ประกอบด้วย อีลอน มัสก์ แห่งเทสลาและ สเปซเอ็กซ์, ทิม คุก จาก แอปเปิล รวมถึงลาร์รี่ ฟิงค์ จาก แบล็กร็อก ซึ่งสะท้อนว่าการเยือนจีนของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงการทูตทางการเมือง แต่ยังเป็นภารกิจเศรษฐกิจระดับโลก ที่เชื่อมโยงทั้งการค้า พลังงาน และเทคโนโลยี

นอกจากมัสก์ คุก และฟิงก์ แล้วยังมีรายชื่อผู้บริหารจากบริษัทระดับโลกอีกหลายแห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจโซเชียลมีเดีย ฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีชิป การบิน การเงิน ไปจนถึงภาคการผลิตและเกษตรกรรม เช่น

  • Meta
  • Boeing
  • Visa
  • Blackstone
  • Cargill
  • Citi
  • GE Aerospace
  • Goldman Sachs
  • Illumina
  • Mastercard

ขณะที่ชัก รอบบิ้นส์ จาก Cisco ได้รับเชิญเช่นกัน แต่ไม่สามารถร่วมเดินทางได้เนื่องจากติดประกาศผลประกอบการบริษัท

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงพักรบทางการค้า ระหว่างสองมหาอำนาจ หลังทั้งสองประเทศเคยเปิดสงครามภาษีตอบโต้กันอย่างหนัก จนภาษีนำเข้าบางรายการพุ่งเกิน 100%

แม้มาตรการภาษีส่วนใหญ่จะถูกระงับไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังการพบกันครั้งก่อนที่เกาหลีใต้ แต่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังคงเปราะบาง

นักวิเคราะห์มองว่า การพาซีอีโอระดับโลกเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการสร้างแรงหนุนจากภาคธุรกิจสหรัฐฯ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและลดแรงกระแทกจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

รายงานระบุว่า ทรัมป์เตรียมกดดันจีน ซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่าน ให้ช่วยผลักดันข้อตกลงระหว่างกรุงเตหะรานกับวอชิงตัน เพื่อยุติสงครามที่กำลังยืดเยื้อ.

ที่มา : BBC

เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

เปิดใจไกด์นำทาง "ภูเขาไฟดูโกโน" เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

12 พ.ค. 2569 06:59 น.

เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย

ไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตจากเหตุภูเขาไฟดูโกโนปะทุในอินโดนีเซีย ออกมาเปิดใจเล่านาทีชีวิต พร้อมยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังรู้สึกผิดต่อนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิต และเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์สะเทือนขวัญบนยอดภูเขาไฟดูโกโน ในประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดปะทุอย่างรุนแรงระหว่างที่กลุ่มนักเดินป่ากำลังอยู่ใกล้ปากปล่อง จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 3 ราย ได้สร้างความหวาดผวาให้แก่บรรดานักเดินป่า รวมทั้งไกด์ผู้นำทาง  โดยล่าสุดไกด์ท้องถิ่นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวออกมาเปิดใจเล่านาทีชีวิต พร้อมยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

โดย เรซา เซลัง ไกด์นำทางชาวอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า เขายังไม่สามารถลืมภาพเหตุการณ์วันนั้นได้ หลังเห็นนักท่องเที่ยว 2 คนถูกก้อนหินขนาดมหึมาจากปล่องภูเขาไฟพุ่งใส่ต่อหน้าต่อตา

เขาเผยว่า จนถึงตอนนี้เขายังรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลาย และยังไม่อยากเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ 2 คน และชาวอินโดนีเซีย 1 คน ส่วนผู้ร่วมทริปคนอื่นได้รับการอพยพลงจากภูเขาอย่างปลอดภัย

รายงานระบุว่า กลุ่มนักเดินป่ารวม 20 คน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย เดินทางขึ้นไปยังยอดภูเขาไฟดูโกโน แม้ก่อนหน้านี้ทางการจะประกาศห้ามเข้าใกล้พื้นที่รัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟ

ภูเขาไฟลูกนี้เกิดการปะทุมากกว่า 200 ครั้งนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ทางการได้ระงับการออกใบอนุญาตปีนเขาแล้ว พร้อมติดป้ายเตือนตามทางขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรซาระบุว่า เขาไม่ทราบเรื่องคำสั่งห้ามดังกล่าว และชาวบ้านในพื้นที่ที่ช่วยงานนำทางก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้เช่นกัน

เรซาเล่าว่า เขาทำธุรกิจนำเที่ยวในจังหวัดมาลูกูเหนือ และได้รับการติดต่อจาก ทิโมธี เฮง นักจัดทริปผจญภัยชาวสิงคโปร์ ให้พากลุ่มขึ้นพิชิตภูเขาไฟดูโกโน

กลุ่มเริ่มเดินขึ้นเขาเมื่อบ่ายวันพฤหัสบดี โดยระหว่างทางไม่มีสัญญาณอันตรายใด ๆ ไม่มีควัน ไม่มีแรงสั่นสะเทือน ทุกอย่างดูปกติ

เช้าวันต่อมา หลังคณะเดินทางถึงยอดเขา เรซาส่งโดรนบินตรวจสอบปล่องภูเขาไฟ และไม่พบความผิดปกติ

จากนั้นนักเดินป่า 14 คน รวมถึงทิโมธี เดินขึ้นไปใกล้ปากปล่อง ส่วนเรซาและคนอื่นรออยู่ด้านล่าง

เวลา 07.40 น. เรซาบินโดรนขึ้นอีกครั้งเพื่อตรวจดูสถานการณ์ แต่เพียง 1 นาทีต่อมา ภูเขาไฟก็ปะทุทันที

เขาเล่าว่าการปะทุครั้งแรกมีแต่ควัน แต่ประมาณ 15-20 วินาทีหลังจากนั้น การปะทุครั้งที่สองก็พ่นเศษหินและวัสดุภูเขาไฟออกมาทั้งหมด มีหินตกทางซ้ายขวา ก่อนก้อนกินขนาดยักษ์จะพุ่งทับนักท่องเที่ยว

เรซาเผยว่า นักเดินป่าทั้งหมดแตกกระเจิงและพยายามวิ่งหนีลงจากเขา ขณะใช้โดรนสังเกตการณ์ เขาพบ ชาฮิน มูห์เรซ บิน อับดุล ฮามิด นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ นอนบาดเจ็บอยู่ใกล้ปล่อง

เขารีบขึ้นไปช่วย พร้อมกับทิโมธีที่ย้อนกลับมาช่วยเช่นกัน ทั้งสองช่วยกันลากร่างผู้บาดเจ็บลงจากยอดเขา ท่ามกลางเศษหินภูเขาไฟที่ตกลงมารอบตัว จากนั้น ปล่องภูเขาไฟพ่นก้อนหินขนาดประมาณ 2 เมตรพุ่งลงมา ทิโมธีหันกลับไป แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็กอดชาฮินไว้ ก่อนที่ก้อนหินยักษ์จะตกใส่ทั้งคู่ พวกเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เรซายอมรับว่า ตอนนั้นเขาช็อกจนยืนนิ่งอยู่ประมาณ 1 นาที ก่อนจะตั้งสติและรีบวิ่งหนีลงจากภูเขาเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการอินโดนีเซียประกาศปิดเส้นทางขึ้นภูเขาไฟดูโกโน อย่างไม่มีกำหนด พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้าม ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า กำลังสอบสวนกรณีนี้ในประเด็นความประมาทของผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเรซาได้ให้ปากคำกับตำรวจและมอบภาพจากโดรนเป็นหลักฐานแล้ว

แม้ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องคำสั่งห้ามปีนเขา แต่เขายอมรับว่าทราบดีว่าภูเขาไฟดูโกโน อยู่ในระดับเตือนภัยขั้น 2 ของอินโดนีเซีย ซึ่งหมายถึงมีความเสี่ยงต่อการปะทุและห้ามประชาชนเข้าใกล้บางพื้นที่

เรซาเผยว่า เขาอยากคุกเข่าขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และความรู้สึกผิดยังวนเวียนซ้ำไปซ้ำมากับคำว่า ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ขึ้นเขา… ถ้าเขาไม่รับงานนี้ ทุกอย่างอาจไม่เกิดขึ้น.

ที่มา : BBC