จัดระเบียบ”ขายของออนไลน์”เพิ่มความเป็นธรรมหรือทำลายการค้า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 18:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486585

จัดระเบียบ"ขายของออนไลน์"เพิ่มความเป็นธรรมหรือทำลายการค้า?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลาดการค้าในโลกออนไลน์กำลังเข้มงวดและดูจะยุติธรรมมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค เมื่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ออกข้อกำหนดให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องแสดงราคา รายละเอียดสินค้าและบริการให้ชัดเจน ถ้าไม่ทำตามมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ทันทีไม่ต้องรอหมายจับ แถมยังมีการระบุถึง “สินบนนำจับ” ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าปรับหรือมูลค่าสินค้าสุทธิด้วย

พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมหาศาลในโลกดิจิทัล กำลังหนาวๆ ร้อนๆ และต้องปรับตัวไปกับประกาศฉบับนี้..

ฝืนธรรมชาติการค้าขายออนไลน์

ประกาศดังกล่าวทำให้การค้าในโลกออนไลน์นับจากนี้ไม่ว่าจะขายส่งหรือปลีก ต้องระบุราคาอย่างชัดเจน เทคนิคและประโยคที่ว่า “สนใจสอบถามราคาผ่าน inbox นะคะ” นั้นอาจเข้าข่ายมีความผิด อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ในมุมมองของคนทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ หลายคนมองว่า สินค้าบางประเภทไม่สามารถระบุราคาที่แน่ชัดผ่านช่องทางสาธารณะได้

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย บอกว่า ความชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงราคาอย่างเปิดเผยทันทีนั้นอาจไม่เหมาะสมกับรูปแบบการขายสินค้าหรือบริการบางประเภทที่อาจปรับเปลี่ยนราคาบ่อยครั้ง เช่น สินค้าไอที สินค้าด้านการเกษตร ที่สำคัญอยากให้รัฐเข้าใจด้วยว่า “แชทคอมเมิร์ซ” หรือการพูดคุยนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจและกล้าจับจ่ายมากขึ้น

“ไม่อยากให้เหมารวมกับทุกตัวสินค้าและบริการโดยเฉพาะการไปเอากฎหมายและบทลงโทษมากำหนด ถ้าถึงขนาดบอกว่า เปิดเผยราคาสินค้าผ่านทาง inbox นั้นผิดกฎหมาย ผมคิดว่าฝืนธรรมชาติของการค้าออนไลน์ไปนิด โดยเฉพาะพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเป็นลักษณะต้องการความมั่นใจ ต้องได้เจอหรือได้คุยกับผู้ขายก่อน ซึ่งอดีตเราใช้วิธีการโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันเราเปลี่ยนเป็นการแชท คือ เขาต้องการคุยเพื่อความมั่นใจ”

ภาวุธ บอกว่า โซเชียลมีเดียไม่เหมือนกับการขายผ่านทางเว็บไซต์ที่มีช่องให้ใส่ราคาชัดเจน เพราะฉะนั้นประกาศดังกล่าวควรเป็นแค่คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะมากกว่าที่จะเป็นการบังคับในลักษณะมีบทลงโทษทางกฎหมาย เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางปฎิบัติจริง

ทั้งนี้ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิคส์ (สพธอ.) เผยตัวเลขการซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตของไทย คาดการณ์ว่าปี 2559 มีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 12.42% โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ การขายสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นแซงยอดขายผ่านทางเว็บไซต์ไปแล้วในอุตสาหกรรมค้าปลีกจากสถิติ พบว่า มียอดขาย 269,660 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สินค้าออนไลน์ในรูปแบบค้าปลีกตลอดจนการค้าของกลุ่มคนรายย่อยนั้นมีจำนวนมหาศาล

 

 

Inbox คุยกับลูกค้า=ป้องกันตัดราคา

ความเห็นจากแม่ค้าออนไลน์ “ฉันทชา อดิลักษณ์” ผู้ค้าเครื่องประดับ บอกว่า ร้านที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีการบอกราคาสินค้าเเต่ละตัวบนหน้าเว็บไซต์อยู่เเล้ว เพียงแต่เวลานำมาโพสต์หรือนำเสนอผ่านเฟซบุ๊กอาจจะไม่ได้ระบุราคาบอกไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งมองว่าเป็นช่องทางในการสร้างปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าและเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว เช่น การคอมเมนท์และแชร์ ซึ่งเป็นการกระจายการรับรู้ในวงกว้างอย่างหนึ่ง เเต่ส่วนตัวเเล้วหากมีคนคอมเมนท์ถามราคาสินค้า ตนเองก็พร้อมจะตอบกลับ

เหตุผลที่ร้านอื่นๆ ปิดบังราคาเเละต้องการเปิดเผยเฉพาะใน Inbox เพราะสินค้าบางประเภทอาจมีราคาสูง หากนำเสนออย่างสาธารณะ อาจได้รับการตอบรับที่ไม่ค่อยดี อีกเหตุผลน่าจะเป็นเรื่องของการทำตลาด ระบุราคาไปเลย คู่เเข่งจะรับรู้เเละถูกขายตัดราคาได้

ฉันทชาพูดถึงผลกระทบจากประกาศใหม่ของกระทรวงพานิชย์ว่า ผู้ที่ขายสินค้าซึ่งออกแบบและผลิตเองไม่น่าจะได้รับผลกระทบ คนที่ได้รับผลโดยตรงน่าจะเป็นกลุ่มคนขายสินค้าประเภทได้รับความนิยมสูงหรือมีคู่แข่งจำนวนมาก เนื่องจากต่อไปนี้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบราคาจากแต่ละแห่งได้อย่างรวดเร็ว

“พวกร้านขายเสื้อผ้าโหล หรืออะไรที่เป็นประเภทซื้อมาขายไป อาจจะขายยากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบราคามากขึ้นแน่นอน เพจนี้ขาย 200 เปิดไปอีกเพจของเหมือนกันเลย แต่ขาย 150 ก็ซื้ออีกเพจ แม่ค้าขายของพวกนี้อาจจะต้องแข่งขันกันเรื่องราคามากขึ้น”

กุสุมา หมวกเทศ เเม่ค้าเสื้อผ้าออนไลน์ บอกว่า การเเสดงราคาทันทีลูกค้าบางคนอาจจะเห็นว่าเเพงเกินไปเเละสามารถนำไปเปรียบเทียบกับร้านค้าอื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันได้ นอกจากนั้นในเรื่องการสร้างความสนใจเเละน่าดึงดูดก็จะทำได้ลดลง เพราะลูกค้าอาจจะไม่กดไลค์หรือเเชร์ถ้าเห็นราคา อย่างไรก็ตามส่วนตัวเลือกที่จะประกาศราคาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

การตอบใน inbox สามารถให้ข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้มากกว่า และบางคนมองว่าเป็นช่องทางสร้างความเชื่อมั่นเเละไว้ใจซึ่งกันเเละกันได้ดีด้วย

แหล่งข่าวผู้ค้าขายในโลกออนไลน์ บอกว่า ในทางปฎิบัติการพูดคุยใน inbox สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า ขณะเดียวกันยังป้องกันการไม่เเจ้งเตือนของระบบเฟซบุ๊กในบางโพสต์ด้วย มากกว่านั้นการประกาศราคาหน้าโพสต์ทันที ยังส่งผลให้ถูกตัดราคาและแย่งลูกค้าจากเเม่ค้าร้านอื่นๆได้

“บางร้านเสียเงินค่าโฆษณาไปจำนวนมาก เเต่กลับถูกตัดราคา มีเเม่ค้าร้านอื่นๆ มาไล่แอดลูกค้าจากคอมเม้นท์ใต้ภาพสินค้าของเราไป บางคนโดนพวกนี้โกง โดนหลอกต่อก็มี เพราะงั้นเหตุผลที่ inbox มันมีมากกว่าเเค่เรื่องปกปิดราคา” เเม่ค้ารายนี้ระบุ

 

 

เป้าหมายคือรายใหญ่ไม่ใช่รายย่อย

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า จุดมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้คือ คุ้มครองผู้บริโภค สร้างความชัดเจนและความยุติธรรมให้กับการค้าขายออนไลน์ เนื่องจากในอดีตมีข่าวปรากฎจำนวนมากว่า ผู้ขายไม่ระบุราคาสินค้าและบริการ รวมถึงมีบางส่วนไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ โดยประกาศนี้มุ่งบังคับใช้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทุกราย แต่ยอมรับว่าในทางปฎิบัติ ช่วงแรกอาจดูแลเข้มข้นกับกลุ่มที่มีการจดทะเบียนอีคอมเมิร์ซก่อนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย

ในเชิงป้องกันอยากให้ทุกคนแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน แต่ในทางปฎิบัติทราบดีว่า มีผู้จำหน่ายสินค้าหลายรูปแบบ เช่น ขายกระเป๋า รองเท้าที่ตัวเองเลิกใช้แล้วโดยไม่ได้ประกาศราคาที่ชัดเจน ลักษณะนี้เราคงไม่สามารถเข้าไปติดตามได้หมด ด้วยรูปแบบการขาย ข้อมูลและทรัพยากรที่เรามี เพราะฉะนั้นเป้าหมายแรกคืออยากจะดูแลคนที่ทำธุรกิจการค้าออนไลน์อย่างจริงจัง คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคมากที่สุด โดยต้องการให้ประกาศราคา บอกรายละเอียดขนาดคุณภาพของสินค้า พูดง่ายๆ กรุณาอธิบายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผู้บริโภคจะได้ประเมินและเลือกซื้อของที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

นันทวัลย์ บอกด้วยว่า สิ่งที่สังคมออนไลน์พากันแชร์ว่า หลังประกาศฉบับนี้ พวกเขาจะพากันแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับเงินสินบนนำจับ 25% นั้น ในแง่ปฎิบัติจริงคงเป็นได้ยาก ยืนยันว่ามีเจตนาทางบวก ไม่ได้ต้องการให้ตามล่าเหยื่อหรือเอาเปรียบการค้าขายในกลุ่มรายเล็กรายย่อย

แหล่งข่าวจากกรมการค้าภายในระบุว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างให้สายงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานทางกฎหมาย เขียนกรอบและแนวทางปฎิบัติให้ชัดเจน เนื่องจากเป็นประกาศฉบับใหม่ เจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับการบังคับใช้ นอกจากนั้นยังต้องมีการกำหนดสถานะของผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์และโซเซียลมีเดียให้ชัดเจนด้วย อาจมีการแบ่งระดับ เพื่อให้สามารถลงโทษได้ตามขนาดและรูปแบบการขายของธุรกิจ เช่น หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ไม่ระบุราคาสินค้า อาจถูกปรับในจำนวนเงิน 6,000 บาท ร้านค้าออนไลน์ที่มีขนาดเล็กลงมา แต่มีแหล่งขายสินค้าที่แน่อนอาจกำหนดค่าปรับไว้ที่ 2,000 บาท ขณะที่ผู้จำหน่ายรายเล็กทั่วไป อาจถูกปรับที่ 400 บาท เป็นต้น

การออกข้อกำหนดครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิดความเป็นยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่การค้าออนไลน์เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน “ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 22:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486102

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน "ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่วันนี้หนีไม่พ้นเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม. บริเวณโซนพลาซ่า ซึ่งเป็นอาคารสูง 10 ชั้น ต้นเพลิงพร้อมกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณชั้น 3 เจ้าหน้าที่ทำการฉีดควบคุมเพลิง และใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ไม่นานหลังเกิดเหตุ ศัลย์ มูลศาสตร์ ผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุเป็นร้านขายเครื่องเสียงชื่อ”สวนเสียง” มีขนาดความกว้างประมาณ 20 ตารางเมตร ได้รับแจ้ง เวลาประมาณ 7.15 น. โดยเวลาดังกล่าวระบบดับเพลิงของตัวอาคารทำงานปกติ เมื่อตรวจพบกลุ่มควัน สปริงเกอร์ก็ทำงานทันที ต่อมาได้ประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงตัวอาคารเข้ามาทำการฉีดสกัดเพลิง และประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงจนสามารถควบคุมได้สำเร็จ

พื้นที่เพลิงไหม้นั้นเสียหายเฉพาะบริเวณของร้านเครื่องเสียงไม่กระทบร้านใกล้เคียงคาดว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันจะเปิดทำการในส่วนของร้านอื่นๆได้ตามปกติ

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รักษาการผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า การจัดการเพลิงไหม้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ได้น่ากลัวและอันตรายเท่ากับเชื้อเพลิงในกลุ่มสารเคมี ที่สำคัญโดยหลักการการก่อสร้างอาคารและตึกสูงในประเทศไทยถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันอัคคีภัย กฎหมายกำหนดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้อยู่แล้ว เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของเจ้าของอาคารและผู้ตรวจสอบ

แนวทางป้องกันเหตุอัคคีภัยสำหรับตึกสูงนั้นมีระบุไว้อย่างชัดเจน เป็นลักษณะของการบอกว่าคุณต้องมีอุปกรณ์ในการจัดการหากเกิดเหตุฉุกเฉินยังไงบ้าง ต้องมีระบบสปริงเกอร์ ทางหนีไฟ เสียงสัญญาณเตือนเหตุ เครื่องตรวจจับควัน ระบบท่อ ลิฟท์ดับเพลิง เครื่องปั๊มน้ำ เป็นต้น พูดง่ายๆ กฎหมายควบคุมและบอกให้คุณมีระบบในการจัดการ แต่ระบบจะทำงานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจสอบอาคารประจำปีว่าได้ไปตรวจสอบหรือเปล่าว่าอุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานได้หรือไม่ วางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆได้ถูกต้องแค่ไหน จัดการอุปสรรคที่อาจขัดขวางการทำงานได้มากน้อยเพียงไร สำหรับอาคารสูงถ้าอุปกรณ์ทุกอย่างได้มาตรฐาน อุบัติเหตุเพลิงไหม้มันไม่ลุกลามมากไปกว่าที่เกิดขึ้นเหตุภายในห้อง” พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ระบุ

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า การจัดการพื้นที่โดยรอบอาคาร มีผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพไว้พร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันถือเป็นเรื่องสำคัญในการลดความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

“เพลิงไหม้ในอาคารสูง สิ่งที่น่ากังวัลคือ พื้นที่ในการปฎิบัติการ เนื่องจากสถานที่และอาคารหลายแห่งมักละเลยในการสร้างพื้นที่ฉุกเฉินไว้ ขณะเดียวกันอุปกรณ์ดับเพลิงภายในอาคารยังมักขาดการดูแล เช่น ลิฟท์ฉุกเฉินไม่ทำงาน สัญญาณและไฟฉุกเฉินแจ้งเตือนไม่ทั่วถึง สปริงเกอร์ไม่ทำงาน พวกนี้หลายแห่งปล่อยปละละเลย วัวหายล้อมคอก รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยทำ”

อัญวุฒิ บอกว่า หากเจ้าของผู้ดูแลสถานที่ใส่ใจกับทีมรักษาความปลอดภัย มีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานและเข้าถึงได้ง่าย หากถึงเวลาเกิดเพลิงไหม้ขึ้นก็จะสามารถจัดการปัญหาเบื้องต้นได้ดีและทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า หลักใหญ่ 4 ข้อในการกำจัดความเสี่ยงต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่ประชาชนควรรู้คือ

จัดการความเสี่ยงด้วยตัวเอง

“ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดไฟไหม้ด้วยตัวเองก่อน โดยมีความรอบคอบในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ที่อาจเป็นเชื้อเพลิงและต้นเหตุเพลิงไหม้ได้”

ทางหนีทีไล่

“ตัวอย่างใกล้ตัวเช่น บ้าน ต้องมีหน้าต่างสัก 1 บาน ประตูหรือพื้นที่ที่สามารถเปิดออกได้ง่ายและเป็นที่รับรู้ของทุกคนในบ้าน ปัจจุบันหลายคนละเลย ต่อเติมบ้านเรือนอาคารสถานที่จนอาจเป็นอุปสรรคในยามฉุกเฉินได้”

ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย

“เครื่องจับควัน เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ง่ายมากในปัจจุบัน หากมีการติดตั้ง ตรวจเช็คเเละทดลองใช้อย่างสม่ำเสมอ ความปลอดภัยในสถานที่ก็จะมีมากขึ้น”

ซ้อม ซ้อม ซ้อม

“หลายคนมักละเลยหรือไม่ใส่ใจการร่วมซ้อมหนีไฟของบริษัท สถานประกอบการ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก”

เอนก ยืนยันว่า อาคารขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างภายหลังปี พ.ศ. 2535 ตัวอาคารจะสามารถผจญเพลิงได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยมีกฎหมายบังคับ อย่างไรก็ตามเจ้าของอาคาร ผู้ประกอบการ พนักงานหรือผู้อยู่อาศัยต้องใส่ใจในการซ้อมและมีแผนรองรับหากเกิดเหตุ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกอาคารต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตกอยู่ในความประมาท หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์จัดการเพลิงไหม้เเละซ้อมรับมืออยู่เสมอ

 

“ใบขับขี่ใหม่”เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 มีนาคม 2560 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485440

"ใบขับขี่ใหม่"เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เมืองไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

นอกจากปัญหาเมาแล้วขับ ซิ่ง ซ่า คึกคะนอง  “ทักษะการขับรถที่ไร้คุณภาพ” ก็ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องถนนบ้านเราเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกเตรียมกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบอนุญาตขับรถและการขอต่ออายุ โดยบังคับให้ทุกคนต้องเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถภายใต้การกำกับดูแลของกรมขนส่งทางบก ต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องกฎจราจร 15 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า

