บ.สร้าง “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โปโอซากา ชี้แจง บ.ที่ถูกกล่าวหา “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับงานระบบไฟฟ้า

บ.สร้าง "ศาลาไทย" งานเอ็กซ์โปโอซากา ชี้แจง บ.ที่ถูกกล่าวหา "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" กับงานระบบไฟฟ้า

13 มี.ค. 2569 15:41 น.

บ.สร้าง “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โปโอซากา ชี้แจง บ.ที่ถูกกล่าวหา “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับงานระบบไฟฟ้า

บริษัท JV RMA 110 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้าง “ศาลาไทย” ในงานเอ็กซ์โป 2025 ที่นครโอซากา ชี้บริษัท DIO ที่ปรากฏในข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้าในโครงการแต่อย่างใด โดยผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้า รวมถึงงานระบบอื่น ๆ เป็นบริษัทก่อสร้างที่ญี่ปุ่น มีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นครบถ้วนทุกประการ

บริษัท JV RMA 110 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้าง “ศาลาไทย” ในงานเอ็กซ์โป 2025 ที่นครโอซากา ออกแถลงการณ์ชี้แจงบริษัท DIO ที่ปรากฏในข่าว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้าในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด

“ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในไทยรัฐออนไลน์เกี่ยวกับกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจนครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เข้าตรวจค้นบริษัทก่อสร้างที่รับงานระบบไฟฟ้า โดยมีการระบุหรือทำให้เกิดความเข้าใจว่าบริษัทดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระบบไฟฟ้าในอาคาร Thailand Pavilion ภายในงาน Expo 2025 Osaka, Kansai นั้น

บริษัท JV RMA 110 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้างอาคารนิทรรศการ Thailand Pavilion ขอเรียน ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความถูกต้องดังต่อไปนี้โครงการก่อสร้างอาคาร Thailand Pavilion ได้มีการว่าจ้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้า รวมถึงงานระบบอื่น ๆ โดยเป็นบริษัทก่อสร้างที่ญี่ปุ่น มีใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นครบถ้วนทุกประการ บริษัทผู้รับเหมาดังกล่าวได้ดำเนินการตามสัญญาจ้าง และได้รับการชำระเงินตามเงื่อนไขของสัญญาเรียบร้อยแล้ว บริษัทที่ปรากฏในข่าวว่าอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบหรือถูกกล่าวหา มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ ก่อสร้างอาคาร Thailand Pavilion และไม่ได้เข้ามาดำเนินการติดตั้งหรือปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้าในโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด”

ทั้งนี้ บริษัท JV RMA 110 ยังได้แนบเอกสารหลักฐานใบอนุญาตประกอบกิจการของบริษัทผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้แก่

1. ใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัท TUFF’S CORPORATION (งานก่อสร้าง)

2. ใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัท อคาลา จำกัด (งานระบบไฟฟ้า)

3. ใบอนุญาตประกอบกิจการ บริษัท Yamamoto Co., Ltd. (Landscape)

อ่านข่าว ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

รัฐสภาไต้หวันไฟเขียว ลงนามซื้ออาวุธสหรัฐฯ 4 ดีลใหญ่กว่า 3 แสนล้าน

รัฐสภาไต้หวันไฟเขียว ลงนามซื้ออาวุธสหรัฐฯ 4 ดีลใหญ่กว่า 3 แสนล้าน

13 มี.ค. 2569 14:54 น.

รัฐสภาไต้หวันไฟเขียว ลงนามซื้ออาวุธสหรัฐฯ 4 ดีลใหญ่กว่า 3 แสนล้าน

รัฐสภาไต้หวันอนุมัติให้รัฐบาลลงนามข้อตกลงจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท หลังเจ้าหน้าที่เตือนว่าหากไม่ดำเนินการภายในกำหนด ไต้หวันอาจถูกผลักไปอยู่ท้ายแถวการผลิตและส่งผลต่อความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงกับจีน

รัฐสภาไต้หวันมีมติอนุมัติให้รัฐบาลสามารถลงนามข้อตกลงจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ จำนวน 4 โครงการ หลังเจ้าหน้าที่เตือนว่าหากไม่ดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กำหนด ไต้หวันอาจถูกเลื่อนลำดับการผลิตและส่งมอบอาวุธ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

มติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยประธานสภา ฮัน กั๋วอวี่ ระบุระหว่างอ่านมติว่า รัฐสภายึดหลักให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก และมุ่งปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างมั่นคง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบอาวุธเพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาหลังการลงนาม

อาวุธที่อยู่ในข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วยขีปนาวุธต่อต้านรถถัง TOW 2B, ปืนใหญ่อัตตาจร M109A7, ขีปนาวุธ Javelin ที่ผลิตโดยบริษัทล็อกฮีดมาร์ติน (Lockheed Martin) และระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจอาวุธมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.55 แสนล้านบาท ที่สหรัฐฯ ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ พยายามผลักดันงบประมาณกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พรรคฝ่ายค้านซึ่งครองที่นั่งส่วนใหญ่ในรัฐสภาแสดงความกังวลเกี่ยวกับรายละเอียดของแผน และระบุว่าไม่สามารถอนุมัติงบประมาณขนาดใหญ่โดยไม่มีข้อมูลชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ตกลงกันในที่สุดว่าความมั่นคงของชาติรอไม่ได้ จึงอนุญาตให้มีการลงนามล่วงหน้าก่อนที่การตรวจสอบงบประมาณจะเสร็จสิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอาวุธสำคัญเหล่านี้จะไม่ถูกยกเลิกหรือล่าช้าออกไป

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวัน เตือนว่าหนังสือตอบรับสำหรับระบบ HIMARS จำนวน 82 ระบบ ที่สหรัฐฯ ขายให้แก่ไต้หวัน จะหมดอายุในวันที่ 26 มีนาคม ขณะที่ข้อตกลงอื่นๆ มีกำหนดต้องลงนามภายในวันที่ 15 มี.ค. นี้ มิฉะนั้นจะสูญเสียลำดับในสายการผลิต

การอนุมัติอย่างเป็นทางการของรัฐสภาเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสมาชิกสภาจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตกลงกันว่า รัฐบาลสามารถลงนามในข้อตกลงล่วงหน้าได้ แม้กระบวนการพิจารณางบประมาณจะยังไม่เสร็จสิ้น

กระทรวงกลาโหมไต้หวันแสดงความขอบคุณต่อการตัดสินใจของรัฐสภา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่ระบุว่าแผนดังกล่าวขาดความโปร่งใส โดยยืนยันว่าการจัดซื้อผ่านกระบวนการอนุมัติโครงการอย่างเข้มงวดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกองทัพ

ด้านสมาชิกสภาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ระบุว่าการอนุญาตให้ลงนามข้อตกลงล่วงหน้ามีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การจัดหาอาวุธสำคัญของไต้หวันต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิก

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้กดดันพันธมิตรให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งรัฐบาลไต้หวันก็ให้การสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางการซ้อมรบและการเคลื่อนไหวทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีนรอบเกาะไต้หวัน

ทั้งนี้ จีนอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือไต้หวันมาโดยตลอด แต่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของตนเอง.

ที่มา Reuters

ทรัมป์พูดง่าย ยุส่งเรือบรรทุกน้ำมันให้แสดงความกล้าฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์พูดง่าย ยุส่งเรือบรรทุกน้ำมันให้แสดงความกล้าฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ

13 มี.ค. 2569 14:12 น.

ทรัมป์พูดง่าย ยุส่งเรือบรรทุกน้ำมันให้แสดงความกล้าฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยุส่งให้ลูกเรือบรรทุกน้ำมันอย่าไปกลัว เดินเรือฝ่าช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้จะเสี่ยงถูกโจมตี หลังสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับไบรอัน คิลมีด ผู้ดำเนินรายการของฟ็อกซ์ นิวส์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันควรแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซและแสดงความกล้าหาญ พร้อมยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว

โดยผู้นำสหรัฐกล่าวว่า “ไม่มีอะไรต้องกลัว อิหร่านไม่มีแม้แต่กองทัพเรือ และเราทำลายเรือของพวกเขาไปหมดแล้ว” 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารในอุตสาหกรรมการเดินเรือได้เรียกร้องให้กองทัพเรือของสหรัฐฯ จัดเรือคุ้มกันสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวหลายครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ทางเพนตากอน ยังคงปฏิเสธคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าภารกิจคุ้มกันมีความเสี่ยงสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

ข้อมูลจาก United Kingdom Maritime Trade Operations หรือ UKMTO ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และเรือประเภทอื่น ๆ อย่างน้อย 16 ลำ ถูกโจมตีในและรอบพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงอ่าวอาหรับ และอ่าวโอมาน 

รายงานยังระบุว่า การโจมตีในช่วงต้นสัปดาห์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และสามารถช่วยชีวิตลูกเรือได้ 38 คน

สถานการณ์ตึงเครียดในพื้นที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังอิหร่านซึ่งมีอิทธิพลควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว หลังจากสหรัฐและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีทางทหารร่วมกันต่ออิหร่านเมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อน

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของการค้าพลังงานทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและตลาดพลังงานโลก.

ที่มา : CNN

อดีตนายพลเมียนมา แฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

อดีตนายพลเมียนมา แฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

13 มี.ค. 2569 13:57 น.

อดีตนายพลเมียนมา แฉกองทัพทิ้งระเบิดถล่มค่ายเชลยของตัวเอง ดับทหารรัฐบาลกว่า 100 นาย

อดีตนายพลเมียนมาที่รอดชีวิตจากเหตุโจมตีทางอากาศในรัฐยะไข่ กล่าวหากองทัพรัฐบาลจงใจทิ้งระเบิดค่ายเชลยที่มีทหารฝ่ายตนถูกควบคุมตัวอยู่ ส่งผลให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 116 นาย

วันที่ 13 มีนาคม 2569 อดีตนายพลจัตวา ตอง ตุน  ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 8 มีนาคม เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า การโจมตีทางอากาศต่อค่ายเชลยศึกในรัฐยะไข่ ที่ทำให้ทหารรัฐบาลเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นการโจมตีที่กองทัพเมียนมารู้ทั้งรู้ว่ากำลังทิ้งระเบิดใส่ทหารของตนเอง โดยเครื่องบินรบของกองทัพได้โจมตีค่ายเชลยศึกที่ควบคุมโดยกองกำลังชาติพันธุ์อารกัน ในพื้นที่ดาร์ลัตเชา เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ตามรายงานระบุว่า เครื่องบินรบ 4 ลำ และเครื่องบินแบบ Y-12 อีก 4 ลำ ได้ทิ้งระเบิดต่อเนื่องตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น. ส่งผลให้ ทหารรัฐบาลเสียชีวิตอย่างน้อย 116 นาย รวมถึงนายพลหนึ่งนายและนายทหารระดับพันตรีหลายคน ผู้เสียชีวิตรวมถึงมยิน ชเว นายพลจัตวาของกองทัพเมียนมา รวมถึงแพทย์ทหารและนายทหารระดับสูงอีกหลายราย ขณะที่ยังมีนักโทษพลเรือนเสียชีวิตจำนวนหนึ่งและมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 32 คน

ตอง ตุน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคตะวันตกในเมืองอันน์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ กองทัพได้ทำการบินลาดตระเวนเหนือค่ายหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่กองทัพจะไม่รู้ว่าพื้นที่นี้ถูกใช้เป็นเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีค่ายเชลยอาจเป็น ยุทธวิธีข่มขู่ทหารของรัฐบาล เพื่อส่งสัญญาณว่าการยอมจำนนต่อฝ่ายต่อต้านจะไม่ถูกยอมรับ โดยนับตั้งแต่สูญเสียพื้นที่จำนวนมากในรัฐยะไข่ กองทัพเมียนมามักใช้ การโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านควบคุม รวมถึงค่ายเชลย โรงเรียน โรงพยาบาล และชุมชนพลเรือน.

ที่มา Irawaddy

เนทันยาฮู แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกอิหร่าน ลั่นอิสราเอล “แข็งแกร่งกว่าที่เคย”

เนทันยาฮู แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกอิหร่าน ลั่นอิสราเอล “แข็งแกร่งกว่าที่เคย”

13 มี.ค. 2569 13:20 น.

