สะดุดแล้วต้องซ้ำ ทำไมชาวโลกจึงไม่มีเมตตากับ ‘เมตา’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675136

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 14:43 น.สะดุดแล้วต้องซ้ำ ทำไมชาวโลกจึงไม่มีเมตตากับ 'เมตา'?

บทความทัศนะ – ชื่อของ ‘เมตา’ อาจจะยังไม่คุ้นหูนัก ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ แต่คนที่น่นเชื่อว่ามันคืออนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่ (สูบเงินมหาศาล) จะเป็นอนาคตในสายตาพวกเขาอย่าง ‘เมตาเวิร์ส’

ในพลันที่มีข่าวออกมาว่า Meta Platforms, Inc. หรือในชื่อเดิมว่า Facebook, Inc. ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่พังสุดๆ พร้อมประกาศว่าที่พังนั้นเพราะไปลงทุนกับธุรกิจใหม่ Metaverse และเผยด้วยว่ายอดผู้ใช้ Facebook ลดลงเป็นครั้งแรก

ปฏิกิริยาที่เห็นออกไปในทางยิ้มเยาะ สมน้ำหน้า ไม่เห็นอกใจ หรือถึงขั้นติดแฮชแท็ก #DeleteFacebook

ปุ่มกดหัวเราะใน Facebook (รวมถึงปุ่มแสดงอารมณ์ต่างๆ นานา) ซึ่งเป็น ‘นวัตกรรม’ ที่สร้างความร้าวฉานในหมู่ยูสเซอร์นับร้อยนับพันล้านคน กลายเป็นสิ่งที่กลับมาทิ่มแทง Meta เสียเอง เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนหัวเราะใส่ข่าวร้ายของบริษัทนี้

ยิ่งเมื่อไปคลิกอ่านคอมเมนต์ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ส่วนน้อยบอกว่า “สมควร” ส่วนมากบอกในทำนองว่า “ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้”

ยูสเซอร์จำนวนไม่น้อย รวมถึงคนเขียนเคยชอบ Facebook แบบที่ขาดมันไม่ได้ และรู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในโลกโซเชียลยากที่จะหาใครโค่นได้

ซึ่งมันยังเป็นแบบนั้น Facebook ยังเป็นโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลก แต่จำนวนผู้ใช้ที่ลดลงเป็นลางบอกอนาคตร้ายๆ แบบที่ปฏิเสธไม่ได้

เราไม่ต้องไปดูสถิติให้เสียเวลา อ่านในช่องคอมเมนต์ก็มีคนแลกเปลี่ยนความเห็นกันให้สนุกว่า คนเจนใหม่ๆ ไม่มีใครใช้ Facebook กันแล้ว เหลือแต่เจนรุ่นซีเรียร์ที่อยู่กับมันมาตั้งแต่แรกๆ พวกนี้คือ Customer Loyalty จริงๆ แต่กำลังถูกทอดทิ้ง

นี่คือสาเหตุประการแรกที่ Facebook จะหมดอนาคต เหมือนญี่ปุ่นที่อัตรตาการเกิดต่ำ มีแต่คนแก่ แต่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาเติม อนาคตของ Facebook จะเป็นแบบนั้น

แต่นั่นยังไม่หนักเท่ากับ Facebook กวนโมโหยูสเซอร์ที่ยังภักดีครั้งแล้วครั้งเล่า

เรื่องการยิงแอดหรือโฆษณาแบบรัวๆ และออกแบบการพรีเซนต์แอดที่ย่ำแย่ ยังพอให้อภัยได้ เพราะบริษัทต้องทำรายได้

แต่การบดบังฟีดของยูสเซอร์จนรวนไปหมด ด้วยเหตุผลว่าต้องการให้เชื่อมต่อกับคนรู้จักและเพื่อนมากกว่าจะเชื่อมต่อกับเพจต่างๆ

และยังยัดเยียด “สิ่งแปลกปลอม” เข้ามาในแพลตฟอร์มครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อที่จะมีทุกอย่างที่คู่แข่งมี แต่ไม่รู้ทำไมต้องเอามากองในแพลตฟอร์มเดียวจนมั่วไปหมด

ความมั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก คือสูตรสำเร็จของหายนะชัดๆ

ผลก็คือตอนนี้มีแต่เสียงบ่นว่า เข้าหน้า Facebook แล้วมีแต่เรื่องที่ถูกถูกยัดเยียดให้เสพโดยการทำงานของอัลกอริธึม ซึ่งทำงานได้น่าดูชมมาก เช่น “ข่าวด่วน” กว่าจะเดินทางมาถึงผู้ใช้ บางครั้งใช้เวลาถึง 4 – 5 วัน!