เสียเวลา มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในการซื้อใบขับขี่

เมืองไทยได้ใบขับขี่ง่ายเกินไป

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังด้านรถยนต์ มองว่า การได้ใบอนุญาตขับขี่ในประเทศไทยนั้นง่ายเกินไป

สมัยก่อนพ่อแม่พี่น้องสอนขับรถให้ แล้วไปซื้อพรบ.จราจรมาท่องไม่กี่ข้อ ก็ไปสอบใบขับขี่ได้เลย เราจึงมีคนที่ขับรถได้เต็มถนน แต่ขับรถไม่เป็น ขับรถได้คือ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก แต่เวลาขับรถผ่านสี่แยกเปิดไฟฉุกเฉิน ยังเถียงกันอยู่ทั้งประเทศว่าถูกต้องหรือไม่ การมีชั่วโมงอบรมเรื่องกฎจราจร ข้อกฎหมาย มารยาท ข้อพึงปฏิบัติที่มากขึ้น จะช่วยคัดกรองคนขับที่มีคุณภาพออกสู่ท้องถนน

เรื่องค่าใช้จ่ายแพงขึ้น คนก็บ่นเกินไป รถคันละเป็นแสนคุณซื้อได้ แต่กลับไม่ยอมเสียค่าเรียนขับรถที่ถูกต้องแค่ 5,000 แถมใช้ได้หลายปี ถ้าคิดตามความรับผิดชอบของสังคมแล้วไม่แพงหรอก หรือการอบรม 15 ชั่วโมง วันนี้ไปอบรม 3 ชั่วโมง พรุ่งนี้ไปอบรมเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง กักตุนไปเรื่อยๆ อย่างน้อยมันได้ฝึกระเบียบ ฝึกความอดทนว่ากว่าคุณจะได้ใบขับขี่มานั้นมันยากเย็นแค่ไหน

กูรูด้านรถยนต์รายนี้ กล่าวว่า ความกังวลที่ว่าจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดปัญหาซื้อใบขับขี่ กรมการขนส่งทางบกต้องควบคุมโรงเรียนสอนขับรถเอกชนอย่างเข้มงวด เพราะถ้าย่อหย่อนก็เท่ากับตีงูให้กากิน ทำให้โรงเรียนเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตเหล่านั้นกลายเป็นแหล่งออกใบขับขี่

การกำหนดหลักเกณฑ์ออกใบขับขี่แบบใหม่ ผมมองว่าปัญหาต่างๆบนที่เกิดขึ้นบนท้องถนนที่เป็นอยู่มันคงแก้ไม่ได้ เพราะคนที่มีใบขับขี่ไปแล้วมันก็เป็นไปแล้ว แต่มันช่วยจะไม่ให้ปัญหาใหม่งอกเงยขึ้น ยกตัวอย่างเวลาผมจัดอบรมการขับรถ คนเกือบครึ่งห้องยังไม่รู้ว่าจะวัดน้ำมันเครื่องตรงไหน วัดยางลม วัดน้ำกลั่นยังไง เวลาขับรถไปเสียกลางถนนมันก็เป็นภาระสังคม ฉะนั้นนอกจากข้อกฎหมาย วินัยจราจร ควรเรียนรู้เรื่องรถและช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นด้วย

เรียนขับรถดีกว่าให้ใครไม่รู้มาสอน

ชูฤทธิ์ นิลพุดซา วิทยากรสถาบันสอนขับรถยนต์ Safe Driver Education เห็นด้วยกับการเข้มงวดในการออกใบอนุญาตขับขี่

“ในฐานะครูสอนขับรถ ผมเห็นด้วยนะที่ต้องทำให้มันได้ยากขึ้น ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ คุณต้องไปเรียนขับรถ 2-3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ ขับให้ครูฝึกดูทุกวัน ภายใน 3 เดือนเขาจะดูว่าคุณพร้อมที่จะขับออกมาบนท้องถนนไหม ขับอย่างมีคุณภาพไหม การให้เพื่อนสอนขับรถกับเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรม ถ้าผู้สอนเป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาขับก็จะใจร้อน ด่า ขับเร็ว คนเรียนก็จะจดจำตรงนี้ไป เวลาออกไปขับจริงก็จะใจร้อน หงุดหงิด และมีอารมณ์ตาม แต่ถ้าเรียนจากสถาบันดีที่มีคุณภาพเขาจะปลูกฝังเลยว่าต้องมีทักษะการขับที่ดี มีจิตสำนึก มีน้ำใจ เน้นเรื่องทัศนคติ เรื่องความปลอดภัย

ครูสอนขับรถหนุ่มรายนี้ ยอมรับว่า การอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนสอนขับรถและออกใบขับขี่ได้ อาจเป็นช่องโหว่ทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาบ้านเรามีโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สอนขับรถ และสามารถออกใบขับขี่ได้ด้วย แต่หลายแห่งไม่ค่อยมีคุณภาพ ยังซื้อใบขับขี่ได้อยู่ พอได้ง่าย เวลาออกไปขับรถบนถนนก็ไม่มีคุณภาพ ไม่มีจิตสำนึก ไม่รู้กฎหมาย เกิดอุบัติเหตุตามมา ดังนั้นกรมการขนส่งทางบกต้องคัดกรองโรงเรียนสอนขับรถให้ดีๆ มีการตรวจสอบที่เข้มข้น ใครขายใบขับขี่ หรือออกใบขับขี่ง่าย ไม่มีคุณภาพ ก็สั่งปิดเลย ถ้าคัดกรองไม่ดี จะสร้างปัญหา ปล่อยคนขับที่ไม่มีคุณภาพออกมา ขับสะเปะสะปะ ประมาท เสี่ยงอันตราย บางโรคที่ไม่อนุญาตให้ขับรถ เช่น โรคหัวใจ ลมบ้าหมู ห้ามขับรถเลย แต่บางสถาบันยังออกใบขับขี่ให้”

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนขับรถที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000-5,000 บาทนั้น ชูฤทธิ์ให้ความเห็นไว้อย่างน่าคิด

ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าเงินไทยประมาณ 8 หมื่นบาท เรียน 3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ แถมเรียนแล้วถ้ายังขับไม่ได้ก็ต้องไปลงเรียนใหม่ ที่ญี่ปุ่น วิชาขับรถต้องอ่านหนังสือเล่มหนาๆไม่ต่างจากหนังสือแบบเรียน แบบนี้ถึงจะได้คนขับที่มีคุณภาพ ถ้าเรียนง่ายๆผ่านออกมาง่ายๆก็จะได้คนขับที่ไม่มีคุณภาพ เกิดขับไปเกิดอุบัติเหตุ ค่าเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสน หรือไปชนคนตาย ค่าเสียหายเป็นล้าน แถมติดคุกอีก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาทในการเรียนขับรถที่ถูกต้องนั้นถือว่าไม่แพงเลย

เพิ่มความเข้มงวดมือใหม่หัดขับ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) บอกว่า ปัจจุบันคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงบนถนน หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือตัวคนขับรถที่ไม่มีทักษะ ขาดความรู้ความรับผิดชอบ ฉะนั้นการที่กรมการขนส่งทางบกจะยกระดับเรื่องการออกใบอนุญาตขับขี่ถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม

ในต่างประเทศ ชั่วโมงการอบรมไม่ใช่แค่ 15 ชั่วโมง การได้ใบขับขี่จะเป็นขั้นเป็นตอน (graduated licensing) หมายความว่า ต้องปูพื้นฐานการเรียนรู้ อบรมอย่างเป็นระบบ เช่น ญี่ปุ่น อบรมความรู้ 30 ชั่วโมง แล้วค่อยไปสอบภาคปฏิบัติโดยให้ไปขับรถอยู่ภายใต้การกำกับของครูฝึก ตั้งแต่การปรับเบาะ ปรับกระจก ออกรถ จนถึงขับบนถนนจริงๆ ไม่ใช่แค่ถอยเข้าถอยออกแบบที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบัน หากสอบผ่านสิ่งที่จะได้มาคือ ใบขับขี่ชั่วคราว (learner) อายุ 1 ปี แถมยังมีเงื่อนไขต่างๆอีกหลายข้อ เทียบกับบ้านเราที่จะอบรม 15 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เยอะเลย”

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าคิดต่อคือ การอบรม 15 ชั่วโมงที่โรงเรียนสอนขับรถได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งทางบกให้เข้ามาดูแลนั้น ทำอย่างไรให้ได้มาตรฐาน ทั้งวัสดุอุปกรณ์ สื่อ และครูผู้สอนให้ใกล้เคียงกันทุกโรงเรียน

