“เมลาเนีย ทรัมป์” ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์”

"เมลาเนีย ทรัมป์" ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด "ครูหุ่นยนต์"

26 มี.ค. 2569 12:40 น.

“เมลาเนีย ทรัมป์” ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์”

“เมลาเนีย ทรัมป์” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวโชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ “Figure 3” พร้อมผลักดันโครงการ “Fostering the Future Together” มุ่งสร้างทักษะดิจิทัลและ AI ให้เยาวชนยุคใหม่ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และเสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์” เพื่อช่วยให้เด็กๆ มีเวลาไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ มากขึ้น

นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐฯ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Fostering the Future Together” เป็นวันที่สอง ณ ทำเนียบขาว โดยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาและเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการที่นางเมลาเนียปรากฏตัวพร้อมกับ “Figure 3” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อัจฉริยะที่พัฒนาโดยบริษัท ฟิกเกอร์ เอไอ (Figure AI) จากแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานอย่างน่าประทับใจ โดยหุ่นยนต์รุ่นนี้เป็นหุ่นยนต์รุ่นที่ 3 ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยงานบ้าน เช่น ซักผ้า ล้างจาน และทำความสะอาด ในงานนี้มันได้กล่าวทักทายผู้เข้าร่วมเป็นภาษาต่างๆ ถึง 11 ภาษา ก่อนที่เธอจะเริ่มการเสวนาโต๊ะกลมร่วมกับคู่สมรสผู้นำจากกว่า 40 ประเทศ อาทิ นางโอเลนา เซเลนสกา (ยูเครน), นางบริจิตต์ มาครง (ฝรั่งเศส) และนางซารา เนทันยาฮู (อิสราเอล)

ขณะที่ เมลาเนียใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์” โดยให้จินตนาการถึงหุ่นยนต์นักการศึกษาชื่อ พลาโต (Plato) ที่สามารถสอนวิชาคลาสสิก วรรณกรรม และวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำและอดทน เพื่อช่วยให้เด็กๆ มีเวลาไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ มากขึ้น

นางเมลาเนียได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการวิจัย การสร้างพันธมิตรใหม่ และการจัดประชุมระดับภูมิภาค เพื่อบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยมีแนวทางหลักคือ พัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับโลกดิจิทัล การสนับสนุนกฎหมายที่เน้นเทคโนโลยีและการศึกษา และการดึงยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Google และ OpenAI เข้ามาร่วมวางรากฐาน

เธอกล่าวว่า “ขอให้เราช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ในการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับการผลิตในทุกภาคส่วน ตั้งแต่สื่อ แฟชั่น ไปจนถึงสาธารณสุขและความมั่นคง มาร่วมกันสร้างอนาคตไปด้วยกัน” 

การประชุมตลอด 2 วันนี้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การใช้ AI ในการศึกษา, เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้, ความฉลาดทางดิจิทัล และความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เธอเคยประกาศไว้ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะสามารถ “เติบโตอย่างงดงามในยุคดิจิทัล”.

ที่มา AP / Reuters

ไต้หวันยืนยันดีลอาวุธสหรัฐฯไม่สะดุดแม้ ทรัมป์ จ่อพบ สี จิ้นผิง พ.ค.นี้

ไต้หวันยืนยันดีลอาวุธสหรัฐฯไม่สะดุดแม้ ทรัมป์ จ่อพบ สี จิ้นผิง พ.ค.นี้

26 มี.ค. 2569 12:02 น.

ไต้หวันยืนยันดีลอาวุธสหรัฐฯไม่สะดุดแม้ ทรัมป์ จ่อพบ สี จิ้นผิง พ.ค.นี้

รมว.กลาโหมไต้หวัน มั่นใจข้อตกลงซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 4.5 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้าตามกำหนดเดิม หลังสหรัฐฯ ส่งจดหมายค้ำประกันยืนยันความพร้อม แม้ปธน.ทรัมป์มีแผนเยือนกรุงปักกิ่งเดือนพ.ค.นี้

นายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าแผนการจัดซื้อครั้งล่าสุดยังคงเป็นไปตามกำหนดการ หลังจากรัฐบาลไต้หวันได้รับ “จดหมายค้ำประกัน” (Letter of Guarantee) จากสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าในขณะนี้ผู้นำสหรัฐฯและจีนกำลังเตรียมตัวพบปะครั้งสำคัญในเดือนพฤษภาคมที่กำลังจะถึงนี้ก็ตาม