เพจที่ยูสเซอร์ต้องการจะติดตามถูกซ่อน แต่ถูกบังคับให้เสพเพจที่จ่ายสปอนเซอร์ เป็นความน่ารำคาญอย่างหาที่สุดไม่ได้

เปรียบเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ข่าวด่วนก็มากันด่วนจริง เพจที่ติดตามโผล่ตามธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ผู้ใช้ต้องการ หรืออย่างน้อยพบกันครึ่งทางระหว่างผู้ใช้และแพลตฟอร์ม

ผู้คนจึงเบื่อหน่ายแพลตฟอร์มของ Meta ที่ยัดเยียดจนเกินไป ซึ่งมันไม่ใช่แค่ Facebook แต่ยังลามไปถึง Instagram ด้วย

นี่อาจเป็นปัญหาของยูสเซอร์ในระดับสากล แต่บางผู้คนในประเทศยังไม่พอใจ Facebook เพราะคิดว่ามันคือตัวทำลายประชาธิปไตยและทำลายข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แม้ว่าบริษัทนี้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม ยังสลัดไม่พ้นต่างข้อกล่าวหาเรื่องนี้

การจัดการของ Meta เพื่อพยายามบอกว่าพวกเขาค้ำชูด้วยการออกมาตรการต่างๆ นานา บางกรณีผู้คนยิ่งไม่พอใจอีก เพราะคิดว่า Meta ทำตัวไม่เป็นกลางจริงๆ และคิดว่าพยายามใช้อำนาจเสมือนจริงแทรกแซงการเมืองในโลกจริงๆ

นั่นเป็นเรื่องของการเมืองบางประเทศ ในประเทศส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ที่ความไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้มากกว่า

ดูเหมือนว่าซักเคอร์เบิร์กจะไม่จริงจังกับการทำให้ Facebook แบบออริจินัลพ้นจากความโกลาหล เพราะเขากำลังหมกมุ่นกับ Metaverse โลกเสมือนจริงที่เขาเชื่อมันต้องเป็นอนาคตแน่ๆ มันต้องทำเงินแน่ๆ แต่ปรากฏยังไม่ไปไหนก็ดูดเงินของบริษัทไปมากมาย

กูรูในวงการเทคคนแล้วคนเล่าเริ่มออกมาพูดว่า Metaverse มันไม่เวิร์ก มันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ แม้แต่ยูสเซอร์ทั่วไปก็บอกว่าไม่รู้จะยุ่งยากกับมันไปทำไม ในเมื่อมีฟีเจอร์ที่ใช้ง่ายและดีไซน์ดีกว่านี้มาก?

อีกเรื่องที่ยูสเซอร์รุ่นออริจินัลต้องเตรียมใจไว้คือ ซักเคอร์เบิร์กบอกให้พนักงาน Meta ทุ่มเทกำลังเต็มที่กับวิดิโอคลิป (สั้นๆ) เพื่อรับมือกับ “การแข่งขันอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน” จากคู่แข่ง คือ TikTok

พูดก็พูดคือซักเคอร์เบิร์กยังคิดว่าผู้ใช้ลดลงเพราะคู่แข่ง แน่นอนเรื่องนี้มันเกี่ยวด้วยอย่างมาก แต่ที่เกี่ยวเหมือนกันคือการที่เขาไม่แยแสผู้ใช้กลุ่ม Customer Loyalty เอาเลย 

กลุ่มนี้ที่แหละที่ออกมาเย้ยและขยี้ Meta มากที่สุด

เหมือนกับที่บริษัทของซักเคอร์เบิร์กโพล่งออกมาว่าพร้อมที่จะปิด Facebook กับ Instagram ในยุโรป เพราะทางการยุโรปไม่ต้องการให้ Meta นำดาต้าจากยุโรปไปจัดการที่สหรัฐ เพราะเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

