ใจสลาย ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง มอลตา พังแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 15:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879517


ใจสลาย ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง มอลตา พังแล้ว

ชาวมอลตา ใจแหลกสลาย ไม่มี ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ ซุ้มประตูหินปูนธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแล้ว…หลังโดนพายุคลื่นลมแรงจัดซัดกระแทกจนพังลงทะเลเมื่อ 9 มี.ค.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ชาวมอลตาแสนเสียดาย ทราบข่าวร้าย ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ (The Azure Window) ซุ้มประตูหินปูนธรรมชาติ บนเกาะโกโซ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของสาธารณรัฐมอลตา ได้พังทลายลงสู่ทะเลเสียแล้ว เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากโดนพายุและคลื่นรุนแรงกระแทกซัดหนึ่งวันก่อนหน้า โดยนายกรัฐมนตรีโจเซฟ มุสแคต แห่งมอลตา แสดงความเสียใจผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ข่าวนี้กำลังทำให้หัวใจแหลกสลาย

advertisement

บีบีซี เผยว่า ก่อนที่ซุ้มประตูหินปูนชื่อดัง ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ จะพบจุดจบ โดนคลื่นลมซัดจนพังทลายนั้น เจ้าหน้าที่ทางการทั้งติดป้ายประกาศและปรับเงิน โดยห้ามนักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปเหยียบย่ำบนด้านบนของซุ้มประตูหินปูน ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ แต่ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนก็ไม่สนใจกับคำเตือนดังกล่าวของทางการแต่อย่างใด

‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ แลนด์มาร์ก ชื่อดังของมอลตา ก่อนในวันนี้จะไม่มีแล้ว

ด้านสื่อ ไทม์ส ออฟ มอลตา รายงานว่า ผลการศึกษาเมื่อปี 2556 ถึงความแข็งแรงของโครงสร้างของซุ้มประตูหินปูน ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ ว่าขณะที่ยังคงถูกกัดเซาะด้วยกระแสลมและคลื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โครงสร้างก็ยังคงไม่มีอันตรายที่จะทำให้ซุ้มประตูหินปูนพังลงมา ก่อนที่ 3 ปีต่อมา ไม่คาดคิดว่าซุ้มประตูหินปูนแห่งนี้จะพังลง ขณะที่ชาวบ้านคนหนึ่งในหมู่บ้าน Xaghra เผยกับ ไทม์ส ออฟ มอลตา ว่า เกิดคลื่นลูกใหญ่ลูกหนึ่งใกล้กับซุ้มประตูหิน ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ และทันใดนั้นซุ้มประตูก็ได้พังลงทะเลทันที

ทั้งนี้ ‘หน้าต่างแห่งอาซูเร่’ ซึ่งเป็นซุ้มประตูหินปูนธรรมชาติที่เกิดจากการถูกคลื่นกระแทกและกัดเซาะมาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว จนมีรูปร่างเป็นทรงโค้งคล้ายหน้าต่าง นับเป็นหนึ่งใน ‘แลนด์มาร์ค’ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากที่สุดในมอลตา ประเทศเกาะขนาดเล็กสองเกาะ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน.

เดนมาร์ก ตะลึง เจอซากนักบินติดในบินรบนาซี สมัยสงครามโลกครั้งท่ี 2 (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 12:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/879216


เดนมาร์ก ตะลึง เจอซากนักบินติดในบินรบนาซี สมัยสงครามโลกครั้งท่ี 2 (คลิป)

(ภาพประกอบ เครื่องบินรบรุ่น Messerschmitt fighter ของกองทัพนาซี-เยอรมนี)เด็กชายชาวเดนมาร์ก สุดตะลึง พบซากนักบิน และเครื่องบินรบกองทัพนาซี-เยอรมนี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝังอยู่ใต้ดิน เผยปู่เคยเล่าให้ฟัง มีเครื่องบินรบมาตกแถวนี้ตั้งแต่เกือบ 80 ปีที่แล้ว

เมื่อ 9 มี.ค.60 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน ด.ช. เดเนียล คริสเตียนเซ็น เด็กชายชาวเดนมาร์ก วัย 14 ปี พบซากเครื่องบินรบของกองทัพนาซี-เยอรมนี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินในเขตฟาร์มของครอบครัว ใกล้เมือง Birkelse ทางภาคเหนือของประเทศเดนมาร์ก แต่ที่ต้องตะลึงมากยิ่งขึ้น คือ ยังพบซากศพนักบินติดอยู่ในห้องเครื่องบินลำนี้ด้วย