ควรมีการตรวจสอบประเมินว่า ใครผ่านอบรมและทดสอบจากโรงเรียนไหน ถ้าไปขับรถชน เมาแล้วขับ ทำพฤติกรรมไม่ดีบนท้องถนน แล้วไปย้อนดูว่าจบมาจากโรงเรียนอะไร ก็จะรู้ได้ว่า คนนี้ขาประจำ คนนี้ทำผิดซ้ำซาก พูดง่ายๆคือ ต้องให้ความสำคัญกับระบบเชื่อมโยงข้อมูล คนที่มาทำใบขับขี่ หรือต่ออายุใบขับขี่ ควรเก็บบันทึกประวัติ ยกตัวอย่างเน็ตไอดอลสาวคนหนึ่งที่ขับรถไปชนรถคันอื่น 9 คันรวด แล้วคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่กลับโพสต์ว่าไปต่อใบขับขี่ที่หมดอายุ ตรงนี้เป็นการอุดช่องโหว่ที่ทำให้เรารู้ประวัติว่า ใครถูกแบล็กลิสต์ ใครควรระงับใบขับขี่ ใครถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

นักวิชาการด้านความปลอดภับบนท้องถนน ทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐเข้มงวดเป็นการเฉพาะกับคนที่ถือใบขับขี่ชั่วคราว เพราะข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่า คนที่เพิ่งได้ใบอนุญาตขับขี่ในปีแรกมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงสุด หมายถึงพวกมือใหม่หัดขับทั้งหลาย

“ทำอย่างไรที่จะควบคุมคนพวกนี้อย่างเข้มงวดที่สุด เช่น ออกบทลงโทษที่รุนแรงกว่าปกติ รวมถึงคนที่ไม่มีใบขับขี่ หรือไม่พกใบขับขี่ขณะขับรถ พวกนี้ถือว่าอันตรายมาก ที่ผ่านมาเรามีบทลงโทษอ่อนมาก คนจึงไม่เกรงกลัว

ท่ามกลางเสียงบ่นว่า หลักเกณฑ์การออกใบขับขี่ใหม่นั้นทำให้ประชาชนเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่กันขึ้น ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปล่อยให้ได้ใบขับขี่มาง่ายๆสบายๆ อาจสร้างปัญหาที่ใหญ่โตกว่าตามมาอย่างคาดไม่ถึง.

 

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 16:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485371

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สังคมไทยปัจจุบันพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในทุกๆ ด้านตั้งแต่การทำงาน การดำรงชีวิต ซื้อของ รวมไปถึงการทำธุรกรรมต่างๆ ให้จบบนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียว แต่ทว่าประโยชน์มากมายที่ผู้บริโภคได้รับจากบริการที่สะดวกเหล่านี้ อีกด้านกลับมีปัญหาที่แฝงอยู่ เช่น การหลอกลวง ฉ้อโกง นี่จึงเป็นประเด็นที่เครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันจัดเสวนา “เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไทยยุค 4.0” เพื่อเป็นขอแนะนำเตือนให้ผู้บริโภครู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี

สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิจัยอิสระ สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันคนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดียกว่า 38 ล้านคน หรือ 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฟสบุ๊คยังคงเป็นสื่อออนไลน์ที่นิยมมากที่สุดถึง 41 ล้านยูสเซอร์ ส่วนปัญหาหลักที่พบจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ในกลุ่มยาอาหารเสริม และที่น่าตกใจพบว่าปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิตจากการสั่งซื้อยาอาหารเสริมผ่านระบบนี้จำนวน 4 ราย และมีผู้ที่ประสบเหตุเช่นนี้อีกมาก

ขณะที่ปัญหาโดยตรงของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายบนโลกออนไลน์เป็นสินค้าจริงหรือไม่ เพราะแม้แต่ตราหน่วยงานรับรองคุณภาพยังมีการปลอมแปลง ประกอบกับการทำงานของหลายหน่วยงานที่ดูแล ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องรอทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันก่อนว่าสินค้าที่พบผิดกฎหมายหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย

ดังนั้น เบื้องต้นวิธีการป้องกันในผู้บริโภค อย.ควรเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบระบบคลังฐานข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์สินค้าได้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก่อนซื้อสินค้า แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดให้ใช้เพียงหน่วยงานเท่านั้น

รศ.วิทยา กุลสมบูรณ์ ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมาก โดยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเฉลี่ยวันละเกือบ 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นคอมพิวเตอร์ประมาณกว่า 6 ชั่วโมงและโทรศัพท์มือถือมากกว่า 3 ชั่วโมง หลักๆเพื่อการติดต่อสื่อสาร ส่งข้อมูล ทำธุรกรรมต่างๆ

สำหรับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้เทคโนโลยีทำธุรกรรมมากขึ้น เนื่องจากรู้สึกว่ามีความสะดวก มีบริการส่งถึงบ้าน มีร้านให้เลือกจำนวนมาก และซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าซื้อหน้าร้าน ทำให้ปัจจุบันการตลาดบนสื่อออนไลน์มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี

รศ.วิทยา กล่าวว่า การป้องกันสิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทุกครั้งควรเก็บใบเสร็จการโอนเงินไว้ เพราะถ้าหากถูกโกงสามารถเรียกร้องได้ทันทีซึ่งมีผลทางคดี 3 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ แต่คิดว่าทางป้องกันดีที่สุดในเบื้องต้น ผู้บริโภคก็ควรตรวจสอบประวัติผู้ที่ทำธุรกรรมก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ควรเห็นกับสินค้าราคาถูกหรือแพงเกินไปเพราะถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้น อาจไม่คุ้มค่ากับผลที่ตามมา

จินตนา ศรีนุเดช ผู้แทนสมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า กล่าวว่า การเป็นผู้บริโภคมืออาชีพต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีทุกอย่างที่มี 2.ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากแบรนด์สินค้าโดยทันที แต่ควรเชื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ต และการร้องเรียน 3.หากประสบปัญหาต้องกล้าร้องเรียนเพื่อเป็นผู้นำ ให้กับผู้บริโภคคนอื่นที่ไม่ได้รับความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรหน่วยงานรัฐก็ควรสร้างกลไกมาดูแลคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภคอย่างแท้จริงและให้ภาคประชาชนมีส่วนผลักดัน

ปฏิวัติ เฉลิมชาติ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคประสบปัญหาจากการรู้ไม่ทันการใช้เทคโนโลยีมาก เช่น แชร์ข้อมูลลงไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรอง ตรงนี้จะเป็นช่องทางทำให้ผู้ประกอบการนำมาโต้ตอบผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานหมิ่นประมาทได้ ดังนั้นแนะนำว่าผู้บริโภคต้องมีสติก่อนที่จะแชร์ข้อมูลลงไปบนสื่อออไลน์ เพื่อไม่ทำให้การเรียกร้องสิทธิได้รับผลกระทบ

ขณะที่การทำงานของหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภค ที่ผ่านมายังคงล้าช้าจึงอยากให้ปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เช่น การฟ้องร้องควรฟ้องแทนประชาชนผู้เสียหายจริงๆ ไม่ใช่ให้แต่เพียงคำแนะนำและปล่อยให้ผู้บริโภคดำเนินการฟ้องร้องเอง

และสิ่งสำคัญที่อยากให้มีการปฏิรูปหน่วยหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภคตอนนี้ ซึ่งมีความหลากหลายมากเกินไปถึง 7 หน่วยงานหลัก เช่น ถ้าหากต้องการร้องเรียนเรื่องยาต้องไป อย. ปัญหาจากการใช้รถต้องไปร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และปัญหาจากการใช้โทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตต้องไปสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้ ตั้งหน่วยงานมาดูแลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเพียงแห่งเดียว เช่น ที่ภาคประชาชนเสนอให้ตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ไม่มีความเป็นอิสระตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ที่อาจเข้ามาแทรกแซงได้

ดังนั้นภาคประชาชนขอแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว และเห็นควรทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอิสระจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถทำงานไม่เต็มที่ ไม่เช่นนั้นผู้เสียผลประโยชน์ก็ยังคงตกอยู่กับผู้บริโภคต่อไป เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

 

 

ข่าวเกษตรรุ่น 23 เดือนเมษายน 2560

Jubilee KU 23

2506-2556

ฉบับเดือน เมษายน 2560 ฉบับ วันขรก พลเรือน (1เมย.) วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพฯ (2 เมย.) วันจักรี (6 เมย.) วันสงกรานต์ (13-15 เมย.) วันครอบครัว (14 เมย.), วันประมงแห่งชาติ (14 เมย.)

HBD เบียบ – ป้อมและแจ๋ว

Rachoom – แจ๋ว – เม่น

จิระศักดิ์ – แดง – เจ้วาส

นายพล – อ.อุดม (สองพ่อหม้าย)

กำนัน – Conductor

เกศรา(เหฯ) – แต

สุวพันธ์

DJ. I love you.