หลังจากคำขู่นี้ออกมาผู้คนยิ่งหัวเราะเยาะ เย้ยว่าจะปิดก็ปิดไปเลย ไม่มีโซเชียลมีเดียพวกนี้ ชีวิตน่าจะขึ้นด้วยซ้ำ

ซึ่งคนที่ออกมากระทืบซ้ำเหล่านี้ก็ครื้นเคร่งกันในแพลตฟอร์มของ Meta นั่นเอง

แม้แต่โรเบิร์ต ฮาเบค รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานพร้อมกับบรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสในกรุงปารีสเมื่อวันจันทร์ว่า “หลังจากถูกแฮ็ก ผมใช้ชีวิตโดยปราศจาก Facebook และ Twitter มาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว และชีวิตก็แสนวิเศษ” 

ส่วน เลอ แมร์ กล่าวเสริมว่า “ผมยืนยันได้ว่าชีวิตจะดีมากถ้าไม่มี Facebook และเราจะอยู่ได้อย่างดีถ้าไม่มี Facebook”

บทความทัศนะโดย ไทยแลเทศ

วิจัยยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675188

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 14:00 น.วิจัยยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่

การใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ ซ้ำยังเสี่ยงกลับมาสูบอีก

การวิจัยที่นำโดย จอห์น พี. เพียซ จากศูนย์มะเร็งมัวร์สแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Tobacco Control พบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยให้เลิกสูบบุหรี่มีประโยชน์น้อยกว่าวิธีการเลิกสูบบุหรี่แบบดั้งเดิมอย่างการใช้นิโคตินทดแทน (NRT) แผ่นแปะผิวหนัง หรือหมากฝรั่ง

นักวิจัยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรเรื่องบุหรี่กับสุขภาพของสหรัฐ (PATH) ที่ติดตามการใช้บุหรี่ของชาวอเมริกันในสถานการณ์จริงซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยใช้ข้อมูลล่สุดตั้งแต่ปี 2017-2019 โดยมีผู้สูบบุหรี่ที่พยายามเลิกสูบ 3,578 คน และผู้ที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่ 1,323 คน

การเปรียบเทียบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่กับการไม่ใช้อะไรเลย และการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับ NRT หรือยาช่วยเลิกบุหรี่ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) พบว่า ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ระหว่างปี 2013-2016 ด้วยการเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น 8.5% มีแนวโน้มที่จะกลับมาสูบบุหรี่อีก เมื่อเทียบกับผู้ที่เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมด

และในปี 2019 สัดส่วนของผู้ที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 22% จาก 15% ในปี 2017 โดยบางคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินสูง และเกือบ 60% ของผู้ที่เพิ่งเลิกสูบบุหรี่โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลับไปสูบบุหรี่อีกภายในปี 2019

ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ประสบความสำเร็จในการเลิกสูบบุหรี่น้อยกว่าผู้ที่เลิกสูบแบบหักดิบโดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบใดๆ เลย

นอกจากนี้ การวิจัยก่อนหน้านี้ของเพียซและทีมยังพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นหนทางนำไปสู่การใช้สารเสพติดที่รุนแรงกว่าในวัยรุ่นหลายคน โดยวัยรุ่นอายุระหว่าง 12-24 ปีที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า มีแนวโน้มที่จะขยับเป็นผู้สูบบุหรี่ประจำถึงสามเท่าในอนาคต

ทั้งนี้ ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมจากปัจจัยที่อาจมีอิทธิพล เช่น เชื้อชาติ รายได้ครัวเรือน ระดับการพึ่งพาบุหรี่ เวลานับตั้งแต่พยายามเลิกบุหรี่ครั้งล่าสุด และอายุที่เริ่มสูบบุหรี่

Justin Sullivan/Getty Images/AFP

สงครามยุคใหม่! ยูเครนระดมทุนสู้รัสเซียด้วย ‘คริปโต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675186