ซีเอ็นเอ็น เผยว่า เด็กชายเดเนียล คริสเตียนเซ็น ซึ่งกำลังทำรายงานเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ พร้อมกับ นายเคลาส์ คริสเตียนเซ็น บิดา ได้พบซากเครื่องบิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเครื่องบินรบ Messerschmitt ฝังอยู่ใต้ดิน ระหว่างที่สองพ่อลูกได้ออกไปสำรวจดูในทุ่งพร้อมกับเครื่องตรวจวัตถุโลหะ ด้วยความหวังว่าอาจจะพบซากโลหะเก่าๆ สักชิ้นเพื่อเด็กชายเดเนียลจะได้นำไปโชว์ในชั้นเรียน แต่แล้ว พวกเขากลับพบซากเครื่องบิน หลังจากได้ไปยืมเครื่องจักรขนาดใหญ่จากเพื่อนบ้านมาขุดดู เพราะอยากรู้ว่าโลหะที่ตรวจพบนั้นเป็นอะไร และได้ขุดดินลึกลงไปประมาณ 7-8 เมตร

ภาพจากยูทูบ : News Max ซากเครื่องบินรบเยอรมนีที่พบในเดนมาร์ก

ด.ช.เดเนียล เล่าว่า ตอนแรก ตอนพวกเราขุดดินลงไป ก็เจอซากชิ้นส่วนโลหะที่ถูกดินเกาะอยู่ แต่ทันใด พวกเราก็ได้เจอกระดูก และเศษเสื้อผ้า จึงทำให้หวนนึกถึงคำบอกเล่าของปู่ที่เคยเล่าให้ฟังว่า มีเครื่องบินรบเยอรมนีมาตกในเขตฟาร์มแห่งนี้ ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวเดือนพ.ย.หรือ ธ.ค.2487 ตั้งแต่ 73 ปีก่อน

ซีเอ็นเอ็น รายงานด้วยว่า หลังจากสองพ่อลูกเจอเครื่องบินรบแล้ว จึงได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้ประสานติดต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งคาบสมุทรจัตแลนด์เหนือ ให้มาตรวจสอบ และนำซากเครื่องบินรบลำนี้ไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ยังพบเอกสารของนักบินในเครื่องบินลำนี้ด้วย และเชื่อว่าชื่อของนักบินที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกนี้ ชื่อ ‘Torben Sarauw’ คาดว่า นักบินขับเครื่องบินมาจากฐานฝึกนักบินเยอรมนี ในเมือง Aalborg ซึ่งอยู่ใกล้กับเมือง Birkelse โดยการพบซากเครื่องบินรบครั้งนี้ ยังนับเป็นครั้งแรกที่พบซากเครื่องบินรบเยอรมนี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดนมาร์กเลยทีเดียว

ชมคลิป ที่นี่

หญิงทั่วโลกร่วมผละงานประท้วงเนื่องในวันสตรีสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878891


หญิงทั่วโลกร่วมผละงานประท้วงเนื่องในวันสตรีสากล

เหล่าสตรีทั่วโลกโดยเฉพาะในชาติยุโรปและสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดงานออกเดินขบวนประท้วงเพื่อเน้นย้ำความสำคัญของผู้หญิง เนื่องในวันสตรีสากลเมื่อวันพุธ…สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกสภาคองเกรสหญิงของสหรัฐฯ หยุดงานในวันพุธที่ 8 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสตรีสากล เพื่อร่วมเดินขบวนประท้วงในกิจกรรมที่มีชื่อว่า ‘วันที่ไม่มีผู้หญิง’ (Day Without a Woman) ซึ่งผลักดันโดย ส.ส.พรรคเดโมแครต เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้หญิงในภาคแรงงานของสหรัฐฯ