เนทันยาฮู แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดศึกอิหร่าน ลั่นอิสราเอล “แข็งแกร่งกว่าที่เคย”

“เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกฯ อิสราเอล แถลงครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดสงครามอิหร่าน ระบุปฏิบัติการโจมตีสร้างความเสียหายหนักต่อโครงการนิวเคลียร์-กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน  

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามกับ อิหร่าน โดยยืนยันว่าอิสราเอลกำลัง “แข็งแกร่งกว่าที่เคย” หลังการโจมตีต่อเนื่องร่วมกับสหรัฐฯ เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ในขณะเดียวกัน สงครามกับอิหร่านเปิดโอกาสให้อิสราเอลได้สร้างพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้

เนทันยาฮูกล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงกำจัดนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูงหลายคน เขายังระบุว่า การโจมตีดังกล่าวได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน และกองกำลังอาสาสมัคร ทำให้อิหร่านไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พร้อมอ้างว่าการโจมตีของอิสราเอลช่วย สกัดไม่ให้อิหร่านย้ายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธไปซ่อนใต้ดิน

ผู้นำอิสราเอลยังวิจารณ์โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านว่าเป็น “หุ่นเชิดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ” และชี้ว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ยังไม่สามารถปรากฏตัวต่อสาธารณะได้ หลังแถลงการณ์ล่าสุดถูกอ่านผ่านโทรทัศน์ของรัฐ. 

 ที่มา Aljazeera

รถไฟโดยสารจีน-เกาหลีเหนือ ขบวนแรกในรอบ 6 ปี เดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ว

รถไฟโดยสารจีน-เกาหลีเหนือ ขบวนแรกในรอบ 6 ปี เดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ว

13 มี.ค. 2569 12:14 น.

รถไฟโดยสารจีน-เกาหลีเหนือ ขบวนแรกในรอบ 6 ปี เดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ว

รถไฟโดยสารเชื่อม จีน-เกาหลีเหนือ เที่ยวแรกเดินทางถึงกรุงเปียงยางแล้ววานนี้ (12 มี.ค.) หลังระงับไปนาน 6 ปี หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สัมพันธ์ทวิภาคี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.07 น. วานนี้ (12 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีเหนือ รถไฟโดยสารขบวนแรกในรอบหลายปี ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ได้เดินทางจากเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ถึงสถานีรถไฟใจกลางกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือแล้ว โดยถือเป็นการกลับมาเปิดให้บริการเดินรถไฟระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดชะงักไปนานถึง 6 ปี หลังจากเกาหลีเหนือดำเนินมาตรการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นปี 2020 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ภาพ: Xinhua
ภาพ: Xinhua

การกลับมาเปิดให้บริการเดินรถไฟเส้นทางนี้เป็นไปตามกำหนดการที่บริษัทไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ป (China Railway Group) ประกาศไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มี.ค.) โดยมี นายหวัง ย่าจวิน (Wang Yajun) เอกอัครราชทูตจีนประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) พร้อมด้วยคณะนักการทูต และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการต่างประเทศจากกระทรวงการรถไฟของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางมาร่วมรอต้อนรับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึง ณ ชานชาลาสถานีอย่างอบอุ่น

ในการนี้ นายหวังได้กล่าวว่า การกลับมาเปิดเส้นทางเดินรถไฟในครั้งนี้ หลังจากถูกระงับไปตั้งแต่ปี 2020 ถือเป็น “เหตุการณ์สำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคี และนับเป็นการพัฒนาที่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่างเฝ้ารอคอย”

ทั้งนี้ การกลับมาดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดน ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเส้นทางเดินรถระหว่างกรุงปักกิ่งและเปียงยาง จะให้บริการ 4 วันต่อสัปดาห์ คือ วันจันทร์ วันพุธ วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ ส่วนเส้นทางระหว่างเมืองตานตงและเปียงยาง จะเปิดให้บริการเป็นประจำทุกวัน.

ที่มา: CCTV/Xinhua

กพท.ยันเส้นทาง “เที่ยวบินไทย-ยุโรป” ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

กพท.ยันเส้นทาง "เที่ยวบินไทย-ยุโรป" ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

13 มี.ค. 2569 12:02 น.

กพท.ยันเส้นทาง “เที่ยวบินไทย-ยุโรป” ยังเปิดบินได้ แนะประชาชนเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง

กพท.อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยันเส้นทางบินไทย–ยุโรปยังเดินทางได้ โดยปรับเส้นทางเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง บางเที่ยวบินอาจใช้เวลาเดินทางนานขึ้น แนะผู้โดยสารตรวจสอบตารางบินกับสายการบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง กพท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยภาพรวม การเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศไทยกับยุโรปยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเที่ยวบินที่ไม่ต้องแวะต่อเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากสายการบินสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางบินไปใช้เส้นทางอื่นได้

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอาจส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงได้ กพท. จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบเวลาเที่ยวบินทั้งขาไปและขากลับกับสายการบินก่อนการเดินทาง ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ปัจจุบันยังคงมีการปิดห้วงอากาศในบางพื้นที่ แต่หลายประเทศได้เริ่มปรับมาตรการเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการบินได้บางส่วน โดยในปัจจุบันเที่ยวบินไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย และประเทศโอมาน สามารถให้บริการได้ตามปกติ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินในวงจำกัดตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่สายการบิน Emirates ได้รายงานต่อ CAAT ว่า ปัจจุบันมีการให้บริการเที่ยวบินจากดูไบมายังประเทศไทยวันละ 2 เที่ยวบิน จากเดิมในสถานการณ์ปกติให้บริการวันละ 7 เที่ยวบิน และมีแผนเพิ่มเที่ยวบินในช่วงสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถติดตามสถานะเที่ยวบินได้จากสายการบินโดยตรง ขณะที่สายการบิน Etihad Airways และ Qatar Airways ได้เริ่มกลับมาทำการบินบางเที่ยวบินแล้วแต่ยังมีการจำกัดอยู่ในผู้โดยสารเฉพาะกลุ่ม

สำหรับสายการบินจากประเทศคูเวต และบาห์เรน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ตามปกติ แต่อาจมีการจัดเที่ยวบินพิเศษเป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดตามข้อมูลจากสายการบินเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อจำกัดในการเดินทางได้

อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มการดำเนินการด้านการบินในภูมิภาคจะเริ่มมีทิศทางฟื้นตัว แต่สถานการณ์ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา CAAT จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินก่อนเดินทาง และเผื่อเวลาในการเดินทางมายังท่าอากาศยาน เนื่องจากบางเที่ยวบินอาจมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งอาจส่งผลให้ระยะเวลาในการเดินทางเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ หากผู้โดยสารพบปัญหาการให้บริการหรือไม่ได้รับการดูแลตามสิทธิ สามารถร้องเรียนมายัง CAAT ผ่านเว็บไซต์ http://complaint.caat.or.th

ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า "ศาลาไทย" งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

13 มี.ค. 2569 11:47 น.

ตำรวจโอซากาบุกค้น บ.ก่อสร้าง รับงานระบบไฟฟ้า “ศาลาไทย” งานเอ็กซ์โป 2025 โดยไม่มีใบอนุญาต

ตำรวจโอซากาบุกตรวจค้น 8 จุดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทก่อสร้างในจังหวัดกุนมะ หลังพบเบาะแสรับเหมางานระบบไฟฟ้าในอาคารศาลาไทย ที่งานโอซากา เอ็กซ์โป 2025 มูลค่างานกว่า 44 ล้านเยน หรือกว่า 8 ล้านบาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย พร้อมยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์จำนวนมากเพื่อตรวจสอบเส้นทางการรับงาน 

เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดโอซากาได้นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง 8 แห่ง รวมถึงสำนักงานของบริษัท “DIO” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองทากาซากิ จังหวัดกุนมะ เพื่อหาหลักฐานในคดีละเมิดกฎหมายธุรกิจก่อสร้าง