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 13:30 น.สงครามยุคใหม่! ยูเครนระดมทุนสู้รัสเซียด้วย 'คริปโต'

กลุ่ม NGO และแฮ็กเกอร์ที่สนับสนุนยูเครนได้รับบริจาคคริปโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเกิดวิกฤตตึงเครียดกับรัสเซีย

Reuters อ้างรายงานจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านบล็อกเชน Elliptic ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ระบุว่า องค์กรเอกชนและกลุ่มนักแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์ที่ให้การสนับสนุนยูเครน สามารถระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดนยูเครน ท่ามกลางความกังวลว่ายูเครนจะถูกโจมตีโดยกองทัพรัสเซีย

รายงานระบุว่าในปี 2021 มีการบริจาคสกุลเงินดิจิทัลไปยังองค์กรเอกชนเหล่านี้มูลค่ากว่า 550,000 เหรียญสหรัฐ โดยบางส่วนใช้ในการจัดหาอุปกรณ์ให้แก่กองกำลังยูเครน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 6,000 เหรียญสหรัฐในปี 2020

Elliptic ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน พบว่ากลุ่ม Come Back Alive ซึ่งมีฐานอยู่ในเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เริ่มระดมทุนคริปโตในปี 2018 แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ได้รับบริจาคคริปโตไปแล้วมูลค่าเกือบ 200,000 เหรียญสหรัฐ

โดยกลุ่ม Come Back Alive กล่าวว่าได้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และเวชภัณฑ์ให้แก่กองทัพยูเครน รวมถึงโดรน กล้องติดปืนไรเฟิลซุ่มยิง และระบบเฝ้าระวัง

“เราสร้างกระเป๋าเงิน Bitcoin เนื่องจากมีผู้คนเรียกร้อง เราต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกคนที่ต้องการสนับสนุนเรา” Come Back Alive กล่าวกับ Reuters

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Ukrainian Cyber Alliance ซึ่งสามารถระดมทุนได้เกือบ 100,000 เหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มอธิบายตัวเองบนแฟนเพจเฟซบุ๊กว่าเป็น “ชุมชนนักแฮ็กข้อมูลจากเมืองต่างๆ ของยูเครน และส่วนต่างๆ ของโลก” โดยมีเป้าหมายเพื่อเจาะข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงและการเมืองของรัสเซีย และส่งต่อข้อมูลไปยังกองทัพยูเครน

อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งชื่อว่า Myrotvorets Center ซึ่งใช้วิธี doxxing หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว กลั่นแกล้ง คุกคามความเป็นส่วนตัว ต่อผู้ที่สนับสนุนรัสเซีย สามารถระดมทุนได้อย่างน้อย 267,000 เหรียญสหรัฐ ตามรายงานของ Elliptic

รวมถึงกลุ่ม Belarusian Cyber-Partisans ซึ่งให้การสนับสนุนยูเครนก็ได้รับบริจาค Bitcoin เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีคริปโตเพิ่มขึ้นมูลค่า 84,000 เหรียญสหรัฐในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

Elliptic กล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการใช้เป็นเงินบริจาคให้แก่ประเทศอื่นๆ เนื่องจากสามารถส่งและรับได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถระดมทุนจำนวนมากได้โดยไม่ต้องพึ่งสถาบันทางการเงิน และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด

ทั้งนี้ ในปี 2020 ยูเครนได้เข้มงวดกับการตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวังการฟอกเงิน โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับการโอนเงินในประเทศบางกรณี ส่วนการโอนเงินข้ามพรมแดนก็อยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด

AFP PHOTO / VASILY MAXIMOV

เศรษฐีเช็กงานเข้า! โชว์ซิ่งรถสปอร์ต 417 กม./ชม. บนทางด่วนเยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675173

วันที่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 11:30 น.เศรษฐีเช็กงานเข้า! โชว์ซิ่งรถสปอร์ต 417 กม./ชม. บนทางด่วนเยอรมนี

แม้จะไม่มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ในเยอรมนี แต่เศรษฐีชาวเช็กคนนี้อาจไม่รอด