รายงานระบุว่า อาวุธล็อตใหญ่ที่ไต้หวันเตรียมจัดซื้อครั้งนี้ประกอบไปด้วยยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย โดยเฉพาะขีปนาวุธระบบสกัดกั้น (advanced interceptor missiles) รวมมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.58 แสนล้านบาท) โดยคาดว่าข้อตกลงครั้งนี้จะถูกเสนอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ตัดสินใจเลื่อนการเดินทางไปพบปะสี จิ้นผิงจากเดิมในช่วงต้นเดือนเมษายน ออกไปเป็นวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ เนื่องด้วยสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังคุกรุ่น

ประเด็นเรื่องไต้หวันถือเป็นหัวข้อที่เปราะบางอย่างยิ่งในการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจ โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ติดต่อประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรงเมื่อเดือนที่ผ่านมา พร้อมย้ำเตือนว่าสหรัฐฯ ควรจัดการเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันอย่าง “ระมัดระวัง”

เมื่อถูกสื่อตั้งคำถามว่าการพบกันของสองผู้นำในครั้งนี้จะทำให้ข้อตกลงซื้อขายอาวุธสะดุดหรือไม่ รมว.กลาโหมของไต้หวันจึงได้เผยว่าไต้หวันได้รับ “จดหมายค้ำประกัน” (Letter of Guarantee) จากสหรัฐฯแล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งจดหมายฉบับนี้สามารถยืนยันได้ว่าสหรัฐฯ พร้อมจะอนุมัติข้อตกลงนี้แน่นอน

ทั้งนี้อาวุธล็อตดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสหรัฐฯ ซึ่งทางไต้หวันย้ำว่ายังไม่มีสัญญาณความล่าช้าแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการขายอาวุธมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับไต้หวัน ถือเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าทางการจีนจะเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดขายอาวุธให้ไต้หวันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม.

ที่มา: Reuters

จับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

จับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

26 มี.ค. 2569 11:59 น.

จับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

ทั่วโลกจับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” หรือ BA.3.2 หลังพบการกลายพันธุ์สูงและเริ่มแพร่กระจายหลายประเทศ อาจกระทบกับประสิทธิภาพวัคซีน

ทั่วโลกเริ่มจับตาโควิด-19 สายพันธุ์ “ซิเคดา” (Cicada) หรือ BA.3.2 หลังหน่วยงานสาธารณสุขในหลายประเทศออกมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์จำนวนมาก และมีแนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ หรือ Centers for Disease Control and Prevention เปิดเผยในรายงานเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่า กำลังติดตามการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ BA.3.2 หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก ได้จัดให้ไวรัสดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม “สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง” ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โควิดสายพันธุ์นี้ถูกตั้งฉายาว่า “Cicada” หรือจิ้งหรีด เพราะเปรียบเทียบกับแมลงที่ไม่ค่อยปรากฏตัวบ่อยนัก เนื่องจากตรวจพบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2024 แต่แทบไม่ถูกพบในวงกว้าง ก่อนจะเริ่มกลับมาแพร่กระจายอีกครั้งในช่วงหลัง

ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันพบสายพันธุ์ BA.3.2 แล้วในอย่างน้อย 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึง ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และ เนเธอร์แลนด์ โดยในบางประเทศมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อสูงถึง 30%

นักวิชาการด้านโรคติดเชื้อชี้ว่า จุดที่น่ากังวลคือการกลายพันธุ์มากถึง 70-75 ตำแหน่ง ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่าง JN.1 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอาจหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนหรือการติดเชื้อเดิมได้

แม้ปัจจุบันในสหรัฐ สายพันธุ์นี้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลัก โดยพบเพียงประมาณ 3.7% ของตัวอย่าง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มีโอกาสที่ “Cicada” อาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคต และอาจทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ได้

สำหรับอาการของโควิดสายพันธุ์ Cicada โดยรวมยังคงใกล้เคียงกับโควิดสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, จาม, เจ็บคอ, ไอ, การรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในบางกรณี ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอรุนแรงคล้ายโดนมีดบาด ซึ่งเป็นลักษณะที่พบมากขึ้นในสายพันธุ์ช่วงหลัง

แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง และมาตรการป้องกันที่ผ่อนคลาย อาจทำให้หลายประเทศยังคงมีความเสี่ยงต่อการระบาด.

ที่มา : USAtoday

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

26 มี.ค. 2569 11:20 น.