RIP to เพื่อนชัย

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน

มีข่าวการสูญเสียญาติผู้ใหญ่ คู่ชีวิตและของเพื่อนร่วมรุ่นฯรวมทั้งการเจ็บป่วยของเพื่อนเรามาแจ้งให้สมาชิกได้รับทราบกันดังนี้ครับ อันดับแรกขอแจ้งว่าคุณแม่ของ ** ดร.อภิชาติ – ตี๋ **ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรากำหนดสวดเวลา 19.00 น.ที่วัดหนองกุง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพวันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2560เวลา 16.00 น.ต่อมาเป็นเพื่อนวน.รุ่นเราคือ ** ชัย ฤทธิรังศรีโรจน์ หรือป๋าชัย ** ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 มีค.2560 เวลา 7.49 น. ที่ รพ.จุฬาฯ มีพิธีรดน้ำศพวันจันทร์ที่ 27 มีค.2560 เวลา 16.00 น สวดวันแรกเวลา 18.00 น.ที่ศาลา 6 วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน วันต่อไปสวดเวลา 18.30 น.KU.23 และวน .29 ร่วมเป็นเจ้าภาพคืนวันศุกร์ที่ 31 มีค. มีเพื่อนวน.29 และครอบครัวจากทางเหนือมาร่วมกันมากมาย เช่น ** เตี้ย – ถนัด **  สมยศ และภริยา ** ทวี(เสา) และครอบครัว ** ประสาน และ น้องแมง ** ฃูศักดิ์ ** จากแพร่ **ดร.สุรีย์ Uncle To + ดร.อรพิน ** น้องถวัลย์ ดัชนี จากเชียงราย ** คุณปลื้มจิต ภรรยาของสมชาติ ** ที่วายชนม์แล้ว ** รองไพโรน์ – ดาวลูกไก่ ** ซึ่งขอไม่ขึ้นไปทอดผ้า ** ดร.โหนก – บุญวงค์ –วิไลลักษณ์** ศ.เกียรติคุณ ดร.สิรินุช – เม็ด ** Choob Richard ** และ แจ๊ด – อัจฉรา ** วิเศษ ** ณรงค์ แสงแก้วและภรรยา **จำนงค์ –เขี้ยว ** จากกาญจนบุรี ** ดร.สงคราม ** ดร.ชาญชัย ** ก่อเกียรติ – ปลัดและคุณประทุม ** จากภูเรือ จ.เลย ** สุพจน์ วน.** สุรพล –เม่น **  DJ.-ไพศาล ** รองสวัสดิ์ +พึงพิศ ** สมนึก** คนนี้ออกมาให้เห็นหน้านานๆที **ดร.สุจิน ปม.** เฉลียว ** แต-แววไว ** เจ้วาส ** พะเยาว์ ** อุดล ** พิทยา ** ผู้ว่าสมาน ** กลับจากไปตีกอล์ฟและหาร้านก๋วยเตี๋ยวปลาที่เชียงรายก็มาทันวันพระราชทานเพลิงศพเพื่อน ชัย พอดี ฯลฯ พระราชทานเพลิงศพวันเสาร์ที่ 1 เมษายน 2560 เวลา 16.00 น .นับเป็นเพื่อนคนที่ 99 ของรุ่นที่มีการจดบันทึกไว้ ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวของ ดร.อภิชาติ และครอบครัว ฤทธิรังศรีโรจน์ มาณ ที่นี้ขอให้วิญญาณของคุณแม่และเพื่อนชัยจงไปสู่สุขติในสัมปรายภพ ด้วยเทอญ

และเมื่อวันที่ 26 มีค.มีข่าวแจ้งว่า ** เพื่อนต๋อง – วีรพันธ์ ** ต๋องเข้าผ่าตัดสมองที่รพ.ศิริราช เนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก จากแหล่งข่าวเดียวกันแจ้งว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จไปด้วยดี เพื่อนเรารู้สึกตัว ขยับตัวและทานข้าวได้อีกไม่นานคงมาครวญเพลง My way ให้พวกเราฟังอีก ก่อนหน้านี้เพื่อนต๋องไปตรวจพบเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอและได้หยุดเหล้าบุหรี่มานานแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้ว ** อธิบดีโล้น –ระพีพงษ์ ** ขึ้นไปเชียงใหม่ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆที่นั่นยังกระเซ้าเพื่อนที่นั่นว่าทำไมตอนนี้มีแต่พวกวน.วะที่เสียชีวิตทำไมคณะอื่นๆถึงไม่ค่อยตายกันกลับมากทม.ก็ได้ข่าวว่า  ป๋าชัย ซึงเป็นวน.เสียชีวิตไปอีกคนเป็นวน.ติดต่อกันสามคน(Hat- rick) และตั้งแต่ปี 2557 มี วน.เสียชีวิต 4ใน 7 คน ปี 57 เป็น สมชาติ ปี59 วัชรชัย( หยี) กับนิทัศน์ มาปีนี้ก็เป็น ป่าชัย ของน้องๆโดยเฉพาะที่จังหวัดพิษณุโลก ปกติแล้วในสมัยก่อนวันสังสรรค์ประจำเดือนที่สหโภชน์ ป๋าชัย จะเป็นขาประจำมาร่วมเกือบทุกเดือนแต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วก็ไม่ได้มาร่วมเหมือนเคยแต่จะเจอในรูปที่พวก วน.29 จัดสังสรรค์ท่องเที่ยวไปเป็นครอบครัว

มีช่าวเศร้าเข้ามาอีกราย คุณอุทัย สามีฃอง ** จิ๊ด – จรรยา ** เสียชีวิตเมื่อเวลา 3.17 น. ของวันที่ 1 เมย. กำหนดรดน้ำศพที่วัดเสมียนนารี ศาลา 4วันจันทร์ที่ 3 เมย.เวลา 17.00 น. สวดเวลา 18.30 น.วันที่ 4 และ 5 เมย. สวดเวลา 19.00 น. รุ่นฯเป็นเจ้าภาพวันพุธที่ 5 เมย. งดสวดวันที่ 6 และ 9 เมย. วันที่ 7 และ 8 เมย. สวดเวลา 19.00 น. ฌาปณกิจวันจันทร์ที่ 10.00 น. เวลา 17.00 น.

ยังไม่หมดครับสำหรับข่าวการพลัดพรากจากกัน เช้าวันที่ 7 เมย. **สุวพันธ์ **  แจ้งข่าวมาว่า คุณไหมพรหม  ภรรยาของ ** วิทยา มาสร้างสรรค์(จิวารัตนพงส์) **ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ รพ.ศิริราช มีการรดน้ำศพ สวด ณ ศาลา 15 วัดพระศรีฯ ฌาปณกิจวันอังคารที่ 11 เมย.เวลา 16.00 น.ครับ

ชอแสดงความเสียใจมายังทั้ง 4 ครอบครัวด้วยครับ

หลังจากที่ได้แจกที่อยู่ของรุ่นฯไปแล้วมีการขอแก้ไขที่อยู่ให้ถูกต้องอีกคือ

  1. บ้านเลขที่ ของ** แต – แววไว ** แก้บ้านเลขที่จาก 22/4 เป็น 22/54
  2. เบอร์โทรศัพท์ของ ** พะเยาว์ ** ที่ถูกต้องคือ 0 2976 8883
  3. โทรศัพท์บ้านของ ** กำนัน – ปรีดี ** เลิกใช้ ใช้เบอร์มือถืออย่างเดียวเบอร์ 089 508 5604

กรุณาแก้ไขในเอกสารของท่านด้วยครับ

วันสงกรานต์

ปัจจุบันปฏิทินไทยกำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ประกาศสงกรานต์อย่างเป็นทางการจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์ สุริยยาตร์ ซึ่งแต่โบราณมา กำหนดให้วันแรกของเทศกาลเป็นวันที่ พระอาทิตย์ ย้ายออกจาก ราศีมีน เข้าสู่ ราศีเมษ เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” วันถัดมาเรียกว่า “วันเนา” (ภาษาเขมร แปลว่า “อยู่ “) และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราช และเริ่มใช้ กาลโยค ประจำปีใหม่ เรียกว่า  วันเถลิงศก

กิจกรรมในวันสงกรานต์

  การทำบุญตักบาตร ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไป ตักบาตร ถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วย

การรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา

การสรงน้ำพระจะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัด สรงน้ำพระสงฆ์ ด้วย

บังสุกุลอัฐิ กระดูกญาติผู้ใหญ่ที่ตายแล้ว มักก่อเป็นเจดีย์ แล้วนิมนต์พระไปบังสุกุล

การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด ถ้าเป็นพระก็จะนำ ผ้าสบง ไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็น ฆราวาส ก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้

การดำหัว จุดประสงค์คล้ายกับการรดน้ำทางภาคกลาง พบเห็นได้ทางภาคเหนือ การดำหัวทำเพื่อแสดงเราเคารพนับถือต่อพระ ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมี อาภรณ์ มะพร้าว กล้วย ส้มป่อยเทียน และ ดอกไม้

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่

การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด แต่ก็มีบางที่ เชื่อว่าตลอดปี การนำทรายที่ติดเท้าออกวัด เป็นบาป จึงขนทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เป็นบาป