แม้ว่าเยอรมนีจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ไม่จำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ (Autobahn) แต่ล่าสุด ราดิม พาสเซอร์ เศรษฐีชาวเช็กคนนี้กำลังถูกสอบสวนและอาจถูกดำเนินคดี หลังขับขี่ด้วยความเร็วถึง 417 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมโพสต์คลิปโชว์ชาวเน็ต

เอเอฟพีรายงานว่าพาสเซอร์ถ่ายคลิปขณะอยู่หลังพวงมาลัย Bugatti Chiron หนึ่งในรถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งกำลังขับขี่อยู่บนมอเตอร์เวย์ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว โดยมาตรวัดความเร็วรถแสดงความเร็วสูงสุดที่ 417 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อนที่จะโพสต์คลิปดังกล่าวลงบนยูทูบเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมาซึ่งได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้มีผู้ชมแล้วกว่า 9.6 ล้านครั้ง

“ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความปลอดภัยและสถานการณ์ที่ราบรื่น” พาสเซอร์กล่าวในคำอธิบายใต้คลิปวิดีโอ ขณะที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นการขับขี่ที่อันตรายและไร้ความรับผิดชอบ

แต่พาสเซอร์ชี้ว่า “มีวิสัยทัศน์ที่ดีตลอดเส้นทาง ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ดังนั้น สถานการณ์จะต้องปลอดภัยผมจึงจะลงมือทำ” โดยเสริมว่าเขาขับรถในช่วงเวลา 4.50 น. ของเช้าวันอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม แม้เยอรมนีจะไม่มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์แต่ “แนะนำ” ให้ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากที่คลิปของพาสเซอร์ถูกพูดถึงอย่างมาก สำนักงานอัยการเมืองสเตนดัลจึงเริ่มเปิดการสอบสวนเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่ากรณีดังกล่าวอาจผิดกฎหมายหากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วที่ไม่เหมาะสมในลักษณะที่ละเมิดกฎจราจรอย่างร้ายแรงและประมาทเลินเล่อ ซึ่งอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา

ด้านโฟลเคอร์ วิสซิง รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเยอรมนีประณามการกระทำดังกล่าวโดยระบุว่าแม้จะไม่มีการจำกัดความเร็ว แต่ผู้ขับขี่ควรขับรถด้วยความไม่ประมาทเสมอ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเยอรมนีควรออกกฎหมายจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนแล้วหรือยัง

Visit by U.S. second gentleman to D.C. high school interrupted by bomb threat

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012123


U.S. second gentleman Doug Emhoff was escorted out of an event at a high school here on Tuesday afternoon due to a bomb threat.

Visit by U.S. second gentleman to D.C. high school interrupted by bomb threat

WASHINGTON, Feb. 8 – Emhoff, married to U.S. Vice President Kamala Harris, was visiting Dunbar High School to celebrate Black History Month, dedicated to honouring the achievements and struggles of African Americans throughout U.S. history.

He was attending a presentation at around 2:20 p.m. ET (1920 GMT) when Secret Service agents ushered him off stage and out of the building.

Teachers and students at the school were ordered to evacuate shortly afterwards.

A spokesperson for D.C. Public Schools told a reporter at the scene there “was a bomb threat” reported at the school.

“We had a threat today to the facility,” District of Columbia Public Schools press secretary Enrique Gutierrez explained. “Basically we took the precaution of evacuating everybody, as you saw. I think everyone is safe.”

“The building is clear. But I don’t have any specific details at this moment,” Gutierrez said.

The incident came one week after more than a dozen historically black colleges and universities (HBCUs) around the United States received bomb threats.

More than 90 per cent of Dunbar High School’s students are African Americans, according to the D.C. School Superintendent’s website.

A law enforcement official has said the FBI has identified six persons of interest around the country, all juveniles, who are suspected of making the threats against the HBCUs.

The official added they appear to be “tech-savvy,” using sophisticated methods to try to disguise the source of the threats, which appear to have a racist motivation.

Xinhua

Published : February 09, 2022

China ready to buy more pork for reserves to support prices

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012120


China’s top economic planner said on Tuesday that it is ready to stockpile pork, the country’s staple meat, for state reserves, as an index monitoring pork prices triggered a second-level warning.