ญี่ปุ่นอุ้มประชาชน! ทุ่มงบกดราคาน้ำมัน ร่วงฮวบหลังพุ่งหนัก

ราคาน้ำมันญี่ปุ่นดิ่งลงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังรัฐบาลทุ่มงบมหาศาลอุดหนุน หวังคุมวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันเบนซินในญี่ปุ่นจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินอุดหนุนเพื่อสกัดวิกฤตราคาที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน

ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า ราคาขายปลีกเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินลดลงมาอยู่ที่ 177.70 เยนต่อลิตร จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 190.80 เยนในสัปดาห์ก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์

การร่วงลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลกลับมาใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันอีกครั้ง โดยตั้งเป้าคุมราคาให้อยู่ใกล้ระดับ 170 เยนต่อลิตร ท่ามกลางความกังวลว่าค่าครองชีพจะพุ่งกระทบประชาชนทั่วประเทศ

ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสูงถึง 30.20 เยนต่อลิตร และเตรียมเพิ่มเป็น 48.10 เยนต่อลิตรในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2022 สะท้อนภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติใช้งบสำรองมูลค่า 794,800 ล้านเยน เพื่อเป็นกองทุนอุดหนุนราคาพลังงาน หวังบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด

รายงานยังระบุว่า ราคาน้ำมันลดลงใน 46 จาก 47 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนผลของมาตรการรัฐที่เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน

นอกจากน้ำมันเบนซินแล้ว ราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลง 12.40 เยน เหลือ 166 เยนต่อลิตร ขณะที่น้ำมันก๊าดสำหรับครัวเรือน ลดลง 154 เยน เหลือ 2,620 เยนต่อ 18 ลิตร

อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะยุติมาตรการอุดหนุนเมื่อใด ท่ามกลางความกังวลว่า หากหยุดมาตรการเมื่อไร ราคาน้ำมันอาจดีดกลับแรง และซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชนอีกระลอก.

ที่มา : Japantoday

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

26 มี.ค. 2569 11:14 น.

แฉครอบครัว มิน อ่อง หล่าย ซื้อบ้านหรู 100 ล้านในกทม. เลี่ยงกฎหมายไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบอายัด

องค์กรสิทธิมนุษยชนเมียนมา เผยครอบครัว “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำกองทัพเมียนมา ซื้อบ้านหรูในกรุงเทพฯ ผ่านนอมินี เลี่ยงข้อห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน เรียกร้องรัฐบาลไทยสอบ-อายัดทรัพย์

วันที่ 26 มีนาคม 2569 องค์กรสิทธิมนุษยชน Justice for Myanmar (JFM) เปิดเผยผลการสอบสวนว่า ครอบครัวของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เข้าซื้อบ้านหรูในโครงการใหญ่แห่งหนึ่งที่พระราม 9 ในกรุงเทพฯ มูลค่าประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านบาท

รายงานระบุว่าการซื้อครั้งนี้อาจเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายไทยที่ห้ามชาวต่างชาติถือครองที่ดินและบ้าน โดยใช้ชื่อของเมียว ยาดานา ไธ่ ลูกสะใภ้ของผู้นำกองทัพเมียนมา ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของนานาชาติ เป็นผู้ถือครองแทน โดยบุคคลนี้เป็นภรรยาของอ่อง เพียะ โซน บุตรชายของมิน อ่อง หล่าย ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และแคนาดา ทำให้การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือครองทรัพย์สินอาจเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย

JFM ระบุเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินนี้ถือครองในนามบริษัท Emerald Princess Co. Ltd ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เพียง 1 สัปดาห์ และการซื้อขายได้รับการอำนวยความสะดวกโดยนายตุน มิน ลัตต์ นายหน้าค้าอาวุธที่มีความใกล้ชิดกับผู้นำกองทัพเมียนมา และเคยถูกจับกุมในไทยเมื่อปี 2565 ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดและฟอกเงิน ก่อนจะได้รับการยกฟ้องในปี 2567

ขณะที่ ตามกฎหมายไทย พระราชบัญญัติที่ดินห้ามชาวต่างชาติถือครองที่ดินหรือบ้าน แต่อนุญาตให้ถือครองห้องชุดในคอนโดมิเนียมได้ภายใต้เงื่อนไข โดยทาง JFM เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตรวจสอบการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงบทบาทของบริษัทที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาอายัดทรัพย์สินของครอบครัวผู้นำกองทัพเมียนมาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป แคนาดา และออสเตรเลีย ขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังบุคคลในครอบครัวที่ยังไม่ถูกลงโทษเพื่อปิดช่องโหว่.

ที่มา Irrwaddy

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

"ลูคาเชนโก" เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก "คิม จองอึน" ต้อนรับอบอุ่น

26 มี.ค. 2569 11:05 น.