เหล่าสตรีสหรัฐฯ ร่วมประท้วงในกิจกรรม ‘วันที่ไม่มีผู้หญิง’ ในนครนิวยอร์ก

สตรีอเมริกันหลายพันคนหยุดงานโดยไม่เอาค่าจ้าง เพื่อออกเดินขบวนในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศด้วย เช่น นครนิวยอร์ก, ฟิลาเดลเฟีย, บัลติมอร์, มิลวอกี, วอชิงตัน และ เบิร์กเลย์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของพวกเธอ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม โดยแกนนำผู้จัดการประท้วงระบุว่า เหล่าสตรีทำงานอย่างเต็มที่และทำให้ระบบเดินหน้าต่อไปได้ แต่กลับได้รับผลตอบแทนอย่างไม่เท่าเทียม เพราะสตรีในสหรัฐฯ ได้ค่าจ้างเพียง 4 ใน 5 ส่วนของผู้ชายที่มีตำแหน่งเดียวกัน

advertisement

นางลอยส์ แฟรงเคล สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงในสภาฯ ต้องแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความระบุว่า เขาเคารพผู้หญิงอย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เคยถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการเหยียดเพศและล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ทั้งนี้ วันสตรีสากลถือกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานในปี 1908 ก่อนที่สหประชาชาติจะยอมรับให้เป็นเหตุการณ์ประจำปี โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้หญิงในหลายๆ ประเทศทั่วโลกนิยมจัดการประท้วงในหลายๆ รูปแบบ เพื่อแสดงพลังของสตรี และปีนี้ก็เช่นกัน

ที่ประเทศไอร์แลนด์ เหล่าสตรีทั่วประเทศร่วมประท้วงผละงาน และแต่งชุดสีดำเพื่อประท้วงกฎหมายจำกัดการทำแท้งของรัฐบาล สตรีในกรุงลอนดอนของอังกฤษ, กรุงอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์ และที่อื่นๆ ก็ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้แก้กฎหมายดังกล่าวเช่นกัน

ส่วนที่ประเทศโปแลนด์ ผู้หญิงจำนวนมากออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้มีการปกป้องผู้หญิงจากการใช้ความรุนแรง, ให้มีสิทธิและได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียม โดยมี เจสสิกา แชสเทน นักแสดงหญิงชื่อดัง ซึ่งกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ในโปแลนด์เข้าร่วมการประท้วงด้วย

ขณะที่ในเยอรมนี สายการบินลุฟต์ฮันซา ประกาศว่าพวกเขาจะให้บริการเที่ยวบินที่มีลูกเรือเป็นผู้หญิงทุกคนเพื่อแสดงความสนับสนุนวันสตรีสากล ที่ประเทศไอซ์แลนด์ รัฐบาลประกาศว่าพวกเขาจะเริ่มให้เหล่านายจ้างพิสูจน์ว่า พวกเขาให้ผลตอบแทนที่เท่าเทียมโดยไม่แบ่งแยกเพศ, ชาติพันธ์ุ, รสนิยมทางเพศ หรือสัญชาติ

ส่วนผู้หญิงในมอนเตเนโกร ออกมาประท้วงต่อต้านเรื่องที่รัฐบาลตัดลดเงินช่วยเหลือมารดาที่มีลูกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และที่โรมาเนีย ผู้หญิงหลายสิบคนจัดกิจกรรมด้วยการนอนกับพื้น และอ่านชื่อของผู้หญิงที่ถูกสามีหรือคู่รักฆ่าตาย เพื่อย้ำถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัว

สมบัติโบราณศิลปะเซลติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878175


สมบัติโบราณศิลปะเซลติก

สภาเมืองสแตฟฟอร์ดไชร์ เปิดเผยศิลปวัตถุที่ค้นพบโดยนักล่าสมบัติมือสมัครเล่นขุดพบสมบัติกลางทุ่งแห่งหนึ่งในเมืองสแตฟฟอร์ดไชร์ ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศอังกฤษ ซึ่งของที่พบ นั้นประกอบด้วยสายรัดคอและกำไลข้อมือ เครื่องประดับที่เป็นศิลปะการออกแบบของชาวเซลติก ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรีก-โรมัน โดยสันนิษฐานว่าวัตถุโบราณเหล่านี้อาจถูกทำขึ้นในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีเมื่อ 2,500 ปีที่ผ่านมา.