China ready to buy more pork for reserves to support prices

BEIJING, Feb. 8 — The index, the national average of pork prices against grain prices, came in at 5.57 to 1 between Jan. 24 and 28, staying in the second-level warning range for excessive drops for a third consecutive week, said the National Development and Reform Commission.

According to a work plan for stabilizing the pork market, China has introduced a three-level early-warning system to raise alarm for excessive ups and downs in hog prices.

The commission said it will work with relevant authorities to start buying pork for state reserves when necessary and guide local governments to start the pork stockpiling work.

As of 2 p.m. Tuesday, the average pork price index in 16 provincial-level regions tracked by the Ministry of Agriculture and Rural Affairs was 21.88 yuan (about 3.44 U.S. dollars) per kg, down 2.2 per cent from the previous day. 

Xinhua

Published : February 09, 2022

China approves more cross-border e-commerce pilot zones

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012118


China’s State Council has approved setting up more cross-border e-commerce pilot zones in 27 cities and regions as the government seeks to stabilize foreign trade and foreign investments.

China approves more cross-border e-commerce pilot zones

BEIJING, Feb. 8 — The new pilot zones, including those in Erdos in Inner Mongolia and the city of Yangzhou in Jiangsu Province, will replicate and advance the experience learned from the previous five batches of pilot zones, according to a statement released by the State Council.

While trying to promote the high-quality development of trade, the cabinet also stresses efforts to ensure national security, internet security, data security, and biological security to foster an amicable business environment for market entities.

China’s cross-border e-commerce has been expanding much faster than overall foreign trade, and its share in overall foreign trade has gone up significantly.

Since 2015, China’s State Council has established 105 cross-border e-commerce pilot zones in five batches. The new business model has become a vibrant force driving China’s foreign trade growth.

Official data shows that China’s total trade in goods moved up another notch in 2021, exceeding 6 trillion U.S. dollars for the first time, despite the pandemic continuing to weigh on global trade.  

Xinhua

Published : February 09, 2022

อังกฤษพบโครงกระดูกหัวขาดปริศนา เรียงเกลื่อน 40 ร่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675118

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 17:45 น.อังกฤษพบโครงกระดูกหัวขาดปริศนา เรียงเกลื่อน 40 ร่าง

อังกฤษพบโครงกระดูกนับร้อยในสุสานโรมันขนาดใหญ่ ตะลึง 40 ร่างถูกตัดหัววางไว้ปลายเท้า

The Mirror รายงานว่าทีมนักโบราณคดีประมาณ 50 คนจากโครงการ HS2 ค้นพบโครงกระดูกชาวโรมัน 40 ร่างซึ่งถูกตัดศีรษะและนำไปวางไว้ที่ปลายเท้า จากโครงกระดูกที่ค้นพบทั้งหมด 425 ร่างในสุสานโรมันขนาดใหญ่ ระหว่างการขุดค้นตามเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ฟลีตมาร์สตัน เมืองบักกิงแฮมเชอร์ สหราชอาณาจักร

Photo by HS2

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุการเสียชีวิตและตัดศีรษะโครงกระดูกเหล่านี้ แต่เบื้องต้นนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าความเป็นไปได้ประการหนึ่งคือพวกเขาอาจเป็นนักโทษหรือผู้ที่ถูกขับไล่ หรืออาจเป็นพิธีฝังศพตามปกติในสมัยโรมันตอนปลาย

อย่างไรก็ตาม โครงกระดูกเหล่านี้จะต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดจึงจะสามารถสรุปได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ทีมนักโบราณคดียังพบเหรียญมากกว่า 1,200 เหรียญ และตุ้มน้ำหนักจำนวนหนึ่งในบริเวณนั้น ซึ่งอาจบ่งบอกได้ว่าพื้นที่ที่ขุดค้นนี้เคยเป็นย่านการค้าและการพาณิชย์ที่เจริญรุ่งเรือง

ยิ่งไปกว่านั้นยังพบลูกเต๋าสำหรับเล่นเกมและระฆังในพื้นที่ ซึ่งอาจหมายความว่าชาวโรมันใช้พื้นที่แห่งนี้สำหรับเล่นพนัน รวมถึงกิจกรรมทางศาสนาด้วย ตลอดจนค้นพบสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน อาทิ ช้อน เข็มหมุด และเข็มกลัด