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรก ร่วมรำลึกอดีตทหารโซเวียตและกระชับมิตรภาพทวิภาคี ท่ามกลางการจับตามองของชาติตะวันตกถึงการขยายอิทธิพลของกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซีย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่านายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เดินทางถึงกรุงเปียงยางเพื่อเริ่มต้นการเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

ในระหว่างการเยือน นายลูคาเชนโกได้เดินทางไปยังวังสุริยะกึมซูซาน เพื่อเคารพศพของนายคิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมวางช่อดอกไม้ในนามของประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้ร่วมวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ปลดแอก เพื่อรำลึกถึงทหารกองทัพโซเวียตที่เสียชีวิตในสงครามปลดแอกเกาหลีจากการปกครองของญี่ปุ่นในปี 1945

การพบกันครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของกลุ่มประเทศที่สนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือถูกระบุว่าส่งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงขีปนาวุธและลูกปืนใหญ่จำนวนมากไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ ส่วนเบลารุสยอมให้รัสเซียใช้พื้นที่ประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์มองว่า ความช่วยเหลือทวิภาคีนี้ช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน โดยแลกกับความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทหาร อาหาร และพลังงานจากรัสเซีย หลังจากที่นายปูตินเคยเดินทางเยือนเปียงยางไปเมื่อปี 2024

เสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนและการคว่ำบาตรอย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักจากชาติตะวันตก โดยเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งการทรมานและการบังคับใช้แรงงาน ขณะที่นายลูคาเชนโกถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2020 แม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเบลารุสจะยอมปล่อยตัวนักโทษการเมืองไปแล้วกว่า 250 ราย ตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่ยังคงมีผู้ถูกคุมขังอยู่อีกเป็นจำนวนมาก.

ที่มา AFP

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

26 มี.ค. 2569 10:22 น.

คริสตจักรอังกฤษตั้งผู้หญิงเป็น “อาร์คบิชอฟแห่งแคนเทอร์เบอรี” คนแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปี

คริสตจักรแห่งอังกฤษ ประกาศแต่งตั้ง “ซาราห์ มัลลัลลี” เป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรี ถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งคริสตจักรเมื่อปี ค.ศ. 1534 

วันที่ 26 มีนาคม 2569 คริสตจักรแห่งอังกฤษประกอบพิธีแต่งตั้งอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีคนใหม่ ที่มหาวิหารแคนเทอร์เบอรี โดยมีนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พร้อมด้วยแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์พระชายา และเข้าร่วมในพิธี

ในการกล่าวสุนทรพจน์สาธุคุณมัลลัลลี ซึ่งเคยเป็นพยาบาลในระบบสาธารณสุขแห่งชาติให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเพื่อผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดในอดีต และให้ความสำคัญกับมาตรการคุ้มครองและความรับผิดชอบในองค์กรศาสนา โดยต้องไม่มองข้ามหรือทำให้ความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกกระทำลดความสำคัญลง

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากจัสติน เวลบี้ส์ ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีการจัดการคดีปกปิดการล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม มัลลัลลีเองก็เผชิญเสียงวิจารณ์เช่นกัน จากกรณีแสดงจุดยืนต่อร่างกฎหมายในสภาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกความผิดทางอาญาในการขอทำแท้งระยะท้าย โดยเธอระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการเอาผิดผู้หญิง แต่ก็ไม่ต้องการให้มีการเพิ่มจำนวนการทำแท้งในระยะท้ายของการตั้งครรภ์ ขณะที่ปัจจุบัน กฎหมายอังกฤษอนุญาตให้ทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ขณะที่ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขุนนาง 

ทั้งนี้ แม้บทบาททางการเมืองของอัครมุขนายกแห่งแคนเทอร์เบอรีจะลดลงจากอดีต แต่ยังคงมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง โดยสามารถนั่งในสภาขุนนางร่วมกับบิชอประดับสูง และมีส่วนร่วมในกระบวนการออกกฎหมายของประเทศ การแต่งตั้งครั้งนี้จึงถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านเพศสภาพ และบททดสอบสำคัญของผู้นำศาสนาในยุคที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสังคมและการเมือง.

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

26 มี.ค. 2569 10:13 น.

ทรัมป์เผยอิหร่าน “อยากทำข้อตกลงใจจะขาด” เพียงแต่ไม่กล้าพูด

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุอิหร่านต้องการเจรจาข้อตกลง แต่หวาดกลัวทั้งฝ่ายในประเทศและสหรัฐ ขณะทำเนียบขาวยืนยันการเจรจายังไม่ล้ม แม้อิหร่านยังไม่รับแผน 15 ข้อ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก แต่ไม่กล้าแสดงออก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกสังหารโดยฝ่ายของตัวเอง หรือโดยฝีมือของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์กล่าวระหว่างงานระดมทุนของพรรครีพับลิกันในกรุงวอชิงตันว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากแรงกดดันในตะวันออกกลาง และแม้จะมีการติดต่อเจรจา แต่ฝ่ายอิหร่านไม่กล้าเปิดเผยความต้องการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวระบุว่า การเจรจากับอิหหร่าน ยังไม่ถึงทางตัน แม้อิหร่านยังไม่ตอบรับแผน 15 ข้อเพื่อยุติสงครามในทันที โดยสหรัฐกำลังดำเนินการจัดการประชุมในปากีสถาน เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่ามีการส่งสารถึงกันระหว่างสองประเทศผ่านตัวกลาง แต่ย้ำว่าการติดต่อดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : BBC

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

26 มี.ค. 2569 09:06 น.

ออสเตรเลียแบนผู้เดินทางจากอิหร่าน 6 เดือน เหตุสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอยู่เกินวีซ่า

ออสเตรเลียสั่งห้ามนักท่องเที่ยวและแรงงานจากอิหร่านเข้าประเทศชั่วคราว 6 เดือน หลังความขัดแย้งรุนแรง หวั่นอยู่เกินวีซ่า พร้อมเปิดข้อยกเว้นบางกรณี

รัฐบาลออสเตรเลีย ประกาศมาตรการเข้ม สั่งห้ามผู้ถือหนังสือเดินทางอิหร่านเดินทางเข้าประเทศเป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ท่ามกลางความตึงเครียดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียระบุในแถลงการณ์ว่า ความขัดแย้งในอิหร่าน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้ถือวีซ่าระยะสั้นบางรายอาจไม่สามารถหรือไม่ต้องการเดินทางออกจากออสเตรเลีย เมื่อวีซ่าหมดอายุ

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและทำงาน โดยจะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศในช่วง 6 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันว่าจะมีการพิจารณายกเว้นเป็นรายกรณี เช่น บิดามารดาของพลเมืองออสเตรเลีย

ด้านโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลีย ระบุว่า วีซ่าท่องเที่ยวจำนวนมากที่ออกให้ก่อนเกิดความขัดแย้ง อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติ หากยื่นขอในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่าการตัดสินใจให้ใครอยู่ในออสเตรเลียอย่างถาวร ควรเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่ผลลัพธ์โดยบังเอิญจากการจองทริปท่องเที่ยว

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า มีชาวออสเตรเลียมากกว่า 85,000 คนที่เกิดในอิหร่าน โดยมีชุมชนขนาดใหญ่กระจายอยู่ในเมืองสำคัญ เช่น ซิดนีย์ และเมลเบิร์น

ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลีย และ อิหร่าน เริ่มตึงเครียด หลังออสเตรเลียให้สถานะลี้ภัยแก่ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ 7 คนจากทีมฟุตบอลหญิงของอิหร่าน

นักเตะกลุ่มดังกล่าวถูกตราหน้าว่าทรยศ ในประเทศบ้านเกิด หลังปฏิเสธร้องเพลงชาติ ก่อนการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา มีผู้เล่น 5 คนจากทั้งหมด 7 คน เปลี่ยนใจถอนคำขอลี้ภัยในออสเตรเลีย ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่าครอบครัวของพวกเขาอาจเผชิญแรงกดดันหรือการคุกคาม.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค.  พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

26 มี.ค. 2569 07:44 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์เยือนปักกิ่ง 14-15 พ.ค. พร้อมเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ปลายปีนี้

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนระหว่าง 14-15 พ.ค. เลื่อนมาจากช่วงปลายมี.ค.เนื่องจากสงครามโจมตีอิหร่านยังไม่จบ พร้อมระบุว่าเตรียมต้อนรับสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้ด้วย 

วันที่ 26 มีนาคม 2568 แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯเตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ของจีน ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อพบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน หลังต้องเลื่อนกำหนดการเดิมออกไปจากช่วงปลายเดือนมีนาคม เนื่องจากสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ

โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า การเลื่อนกำหนดการไม่ได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการยุติสงคราม แต่เป็นเพราะผู้นำสหรัฐฯ จำเป็นต้องอยู่บริหารสถานการณ์การสู้รบในช่วงเวลาสำคัญ นอกกจากนี้ยังระบุว่า ประธานาธิบดีของจีนยังมีแผนจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน

โดยคาดว่าการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน จะครอบคลุมทั้งประเด็นสงครามอิหร่าน และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อการค้าพลังงานและความมั่นคงในระดับโลก โดยจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบโดยเร็ว ขณะเดียวกันทรัมป์ได้ขอให้จีนช่วยผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่จีนยังไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ.

ที่มา Aljazeera