ต้นไม้ของแบร์รี่ กิ๊บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878171


ต้นไม้ของแบร์รี่ กิ๊บ

ภาพสลักของแบร์รี่ กิ๊บ ในต้นไม้ที่อยู่ในบริเวณที่ดินของจอห์นนี่ แคช ซึ่งศิลปินทั้งคู่ลาโลกนี้ไปนานแล้ว แบร์รี่นั้นเป็นอดีตสมาชิกของวง 3 พี่น้องตระกูลกิ๊บ แห่งวงเดอะ บีจีส์ จากประเทศออสเตรเลีย ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายนับตั้งแต่ปี 2501 มีเพลงฮิตขึ้นชั้นอมตะด้วยสไตล์ดนตรีป๊อป-ร็อก เจือด้วยดิสโก้และโซล แม้จะล่วงลับไปหลายปีแต่ไม่เคยลับหายไปจากหัวใจของแฟนเพลง.

รัฐฮาวายฟ้องคำสั่งใหม่ทรัมป์ห้ามคนเข้าประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 05:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878806


รัฐฮาวายฟ้องคำสั่งใหม่ทรัมป์ห้ามคนเข้าประเทศ

รัฐฮาวายเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯเตรียมยื่นฟ้องร้องให้ศาลระงับคำสั่งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากนายทรัมป์ออกคำสั่งผู้บริหารฉบับใหม่ ห้ามพลเมืองจาก 6 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯ โดยตัดอิรักออกจากรายชื่อ พร้อมยกเว้นให้แก่ผู้ที่มีวีซ่าอย่างถูกต้องทั้งนี้ เมื่อ 8 มี.ค. หรือ 1 วันหลังจากนายทรัมป์ลงนามคำสั่ง อัยการรัฐฮาวายเปิดเผยว่า คำสั่งฉบับแรกออกมาเมื่อวันที่ 27 ม.ค. รัฐฮาวายได้ยื่นฟ้องร้องต่อต้านไปแล้วและต่อมาผู้พิพากษาศาลกลางชั้นต้นรัฐวอชิงตัน ได้ตัดสินระงับมาตรการห้ามพลเมืองชาติมุสลิมของนายทรัมป์ทั่วประเทศ จึงทำให้คำยื่นฟ้องร้องครั้งนั้นถูกระงับไว้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้รัฐฮาวายจึงเตรียมยื่นขอปรับแก้คำฟ้องร้องดังกล่าว เพื่อนำมาคัดค้านคำสั่งฉบับใหม่ของนายทรัมป์ ซึ่งรัฐฮาวายมองว่าไม่มีอะไรต่างจากเดิม นั่นคือคำสั่งห้ามมุสลิมเวอร์ชั่น 2.0 โดยศาลจะพิจารณาการปรับแก้คำร้องในวันที่ 15 มี.ค. ขณะที่คำสั่งใหม่ของนายทรัมป์จะมีผลบังคับใช้วันที่ 16 มี.ค.

ส่วนความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เมื่อ 8 มี.ค. ทำเซอร์ไพรส์นอกกำหนดการ โดยออกมาต้อนรับพร้อมถ่ายรูปร่วมกับกลุ่มนักเรียนจากรัฐอลาบามา ที่มาเยี่ยมเยือนทำเนียบขาวท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น.

‘วิกิลีกส์’ แฉซีไอเอเก่งได้โล่! แฮ็กเข้าทีวี-รถล้วงตับเหยื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2560 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878801


'วิกิลีกส์' แฉซีไอเอเก่งได้โล่! แฮ็กเข้าทีวี-รถล้วงตับเหยื่อ

เว็บไซต์ “วิกิลีกส์” ของนายจูเลียน อัสซานจ์ ที่ลี้ภัยอยู่สถานทูตเอกวาดอร์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษตั้งแต่ มิ.ย.2555 เพื่อเลี่ยงไม่ให้สวีเดนนำตัวกลับไปดำเนินคดีข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง ซึ่งอัสซานจ์ปฏิเสธและเกรงว่าจะตกไปอยู่ในมือของสหรัฐฯที่จ้องจับเขาอยู่จากการที่วิกิลีกส์เปิดโปงข้อมูลลับทางการทูตและการทหารของสหรัฐฯเมื่อปี 2553 ได้เผยแพร่เอกสารลับชุดล่าสุดเมื่อ 7 มี.ค.ที่บ่งบอกถึงศักยภาพการเจาะระบบล้วงข้อมูลของสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ของสหรัฐฯ โดยใช้เครื่องมือหลากหลายรวมทั้งโปรแกรมแฝง (มัลแวร์) เจาะระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ทั้งวินโดวส์ (ไมโครซอฟท์) แอนดรอยด์ (กูเกิล) ไอโอเอสและโอเอสเอ็กซ์ (แอปเปิล) และลีนุกซ์ รวมทั้งอุปกรณ์เราเตอร์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ตเพื่อล้วงข้อมูลจากเป้าหมายวิกิลีกส์ระบุด้วยว่า ซีไอเอได้พัฒนาซอฟต์แวร์บางตัวเพื่อเจาะระบบและควบคุมอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยไม่ใช้แค่สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ (พีซี) ซึ่งหนึ่งในนี้คือโปรแกรม “วีพิง แองเจิล” (Weeping Angel) ที่ซีไอเอร่วมกับหน่วยความมั่นคงแห่งชาติของอังกฤษ “เอ็มไอ 5” (MI5) เพื่อเจาะระบบและควบคุมโทรทัศน์ของบริษัทซัมซุงที่เป็นสมาร์ททีวี รุ่น เอฟ 8000 เพื่อบันทึกข้อมูลการสนทนาของเป้าหมาย ซึ่งระหว่างนี้ตัวซอฟต์แวร์จะควบคุมระบบทีวีหลอกผู้ใช้ให้เข้าใจว่าหน้าจอทีวีปิดอยู่และจะส่งข้อมูลไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของซีไอเอเมื่อผู้ใช้เปิดใช้งานทีวีและเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต อีกทั้งพยายามเจาะระบบคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ด้วย

โดยซีไอเอยังสร้างโปรแกรมลับเจาะระบบสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ สามารถเข้าไปอ่านข้อความบนแอพพลิเคชั่นสนทนาออนไลน์ทั้งวอทส์แอพ ซิกนัล เทเลแกรม และเหว่ยป๋อ บนสมาร์ทโฟนของซัมซุง เอชทีซี โซนี่ และยี่ห้ออื่นๆ รวมทั้งสามารถเจาะระบบสมาร์ทโฟน “ไอโฟน” และแท็บเล็ต “ไอแพด” ของบริษัทแอปเปิล เพื่อดูพิกัดของเป้าหมาย อ่านข้อมูลสื่อสารและสั่งงานให้กล้องและไมโครโฟนของไอโฟนและไอแพดทำงานตามประสงค์ได้

เว็บไซต์วิกิลีกส์ยังระบุด้วยว่า เอกสารลับของซีไอเอที่ระบุวันที่ช่วงปี 2556-2559 เป็นแค่ชุดแรกและจะเปิดเผยอีกเป็นระยะๆภายใต้ชื่อ “ตู้นิรภัย 7” (Vault7) และแม้โฆษกของซีไอเอปฏิเสธยืนยันว่าคือข้อมูลจริงหรือเท็จ แต่เหล่าที่ปรึกษาด้านความมั่นคงบนโลกไซเบอร์และบริษัทคู่สัญญาต่างๆรวมทั้งนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ผู้เปิดโปงโครงการสอดแนมพลเรือนของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) เมื่อปี 2556 เห็นว่าน่าจะเป็นเอกสารจริงของแท้.

สลด ไฟไหม้บ้านพักเด็กเหยื่อทารุณในกัวเตมาลา คลอกดับ 19 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 03:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878786


สลด ไฟไหม้บ้านพักเด็กเหยื่อทารุณในกัวเตมาลา คลอกดับ 19 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้ที่บ้านพักเด็กเหยื่อทารุณกรรมในกัวเตมาลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 19 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 25 คน…สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของกัวเตมาลาเปิดเผยในวันพุธว่า เกิดเหตุไฟไหม้ที่ ‘บีร์เกน เด อาซุนชิอง’ บ้านที่พักของเด็กที่ถูกทารุณกรรมในเขต ซาน โฮเซ ปินูลา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี้ เมืองหลวงของประเทศกัวเตมาลา ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 25 กม. ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 38 คน

advertisement

ข่าวระบุว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังมีผู้จุดไฟที่เบาะนอนในห้องนอนห้องหนึ่ง โดยมีเด็กประมาณ 60 คนสามารถหลบหนีออกมาได้

ทั้งนี้ บีร์เกน เด อาซุนชิอง เป็นที่พักสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ผู้ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดหรือการค้ามนุษย์ หรือถูกทอดทิ้ง อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นระบุสถานที่แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กักกันเยาวชน ซึ่งศาลมักจะส่งวัยรุ่นที่ทำผิดคดีอาชญากรรมมาที่นี่ นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าบ้านพักแห่งนี้มีผู้พักอาศัยเกินความจุ.

MH370 หายครบ 3ปี มาเลย์-ออสซี่ยังหวังเจอซาก ปีหน้าเผยรายงานฉบับสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2560 00:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878736


MH370 หายครบ 3ปี มาเลย์-ออสซี่ยังหวังเจอซาก ปีหน้าเผยรายงานฉบับสุดท้าย

เมื่อวันพุธเป็นการวันครบรอบ 3 ปีการหายสาบสูญของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 มีการจัดพิธีไว้อาลัยอย่างกว้างขวาง โดยทางการมาเลเซียและออสเตรเลียยังมีความหวังว่าจะหาเครื่องบินลำนี้พบ แม้ปฏิบัติการค้นหาจะถูกระงับไปแล้ว…สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 8 มี.ค. ปีพ.ศ. 2560 เป็นวันครบรอบ 3 ปีการหายสาบสูญของเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ เอ็มเอช 370 ของสายการบิน มาเลเซีย แอร์ไลน์ ซึ่งหายไปพร้อมกับลูกเรือและผู้โดยสาร 239 ชีวิต ขณะเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงมาเลเซีย ไปยังกรุงปักกิ่ง ของประเทศจีน และจนบัดนี้ก็ยังหาซากเครื่องบินและศพผู้โดยสารไม่พบ กลายเป็นปริศนาลึกลับที่สุดในอุตสาหกรรมการบิน

เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ สมาชิกรัฐสภามาเลเซียทำพิธีสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที ในเวลา 11:40น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้านเจ้าหน้าที่ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ จัดพิธีรำลึกเป็นการส่วนตัวที่ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยมีลูกจ้างของสายการบินและสมาชิกครอบครัวของลูกเรือและนักบินของเอ็มเอช 370 ทั้ง 13 ชีวิตเข้าร่วมงาน

ขณะเดียวกัน สำนักงานการสืบสวนอุบัติเหตุทางอากาศ (BSKU) ของมาเลเซีย เผยแพร่รายงานการสืบสวนชั่วคราวเกี่ยวกับการหายไปของเอ็มเอช 370 เป็นฉบับที่ 3 โดยระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าทำไมเครื่องบินลำนี้จึงบินออกนอกเส้นทาง ในขณะที่ยังไม่พบซากเครื่องและอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน หรือ กล่องดำ แต่อย่างใด

อนึ่ง การสืบสวนจนถึงตอนนี้พบว่า เอ็มเอช 370 เปลี่ยนเส้นทางการบนระหว่างเดินทางไปกรุงปักกิ่ง โดยวกกลับมาจากช่องแคบมะละกา และเชื่อว่าเดินทางต่อลงใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะน้ำมันหมดและตกห่างจากเมืองเพิร์ธ ของออสเตรเลียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 1,800 กม. หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ของมาเลเซีย, ออสเตรเลีย และจีน ก็ออกปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินลำนี้ในพื้นที่ 120,000 ตร.กม. ตั้งเดือนต.ค. 2557 จนกระทั่งยุติปฏิบัติการเมื่อเดือนม.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยไม่พบเบาะแสใดๆ เลย

ด้านนาย เหลียว เตียง ไหล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย ออกมากล่าวในวันพุธว่า รายงานฉบับสุดท้ายของการสืบสวนระหว่างประเทศเกี่ยวกับการหายไปของเอ็มเอช 370 จะได้รับการเผยแพร่ในวันที่ 17 ม.ค. ปีหน้า หรือ 1 ปีหลังจากยุติปฏิบัติการค้นหาในมหาสมุทรอินเดียพอดี โดยรายงานยังรวมไปถึงผลการสอบสวนหอบังคับการบินและกระทรวงกลาโหมมาเลเซียอีกด้วย

นายเหลียวยังเผยด้วยว่า ตามมติที่ประชุมไตรภาคีระหว่างมาเลเซีย, ออสเตรเลีย และจีน เมื่อ 22 ก.ค. ปีก่อน ปฏิบัติการค้นหาเอ็มเอช 370 จะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับหลักฐานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับที่อยู่ของเครื่องบินลำนี้ โดยสำนักงานการบินพลเรือนจะทำการติดตามข่าวสารหลักฐานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เขาระบุอีกว่า แม้ปฏิบัติการค้นหาจะถูกระงับไปแล้วเมื่อช่วงต้นปี แต่พวกเขาก็ยังมีความหวังว่าพวกเขาจะสามารถหาคำตอบที่พวกเขาตามหา เมื่อมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือปรากฏขึ้นมา

ขณะที่นาย ดาร์เรน เชสเตอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมของออสเตรเลีย กล่าวระหว่างพบครอบครัวผู้เสียชีวิตที่โบสถ์ในเมืองบริสเบนว่า พวกเขายังหวังว่าจะพบเครื่องบินลำนี้ “ในขณะที่พวกเราไม่ประสบความสำเร็จ (ในการค้นหา) มาจนถึงตอนนี้ เรายังคงหวังว่า ณ จุดใดจุดหนึ่งในอนาคตจะมีการฝ่าทางตัน เครื่องบินลำนี้จะถูกพบ และเราจะสามารถตอบคำถามต่างๆ นาๆ ของพวกคุณได้มากขึ้น”

เหตุมือปืนยึดโรงพยาบาลอัฟกันยุติแล้ว ดับกว่า 30 ศพ เจ็บอีกครึ่งร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 22:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/878695


เหตุมือปืนยึดโรงพยาบาลอัฟกันยุติแล้ว ดับกว่า 30 ศพ เจ็บอีกครึ่งร้อย

เหตุกลุ่มมือปืนบุกโจมตีโรงพยาบาลทหารในเมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถานยุติลงแล้ว หลังเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่า 6 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก…สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายดอว์ลัต วาซีรี โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งประเทศอัฟกานิสถาน ยืนยันในวันพุธที่ 8 มี.ค. ว่า เหตุคนร้ายสวมชุดแพทย์บุกยึดโรงพยาบาลทหารใจกลางกรุงคาบูล ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกัน ยุติลงแล้ว โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 50 คน

กลุ่มควันลอยขึ้นมาจากโรงพยาบาลทหารที่เกิดเหตุ

ตามการเปิดเผยของกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยอัฟกานิสถาน เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันพุธ โดยมือระเบิดฆ่าตัวตายคนหนึ่งจุดระเบิดตัวเองที่ประตูทางทิศใต้ของโรงพยาบาลซาร์ดาร์ โมฮัมเหม็ด ดาอุด ข่าน ซึ่งมีอุปกรณ์การแพทย์ดีที่สุดในประเทศ ก่อนที่มือปืนอีก 3 คนจะบุกเข้าไปภายในอาคาร และขึ้นไปยังชั้น 2 และชั้น 3 ของโรงพยาบาล กลุ่มคนร้ายสังหารและทำร้ายหมอ, ลูกจ้างโรงพยาบาล และทหารหลายคน

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและกองกำลังพิเศษของตำรวจแห่งชาติอัฟกันถูกส่งไปรับมือสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยปิดล้อมโรงพยาบาลและเผชิญหน้ากับกลุ่มคนร้ายเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนจะสังหารคนร้ายได้หมดทุกคนในเวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมระบุว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานเพราะต้องอพยพคนไข้ก่อน

หลังเกิดเหตุ นายซาบิอุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของกลุ่มก่อการร้ายตาลีบัน ออกมาปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ ขณะเดียวกัน สำนักข่าวอามัก ของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) ก็เผยแพร่บทความอ้างว่า กลุ่มไอซิส เป็นผู้ก่อเหตุโจมตีโรงพยาบาลทหารแห่งนี้เอง

ทั้งนี้ การโจมตีโรงพยาบาลซาร์ดาร์ โมฮัมเหม็ด ดาอุด ข่าน เรียกเสียงประณามจากหลายฝ่าย โดยสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงคาบูล ระบุว่า “การโจมตีหน่วยงานทางการแพทย์ที่คอยให้การดูแลเจ้าหน้าที่อัฟกานิสถานที่ทำงานเพื่อปกป้องพลเรือนอย่างกล้าหาญ ไม่อาจอ้างเหตุผลทางศาสนาหรือความเชื่อใดๆ” ส่วนนายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์ ผู้บริหารสูงสุดแห่งอัฟกานิสถาน กล่าวว่า “ผมขอประณามผู้ก่อการร้ายที่โจมตีโรงพยาบาลในคาบูล แม้เราจะทำงานเพื่อสันติภาพ แต่เราจะล้างแค้นหนี้เลือดของประชาชนของเรา”