Photo by HS2
Photo by HS2

เฮเลน วาสส์ หัวหน้าโครงการ HS2 กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของสหราชอาณาจักร และโรมันบริเตน ซึ่งสุสานโรมันขนาดใหญ่ในฟลีตมาร์สตันจะช่วยให้ทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้คนที่นี่

ริชาร์ด บราวน์ ผู้จัดการโครงการอาวุโสของ COPA กล่าวว่า การขุดค้นมีความสำคัญทั้งในการทำให้สามารถระบุลักษณะเฉพาะของเมืองโรมันนี้ได้อย่างชัดเจน รวมถึงการศึกษาวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยจำนวนมากด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างทีมโบราณคดีคอตส์โวลด์และทีมโบราณคดีอ็อกซ์ฟอร์ด (Cotswold Archaeology and Oxford Archaeology หรือ COPA)

Photo by HS2

วิจัยชี้กินพาราเซตามอลประจำเสี่ยงหัวใจวาย 5 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675116

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 16:54 น.วิจัยชี้กินพาราเซตามอลประจำเสี่ยงหัวใจวาย 5 เท่า

การกินยาพาราเซตามอลทุกวันเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง 5 เท่า

หลายปีที่ผ่านมาแพทย์พิจารณาว่าพาราเซตามอลเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดชนิดอื่นๆ เช่น ไอบูโพรเฟน ซึ่งอาจเพิ่มความดันโลหิตได้แต่ล่าสุดนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระได้เปลี่ยนความเชื่อนี้หลังพบว่าพาราเซตามอลมีผลเสียเช่นเดียวกัน

การวิจัยพบว่า การกินยาพาราเซตามอลเพียง 4 วันส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากคำนวณแล้วจะพบว่า การใช้พาราเซตามอลวันละ 4 กรัม หรือ 8 เม็ดตามขนาดมาตรฐาน เพิ่มความเสี่ยงการเกิดหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองราว 20%

อย่างไรก็ดี นักวิจัยย้ำว่าการใช้พาราเซตามอลเป็นครั้งคราวเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะหรือลดไข้นั้นยังปลอดภัยอยู่

การวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ทำในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 110 คน แต่ละคนได้รับยาหลอกหรือพาราเซตามอลครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง (ปวดต่อเนื่อง 12 สัปดาห์แม้ว่าจะได้รับการรักษาหรือยา)

การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตพบว่า โดยเฉลี่ยความดันช่วงหัวใจบีบตัว หรือความดันตัวบนของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 4.7 มิลลิเมตรปรอทหลังจบระยะการวิจัย 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายความดันเพิ่มขึ้นถึง 40 มิลลิเมตรปรอท

ทีมวิจัยพบว่า ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 4 วัน และคงที่ไปจนครบ 2 สัปดาห์

เอียน แม็คอินไทร์ นักเภสัชวิทยาจาก NHS Lothian หัวหน้าการวิจัยเผยว่า “นี่ไม่เกี่ยวกับการใช้พาราเซตามอลระยะสั้นสำหรับอาการปวดศีรษะหรือลดไข้ซึ่งปลอดภภัย แต่มันบ่งชี้ถึงความเสี่ยงใหม่ที่เพิ่งค้นพบสำหรับผู้ที่ใช้เป็นประจำในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรักษาอาการปวดเรื้อรัง”

เจมส์ เดียร์ นักเภสัชวิทยาที่ร่วมวิจัยเผยว่า “งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาที่ใช้มากที่สุดในโลก เพิ่มความดันโลหิต ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง”

เดียร์แนะนำว่า แพทย์และผู้ป่วยควรพิจารณาถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยาในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยแพทย์ควรแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาในปริมาณน้อยที่สุดและในระยะสั้นที่สุด

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดคือ ไม่ได้ศึกษาในผู้ป่วยที่ใช้พาราเซตามอลรักษาอาการปวด เนื่องจากอาการปวดมักจะทำให้ความดันสูงขึ้น