ช่วงปลายปีต่อเนื่องมาถึงต้นปีเข้าหน้าร้อนเมืองไทยเราจะมีดอกไม้สีสวยๆทยอยบานให้คนไทยได้ชื่นชมตามภูมิภาคต่างๆเช่นช่วงเดือนพย.ดอกบัวตองทางแม่ฮ่องสอน – ชม. ปลายปีต่อต้นปีเป็นช่วงที่ดอกซากุระเมืองไทยหรือพญาเสือโคร่งหลังจากนั้ก็มีชมพูพันธ์ทิพย์ที่เด่นก็ที่ มก.กำแพงแสน เหลืองปรีดิยาทร ดอกคูนทำให้คนไทยไม่ต้องเสียเงินไปดูดอกไม้ยังตปท.ประหยัดเงินและไม่ต้องไปผจญกับอากาศหนาวอีกด้วย

เดือนเมษา.เป็นเดือนที่มีอากาศร้อนวันหยุดเยอะ ผู้คนมักจะออกจากย้านไปแย่งกันหาที่กิน หาที่นอน หาที่เที่ยวใครที่ไม่อยากไปชุลมุนชุลเกและไม่มีอุบัติเหตุขอเชิญไปคลายร้อนที่ห้องอาหารสหโภชน์กันครับเดือนนี้วันที่ 23 ตรงกับวันอาทิตย์งานก็เลยเลื่อนมาเป็นวันศุกร์ที่ 21 เมษายน ครับรีบๆมาเจอเพื่อนๆที่ยังเหลืออยู่ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เจอกัน

อย่าลืมเดือนนี้เรามีนัดกันที่ห้องอาหาร สหโภชน์ ในวันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560 อย่าลืมไปเจอกันนะครับ

วันชัย  จันทร์ฉาย  รายงาน

รมว.คมนาคม ลุยขนส่งอุบลฯ ตรวจดูความพร้อม รับมือเทศกาล สงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2560 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/914642


รมว.คมนาคมลงพื้นที่ตรวจขนส่งอุบลฯ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจขนส่ง จ.อุบลราชธานี เพื่ออำนวยความสะดวก รัดษาความปลอดภัยให้ปชช. ช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 15 เม.ย.60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งสุ่มตรวจแอลกอฮอล์โซเฟอร์รถ และตรวจสภาพความปลอดภัยรถโดยสาร ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารเฉลิมพระเกียรติอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารเดินทางกลับ กทม.และปริมณฑล หลังจากเดินทางกลับภูมิลำเนามาเยี่ยมบ้าน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2560

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดอุบลราชธานี มีประชาชนบางส่วนได้วางแผนในการเดินทางกลับ กรุงเทพมหานคร และวันนี้เป็นวันที่ 5 เทศกาลสงรานต์ ซึ่งมีประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับ เข้ากรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหารถติด

ส่วนด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคม ได้เน้นเพิ่มมาตรการเข้มข้น ในการตรวจสภาพรถโดยสารและสภาพความพร้อมโซเฟอร์โดยสาร ที่สถานีต้นทางและปลายทาง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร พร้อมยืนยัน มีรถรถ บขส. รถร่วมบริการ รองรับประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผู้โดยสารตกค้างแน่นอน

 

รถไฟ-บขส. เสริมรถ รองรับคนเที่ยวสงกรานต์แห่กลับกรุง 1-2 วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 เม.ย. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/914482


บขส.-รถไฟ รับมือคลื่นคนกลับ กทม. หลังหยุดยาวสงกรานต์ เริ่มทยอยเข้ามาแล้ว ตั๋วเกือบเต็มทุกที่นั่ง จัดรถเสริมรองรับ คาด 16-18 เม.ย.ใช้บริการมากสุด…

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการเดินรถ บริษัท ขนส่ง หรือ บขส. คาดว่า วันที่ 15 เม.ย. จะมีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประมาณ 1.2 แสนคน ซึ่งขณะนี้ยอดซื้อตั๋วโดยสารในเที่ยวกลับเต็มเกือบทุกที่นั่ง โดย บขส. เตรียมรถโดยสาร รองรับการเดินทางของประชาชนกว่า 6,000 เที่ยว ส่วนในวันที่ 16-18 เม.ย. จะเพิ่มรถโดยสารอีก 1,000-1,500 เที่ยว โดยเฉพาะสายอีสาน เสริมรถกว่าร้อยละ 70 และคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร วันละ 1.4 แสน ถึง 1.5 แสนคน

สำหรับผู้ใช้บริการรถของ บขส. ขาเข้า รถจะจอดส่งผู้โดยสารที่ กรมการขนส่งทางบก ด้านถนนพหลโยธินช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ส่วนรถโดยสารทั่วไป จะจอดส่งที่บริเวณ ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต เพิ่มอีก 1 จุด ก่อนเข้าส่งผู้โดยสารที่ ขาเข้า หมอชิต 2 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ และลดความหนาแน่นบริเวณสถานีขนส่งด้วย นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จัดเตรียมรถโดยสารประจำทาง เพื่อเร่งระบายประชาชนที่เดินทางมาถึงสถานีขนส่งหมอชิต 2

ขณะที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย ประเมินว่า วันที่ 15 เม.ย. จะมีประชาชนใช้บริการประมาณ 1 แสนคน โดยจัดขบวนรถเสริมพิเศษ เที่ยวกลับ รถไฟฟรี จำนวน 2 ขบวน คือ อุบลราชธานี-กรุงเทพ และอุดรธานี-กรุงเทพ ทั้งนี้จะมีประชาชนใช้บริการรถไฟมากที่สุดในวันที่ 16 และ 17 เม.ย. ประมาณ 1.2 แสนคน ซึ่งจะเพิ่มขบวนรถไฟฟรี 4 ขบวน คือ อุบลราชธานี-กรุงเทพ, อุดรธานี-กรุงเทพ, ศรีสะเกษ-กรุงเทพ และ ศิลาอาส์น-กรุงเทพ ส่วนรถด่วนพิเศษ คือ เชียงใหม่-กรุงเทพ.

 

เปิดโมเดลธุรกิจค้าปลีก 4.0 รุกพร้อมกันทั้งออฟไลน์-ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913440


ด้วยอิทธิพลของโลกยุค 4 จี สังคมออนไลน์เฟื่องฟู ได้ส่งผลกระทบต่อหลากหลายธุรกิจที่ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนรับยุค 4 จี ก็คือ ธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลง หันมาสั่งซื้อทางออนไลน์กันมากขึ้น

จนส่งผลให้ในหลายๆห้างดัง หลายๆร้านค้าที่เป็นเชนใหญ่ๆในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ต้องทยอยปิดสาขา เพราะลูกค้าเข้าร้านค้าน้อยลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงหลายปีนี้ บรรดาค่ายค้าปลีกในบ้านเราได้ทุ่มงบสร้างสารพัดช่องทางขายออนไลน์ตามเทรนด์ของโลก

โดย ณ วันนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละค่ายได้เร่งงัดไม้เด็ดออกมากระตุ้นให้เกิดการทดลองสั่งซื้อ และสร้างฐานลูกค้าเพิ่มให้มากที่สุด บวกกับการเกิดขึ้นของดีลใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อกิจการ “ลาซาด้า” ของ “อาลีบาบา” ยักษ์ใหญ่จากจีน และการเข้าซื้อกิจการ “ซาโลร่า” ของกลุ่มเซ็นทรัล

สร้างแรงสั่นสะเทือนตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีความคึกคักและดุเดือดยิ่งขึ้น!!!

“กลุ่มเซ็นทรัล” พลิกโมเดลธุรกิจ

ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง “กลุ่มเซ็นทรัล” นำโดย “ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้ออกมาประกาศชัดว่า วันนี้ การทำธุรกิจค้าปลีกจะทำแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว

กลุ่มเซ็นทรัลต้องปรับตัวและต้องเปลี่ยน ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกเฉลี่ย 1 นาที มีการค้นหาข้อมูลใน google ประมาณ 4 ล้านครั้ง ดู Youtube 4 ล้านยอดวิว มีการโพสต์ Facebook 3.3 ล้านโพสต์ มีการใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ต 2.5 เทระไบต์ (Terabyte) และมีการซื้อ-ขายออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่คนเดินห้างสรรพสินค้าบางตา

กลุ่มเซ็นทรัลจึงได้ประกาศทุ่มเม็ดเงินกว่า 45,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ลงทุนไป 39,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนใหญ่เชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัล

“ปีนี้จะใช้เงินลงทุนพัฒนาและวางระบบออนไลน์ เทคโนโลยี รวมถึงโลจิสติกส์ 3,000-4,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2561 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ Digital Centrality ที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์กับออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงเชื่อมโยงลูกค้าครอบคลุมทั่วโลกด้วย ตั้งเป้า 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลจะเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันที่มีแค่ 1%”

กลุ่มเซ็นทรัล มีจุดแข็งเรื่องการทำธุรกิจออฟไลน์ ที่ทำมายาวนานกว่า 70 ปี ขณะที่ธุรกิจออนไลน์เพิ่งเริ่มหัดเดิน แต่ก็พร้อมเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเชื่อมโยงลูกค้าผ่านโลกออนไลน์และออฟไลน์ทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียว

โดยส่วนตัวเชื่อว่า ธุรกิจออฟไลน์กับออนไลน์เชื่อมต่อกันได้ การทำธุรกิจค้าปลีก ณ วันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เป็นค้าปลีกรุ่นใหม่ ดังนั้นกลุ่มเซ็นทรัลต้องเร่งขยายการลงทุนไปที่เทคโนโลยีเป็นหลัก จากเดิมที่เน้นซื้อที่ดินและการก่อสร้างห้างฯและศูนย์การค้าในเครือฯ และต้องปรับใหม่หมดทั้งการบริหารจัดการ บุคลากร เพื่อรับมือ

นายทศเผยว่า แผนของกลุ่มเซ็นทรัล สิ่งที่จะเปลี่ยนในปีนี้ คือ ต้องให้องค์กรมีความพร้อมรองรับโลกธุรกิจค้าปลีกในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องของ “คน” ต้องปรับใหม่ ให้ความสำคัญในกระบวนการ “ปรับความคิด” เนื่องจากประสบการณ์และความสำเร็จเดิมๆของคนทำงานเก่าๆ เริ่มไม่ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การดึงคนรุ่นใหม่มาร่วมงาน ถือเป็นกุญแจสำคัญช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ทันสมัย

ด้าน “ปิยวรรณ ลีละสมภพ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ย้ำว่าห้างเซ็นทรัลจะขยายธุรกิจไปสู่ออนไลน์มากขึ้น โดย 5 ปีนับจากนี้ จะใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท วางระบบและสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อให้เว็บไซต์ของเซ็นทรัล ได้เป็นห้างฯเซ็นทรัล สาขาที่ 22 จากปัจจุบันที่มีสาขาออฟไลน์เปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ 21 สาขา และสามารถช็อปปิ้งได้ 24 ชั่วโมง

“ขณะนี้ยอดขายออนไลน์ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การใช้จ่ายต่อบิลต่อคนมีสูงถึง 3,000 บาท โดยสินค้าหลักที่ลูกค้าซื้อ คือ เครื่องสำอาง รองลงมาเป็นสินค้าแฟชั่น สินค้าเกี่ยวกับบ้าน จากจำนวนสินค้าที่วางขายในช่องทางออนไลน์ทั้งหมด 100,000 รายการ ในอีก 5 ปีบริษัทฯมีเป้าหมายเพิ่มสินค้าวางขายในช่องทางออนไลน์เพิ่มเป็น 500,000 รายการ
และมียอดขายเพิ่มเป็น 15% ของยอดรายได้รวมบริษัทฯ จากปัจจุบันมีแค่ 1% ของยอดรายได้รวมโดยปี 2559 บริษัทมียอดรายได้ 47,000 ล้านบาท”

เดอะมอลล์ย้ำช้าแต่ชัวร์

ด้านกลุ่มยักษ์ใหญ่ศูนย์การค้าอย่าง “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ซึ่งดูภายนอกอาจจะมีเสียงค่อนขอดว่าไม่ค่อยตื่นตัวเรื่องค้าปลีกออนไลน์ “วรลักษณ์ ตุลาภรณ์” ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดใจว่าที่เดอะมอลล์กรุ๊ปดูใหม่มากๆเรื่องค้าปลีกออนไลน์นั้นไม่ได้ชักช้า แต่อยากให้มั่นใจ

ที่สำคัญ ไม่อยากให้ลูกค้ามองเราว่าเป็นออฟไลน์หรือออนไลน์ เราอยากให้มองภาพของเดอะมอลล์ กรุ๊ปเป็น “ซิงเกิล วิว” คือ เป็นภาพเดียวกัน

การทำธุรกิจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีการวางแผนเป็นเฟส เพราะต้องศึกษาและดูความต้องการของลูกค้าด้วยว่าต้องการอะไร ไม่ใช่ยกห้างฯหรือศูนย์การค้าเข้าไปไว้บนออนไลน์เลยในทันที ต้องดูความต้องการซื้อจริงด้วย เพราะตลาดประเทศไทย ไม่เหมือนสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ที่คนทำงานยุ่ง ไม่มีเวลา ธุรกิจออนไลน์ถึงเติบโตและตอบโจทย์ แต่คนไทยจะซื้ออะไรต้องศึกษา ดู และลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ

โดยในเฟสแรก ประมาณเดือน พ.ค.นี้ จะทำในรูปของ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” การสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม โดยการลิงค์ให้ลูกค้าเข้ามาหาเราได้จากทุกช่องทาง ซึ่งจะเลือกโพสต์เฉพาะสินค้าที่ลูกค้ามีความต้องการเท่านั้น เฉลี่ยวันละ 10 ตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มอาหาร กีฬา และสินค้าใหม่ เป็นต้น ช่วงแรกจะทดลองขายเฉพาะฐานลูกค้า M Card ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่มีจำนวนสมาชิกกว่า 3.5 ล้านใบก่อน จากนั้นจะเปิดขายให้ลูกค้าทั่วไปในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับเฟส 2 จะเห็นในช่วงไตรมาส 3 นี้ โดยอาจเป็นการยกห้างฯและศูนย์การค้าของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทั้งเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน และบลูพอร์ตเข้าไปอยู่บนออนไลน์

“เป้าหมายใหญ่ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป คือ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ อยากให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่กับห้างฯและศูนย์การค้าของเราให้นานที่สุด ทั้งบนหน้าจอและในสโตร์ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”

กลุ่มสยามพิวรรธน์พร้อมลุย

อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ธุรกิจศูนย์การค้าอย่าง บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์ พาร์ค และหนึ่งในพันธมิตรโครงการ “ไอคอนสยาม” ได้เริ่มเดินหน้ารับมือกับโลกออนไลน์

“ศิริเพ็ญ อินทุภูติ” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ เผยว่า บริษัทได้เดินหน้าขยายช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อรับ

การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และพฤติกรรมของลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การทำออนไลน์ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ได้ทำมา 3 ปีแล้ว มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเป็นการทำออนไลน์ควบคู่ออฟไลน์ แต่ยังไม่มีการค้าขายออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งรวมถึงการทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท เปิดแมกกาซีนออนไลน์ที่รวบรวมเนื้อหาความสนใจและการให้แรงบันดาลใจกับลูกค้า กลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป

และเฟส 2 จะขยายธุรกิจเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ โดยได้อัดเงินหลายพันล้านบาท พัฒนาและวางระบบเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงโลจิสติกส์ เพื่อให้ศูนย์การค้าในเครือฯ สามารถทำธุรกิจซื้อ-ขายออนไลน์ได้เต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

“เรายังเชื่อมั่นว่า ยังมีลูกค้าที่หาข้อมูลทางออนไลน์ และมาช็อปปิ้งซื้อสินค้าในห้างฯ และศูนย์การค้า เนื่องจากได้เห็นสินค้าจริง และได้ลอง ขณะที่ยังมีบางกลุ่มหาข้อมูล ดูสินค้าในช็อป ในศูนย์การค้า และกลับไปซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ”

“บิ๊กซี” ลุยเต็มสูบโลกออนไลน์

สำหรับการแข่งขันของธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต กลับดูเหมือนจะรุนแรงกว่าธุรกิจศูนย์การค้า

สำหรับกลยุทธ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่ค่ายบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตเลือกหยิบมาใช้ยังคงไม่ต่างจากการแข่งขันในสโตร์ ที่เน้นขายสินค้าหลากหลาย ราคาประหยัด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครายย่อย และผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทั้งเพื่อการบริโภคในบ้าน ผ่าน “Big C Big Service ช็อปปิ้งออนไลน์” และซื้อครั้งละมากๆ ผ่านบริการ “ช็อปปิ้งออนไลน์ ของบิ๊กซี จัมโบ้”

“วรวุฒิ วาริการ” ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) เผยว่าการขยายทำธุรกิจออนไลน์ของบิ๊กซี ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ยอดสั่งซื้อเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สินค้าที่ขายดีสุด คือ กลุ่มสินค้าบริโภค และเติบโตดีที่สุด คือ กลุ่มสินค้าแม่และเด็ก จากสินค้าที่มีมากกว่า 20,000 รายการ

ปีนี้ บิ๊กซียังคงเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์

“สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การใช้สาขาบิ๊กซี ช่วยกระจายสินค้าและต่อยอดการทำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เชื่อมโยงกับออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า”

“เทสโก้ โลตัส” ฟุ้งรายแรกบุก “ออนไลน์”

ด้านยักษ์ใหญ่ธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเราอย่าง “เทสโก้ โลตัส” เผยว่าตัวเองเป็นค้าปลีกรายแรกๆที่เริ่มบุกเบิกอย่างจริงจัง โดยเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2555

“จอห์น คริสตี้” ประธานกรรมการบริหารของบริษัท เอกชัย ดิสทรีบิวชั่น ซิสเทม เจ้าของเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลในประเทศไทยเติบโตขึ้นรวดเร็วมาก เพราะลูกค้าในยุคนี้ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และการซื้อสินค้าทุกประเภท เทสโก้ โลตัส จึงเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้มานาน

สำหรับธุรกิจออนไลน์ของเทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์ม จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.เทสโก้ โลตัส ช็อป ออนไลน์ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2555 จำหน่ายสินค้ากว่า 20,000 รายการ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ โมบายไซต์ และโมบาย แอพพลิเคชั่น, 2.ร้านค้าเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ “ลาซาด้า” ที่จำหน่ายสินค้ากว่า 12,000 รายการ, และ 3.ร้านค้าเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ “วีเลิฟช็อปปิ้ง” จำหน่ายสินค้ากว่า 4,000 รายการ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้หญิง

และ 2.ดิจิทัล คอนเนกชั่น ช่องทางออนไลน์ที่สื่อสารกับลูกค้าโดยตรงทุกวัน คือ เฟซบุ๊ก ของเทสโก้ โลตัส, ไลน์ ให้ลูกค้าทราบถึงรายการโปรโมชั่น ข่าวสาร สินค้าใหม่, เทสโก้ โลตัส โมบาย แอพพลิเคชั่น ให้ลูกค้ารับข้อมูล ข่าวสารโปรโมชั่น, คลับการ์ด โมบาย แอพพลิเคชั่น ให้สมาชิกคลับการ์ดตรวจสอบแต้มสะสม พร้อมดาวน์โหลดคูปองเงินสด ส่วนลด และสิทธิพิเศษต่างๆได้ผ่านทางสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

“ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์ของเทสโก้ โลตัส โตก้าวกระโดดทุกๆปี คือ ความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมการให้บริการในรูปแบบที่ตอบโจทย์ลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้ตรงจุด”

หลับตาก็รู้ว่า นับแต่นี้ การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในบ้านเราจะเพิ่มความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้นทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์

เพราะกลุ่มค้าปลีกของไทยยังมีความมั่นใจว่าในส่วนของออฟไลน์ยังเติบโตต่อไปได้ เพราะแต่ละรายได้มีการปรับตัวให้ศูนย์การค้าเป็นศูนย์รวมของการใช้ชีวิตของผู้คนยุคใหม่ โดยนอกจากมาตากแอร์เพื่อคลายร้อนแล้ว ยังมาพักผ่อน พบปะสังสรรค์ จึงได้ปรับตัวห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าให้รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ จึงเป็นศูนย์รวมของร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์รวมแฟชั่น ความบันเทิง เทคโนโลยี รวมทั้งการศึกษา

กลุ่มค้าปลีกในบ้านเราจึงสร้างโมเดลธุรกิจที่ไปควบคู่กันระหว่างโลกออฟไลน์และโลกออนไลน์ นั่นคือ โมเดล “Omni-Channel” ซึ่งเป็นการเข้าถึงลูกค้าในทุกช่องทางและการใช้ทุกช่องทางในการดึงดูดลูกค้า

ยิ่งการที่คนไทยตื่นตัวในเรื่องเทคโนโลยีสื่อสารอย่าง 4 จีมากขึ้น นั่นหมายความว่าสงครามบนโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์จะยิ่งมีการสู้รบแหลมคม

เพราะไม่มีใครยอมเป็นกระสอบทรายเคลื่อนที่ให้คู่แข่งไล่ถลุงฝ่ายเดียว!!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

ข้อห้ามควรรู้ เมื่อต้องโดยสารรถไฟฟ้า เที่ยวสงกรานต์ใน กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913876


ผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน และ บีทีเอสในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต้องปฏิบัติตามข้อห้าม ขณะเข้าสู่ระบบรถโดยสาร นอกจากจะห้ามสาดน้ำ หรือเล่นแป้งแล้ว ห้ามดื่มแอลกอฮอล์จนควบคุมสติไม่ได้ และบิดน้ำออกจากเสื้อผ้า และเทน้ำออกจากปืน…

เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2560 นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รักษาการแทน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการให้บริการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และกำกับดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่คัดกรองผู้ใช้บริการ

หากพบว่าดื่มแอลกฮอล์แล้วไม่สามารถควบคุมตัวเอง ห้ามใช้บริการเด็ดขาด เพราะอาจส่งผลต่อการเดินทาง อุบัติเหตุจากการตกบันไดเลื่อน และรบกวนผู้ใช้บริการคนอื่นในเรื่องของกลิ่นแอลกฮอล์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องดูแลด้วยการพาไปนั่งพักและพาไปขึ้นรถแท็กซี่ ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต้องปฏิบัติตามที่กำหนดคือ งดสาดน้ำ เล่นแป้ง-ดินสอพอง เทน้ำออกจากอุปกรณ์เล่นน้ำก่อนเข้าใช้บริการ บิดน้ำออกจากเครื่องแต่งกายก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ โดยเฉพาะที่สถานีสีลม เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้ใช้บริการ 30,000-40,000 คน จากปกติใช้บริการประมาณ 20,000 คนต่อวัน และคาดว่าวันนี้ (14 เม.ย.) และวันพรุ่งนี้ (15 เม.ย.) จะมีผู้ใช้บริการประมาณ 30,000 คนต่อวัน โดยทาง รฟม. จัดเตรียมรถไฟฟ้าไว้รองรับการเดินทางให้เพียงพอ

ส่วนการใช้บริการบีทีเอส ก็มีข้อห้ามเช่นเดียวกัน โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และบีทีเอส ยังคงเปิดให้บริการในเวลาปกติ คือ 06.00-00.00 น.

 

ชาวมะกันนับหมื่นเดินขบวนทั่วประเทศเรียกร้อง ‘ทรัมป์’ เผยข้อมูลจ่ายภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 เม.ย. 2560 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/914721


ชาวอเมริกันนับหมื่นคนออกมาเดินขบวนในหลายสิบเมืองทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษี ที่เขาปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยมาตลอด…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอเมริกันจำนวนหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวนในย่านใจกลางเมืองแมนฮัตตัน และอีกหลายสิบเมืองทั่วสหรัฐฯ ในวันเสาร์ที่ 15 เม.ย. เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีของเขา รวมทั้งเพื่อตอบโต้คำพูดของนายทรัมป์ ที่อ้างว่าสังคมไม่สนใจเรื่องนี้หรอก

กลุ่มผู้จัดการเดินขบวนซึ่งถูกเรียกว่า ‘การเดินขบวนภาษี’ (Tax March) ในกว่า 150 เมืองทั่วประเทศ ระบุว่า พวกเขาต้องการดึงความสนใจไปสู่เรื่องการปฏิเสธที่จะเปิดเผยประวัติการเสียภาษีของนายทรัมป์ ทั้งที่เป็นธรรมเนียมที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติมาตลอดนานกว่า 40 ปี โดยการเดินขบวนยังเกิดขึ้นตรงกับวันเส้นตายการจ่ายภาษีในสหรัฐฯ ด้วย

ทางผู้จัดระบุด้วยว่า การเดินขบวนครั้งนี้ริเริ่มมาจากข้อความเพียงข้อความเดียว คือ ทวีตของนาย แฟรงค์ เลสเซอร์ ที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ในวันที่ 22 ม.ค. หรือ 1 วันหลังจากการประท้วงใหญ่ของเหล่าสตรี โดยเขาระบุว่า “ทรัมป์อ้างว่าไม่มีใครสนใจเรื่องเกี่ยวกับภาษีของเขา การประท้วงใหญ่ครั้งต่อไปควรเกิดขึ้นในวันเส้นตายการเสียภาษี เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด” ซึ่งข้อความนี้ถูกรีทวีตไปมากกว่า 21,000 ครั้ง

การประท้วงที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในนครนิวยอร์ก และนครลอสแอนเจลิส โดยมีผู้ออกมาชุมนุมที่ละกว่า 5,000 คน โดยมีทั้งการถือป้ายประท้วงเป็นข้อความต่างๆ หรือใช้ตุ๊กกาไก่เป่าลมขนาดใหญ่เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว ส่วนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้ชุมนุมประมาณ 1,500 คน โดยมีสมาชิกสภาคองเกรสกล่าวปราศรัยกับผู้ชุมนุมก่อนเดินขบวนด้วย เช่นนาย รอน ไวเดน ส.ว.รัฐโอเรกอน กล่าวว่า การปฏิเสธไม่เปิดเผยของมูลภาษีของนายทรัมป์ เหมือนกับเด็กที่พวกพยายามซ่อนผลการเรียนไม่ดี

ทั้งนี้ นายทรัมป์ปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีของเขาทั้งในตอนที่เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และหลังรับตำแหน่งแล้ว โดยอ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดย กรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) แต่ทาง IRS ระบุว่า นายทรัมป์สามารถเปิดเผยข้อมูลได้แม้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