จากการสืบสวนพบว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2024 บริษัทดังกล่าวได้ตกลงรับเหมาช่วงงานติดตั้งระบบไฟฟ้าภายใน “ศาลาไทย” (Thailand Pavilion) สำหรับงานโอซากา เอ็กซ์โป 2025 เป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านเยน (หรือประมาณ 8.8 ล้านบาท) ทั้งที่บริษัทไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการก่อสร้างจากทั้งรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดโอซากาตามที่กฎหมายกำหนด

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เมื่อมีผู้รับเหมารายอื่นที่ทำงานในส่วนของศาลาไทยเข้าร้องเรียนกับทางจังหวัดโอซากาว่า “เกิดปัญหาค้างชำระค่าก่อสร้าง” จากการตรวจสอบในเชิงลึกของเจ้าหน้าที่จังหวัด จึงพบความผิดปกติว่าบริษัท DIO รับงานโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งนำไปสู่การสั่งพักงานบริษัทเป็นเวลา 30 วัน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการขยายผลสู่การดำเนินคดีอาญาในครั้งนี้

ในการบุกตรวจค้นครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและคอมพิวเตอร์รวมกว่า 110 รายการ เพื่อนำไปตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการรับงานในครั้งนี้อย่างละเอียด

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้นในพื้นที่จัดงานโอซากา เอ็กซ์โป เนื่องจากเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เคยมีกรณีของบริษัทก่อสร้างในนครโอซากาถูกส่งฟ้องในลักษณะเดียวกัน จากการรับเหมาก่อสร้าง “ศาลาแองโกลา” โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งครั้งนั้นศาลได้มีคำสั่งปรับเป็นเงิน 300,000 เยน

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบว่ามีบริษัทอื่นหรือบุคคลใดอยู่เบื้องหลังการว่าจ้างที่ผิดกฎหมายในลักษณะนี้อีกหรือไม่ เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่งานนิทรรศการระดับโลกจะเริ่มต้นขึ้น.

ที่มา Asahi Shimbun / Yahoo! JAPAN

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

13 มี.ค. 2569 11:25 น.

GC ยันเดินเครื่องผลิตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง มั่นใจส่งมอบสินค้าหนุนภาคอุตสาหกรรมไทย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

 ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น 

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

13 มี.ค. 2569 11:16 น.

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกของผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

นักวิเคราะห์ชี้ แถลงการณ์ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งของ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ประกาศเดินหน้าสู้ศัตรู-ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดัน สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายสายแข็ง

วันที่ 12 มีนาคม 2469 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ออกแถลงการณ์ครั้งแรกผ่านสถานีโทรทัศน์ Press TV หลังรับตำแหน่ง โดยเรียกร้องให้ชาวอิหร่านรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวในช่วงสงคราม พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะเดินหน้าต่อสู้กับศัตรูต่อไป และเตือนว่าฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคควรถูกปิดทันที มิฉะนั้นจะตกเป็นเป้าหมายโจมตี 

ผู้นำอิหร่านยังระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก จะยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันศัตรูของอิหร่าน พร้อมระบุว่ากลุ่มติดอาวุธพันธมิตรใน เยเมน และ อิรัก อาจเข้าร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของอิหร่าน 

โดยคำปราศรัยครั้งแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี หลังขึ้นดำรงตำแหน่ง ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางสงครามในตะวันออกกลาง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนแนวคิด ความต่อเนื่องและการต่อต้าน จากยุคของบิดา

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสูงสุดคนใหม่ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ โดยให้ผู้ประกาศข่าวเป็นคนอ่านออกอากาศแทน อาจสะท้อนทั้งข้อจำกัดด้านสุขภาพและการจัดวางบทบาททางการเมืองในช่วงสงคราม ขณะที่กลไกด้านความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะ IRGC ยังคงเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนการตอบโต้ของอิหร่านในเวลานี้.

ขณะที่นักวิชาการจากสถาบันตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์อัลจาซีรา ว่าเนื้อหาคำปราศรัยของผู้นำคนใหม่ เน้นการสานต่อแนวทางเดิมของบิดา มากกว่าการส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า หากโมจตาบาต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เขาจะต้องอาศัยบทบาทของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม IRGC ซึ่งเป็นกำลังหลักในสงครามครั้งนี้.

ที่มา Guardian