ทว่าทีมวิจัยเผยว่า ไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าผลลัพธ์จะต่างออกไป

แนวคิด metaverse ของ Meta เป็นไอเดียเก่าและไม่เวิร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675097

วันที่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 15:30 น.แนวคิด metaverse ของ Meta เป็นไอเดียเก่าและไม่เวิร์ก

ซีอีโอบริษัทเทคฟันธงแนวคิด metaverse ของ Meta เป็นไอเดียเก่าและไม่เวิร์ก

ฟิล ลิบิน ซีอีโอบริษัทวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ Mmhmm และพนักงานในบริษัทได้ทดลองใช้แว่นสามมิติ Oculus VR headset สำหรับการใช้งานประชุมแบบเสมือนจริง Horizon Workrooms ของ Meta

หลังจากนั้นลิบินเผยถึงแนวคิดโลกเสมือนจริง metaverse ของ Meta ว่า “ผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่ามันจะต้องห่วย แต่ผมก็ลองใช้มันด้วยความหวังว่ามีคงจะเซอร์ไพรส์น่าดู” และบอกว่า สัญชาตญาณของเขาถูก “ผมทนใช้ได้แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น”

ลิบินเชื่อว่า การใช้ VR สำหรับการประชุมน่าดึงดูดน้อยกว่าเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วอย่าง Zoom ซึ่งเรายังสามารถทำสิ่งต่างๆ ในโลกจริงๆ ไปพร้อมกันด้วยอย่างการจิบกาแฟ “ทำแบบนั้นเวลามีพลาสติกชิ้นใหญ่ๆ อยู่บนหน้าโดยไม่ทำกาแฟหกใส่ตัวเองไม่ได้” ลิบินกล่าว

ก่อนหน้านี้ลิบินเคยวิพากษ์วิจารณ์การโหมโฆษณาเกี่ยวกับ metaverse ในการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์สัปดาห์ที่แล้วซีอีโอรายนี้เปรียบเทียบการโหมโฆษณานี้กับโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ที่เขาได้รับตอนเป็นเด็กเมื่อครั้งที่อาศัยอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียต

และจนถึงตอนนี้ลิบินก็ยังไม่คล้อยตาม

ลิบินเผยว่า แนวคิดเรื่อง metaverse ของ Meta “เป็นอเดียเก่า ไม่สร้างสรรค์ มันถูกทดสอบมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมาและมันไม่เวิร์ก”

ลิบินเผยอีกว่า คนที่สนับสนุน metaverse เชื่อว่า เราจะต้องรอดูวันที่ศักยภาพของมันถึงขีดสุด แต่เขาไม่คิดว่านั่นคือวิธีการทำงานของเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม

“ผมคิดว่าเทคโนโลยีที่ดีเริ่มต้นจากความเรียบง่าย แต่หลังจากนั้นมันจะยิ่งใหญ่ทันที” ลิบินเผย “เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมจะได้รับการขัดเกลาและเติบโตมากขึ้น และซับซ้อนยิ่งขึ้น”

ลิบินยกตัวอย่างเครื่องเล่นวิดีโอเกมยุคแรกและการซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Amazon เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1990

“มันคือการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซครั้งแรกของผม เข้าเว็บไซต์ Amazon และ Amazon ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 มันเรียบง่ายมาก มันเป็นเว็บที่มีตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ คุณทำได้แค่ซื้อหนังสือจากมันเท่านั้น และมันไม่มีการชำระเงินแบบคลิกเดียวจบ มันเบสิกมากๆ แต่ผมซื้อหนังสือสองสามเล่ม และผมจำได้ว่ามันเข้าใจง่ายมากซึ่งเยี่ยมมาก”

สำหรับ Horizon Workrooms ลิบินเผยว่า “มันจะไม่ดีขึ้นไปกว่านี้ เพราะมันแย่ตั้งแต่เริ่มแล้ว มันเริ่มต้นแบบบัดซบ มันอาจจะซับซ้อนขึ้นกว่านี้ แต่มันก็แค่ซับซ้อนขึ้นแหละ แต่ก็ยังแย่อยู่”

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP